560407_โอวาทพ่อครูพิธีแจกเข็มตราพระธรรม ว.บบบ. เข็ม๒ รุ่น ๑.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข31 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

560407_โอวาทพ่อครูพิธีแจกเข็มตราพระธรรม ว.บบบ. เข็ม 2 รุ่น 1 วันนี้วันที่ 7 เมษายน 2556 นิสิตว.บบบ.รุ่นที่ 2 ที่มารับเข็มตราพระธรรมเพิ่มเติมจากงาน ว.บบบ.มีจำนวน 7 คน ส่วนนิสิตว.บบบ.ที่ได้รับเข็มที่ 2 มีจำนวน 64 คน มารับเข็มจำนวน 63 คน ภายหลังจากรับเข็มตราพระธรรม พ่อครูก็ได้นำปฏิญาณตน.... อิติปิ โส ภควา อรหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจรณะสัมปันโน สุคโต โลกวิทู อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ สัตถา เทวมนุสสานัง พุทโธ ภควาติ ขอนอบยอบ หมอบกราบคารวะ ด้วยสุดเกล้า สุดเศียร สุดกระหม่อม ของเหล่าข้าน้อยนี้ เกลือกถูรองรับ อยู่ใต้ละอองผงคลีแห่งธุลี ฝ่าพระบาท ของสมเด็จพ่อ ผู้เป็นพระอนุตตร สัมมาสัมพุทธเจ้า พระผู้มี "พุทธคุณ" ดั่งกล่าวข้างต้น อย่างสุดเทิด สุดบูชายิ่ง เหล่าข้าน้อยทั้งหลาย ขอน้อมบูชาเทิดทูนพระคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ วาระศุภสมัยนี้ เหล้าข้าน้อยทั้งหลาย ขอตั้งปณิธาน ต่อพระมหาบรมสารีริกธาตุ ต่อพระพุทธาภิธรรมนิมิต ณ บัดนี้ ว่า เลือดและวิญญาณของเหล่าข้าน้อยทั้งหมดนี้ ขอถวาย อุทิศ แด่พระพุทธศาสนา ไปตราบดินสิ้นฟ้า จนกว่าข้าน้อยแต่ละคน จะปรินิพพาน ขอได้โปรด รับปณิธานนี้ ด้วยสุดเกล้าสุดเศียรสุดกระหม่อม เหล่าข้าน้อยทั้งหลาย เถิดเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ พ่อครูว่า … เราได้กล่าวมอบตนเป็นพุทธมามกะอยู่ในศาสนานี้ตราบไปจนปรินิพพาน พิธีใดก็ตามที่ได้ให้มนุษย์ทำร่วมกัน ผู้ออกแบบก็ออกแบบตามภูมิ มีจุดมุ่งหมาย ซึ่งโดยพยัญชนะก็นำพาไปได้ในพยัญชนะ ผู้ที่มีทั้งพยัญชนะและสภาวธรรมที่แท้จริงก็จะนำพาไปสู่สภาวะที่แท้จริง นอกจากผู้นำก็มีผู้ร่วมที่จะช่วยกันพาไปสู่จุดหมาย ในแต่ละพิธีกรรมที่ออกแบบมา สำหรับของเรา อาตมา ก็เป็นนักออกแบบพิธีกรรมสำหรับชาวเรา ที่จะทำต่อเนื่องไป ด้วยจิตที่มุ่งมั่นจริงใจ จงใจตามภูม

อ่านต่อ

ิ ตามที่มีความรู้ พวกเราก็เป ็ นประชากรที่ อาตมา ก ็ ม ั่ นใจ ว่ าเป็นผู้แสวงหา เป็นผู้ที่พยายามพัฒนาตนให้ไปสู่ที่ดี ที่ที่ควรเป็น สำหรับมนุษย์ ซึ่งมนุษย์เรามีหลายระดับ ระดับที่เกิดมาเป็นคน พ้นจากความเป็นสัตว์เดรัจฉานเล็กน้อย ก็อยู่ในระดับอีเดียด ไม่ประสีประสา เป็นพวกที่ปัญญาอ่อน ก็ได้ร่างของคน ได้องคาพยพมนุษย์ แต่จิตวิญญาณยังไม่ประสีประสา เรียกว่า ปัญญาอ่อนหรืออีเดียด สูงขึ้นไปเป็นโมหล่อน ก็พัฒนามาบ้าง จนกระทั่งพัฒนาได้อาศัยสมองมนุษย์ คนที่มีบารมีจะได้สมองดีระดับหนึ่งก็จะได้มาสมตัวที่สร้างมา แล้วก็มาพัฒนา ในขณะมีชีวิตจิตวิญญาณก็พัฒนาสมองให้เจริญขึ้นได้ โดยเฉพาะสสารของเราเป็นสสารระดับชีวะ ที่มีทั้งชีวะเดรัจฉานและคน ของสัตว์ก็มีจิตนิยาม ของคนก็มีจิตนิยาม แต่พืชคือพีชะนิยาม ส่วนสัตว์เดรัจฉานชั้นต่ำเซลล์เดียวหรือกี่เซลล์จึงจะมีจิตวิญญาณที่พัฒนาเป็นจิตนิยามได้ พวกสัตว์เดรัจฉานชั้นต่ำก็พัฒนาเจริญมาเป็นสัตว์ที่ใช้สมองเจริญขึ้นมา เป็นลิงบางประเภทหรือสัตว์ที่เข้ามาเชื่อมโยงกับมนุษย์ ก็มีสมองพัฒนามาเรื่อยๆ ร่วมกันพัฒนาความเจริญ ในความเป็นเดรัจฉานเกือบทั้งหมดส่วนมาก จะเกิดมาใช้หนี้วิบาก มีสัตว์ที่พระโพธิสัตว์อาศัยไปเกิดบ้าง ส่วนสัตว์ที่ใช้วิบากแล้วก็เกิดเป็นคนก็เกเรก็มี ถ้าเป็นสัตว์เดรัจฉานแล้วก็คือนรกแท้ๆ เป็นจิตนิยาม ก็มีวิบากของตนไปรับวิบากก็มีความทุกข์ต่างกัน สัตว์แต่ละชนิดก็ต้องต่อสู้ต่างกันไป ในความเป็นอยู่ ก็เป็นรูปธรรมง่ายๆเช่น สัตว์เดรัจฉานที่ไม่มีขา แต่มันก็ต้องเดิน อย่างสิงโตทะเล แมวน้ำ เป็นต้น ตัวมันใหญ่หนัก มันมีแค่นั้น กระเสือกกระสนไปทรมาน ก็ใช้วิบากไป เราจะดูได้ว่า สัตว์ 4 ขา มันก็มีอวัยวะช่วยตนได้ไม่ทุลักทุเลนัก แต่ดูพวกสัตว์บางอย่างตัวใหญ่แต่ก็กระเสือกกระสนเป็นสภาพพื้นๆจากร่างกายกิริยา มันก็ต้องใช้วิบาก การเกิดในเดรัจฉานภูมิ นรกภูมิเป็นเดรัจฉาน นั้นไม่ใช่เกิดชาติเดียว เป็นร้อยเป็นพันชาติ ส่วนมากเป็นร้อยชาติ ห้าร้อยชาติเป็นประมาณหนึ่งเยอะ ทรมานทรกรรม พูดอจินไตยไม่ใช่เดา ไม่ได้เอาจากตำราไหน เป็นภูมิธรรมของตนที่รู้แจ้งมา อาตมา ไม่เอานรกมาหลอกคน ไม่เอาสวรรค์มาล่อคน เหมือนกับบางคนวาดสวรรค์ต่างๆนานา เป็นสวรรค์ลวงเขา ให้คนหลงลม บางสิ่งก็มีส่วนดี แต่ก็มีอะไรแฝงยิ่งกว่านั้น หลอกล้วงตับกินไส้ เอาลาภยศสรรเสริญ คนไม่รู้ก็ถูกหลอก คนรู้ทั้งรู้ว่าหลอกก็จะได้ลาภยศสรรเสริญ ทั้งรู้ก็ทำอยู่ก็มาก รู้ว่าบาปก็ยังทำเป็นสัมปชานะมุสาวาสนั้นบาปมาก ซับซ้อนมาก พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า เรารู้ว่าเรื่องโกหกไม่จริง รู้ทั้งรู้ก็ยังทำ พระพุทธเจ้าท่านว่าไม่มีชั่วใดที่ทำไม่ได้ หากคุณสังวรรู้ตัวเองแล้วก็ไม่ทำก็จะดีขึ้น หากหน้าด้านทำก็บาปใครบาปมัน คนเราพัฒนาจากสัตว์เดรัจฉาน มาเป็นสัตว์ที่มีคนเลี้ยงดู สัตว์ก็เหลิง เป็นวิบากบาปซ้ำซ้อน อธิบายยากมาก คนที่พัฒนามาสู่ความเป็นคนได้ จนกระทั่งเกินโมหล่อน ก็เรียกว่าครบอาการ 32 คือมีสติเต็ม เรียกว่า "สติมันโต" ก็เริ่มศึกษาดี-ชั่ว ก็คือปุถุชน จากนั้นก็พัฒนา ทำดีให้มาก ลดชั่วลง จากนั้นก็พัฒนามาเป็นอาริยะชน ในกัลยาณชนก็มีเยอะ มีการสร้างตนได้ดีถึงขั้นเป็นศาสดา ส่วนชั้นของอาริยบุคคลซึ่งเกินกว่ากัลยาณชน ตัดรอบหลุดพ้น มีภาวะคุณธรรมวิเศษที่ให้เข้าเขตเข้าข่ายเข้ากระแสโสดาบัน คือโสตาปันนะเข้ากระแสโสดาบัน ต้องรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง รู้คือรู้ จิต-เจตสิก รูป-นิพพาน ซึ่งในอภิธรรมมีเจตสิกมากมาย ท่านก็แจกมาแค่ 82 แต่ที่จริงมีมากกว่านั้น แต่แจกแจงแค่นี้ก็พอจะศึกษาให้เป็นอรหันต์ได้ การเป็นอาริยะต้องแยกจิตเจตสิกออก มีญาณรูปปริเฉทญาณ คือแยกรูป-นามได้ อย่างดินน้ำไฟลม ใครก็รู้ว่าคือรูป แต่ถ้ามีการกระทบทวารทั้ง 6 แล้วมีวิญญาณ มีการกำหนดรู้ คือใช้สัญญาใน 2 หน้าที่คือ จำกับกำหนดรู้ แล้วเกิดเป็นปัญญา เป็นญาณรู้ได้ ว่านี่คือ อุปาทายรูป (รูปคือสิ่งที่ถูกรู้) คือรู้กายในกาย เราก็จะอยู่กับรูปเสียงกลิ่นรส ไปจนถึงรูปในใจที่ปั้นขึ้นมาในใจ เป็นมโนมยอัตตา รูปก็ปั้นได้ง่าย ส่วนเสียงกลิ่นรสก็ปั้นยากกว่า แต่สิ่งที่ถูกรู้เรียกว่ารูปทั้งนั้น ไม่ว่าจะสัมผัสทางทวารไหน เรียกครบๆว่า วิญญาณ จากวิญญาณก็จะมีเจตสิกต่างๆมารู้ แยกได้ว่า เวทนา สัญญา สังขาร ที่ใหญ่ๆ นอกนั้นก็มีอีกมากมายที่เป็นเจตสิก เท่าที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ หรือโบราณาจารย์บัญญัติอีก ตอนหลังๆก็มีอาจารยวาทบัญญัติเพิ่มเติมอีก จนกลายเป็นกลองอานกะเพี้ยนไปก็มีมาก ผู้รู้ก็อ่านแล้วเลือกเฟ้นเอา ต้องมีภูมิจริงจึงเลือกเฟ้นได้ด้วยปัญญา ผู้จะรู้แจ้งเห็นจริง มี นามรูปปริเฉทญาณ มีปัจจัยปริคหญาณ จะเข้าใจแยกแยะว่า อันไหนเคหสิตะ อันไหนเนกขัมมะ แยกได้แล้วจริงก็จะทำให้ตนมีเนกขัมมะ คือให้จิตออกจากโลกีย์อันมี กาม พยาบาท หรือราคะ โทสะ โมหะ จะมีญาณปัญญาแยก รู้เจโตปริยญาณ 16 อย่าง รู้แจ้งเห็นจริง มีคนที่นึกว่าตนมีญาณดูผิดก็ผิด แต่คนที่รู้ถูกต้องถูกสภาวะ รู้กุศลจิต อกุศลจิต แล้วรู้ว่าจะกำจัดสิ่งไหน เมื่อทำการฆ่าเหตุก็คือเนกขัมมะ จะด้วยใช้การกดข่ม ใช้เรี่ยวแรงอย่างไรก็ตาม แต่วิกขัมภนหรือกดข่มก็เพลาได้ มีส่วนทำให้มันลด แต่ก็ช้า ยากนาน ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงต้องใช้วิปัสสนาเป็นหลัก แต่วิกขัมภนะก็ต้องใช้ด้วย สายที่ถนัดสมถะก็เอาสมถะนำ สายปัญญาก็เอาปัญญานำ สายโจโตต้องพยายามให้มีปัญญา จะพูดว่าเจโตหรือปัญญาอันไหนเหนือกว่าตายตัวก็ไม่ได้ แต่วิธีที่เจริญคือใช้ปัญญานำ ถ้าเอาเจโตนำจะช้านาน เพราะไม่มีความรู้ความฉลาดในการทำ โดยสัจธรรมความจริง ต้องพยายามฝึกฝนให้มีเจโตและปัญญา แต่ปัญญาจะไปดูถูกเจโตไม่ได้ ถ้ามีปัญญามากเกินก็จะฟุ้งมากเกิน ต้องอาศัยเจโต มีแต่ปัญญาจะไม่มีพลังไม่ลุย อย่างเจโตก็ลุยทำเลย ก็ต้องบอกว่าขอขอบคุณสายเจโตมาก สายปัญญาจะทำให้ อาตมา หนัก ส่วนสายเจโตจะทำให้ อาตมา เบา ในกาละนี้ต้องขอบคุณเจโตมากกว่าปัญญา ทั้งสองสายก็ช่วยกัน แต่ประมาณไม่ดีบางคนก็ฟุ้งเฟ้อมาก แต่สายไหนถ้าดื้อมากก็อยู่ไม่ได้ทั้งนั้น อาตมา ไม่ได้ไล่ แต่กระเด็นไปเอง มีคนช่วยถีบ อาตมา ไม่ไล่หรอก ก็ให้ศึกษาไป ยิ่งทำงานกับมนุษย์นั้นสนุกแต่เหนื่อย ถ้าเป็นโพธิสัตว์ สรุปแล้วโจโตหรือปัญญาต้องเรียนรู้ความจริงของจิตเจตสิก จะเป็นอาริยะต้องอ่านจิตเจตสิกของตน แล้วแยกได้ มีปัจจัยปริคหญาณ แล้วจะมีสัมมัสนญาณ เป็นญาณที่รู้วงวัฏฏะ จิตเกิดมีกิเลสร่วมสังขารแล้วจับได้ทันไหม กิเลสที่มาร่วมสังขารอยู่ในฐานะเราจะไปกำจัดไหม? เราอยู่ในฐานโสดาบัน แต่กิเลสนี้เรายังไม่ได้สมาทานก็ผ่านไปก่อนอนุโลมไปก่อน เราทำสักกายะของเรา เมื่อรู้กิเลสกำจัดได้ ก็พ้นสังโยชน์ 3 อย่าไปหลงก่อนเลยว่า สัพเพ ธัมมา อนัตตา ทุกอย่างไม่ใช่ตัวตน ก็ไม่รู้ตัวตน ไม่ทำให้ตัวตนหมดได้ คนอย่างนี้น่าสงสาร เราต้องกำจัดสักกายะก่อน คือตัวตนที่เรามีญาณกำหนดรู้ได้ อ่านออก เมื่อจับตัวมันได้คือพ้นสักกายะทิฏฐิ จนรู้ชัดพ้นวิจิกิจฉาสังโยชน์ ไม่สงสัยว่านี่แหละคือกิเลส แล้วก็พยายามกำจัดไม่มั่ว ทำอย่างพ้น สี ลัพพตปรามาส ต้องตรวจสอบให้แน่นอน ใช้ศีลพรตวิธีการ คือมรรคองค์ 8 โพชฌงค์ 7 คือวิชชาจรณะสัมปันโณ เมื่อปฏิบัติแล้วทำให้กิเลสลด เราจะพ้นมิจฉาทิฏฐิได้ต้องเห็นอนิจจังของกิเลส ที่มีทั้งทิศทางโตขึ้นเป็นทิศทางของปุถุชน ทำให้กิเลสตนเองอ้วนประจำเลย โง่มาเท่าไหร่แล้วบำเรอตนเท่าไหร่แล้ว คนที่ได้ลาภก็ได้รู้ว่าสักแต่ว่าได้ลาภ ไม่ฟูใจ กิเลสก็ไม่เกิด แต่ว่าเรายังดีใจฟูใจ กิเลสก็อ้วน กิเลสไม่เที่ยงแต่อ้วนขึ้น นี่คือความไม่เที่ยงในโลกีย์ แม้ว่าไม่สมราคะก็ไปให้สมโทสะ คือทำให้สมใจอยากด่าก็ด่าให้สมใจ กิเลสก็อ้วน หรือไปแก้แค้นได้สมใจก็กิเลสโต ก็บาป ยังไม่พอโง่หนักแก้แค้นแล้วสบายใจแล้วก็ฉลองอีก เพิ่มมวลอีกคือ เ ตะทีไม่พอต้องเหยียบซ้ำอีก อวิชชาก็พาเกิดเวรภัย เรามาเรียนรู้บาปบุญ เรียนรู้จิตเจตสิกว่ามันไม่เที่ยงโดย เนกขัมมะ ในมิจฉาทิฏฐิสูตรท่านว่า เห็นโดยความไม่เที่ยง เห็นทางทวาร 6 ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัสแตะต้องแล้วก็เกิดเวทนา สุขหรือทุกข์ เป็นความไม่เที่ยงของสุขหรือทุกข์ก็พ้นมิจฉาทิฏฐิ ยิ่งเห็นความไม่เที่ยงของกิเลส คุณก็รู้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกว่าเห็นแค่สุขทุกข์ไม่เที่ยง เห็นความเป็นปุถุชนของตนเอง เราเห็นกิเลสเราโตอ้วนขึ้น เห็นความจริงตามความเป็นจริงในนามธรรม คุณพ้นมิจฉาทิฏฐิแต่ก็ยังไม่ได้เป็นอาริยะ คือปุถุชนนั้นเอง ก็เล่นหัวอยู่กับกิเลส แต่สักกายะคุณยังไม่ลด ถ้าลดสักกายะได้ แม้นิดนึงน้อยหนึ่ง ก็ตามเห็นความจางคลาย ในอนุปัสสี 4 ไปสู่ความละหน่ายคลายได้ ประเด็นที่ทำให้จิตลดกิเลสได้คือ ประเด็นที่ทำให้เป็นอาริยะ คือโสตาปันนะ จิตเข้ากระแส ไม่ใช่ว่าแค่รู้อยู่แต่ไม่เอาจริงจนกิเลสลดได้ แล้วตั้งใจทำให้ลดๆๆไป ท่านตั้งเกณฑ์โสดาบันไว้ 4 ถ้าแบ่งเป็นเปอร์เซนต์มี 4 ส่วนคือส่วนละ 25 เปอร์เซนต์ แม้ไม่มีรูปร่างแต่ก็ประมาณได้ ถ้าคุณทำได้ 1 ใน 4 เมื่อทำได้เพิ่มก็เป็น 2 ใน 4 ก็ได้ครึ่งหนึ่งยังร่อแร่ ต้องให้เลย 75 ไปจึงดี แล้วมันจะแช่จะช้า อย่าประมาท ใครก็ไม่ชอบการช้า หรือ ปปัญจารามตา คือยินดีในความเนิ่นช้า ไปหลงในการที่จะช้าที่จะพัฒนาตนเป็นอาริยะได้นิดได้หน่อยก็หลง ต้องอุตสาหะเพิ่มเราก็จะผ่านพ้นไปได้ จะเป็นโสดาบันต้องมีญาณ 7 รู้จักกิเลส รู้วีติกมกิเลส จนล่วงพ้นวีติกมกิเลส ไปสู่ปริยุฏฐานกิเลส โสดาบันจะอยู่ในฐานปริยุฏฐานกิเลส รู้ว่าเราล่วงพ้นวีติกมกิเลส แม้ไม่ถึงดับสนิท ล่วงพ้นมา 75 หรือ 50 เปอร์เซนต์ ท่านไม่ได้พาซื่อตัดส่วนให้ขาดหมด แต่ว่าจะทำเหลื่อมกันอยู่ตลอด (พ่อครูทำมือเข้าๆออกๆเป็นหลายระนาบ) มีทั้งความสูงขึ้นต่ำลง ถอยเข้าออกไป มีหลายมิติ เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน มีเป็นสิบมิติเลย ในการปฏิบัติธรรมถ้าเราไม่รู้แจ้งเห็นจริงว่าเราทำได้ผลไหม ก็จะช้านาน ถ้าเรารู้ปริยัติมาชัด เราก็ทำให้ถูกตรง ก็จะทำได้ชัดเจน แม่นคมชัด อาตมา ก็พยายามจำแนก บัญญัติ เปิดเผย แสดงปาฏิหาริย์ ข่มขี่ ปรับปวาทะ ทำความเรียบร้อยให้บังเกิดขึ้น ในสังคมที่เราอยู่ร่วมกัน ทำงาน ทำอาชีพ สังคมทุนนิยมเขาก็กอดคอกันทำอาชีพ เรียกว่านายทุน ในทุนนิยมก็ร่วมกันกอบโกย ผู้รู้ว่าไม่ดีก็เลิก ไม่มอบตนในทางผิด ก็จะรู้ตัวเองว่าพอแล้วหรือไม่ ผู้มีปัญญาแล้วก็มีการตัดสินใจก็อยู่ที่ตนทั้งนั้น แยกโลกุตระกับโลกียะให้ชัด เมื่อชัดแล้วก็ลุย เอาเลยทำเลย โลกโลกียะมีมากมาย เขาแบ่งชั้นวรรณะไว้มากมาย แต่ในโลกุตระท่านแบ่งไว้ 4 ชั้นเท่านั้น เมื่อเข้าใจชัดก็ไม่ยาก ต้องใช้ปัญญาฟังจะไม่เอาแบบโลกีย์ แบบโลกีย์นั้นซอยแบ่งได้เยอะมากเป็นโลกียศาสตร์ไม่มีวันจบ พระพุทธเจ้ายังยอมจำนนเป็นอจินไตย เรียนไม่จบ แต่โลกุตระนั้นยาก แต่เรียนแล้วรู้จบ แต่โลกียศาสตร์เรียนรู้ง่าย แต่เรียนไม่จบ มีแต่ปรุงแต่งวิชาการหนักหนา ปรุงแต่งกันไม่จบ โลกุตระมีจบได้จึงไม่ต้องบัญญัติเพิ่ม พระพุทธเจ้าจึงว่าอย่าไปบัญญัติสิ่งที่ท่านบัญญัติแล้ว พวกโลกีย์ปรุงแต่งกันเละไม่จบ อย่าไปเรียนเลยในสิ่งที่ไม่รู้จบ แต่ก็ไม่ได้ดูถูกเราก็ใช้บ้าง แต่ไม่ต้องไปแข่งขันกับเขา เราอาศัยสิ่งที่เขาคิดมาใช้บ้าง พวกเราจบ ดร.แค่ใบเดียวก็พอแล้วก็มาทำงาน อย่าไปกดขี่ข่มเหง ไปเรียนปริญญามาหลายใบ จบดร.แล้วก็มีโพสต์ดร.อีก อาตมา ก็มีศึกษาโลกียศาสตร์ที่มีกัลยาณธรรมอยู่ด้วยก็เอามาใช้อาศัยบ้าง เมื่อเราจะใช้ทำงานร่วมกับโลกเราก็ทำบ้าง อาตมา จึงส่งเสริมให้พวกเราไปเรียนเพิ่มเติมกัน เพื่อทำงานร่วมกับโลกเขา ซึ่งยากจริงๆ ต้องรู้อย่างคุณจำลองมักพูดว่า ว่าเราจะต้องทำในสิ่งที่ทำได้ยาก เราต้องทนในสิ่งที่ทนได้ยาก เราต้องเอาชนะในสิ่งที่เอาชนะได้ยาก เราต้องเสียสละในสิ่งที่เสียสละได้ยาก ต้องทำอย่างนั้นจริงๆ อาตมา ว่า ต้องขอแก้ว่า เราขึ้นศตวรรษที่ 5 เราต้องพูดว่าทศวรรษที่ 5 จึงจะถูกต้อง เรามาแค่ 50 ปี เรามาได้ 40 ปีกว่าเท่านั้นเอง มาทศวรรษที่ 5 มาได้ 3 ปีแล้ว จาก 5 มาเป็น 6 ก็เป็น 2 เส้าแล้ว มันเลยครึ่งของ 2 เส้า เราก็ต้องพัฒนากัน รวมตัวกัน ถ้าไม่ร่วมกันทำงานก็จะช้า และลำบาก ถ้ามาร่วมกันมากขึ้นความลำบากก็ลดลง จะเร็วขึ้น และการได้สภาพที่ดีก็จะมากขึ้น การเป็นประโยชน์ต่อสังคมโลกจะดีขึ้น เป็นปฏิภาคส่วนเจริญ อาตมา ไม่ทำอย่างบังคับ ให้ใช้ปัญญากัน เรากำลังสร้างบ้านแปลงเมือง เป็นสังคมอาริยะ แม้แต่คำว่า "แผ่นดินพุทธ" ตั้งแต่สร้างปฐมอโศกที่สร้างอ่างลงหิน จำได้ว่ามีความคิดจะสร้างแผ่นดินพุทธที่นั่นแต่ก็ไม่ลงตัว ไปร่อนไปร่อนมาที่อื่นๆอีก จนกระทั่งเกิดราชธานีอโศก จนมีป้าย "แผ่นดินพุทธ" ที่หลังคาเฮือนศูนย์ มันก็เป็นลาง ที่พวกคุณอย่าเอาไปใช้ คุณจะต้องใช้ของคุณต้องมีบารมี อย่าไปอุตริ อย่าง อาตมา ไม่ใช้บารมี แม้แต่ว่า นี่คืออัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวา นั้นยังไม่ใช่บารมีของ อาตมา อย่าไปทึกทักว่าอันนี้ใช่เรา ต้องทำให้ชัดเจนเต็มที่เลย ต้องทำให้จริงจนล้น มันจะไหลไปหาเอง ชาตินี้ก็เป็นเช่นนี้แหละ น้ำจะท่วมก็ท่วมไปไม่ว่ากัน เราเป็นคน อาตมา พาทำจนไม่กลัวน้ำท่วม อย่างดีก็หนีน้ำไปที่สูง ก็อยู่กันได้ อาตมา ไม่มีญาณรู้ล่วงหน้า ไม่พยากรณ์ ไม่คิดด้วย อะไรก็ตามตั้งแต่ดิน บ้านเมือง จะพัฒนาไปได้เจริญหรือเสื่อมก็อยู่ที่คน มาเป็นบ้านเมืองจะเจริญหรือเสื่อมก็อยู่ที่คน คนนี่แหละตัวดี ทำให้ดีได้หรือร้ายได้ ก็คนทั้งนั้น เราก็มาช่วยกัน ถ้ายิ่งเรามารวมกันให้พร้อม ก็จะมีพลังสูง ก็พูดมามากแล้ว จะพัฒนาก้าวหน้าอย่าง จะบอกว่าทันเวลาไหม บอกได้เลยว่าไม่ทันหรอก เพราะโลกีย์มันไวเร็วกว่ามาก มันต้องไปสู่กลียุคแน่ๆ บอกได้เลย แต่เราจะต้องมาเป็นผู้ที่ช่วยคนที่จะต้องตายในกลียุคขึ้นมาบ้าง ได้เท่าไหร่ก็เอา สุดเรี่ยวแรงที่มี การช่วยคนเราก็ช่วยตนเหมือนกัน จะช่วยคนเราต้องมีบารมีเจริญด้วย การเจริญอุ ภ ยัตถะ คือเจริญ 2 ส่วนได้เท่าที่เราทำได้ จะเจริญตนและท่านไปทั้งคู่ เราสร้างประโยชน์เขาประโยชน์เราก็ได้ด้วย พระพุทธเจ้าท่านว่า อย่าพร่าประโยชน์ตนเพราะประโยชน์ผู้อื่นแม้มาก เราจะรู้จักสัดส่วน สัปปุริสธรรม สามารถวินิจฉัย รู้ประมาณ แต่ละคนจะมีความฉลาดแล้วจะมาร่วมกันเป็นเฟืองจักร หรือธรรมจักร มาทศวรรษที่ 5 แล้ว เราก็ต้องรู้ตัวว่า วันเวลาผ่านไปอายุก็มากขึ้นทุกวินาที ก็มีขีดของมัน ที่จะเสื่อมลง แต่พวกเราจะมาพัฒนา ขยายอายุขัย ทั้งจิตวิญญาณ นามธรรม และอายุกายไปด้วยทั้งสองอย่าง เราไม่ได้ขยายอย่างเดียว อาตมา จะต้องอาศัยพวกเราขยายอายุทางกาย ถ้าจะให้พ่อครูเอาทางกายด้วย จะไม่มีใครทำทางนามธรรม พวกเราก็ต้องมาช่วยกันทำ มาประสานกัน คนจะอายุยาวยืนได้ นามธรรมเป็นเครื่องช่วยมาก ช่วยร่างกายด้วย นามธรรมเป็นใหญ่ ยกตัวอย่าง โยมปราณี ที่เชียงใหม่ อาศัยนามธรรม อย่างอื่นก็ใช้ตามประสา จนโรคมะเร็งหายไปเลย โดยไม่ต้องกินยา กินเพียงน้ำปัสสาวะ อ.อะไรที่สำคัญที่สุดคือ อาชีพ โยมปราณีอายุยืนได้เพราะเลือกอาชีพที่เหมาะสมคือไม่มอบตนในทางผิด อาตมา ว่าออกกำลังกายก็ไม่เต็มนะโยมปราณี เอาพิษออกหรือเอนกายอาหารก็ไม่เต็มที่หรอก ส่วนอารมณ์หรืออิทธิบาทก็เป็นตัวเสริม แต่จะชี้ว่า อาชีพเป็นตัวสำคัญ ไม่ต้องบอกว่าอาชีพไหนดีที่สุด ตอนนี้ถ้าเราสามารถทำคอมเพล็กซ์ ในโลกเขาทำคอมเพล็กซ์ที่มอมเมามนุษย์มาทำลายโลกทำลายคนโดยไม่รู้ตัว หลงว่าเป็นความเจริญของโลกเสียอีก มันก็รวมสารพัดที่จะทำเงิน แต่เราก็จะรวมสิ่งเป็นประโยชน์ เราจะเอาวัดไปไว้ในคอมเพล็กซ์นั้นยาก คนฉลาดก่อนเรามีจะยกวัดไปไว้ที่ เซเว่น เขาทำนะเอาพระไปเทศน์ไปบรรยาย เราก็จะทำตามประสาเรา คอมเพล็กซ์เราก็จะเป็นเหมือนวัดแต่ไม่ใช่วัดหรอก ก็ช่วยกันออกแบบมา ถ้าเราจะเกิดคอมเพล็กซ์ หรือศูนย์รวมอันนี้ จะมีการค้าแน่ จะมีการบันเทิงบ้าง แต่จะมีเนื้อหาสาระมากกว่า เป็นสถานที่พักได้ แต่ไม่ใช่ที่พักแท้ ที่พักคือราชธานี และที่นั่นคือoffice แล้วมันจะมีรูปของสังคมที่จะมีพฤติภาพได้ว่า มันเป็นสังคมของคนกลุ่มหนึ่งที่มีพฤติกรรม อยู่กันแบบนี้ มีวิถีชีวิตแบบนี้ คนถึงจะเห็นได้เข้าใจได้ เราก็รู้ว่าคนฉลาดแต่เขายังไม่เห็นสะดุดตาสะดุดใจ มันก็จะชัดได้ต้องมีรูปร่าง มีองคาพยพที่สมบูรณ์ จะไม่ครบถ้าไม่มีพวกคุณ ถ้ามาร่วมกันพันคนเกิดแน่ ไม่ต้องเอาอะไรมา มีแต่ตัวกับหัวใจมา ทรัพย์สมบัติแจกให้หมดก็ได้ แล้วมาช่วยกันทำ ...........จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน