560406_รายการเทศน์เปิดงานและพาปฏิญาณศีล 8 งานปลุกเสกฯครั้งที่ 37 โดยพ่อครู.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข31 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

560406 รายการเทศน์เปิดงานและพาปฏิญาณศีล 8 งานปลุกเสกฯครั้งที่ 37 โดยพ่อครู พ่อครูว่า …วันนี้วันที่ 6 เมษายน 2556 เป็นวันเริ่มต้นของงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธครั้งที่ 37 เป็นปีที่ 37 เป็นงานจารีตประเพณี ซึ่งมนุษย์ก็จะมีงานประเพณีเป็นจารีต ก็เพื่อให้เกิดคุณค่าประโยชน์ให้มากที่สุด แต่พอทำไปกิเลสของคนก็ไปร่วมปรุงแต่ง แล้วก็มีการแปรเปลี่ยนผสมผเส นานเข้าก็กลายเป็นงานจารีตประเพณีที่เสื่อมเสียไร้ประโยชน์ เป็นงานที่มีโทษแก่สังคม ยกตัวอย่างคืองานสงกรานต์ รดน้ำดำหัว ทุกวันนี้กลายเป็นงานเสียหายเละเทะ กลายเป็นงานที่ขูดรีดเอาเงินได้เป็นกอบเป็นกำ ก็เลยส่งเสริมกัน จริงๆควรเลิกกันได้แล้ว งานรดน้ำดำหัว ต้นเรื่องคือในหน้าร้อนมันร้อน และน้ำหายาก น้ำจึงมีค่า ใครได้มีน้ำมาอาบมาใช้ก็ถือว่าเป็นบุญเป็นกุศลมีคุณค่า ก็เกิดการแชร์ แต่ละคนก็เอามาแบ่งกันคนละจอก หรือมารดแก่ผู้ที่เรานับถือบูชาให้เกิดความเย็น ก็ทำเป็นรูปแบบที่ดี ก็เป็นจารีตประเพณีรดน้ำดำหัว ให้แก่ผู้ที่เราจะไปกตัญญูกตเวที เป็นสิ่งดี เป็นจิตวิทยาสังคมที่ดี แต่ก็มีกิเลสมาร่วมปรุง เมื่อเรายกย่องพ่อแม่ คนที่เรานับถือ แล้วก็มีคนที่เราต้องการรดน้ำดำหัวเพิ่มขึ้น แตกกระจายมากขึ้น ก็สมมุติกันไป นี่คนที่เรายกย่อง นี่เพื่อนเรา ก็มากขึ้น ทำให้ราคาค่าของคนที่ควรรดน้ำก็ลดลงๆ หนักเข้าก็เล่นกันสิ ไปรดคนนั้นคนนี้ มันเฝือแล้วก็รดไปเรื่อย กิเลสมันก็สนุก แกล้งกันเลย หนักเข้าก็หาวิธีให้เขามารดน้ำเรา เราก็จะได้รับความนับถือ หนักเข้าก็สาดน้ำกันเล่นทั่วไป ก็สนุกสนานเละเทะ น้ำยิ่งไม่มียิ่งเอามารดกันเล่น ก็เสื่อมแล้ว แต่อวิชชา เอาแต่สนุกเป็นตัวน้ำ ประเพณีจารีตดีงามก็เลยเสีย จนทุกวันนี้ไปถึงขั้นลามกอนาจาร มันบานปลายไป และมีเชิงค้ามีเชิงหากิน ซึ่งมันเสื่อม แต่ไม่รู

อ่านต่อ

้กัน ไปมองว่าสังคมได้คลายเครียด มองตื้นๆ แต่มีสิ่งแฝงเสียหายมากมายกว่า บ้านเมืองรกเลอะ มีพฤติกรรมลามกอนาจาร มีการค้าขายที่แฝงหากินไม่สุจริต ยิ่งเจ้ากระทรวงไม่เข้าใจ ไปส่งเสริมอีกก็ยิ่งเสีย สังคมไปไม่รอด ไม่แต่เพียงรดน้ำดำหัว งานลอยกระทงก็เหมือนกัน มันปรุงแต่งจนบานปลายเสียหาย ตั้งแต่ท้องน้ำไปถึงท้องฟ้า มันเสียหายมากเลย งานปลุกเสกฯ เราก็หนีไม่พ้นกฎไตรลักษณ์หรอก กิเลสหรือความไม่รู้อวิชชามันพาเสื่อม ซึ่งก็อยู่ที่พวกเราจะยืนยันยืนหยัด ทำสิ่งดีขนาดไหน งานปลุกเสกฯ พุทธาภิเษกฯ พวกเราตั้งมา 30 กว่าปี ยังไม่ถึง 40 ปี เพราะ อาตมา รวมหมู่ชาวอโศก พ.ศ. 2516 ถือว่า 40 ปีพอดี ปี 2518 ประกาศลาออกจากมหาเถรสมาคม และในปี 2519 เป็นการกำเนิดพุทธสถาน เป็นหลักแหล่งวัฒนธรรมเอกของสังคม คือพุทธสถาน ถือว่าอโศกกำเนิดใน พ.ศ. 2519 มาถึงปีนี้ก็คือว่า 37 ปี ก็นับเอาพุทธาฯ ปลุกเสกฯ มาเป็นอายุแท้ของอโศกได้เลย ซึ่งมีความสำคัญนะสำหรับตัวเลขพวกนี้ ถ้ารู้จักใช้ ก็ขอเตือนสติพวกเราชาวอโศก ที่มุ่งทิศทางมีธรรมะเป็นหลักของชีวิต คนที่มาแล้วได้ประโยชน์ก็มี และมีผู้ที่มาแฝงอยู่แล้ว ก็มีจิตที่ใช้ความโลภ-โกรธ-หลง มาเป็นความฉลาด อย่านึกว่าเขาโง่นะ แต่เขามีความรู้โลกีย์ เขาฉลาดแฝง ฉลาดทำร้าย แม้ในหมู่อาริยะเขาก็มาแฝงเสพความสุขโลกีย์ของตนเอง โดยใช้ความฉลาดนั้นกลบเกลื่อนแฝงบัง ไม่ให้คนอื่นรู้ว่าตนเสพ โลกธรรมอยู่ บางคนถึงขั้นมีตุกติก โกงลาภ เขาก็ทำ เพราะคนชั่วก็ต้องทำชั่ว พวกเราก็ไม่ไปเข้มงวดเกินกาล เขาก็ฉลาดที่จะหลบเลี่ยง ซึ่งกรรมมันเป็นทำ บาปเป็นอันทำ ใครจะปิดบังแม้เล็กแม้น้อยไม่มีทางปิดบังสัจธรรม เขาอาจหลอกได้ตลอดชีวิต แต่ไม่อาจหลอกกฎแห่งกรรม จะมีบาป 2 ชั้น คือมีทั้งกรรมทำชั่ว และกรรมกิริยาปิดบังก็เป็นบาปซ้ำบาปซ้อน บาปมันชั่วอยู่ในตัวและมีที่ปิดบังอีกซ้ำซ้อนเข้าไปอีก มีชั่วหลายชั้น พอมีคนจะมารู้ก็ไปโกหกอีกกลบเกลื่อน ดีไม่ดีมีเอาไปซุกซ่อนทำลายหลักฐานอีก อย่าให้กิเลสมันชนะเรา คนที่เชื่อกรรมวิบากมาตั้งใจเลิกบาปอกุศลมาบำเพ็ญบุญก็ต้องพากเพียร "อย่าให้กิเลส มัน ชนะเรา" คำนี้เอาไปใช้ให้ได้ ถามว่า "ใครเคยให้กิเลสมันชนะนี่?" ถ้าคนไม่ยกมือถือว่าโกหก มันมีทั้งเคยและไม่เคยมาทุกคนที่ให้กิเลสมันชนะ แม้ไม่ศึกษาธรรมะก็รู้ว่ากิเลสที่เป็นตัวไม่ดี ทำแล้วเราก็โกหกต่อ อย่าไปเล่นกับมัน อย่าไปเป็นพวกมันเป็นอันขาด มันพาคนเลวมานักต่อนักแล้ว ให้สำนึกสังวรให้ดี เอาให้มันตายเลย กิเลสจะตายหรือเราจะตาย กิเลสมันสู้เราไม่ได้หรอก แต่คุณก็ยอมมันทุกที แล้วเมื่อไหร่จะชนะ กิเลสมันขึ้นมาต้องใช้ว่า "กิเลสมันไม่ใหญ่กว่าเราหรอก" มันจะมาใหญ่กว่าเราได้อย่างไร ทำไมเราต้องแพ้กิเลสอยู่เรื่อย ทำให้จริงทั้งสมถะและวิปัสสนา ใครทำอย่างใดก็ได้อย่างนั้น แล้วจะเห็นผล อาตมา ว่าชาตินี้เป็นโพธิสัตว์ไม่เป็นหมัน เกิดมาไม่มีลูกเลย ก็ยังดีมีลูกมาเอาตามทำได้ ลดละ มีปัญญาเห็นจริง จนเกิดหมู่กลุ่มเป็นชาวอโศกขนาดนี้ อาตมา ถือว่าลูกที่โตๆก็มีแล้ว อย่าเป็นลูกคนโตที่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่น้องๆ ก็แล้วกัน ถ้าเราตั้งใจให้ดี สังวร ทำให้ดี มันไม่เสียเราเลย มันไม่เสียหมู่ด้วย ได้ประโยชน์ตนประโยชน์ท่านตลอดไปเลย ใครมีดวงตาก็มาเอา แม้จะยาก ทุกวันนี้อโศกเราเดินทางมาได้พอสมควร เป็นบุญนิยมชนิดที่เป็นสภาพทวนกระแสกับโลกีย์ ตั้งใจเข้ามาลดละ มาเป็นคนไม่สะสมกอบโกย มาเป็นคนเอา คนให้ เสียสละขาดทุน ตั้งใจอย่างนั้นเลย ชีวิตเราจริงๆแล้วเราได้ขาดทุนหรือเราเอาเปรียบเขาอยู่ ไปตรวจตนเองดู ถ้าเรายังทำตนเป็นคนได้เปรียบอยู่เป็นคนซวย ถ้าแต่ละวันๆเราได้เสียเปรียบ ยิ่งเสียเปรียบได้มากขึ้น แล้วเราก็รู้ว่าสิ่งใดควรเสียเปรียบแก่สังคมเราก็รู้ ถ้าชัดเจนว่าเราเป็นคนเสียเปรียบในสิ่งดี ทั้งวัตถุง แรงงาน ความคิด เราก็เสียเปรียบเขา เสียเปรียบความคิดคือเราจ่ายแสดงความคิดมากๆ แล้วเขาเอาไปใช้ประโยชน์ได้ อย่าง อาตมา จ่ายความคิด 100 มีคนได้แค่ 30 ก็เสียไป 70 อย่างนี้คือเราได้เสียเปรียบ เราได้เสียสละ คนจะเป็นกลางได้ต้องพึ่งตนเองรอด อย่างไอสไตน์เขาคิดได้ แต่คนเอาไปทำเสียหาย ก็อยู่ที่การชั่งน้ำหนักว่าเป็นประโยชน์หรือโทษ ใครมากกว่ากัน ทุกวันนี้เกาหลีก็ท้าทายประกาศรบกับอเมริกา เกาหลีประเทศเล็ก แต่เขาสร้างนิวเคลียร์ได้ มันมะรอมมะร่อว่าจะเกิดสงครามโลก ซึ่งจะมี 3 ฝ่าย อีกฝ่ายคือพวกเป็นกลาง ไม่รบกับใคร คนจะเป็นกลางได้คุณต้องพึ่งตนเองรอด ถ้าคุณยังต้องพึ่งคนอื่นคุณก็ต้องเข้าข้างใดข้างหนึ่ง นี่คือทางรอดคือต้องพึ่งตนได้ หลักเกณฑ์คือ " 1 .อย่าเป็นหนี้ 2 .พึ่งตนรอด 3 .ให้เหลือเกิน เผื่อขาดเหลือ 4 .มีแจกจ่ายเผื่อแผ่คนอื่นได้ " ของเราคือเล็กพริกขี้หนู หนูช่วยราชสีห์ ถ้าได้อย่างนี้ใครมาทำอะไรเราไม่ได้ เราไม่ต้องพึ่งใคร บางทีเขาต้องพึ่งเราด้วย อย่างนี้เป็นกลางได้ อโศกทุกวันนี้เป็นกลางได้ไหม? หลายอย่างที่เราต้องพึ่งภายนอก แต่สิ่งหลักๆคือ อาหาร เครื่องอุปโภคบริโภค อาตมา ว่าเครื่องใช้เราก็ต้องพึ่งเขาอยู่มากเลย ทุกวันนี้อย่าผยองว่าเรามีอาหาร ก็ยังไม่เต็มร้อยหรอกที่จะพึ่งตนได้หมด เราต้องทำให้เหลือเฟือ ติดเป็นนิสัย เป็นวัฒนธรรมสังคม เราเป็นเจ้าแห่งกสิกรรมเลย ส่วนอุตสาหกรรมเราก็ทำบ้าง ในโลกนี้เมื่อไหร่ก็ตาม กสิกรรมต้องราคาถูกกว่าอุสาหกรรม ทั้งที่จริงกสิกรรมจะเป็นที่หนึ่งเสมอ อุตสาหกรรมเป็นเรื่องรอง ไม่มีกสิกรรมตาย แต่กสิกรรมจะแพงไม่ได้ เพราะเป็นสิ่งจำเป็น อุตสาหกรรมไม่มีก็ไม่ตาย มันมีเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งคือกิเลส ในสมัยพระพุทธเจ้าก็มีพระหรือฆราวาสที่มีกิเลสมาผสม ในสมัยนี้อาจมากกว่า แต่จะมากอย่างไรก็ต้องไม่มากกว่าสังคมข้างนอกเขา ต้องมีความบกพร่องทุจริตไม่มากกว่าข้างนอกเขา เพราะไม่ใช่อรหันต์ทั้งหมด เรายกให้แต่อรหันต์ที่เป็นคนดีที่สุด เราตัดรอบไม่เอาผิดกับอรหันต์ เพราะพระอรหันต์บริสุทธิ์ใจ ไม่ทำร้ายจริง แต่ท่านก็ทำเท่าที่ท่านจะมีปัญญาประมวลประมาณ อาจผิดพลาดได้ โดยไม่มีเจตนาอกุศล แต่ท่านมีความรู้เท่านี้จริงๆ ก็ผิดพลาดบ้างเพราะทำงานกับสังคม ไม่เหมือนฤาษีที่หนีเข้าป่า เขาพึ่งพาสังคมแต่ไม่ทำงานให้สังคมก็แย่กว่าสัตว์ ผู้ที่ทำงานกับสังคมในระบบพระพุทธเจ้าคุณต้องไม่หนีสังคม เมื่อทำงานกับสังคมจึงเกิดการปรุงแต่งสังขาร ตั้งแต่ผู้นำเลยก็จะมีบกพร่องผิดพลาดตามบารมีฐานะ พระพุทธเจ้าจึงเตือนว่า ลาภสักการะสรรเสริญแม้เล็กแม้น้อยก็เป็นอันตรายอันแสบเผ็ดแม้พระอรหันต์ขีณาสพ ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจยาก ปุถุชนคิดจะไม่เหมือนอนาคาฯ อรหันต์คิด ท่านจะรู้ประมาณ ไม่เอาไปเสี่ยงกับอันตรายอันแสบเผ็ดหรอก ท่านไม่เอาอยู่แล้ว ท่านไม่เอากำไรหรอก ท่านไม่มีความตะกละหรอก ท่านจะคิดไม่เหมือนปุถุชน จิตท่านจะจริง ตั้งแต่อนาคามี อรหันต์เลย ท่านจะคำณวนให้ตนเสียสละให้มากขึ้น พวกมิลักขะชนไม่ใช่คนไม่ฉลาดหรือพวกอยู่ป่าเขา แต่คือพวกฉลาดที่ทำเลวร้ายเอาเปรียบสังคมอยู่ทุกวันนี้แหละ ที่มีทุนรอนมีอำนาจในสังคมนั่นต่างหากที่คือพวก มิลักขะชน ไม่ใช่ชนผู้เจริญหรือ อาริยกะชน เรามีความฉลาดได้แต่อย่าเอาไปทำเลวร้ายทำลายสังคม เราทำให้สังคมเจริญสิ แต่ละคนอย่าให้ตัวผีร้ายมาแสดงบทบาท ออกมาเป็นพฤติกรรมกาย วาจาที่เป็นทุจริต แต่ก็จะได้ตามฐานะของคน เช่น โสดาบันก็มีเรื่องเสียหายเลวร้ายอยู่ พระพุทธเจ้าก็ไม่บังคับ ให้ทำเท่านี้ก่อน ไม่ทำเกินแรง ทำเท่านี้เพื่อสะสมทุน แรง เพื่อทำต่อไป อย่างโสดาบันหยุดบาปเท่านี้ แต่กิเลสที่คุณยังไม่ละก็ยังทำงานเพิ่มอยู่ เมื่อทำได้แล้วก็มาทำเพิ่มทีหลัง ทำสกิทาคามี อนาคามีต่อไป คุณก็เก็บรักษาวิบาก พระอนาคามีก็ไม่แสดงออกบาปภายนอก มีแต่บาปในใจ ที่ต้องลดละต่อไป ท่านไม่มีเจตนาในการทำบาปภายนอกแล้ว ท่านไม่ทำอะไรเกินการณ์หรอก พวกเราขณะนี้จะพัฒนาทั้งสังคมเราให้ดีได้ อยู่ที่พวกคุณแต่ละคน ต้องสังวรสำรวมของแต่ละคนให้ดี เพราะแต่ละคนถ้าสังขาร สังกัปปะ วาจา ก็จะมีกัมมันตะ อาชีวะดีขึ้นได้ มันก็จะเป็นกุศล คุณก็จะล้างที่มันยังมีอกุศลในจิตต่อไป เมื่อกำจัดที่ใจได้ ใจเป็นประธาน วาจา กัมมันตะ อาชีวะก็จะดีขึ้นอีก จนกว่าจะเกลี้ยงสังโยชน์ทั้งหมดได้ อย่างอนาคามี ยังเหลือยึดทิฏฐิ ยึดมานะอยู่บ้าง ยึดความถือดีถือตนอยู่บ้าง ถ้าอนาคามีหมดวิจิกิจฉานุสัยอีก จะมีพลังในการทำงานมากขึ้น ทิฏฐานุสัยหมดอีกก็เหลือแต่มานะ ภวราคะและอวิชชานุสัย คนที่มีของใช้และใช้เป็นมันก็เจริญ ถ้าประโยชน์ตนลดลงๆ ก็มีแต่ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นต่อไป ก็กำชับให้พวกเราพัฒนาตนเอง เราจะประสานกับภายนอกมากขึ้น แต่ที่เห็นชัดคือปริมาณมวลของอโศกเพิ่มช้า และปริมาณงานเพิ่มขึ้น ที่สำคัญคือกิเลสเรายังลดได้ไม่ทัน การลดกิเลสเรายังเจริญไม่ทัน เป็นจุดบกพร่อง สิ่งดีๆในสังคมที่เป็นงานเพิ่ม คนเห็นดีเพิ่ม แต่ของเราลดกิเลสไม่ทัน ถ้าลดกิเลสจะมี พลัง ๔ (ปัญญา-วิริยะ-อนวัชชะ-สังฆหะ )จะมีปัญญาเป็นตัวเลือกเฟ้นการงานอันไม่มีโทษ ที่มีผลสังฆหะ มีประโยชน์ต่อโลกมากขึ้น ก็จะมีพฤติภาพที่เป็นภาวะจริง คนตาดีก็จะรู้ คนตาบอดตากลับเห็นดีเป็นชั่ว ก็มีมาก อาตมา มั่นใจว่า คนมีปัญญา จะถอยก็ถอย ใครมีปัญญาจะสู้ก็สู้ ก็ไม่น่าจะมีคนที่จะถอยนะ คำกล่าวนำปฏิญาณอุโบสถศีล [พากล่าวคำ นโมตัสสะ ภควโต ฯ 3 จบ ก่อน] ณ บัดนี้ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอตั้งจิตปฏิญาณ ในงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธครั้งที่ 37 นี้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าทั้งหลาย จะขอบำเพ็ญธรรม ประพฤติตนอยู่ในศีล 8 อันได้แก่ ปาณาติปาตา เวรมณี จะขอตั้งใจประพฤติ เว้นขาดการฆ่าสัตว์ เว้นขาดความโหดร้ายรุนแรง เว้นขาดการเบียดเบียนใดๆ จะพยายามสร้างเมตตาธรรม อทินนาทานา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดการขโมย เว้นการขาดเอาของผู้อื่นด้วย เชิงเอาเปรียบ จะพยายามสร้างสัมมาอาชีพ ขยันสร้างสรร เสียสละ ละเลิกความโลภ ความเห็นแก่ตัว อพรหมจริยา เวรมณี จะขอตั้งใจประพฤติ เว้นขาดเรื่องเมถุนธรรม เว้นขาดเรื่องกามคุณ จะเป็นผู้ละเลิกราคะ จะเป็นผู้กำหนดรู้เท่าทันในกาม มุสาวาทา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดการพูดปด เว้นขาดการพูดหยาบ เว้นขาดการพูดส่อเสียด เว้นขาดการพูดเพ้อเจ้อ จะพยายามพูดเป็นสารัตถะ เป็นธรรม สุราเมรยมัชชะ ปมาทัฏฐานา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดการเสพติดมัวเมา มีอบายมุขทั้งหลาย มีกามต่อมา มีโลกธรรม 8 อีก และเว้นขาดการยึดภวอัตตภาพ วิกาลโภชนา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดจากอาหารและเครื่องใช้ที่ควรเว้นควรเลิก จะกินจะใช้ตามที่กำหนด จะเป็นผู้พยายามเป็นผู้มักน้อยสันโดษ นัจจะ คีตะ วาทิตะ วิสูกะทัสนา มาลาคันธะ วิเลปนะ ธารณะ มัณฑนะ วิภูสนฐานา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดจากท่าทางอันไม่สมควร คำพูดที่มีเสียงสำเนียงอันไม่สมควร เช่น ฟ้อนรำ ดนตรี เป็นต้น เว้นขาดจากดอกไม้ของหอม เครื่องตกแต่งพอกทาเครื่องประดับประดิษฐ์ประดอย อุจจาสยนะ มหาสยนา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดจากที่นั่งที่นอนใหญ่ เว้นขาดจากการรั บ ของใหญ่ เว้นขาดจาการสะสมของใหญ่ ที่สุดเว้นขาดการหลงติดความใหญ่ ศีลทั้งหลายเหล่านี้ หากข้าพเจ้าทั้งหลายไม่ตั้งใจประพฤติ ข้าพเจ้าทั้งหลายย่อมไม่เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ได้ผล ถ้าหากข้าพเจ้าทั้งหลายตั้งใจประพฤติ ก็ย่อมได้ตามธรรมสมควรแก่ธรรม ดังนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายจักตั้งใจศึกษาฝึกฝน พากเพียรบำเพ็ญ ตามที่หมู่คณะนำพาช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกันด้วยดี ให้สุดความสามารถ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอตั้งปฏิญญาณไว้ ณ โอกาสนี้ ตามนี้.

หลักเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้าพาทำนี้ไม่มีเก่าทันสมัยเสมอ ถ้าเราทำได้เราเจริญ ไม่มีใครไม่รู้ แต่เขาไม่ทำจริง เขาไม่เจริญเพราะทำไม่จริง ศีล 5 เป็นศีลพื้นฐาน ก็เห็นว่าพวกเราทำจริงไม่น้อย ถ้าผู้ใดที่มาแฝง แม้ศีล 5 ก็ทำไม่จริง มาทำบาปในดงบุญนั้นราคาแพง เหมือนผ้าที่ขาวสะอาด แม้จุดเล็กที่มาเปื้อนก็เห็นชัด ในดงบุญหากมาทำบาปก็จะเห็นชัดเจน คนเชื่อกรรมวิบากก็ทำเอา ใครไม่เชื่อก็แล้วแต่ ในอโศกเรามี ศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 เราทำจริงจะเห็นจิตหลุดพ้น มีทั้งปัญญาและเจโต มันเฉยๆจริงๆ ไม่ยินดียินร้ายกับโลกีย์ เราต้องอ่านให้เห็นว่าเราทำได้จริง เราต้องรู้ของเราเอง ไม่มีใครตรวจให้ใครได้ จะเก่งเท่าใดก็ตรวจให้ใครไม่ได้ ยกไว้แต่พระพุทธเจ้าเท่านั้น อย่าง อาตมา ก็ไม่รู้มาก ไม่สามารถไปรู้ได้มาก แต่ถ้าพากเพียรก็พอรู้ได้ แต่ไม่จริงเท่าเรารู้เราเองหรอก สังคมอโศกทุกวันนี้ก็ก้าวหน้าขึ้นอยู่กับสังคมเขา เขาก็เห็นว่ามีส่วนดีบ้าง เราก็ทำร่วมกับเขาเท่าที่เขาเต็มใจให้เราทำ เขาไม่ให้เราทำก็ไม่ทำ ทุกวันนี้เขาให้เราทำแต่เราไม่มีแรงงานทรัพย์สินไปทำเขา อย่างวันนี้เป็นงานของสังคมเขา อ.วีรพันธ์ ก็ชุมนุมอยู่ที่ชายแดน ขณะนี้ ทางด้านกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติเขาก็ทำอยู่เต็มที่ แต่อ.วีรพันธ์ ก็มาขอร้องให้พวกเราไปร่วมในวันนี้ ถ้าใครจะไปร่วมด้วยก็เชิญ ในการเตรียมงานตลาดอาริยะก็ต้องอาศัยแรงงานพวกเรา บางอย่างก็ยังไม่ได้ทดลองเลย งานข้างหน้าก็ยังมี ที่จะพอเป็นไป เป็นอัตราการก้าวหน้าของสังคมเรา เรากำลังสร้างบ้านแปลงเมือง เราก็ทำตามที่เรามีความสามารถ เรามาจน แต่เราจะทำงานให้ใหญ่ขึ้นๆ เราต้องใช้ทั้งทุนรอ น แรงงาน ต้องอาศัยจากคนอื่น หรือจากพวกเราที่พอมี เราไม่รับบริจาคจากภายนอก นอกจากงานข้างนอกที่เรารับมาทำ แต่ถ้างานในจริงๆ เราจะไปรับบริจาคภายนอกมาไม่ได้ เราก็ต้องช่วยตนเองไปก่อน เราก็ต้องอุตสาหะ วิริยะ ก็เห็นว่าพอได้ พอรีดเลือดของตนเองออกมาได้ ก็แล้วแต่ใครจะมีน้ำใจ เพราะกองกลางเราไม่ได้สอนให้สะสม ยังมีเงินหนุนบ้าง ถ้าไม่มีทั้งเงินหนุนด้วยจะเป็นพลังอย่างดี ตั้งแต่ปฐมอโศกไม่มีเงินหนุนเลย ก็กร่างใหญ่เลยช่วยคนอื่น ได้ข่าวว่าตอนนี้ชั ก ติดขัด สันติอโศกก็จะเป็นแบบสันติอโศก ที่จะเยอะมาก ที่มีเรื่องหนึ่งที่สำคัญมากคือ ความสุจริตจริงใจ อย่ามีเล็กมีน้อย ซึ่งสังคมที่จะไม่มีผิดพลาดเลยไม่มีหรอก แม้พระพุทธเจ้าอยู่ทั้งคนก็ยังไม่ได้เลย ก็พูดสอนกันว่าอย่าทำทุจริ ต แม้เล็กแม้น้อย อาตมา บอกตรงๆว่ามี แม้ไม่มากก็ตาม มั่นใจว่าพูดไม่ผิด เพราะฉะนั้นก็อย่าให้เกิด ถ้าไม่มีได้ก็จะงาม ทั้งมีพลังจริงและรูปลักษณ์ที่ดีของสาธารณโภคี ที่สุจริตดีขึ้น ทุจริตลดละ ให้สำเหนียกและทำจริง เป็นข้อเจริญของเราภายใน ใครจะมีก็บาปของคนนั้น แต่ก็ควรจะเลิก พากเพียรแล้วเราจะเห็นพลังบารมี พลังกุศล เป็นได้ มันเกิดอย่างประหลาดได้ แต่ของเรายังไม่เกิดพลังดีที่เกิดได้อย่างพิ ส ดาร พลังไม่ดีก็หนีให้ไกลละกัน เร่งรัดพลังดีพวกเราให้ได้แล้วสิ่งเหล่านี้จะช่วยเราช่วยโลกด้วย เพราะว่าพลังงานดีก็เกิดดี ของเราดีที่ไม่เห็นแก่ตัว สะพ ั ดให้ภายนอกเขาก็ได้เลย ถ้าจริงแล้วคนมีตาดีจะเห็น เราไม่ต้องการที่จะให้เขามาร่วม แต่เขารู้ว่าดีแล้วเขาไม่ต้าน ถ้าคนดีเขาจะส่งเสริมด้วย เขาไม่ส่งเสริมไม่ต้านก็ดีแล้ว ย้ำอีกทีก็เรื่องของแต่ละคน ต้องสังวรสำรวมของตน ชำระจิตสันดานให้หมดจด เรียกว่าล้างบาป (ปุญญะ) ไปตามลำดับให้ได้ หมดเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ไม่กลัวว่าจะมีอรหันต์ 50 คนพร้อมกัน งานปลุกเสกฯ จะใช้หนังสือธรรมที่เป็นพุทธให้พวกเราอ่านแล้วเขียนประเด็นมาถาม จะตอบกันสดๆ เรียกว่า "ตอบกันด้วยวิญญาณพุทธ" ในการทำวัตรเช้า และคำตอบที่ใช้จะพยายามให้ทะลุทะลวงไปโลกุตระ หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่ารายการ "ท้าถาม" ...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน