561219_พ่อครูที่มัฆวานฯเรื่อง อาริยปฏิวัติ .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
561219_ พ่อครู ที่มัฆวานฯ เรื่อง อาริยปฏิวัติ พ่อครู… วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2556 ที่ สะพานมัฆวานฯ ที่เราทำนี่เป็นการ ปฏิวัติโดยประชาชน และสวยงามอย่างมาก ตอนนี้ชมการปฏิวัติมากเลย ชมบ่อยเลย ที่พวกเราร่วมทำปรากฏการณ์นี้แก่ประเทศชาติ อวดโลกเขา มันอดชมไม่ได้ พระพุทธเจ้าเรียกว่า ปัคคัณเห ปัคคาหารหัง นิคคัณเห นิคคหารหัง คือ ติคนที่ควรติ และชมคนที่ควรชม ตอนนี้ต้องชม เพราะว่ามันเป็นเรื่องเกิดได้ยาก และยังเกิดไม่ได้ดีง่ายๆ โดยเฉพาะมวลชนหลากหลายจริต หลากกิเลสแล้วทำให้ดีวิเศษอย่างนี้ได้ การปฏิวัติของประชาชน ก็เหมือนกับปฏิวัติของอำนาจกองทัพ หรือหมู่กลุ่มที่ใช้อาวุธ เขาก็ใช้อำนาจอย่างนั้น ทำมาตลอด เพื่อยึดอำนาจผู้ที่ครองอำนาจเก่ามา ผู้ทำสำเร็จก็ได้อำนาจไป ฉันเดียวกันกับที่ทำโดยอาวุธ การปฏิวัติของประชาชนที่เราทำ ก็ต้องได้อำนาจนั้นมา เป็นแต่เพียงผู้ยึดอำนาจเก่าอยู่จะยอมไหม การใช้อำนาจอาวุธคนกลัวตายก็ต้องยอมให้ เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ เป็นการรู้แพ้รู้ชนะเหมือนเดรัจฉาน แต่คนเราเป็นสัตว์ประเสริฐ ก็ควรได้สำนึกเข้าใจว่า สิ่งที่ประชาชนไทยทำ ไม่ได้ทำอย่างเดรัจฉาน ทำมาได้อย่างยืนนานมา มันน่าจะเห็นแก่ประเทศนี้ไหม ผู้ที่ครองอำนาจเก่าอยู่ ถ้าเขาเอาอาวุธไปบังคับคุณก็ต้องยอมอยู่ดี แต่มันไม่งามเลย มันก็อย่างเก่า แต่คราวนี้มาทำได้ขนาดนี้ มันไม่ง่ายจะเกิดประกฏการณ์ประเสริฐที่ยาวนาน เป็นแบบอย่าง ประชาชนทั้งหลายออกมายืนยันว่าประชาชนคือ เจ้าของอำนาจ 1 คน 1 เสียง โดยสิทธิสมบูรณ์แบบ ไม่ใช่ไปเลือกตั้งที่บางทีเลือกหลายที เป็นวิธีการที่เขาทำมาแล้ว แต่นี่ของสดเสียงสดเลย ไม่น่าเป็นไปได้ แต่ก็เป็นไปแล้ว มีน้ำหนักของมวลมหาประชาชน ก็มีแล้ว และมีหลักฐานของความผิดความถูกก็ปรากฏชัดแล้ว แต่ก็ดึงดันอยู่นั่นแหละ จนต้องอ
อ่านต่อ
ุตริ สร้างคำว่า โด้ กับคำว่า ง่าน ขึ้นมาก เขาโง่ที่ว่า ส ิ่ งนี้เป็นสิ่งประเสริฐของประเทศไทย ของโลกนะ ไม่มีปัญญารู้หรืออย่างไรว่าเป็นส ิ่ งประเสริฐ ถ้าได้สนับสนุนก็คือ ยอมแพ้เสียบ้าง เพราะว่าตนผิด หรือว่าพิสูจน์ด้วยมวลเช่นกัน หลายครั้งแล้ว ก็นับมวลคะแนนกันก็เห็นว่าแพ้นะ แม้แต่ตุลาการก็ชี้บ่งออกมา สารพัด ก็แสดงความด้านที่ยกกำลังโง่จริงๆ ที่เกิดเป็นการปฏิวัติที่วิเศษ เป็นอาริยชน เป็นอาริยะประเทศเลย ยังไม่เคยเกิด ถ้าเราเกิดได้นี่ก็วิเศษเลย ถ้าคุณยอมรู้จักแพ้ คุณก็จะได้รับการยอมรับ ได้รับการชื่นชมด้วย สมมุติว่าคุณเป็นคนถูกด้วยนะ แต่ว่าประชาชนออกมามากขนาดนี้ ก็ต้องยอมให้ประชาชนเขาทำอยู่ด้วยนะ คุณก็ยิ่งเยี่ยมยอดด้วยนะ แม้ฉันไม่ผิดก็เสียสละยอมยกให้อีกนะ แต่นี่แท้ๆแล้วคุณก็ผิดอีก ประชาชนที่รวมมวลมาและผู้รู้ก็ชี้ชัดว่า ถูกผิดคืออะไร? มีคนถามว่า ทำไมคนเราถึงไร้จุดยืน เห็นผิดเป็นชอบ ขาดความมั่นคงทางคุณธรรม ความไม่ดีก็กลับพูดว่าดี ความดีก็กลับพูดว่าไม่ดี ทำตามที่รัฐบาลจะให้ประโยชน์แก่เขา เปลี่ยนไปหากรัฐบาลเปลี่ยน? คำตอบคือ จิตของเขาชั่ว ตลบแตลง ไม่อยู่กับร่องกับรอย กิเลสพาหน้าด้านหน้าทนอย่างนี้ทุกคน คนมีกิเลสอย่างนี้เหมือนกันแต่เขาไม่กล้าทำ เพราะว่าจิตสำนึกเขาดี เขาบังคับตนเองไม่ตกเป็นทาสโลกธรรม คนที่พยายามแม้มีกิเลส ก็กดข่มตนไม่ทำตามกิเลส เขาก็เป็นคนมีหิริโอตตัปปะ เรียกว่าจิตมีเทวธรรม หรือเป็นเทวดา ถ้าคุณตอนเป็นๆมีเทวดาอย่างนี้ ตอนตายคุณก็เป็นเทวดา แต่ถ้าคุณมีกิเลสแล้วกดข่มไว้เป็นพฤติกรรมปัจจุบันไม่แสดงออก ก็ได้กุศลบ้าง ไม่ทำเต็มรูป กาย วาจา ใจ ดีกับตัวเอง และไม่กระทบสังคม ยิ่งมีหน้าที่กับสังคมแล้วทำชั่วก็ยิ่งเสียหายเดือดร้อน คนไหนเรียนรู้ว่าตนมีกิเลสแล้ว ก็ได้ลดละกิเลส แต่ละคนมีแต่ละอัตภาวะ หมุนเวียนไปตามกรรมวิบาก ตายไปแล้วไม่เรียกวิญญาณไปเกิด แต่จะเรียกว่าวิบากพาเกิด ตายแล้วไม่มีกายที่เป็นรูปขันธ์เป็นอุปกรณ์ ไม่มีอิทธโลก (กายยาววา หนาคืบ กว้างศอก) แต่อำนาจของพลังงานจิตที่คนตายไปแล้ว ก็ยังออกผลเป็นวิบาก มีทั้งดีและชั่ว พาไปเกิด มันก็ทำงานได้เต็มที่เลย ตอนที่ยังไม่ตายก็ยังมี กาย วาจา ไปครอบพลังของจิต มันแรงกว่าพลังของจิต ก็กลบเกลื่อนจิต ที่มีวิบากทุกข์สุข นึกง่ายๆเช่นเราทุกข์ก็ไปเต้นระบำไป ทุกข์ก็คลาย แต่มันไม่หาย ไม่ดับต้นเหตุนะ กลบเกลื่อนไป ทำได้ตอนมีขันธ์ 5 แต่ตายไปไม่มีรูปขันธ์ ก็จมอยู่กับทุกข์วิบาก ส่วนมากไม่อยู่กับสุขหรอก เพราะอารมณ์สุขเป็นของหลอก มันไม่จริง มันแล้วแต่ติดยึดสมมุติ แล้วปรุงแต่งว่าเป็นสุข สุขมันเดี๋ยวเดียว หมดสัมผัสก็หมดสุข ถ้าคุณล้างกิเลสได้จริงๆ แต่ก่อนเราสุข แต่ตอนนี้ไม่สุขเหมือนเดิมนะ มันอาจพักยกได้ ไม่สุขแบบเก่า กิเลสเหลืออยู่แล้ว มันก็จะออกบทบาทใหม่ พระพุทธเจ้าให้รู้ตัวกิเลสให้ได้แล้ว กำจัดกิเลสด้วย ปหาน 5 ยืนยันว่าทำได้จริง ทำได้หมดจริง อาตมาทำได้ จึงกล้าพูดยืนยัน ไม่ได้เชื่อตามตำรา หรือใครพูดมา แต่เชื่อเพราะว่าตนได้ทำจนได้ผลจริง พระพุทธเจ้าสอนให้เชื่อสิ่งที่ตนทำได้ผลจริง เป็นสัจจะ เป็นแล้วไม่เป็นโทษภัยกับตนเอง และสังคมเลย จึงเป็นความประเสริฐสุดยอดของความเป็นมนุษย์ วิชาเทคนิคต่างๆในโลก คุณก็ศึกษา เป็น สัมมากัมมันตะ เพื่อเลี้ยงตน และช่วยผู้อื่น บางคนก็ด้อยแรงงาน ด้อยประสิทธิภาพก็ต้องช่วยเขา คนแก่ เด็ก คนพิการ คนไร้สมรรถภาพ คนขี้เกียจ คนขี้โกงเราก็ต้องช่วย พยายามแก้ไขกำจัดคนขี้เกียจ ขี้โกง และบางคนขยันโกงด้วยนะ เราก็ต้องมาไล่ออกนี่แหละ รวมหัวกันโกงด้วย เขาทำเพราะไม่เชื่อกรรม ตาม ความเชื่อ 4 อย่าง ของพระพุทธเจ้าที่สอน ๑. เชื่อกรรม ว่าทำกรรมมีจริง ๒. เชื่อวิบาก มีผลอยู่กับเราพาเกิดพาเป็นไปได้ตามวิบาก ๓. เชื่อว่าทำแล้ว เป็นของตน ๔. เชื่อใน ความตรัสรู้ ของพระพุทธเจ้า คนชั่วที่ไม่เชื่อกรรมวิบาก ก็ทำชั่วได้ แล้วใช้อำนาจเบ่งข่ม เมื่อความชั่วยังไม่ให้ผลร้ายต่อเขา เขาก็ยังทำชั่วอยู่ด้วยนึกว่าสิ่งชั่วที่เขาทำนั้นบันดาลความสุขให้เขา แต่ถ้าคนมีปัญญารู้ว่าชีวิตไม่ได้มีชาติเดียว ที่จะใช้อำนาจข่มเบ่งขี้โกงก็ได้ในระยะหนึ่งเท่านั้นที่มีคนยอม แต่พอตกจากตำแหน่งหรืออำนาจนั้นคุณก็ไม่ได้แล้ว ก็รับทุกข์โทษภัยไป แม้ไม่รับโทษภัย แต่กรรมไม่ได้หายไปนะ มันก็ต้องไปใช้หนี้กันต่อไปภายภาคหน้า คนไม่ศึกษากรรม ไม่เชื่อในวิบาก ก็เลยกล้าละเมิด เห็นว่าเป็นเรื่องหลอกด้วย ความสุขมันไม่จริง เป็นเท็จ หายไปได้ ล้างตัวกิเลสที่โง่ อวิชชา ไปนึก ว่าเป็นของจริง แต่ถ้าเราล้างตัวเหตุได้ ก็จะพบว่าเราไม่ได้มีสุขแบบเก่า แม้สัมผัสกับสิ่งเก่า สัมผัสโลกธรรม สัมผัสวัตถุเก่าที่เราเคยมีสุข แต่เราได้ล้างเหตุแห่งสุขแล้วเราสัมผัสมันก็ไม่สุข จะเฉยๆได้ คนก็เดาว่า หมดสุข นั้น ชีวิตจะเหี่ยวแห้ง แต่ที่จริงไม่เหี่ยวแห้งนะ ไม่จำเป็นต้องมีอาการอยากได้ อยากมี อยากเป็น ที่พอได้มาก็สุข ไม่ได้มาก็ทุกข์ ได้มาบำเรออัตตา บำเรอกาม บำเรอโลกธรรม เมื่อกิเลสไม่มีก็สบายว่าง ไม่หนัก ว่างโปร่งเบาสบาย ไม่อึดอัด ไม่ลำบากเลย อารมณ์นั้นของผู้ได้บรรลุแล้ว ก็บอกได้ อาตมาก็มีอาการนั้น แต่ก่อนก็เคยสุขที่ได้ลาภยศ สรรเสริญ ได้กาม ได้รูป รสกลิ่นเสียงสัมผัสแล้วเราก็สุข เราเคยรู้สึก แต่ตอนนี้สัมผัสมันก็ไม่สุขแบบเก่า ก็อ่านเวทนาได้ ที่มันเคยปรุงแต่เป็นสุข แต่เมื่อเรากำจัดกิเลสได้จริง ก็จะได้ วิมุติรส ไม่ใช่อย่างโลกียรส เราก็อ่านใจของเราว่ามันไม่มีรสอย่างเก่า ซึ่งไม่มีรูปร่างตัวตนให้เห็นได้แต่ว่าเราก็กำหนดหมายเอาได้ ว่าอาการโลภ อาการโกรธ เป็นเช่นนี้ เราก็อ่านอาการจิตเจตสิกนี้ได้ เมื่อไม่มีสุขทุกข์แบบโลกีย์ ก็เป็น วูปสโมสุข อยู่กับโลกเขาได้ ไม่แห้งเหี่ยวไปอย่างที่เขาว่าหรอก เมื่อก่อนหลายคนเราเคยหลงอบาย ที่เคยหลงว่าสุขที่ได้เสพอบายมุข ได้ดื่มเหล้า เป็นต้น แต่ก่อนเคยสุข แต่พอเราเลิกละได้ ไม่ได้สุขตามที่เคยเสพสิ่งเสพติดยึด แล้วพอไม่ได้เสพ ไม่ต้องสุขอย่างนั้นแล้ว มันเหี่ยวแห้งไหม แต่ก่อนอาตมาเคยถูกหลอกว่ากินพริกแล้วแซ่บ สุข แต่พอมาเรียนรู้เลิกแล้ว มันก็หายไปจริงๆรสแซ่บ มันมีแต่รสแสบ ขอบอกไปเลยว่า อาหารที่ทำให้อาตมาไม่ต้องใส่พริกเลยได้นะ ซึ่งแต่ก่อนนี้มันติดจริงๆ ข้าวคำหนึ่งก็กินพริกขี้หนูสวน 1 เม็ด ฉุนขึ้นมาเลย รู้สึกว่ามีรสชาติ แต่ตอนนี้ไม่ได้มีใจรู้สึกเร้าอารมณ์อย่างนั้นเลย สังขารจิตก็ไม่ให้ สังขารกายก็ไม่รับ ไอเลย ผู้ที่ไม่ได้มรรคผลดังกล่า ว ก็นึกไม่ออกหรอก แต่ผู้พอมีสภาวะก็นึกเอาตามก็จะรู้ได้เหมือนกัน ถ้าเราล้างเหตุคือ สมุทัยได้มันก็หมดเลย ระดับอบายภูมิ ก็ต่อมาระดับกามภูมิ ไม่ต้องไปบำเรอมัน โลกเขามีเหมือนเดิม แต่เราก็ไม่มีเชื้อที่จะไปติดสุขทุกข์กับมัน แต่ศาสนาพุทธที่เรียนรู้ผิดๆ ถ้าได้อยู่กับโลกธรรม กับกามคุณ คุณก็ยิ่งเสพติดมัน ก็ไม่เคยพอ หลงว่าได้สุขมาก็ยิ่งสุข ได้ยศ ได้สรรเสริญ ก็ยิ่งบำเรอกิเลสให้อ้วน เป็นปุถุ ที่เขาเรียนเรื่องเทคนิค หรือทางมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้เป็นโลกุตระ แต่มีโลกียะมาก ก็เลยเอาความรู้เทคนิคเป็นอาวุธ ไปเอาเปรียบเอารัดเขา แม้เรียนมาเป็นเพื่อร่วมรุ่นมา พอมาทำงานก็แย่งลาภยศสรรเสริญจะฆ่ากันตาย พระพุทธเจ้าไม่ได้ให้ทิ้งเรื่องความรู้เทคนิค แต่ก็ให้มีเวลามาเรียนรู้ศึกษาธรรม ปฏิบัติไปพลาง ก็ทำงานไปด้วย อยู่ใน มรรคองค์ 8 ทุกอย่างให้เป็นสัมมา แล้วสั่งสมให้เป็นสัมมาสมาธิ เป็นฌาน เผากิเลส ตกผลึกให้จิตไม่มีกิเลสตั้งมั่น แต่พุทธที่สอนกันทุกวันนี้สอนให้นิ่งดับไม่คิดไม่นึก เป็นฌาน เป็นสมาธิที่ผิดทาง ผิดที่ควรเป็นแบบพุทธ ซึ่งการปฏิบัติแบบพุทธ จะมีข้อตรวจสอบหลายสูตร เช่น วรรณะ 8 พุทธพจน์ 7 อ่านจิตออกตามเวทนา 108 ไหม และอีกมากมายหลายสูตร ทำได้ตรงไหม เราทำงานออกมาทำงานกับสังคม ที่เรียกว่า การเมือง เป็นเรื่องที่ต้องทำเพื่อให้พลเมืองเป็นสุข ไม่ใช่ว่าทำแล้วทำให้บ้านเมืองเป็นทุกข์ร้อน ทำให้แตกแยก ที่เราทำนี่ต่างจากที่เขาทำ ความต่างนี้เรายืนยันว่าต่าง แล้วให้คนมาเข้าใจอย่างนี้ ซึ่งสวนทางกับเขาที่เป็นไปเพื่อโลกธรรม แต่ของโลกุตระนั้นสวนทางเขา เขาก็หาว่าเราทำให้แตกแยก แต่ที่เขาทำนี่มันพาฆ่าแกงกัน เป็นโทษ เดือดร้อน ห ้ำ หั่นกดขี่ เราก็ว่าไม่เข้าท่า ก็มาเสนอความต่าง เมื่อคนฝั่งโน้นเห็นของเราทำ ก็หาว่าแตกต่าง หาว่าเรามาทำแตกแยก เราจะแยกว่าสิ่งไม่ดี มันพาทุกข์เสื่อม เราก็ไม่ส่งเสริมแบบนั้น เราก็ชวนกันมาทำสิ่งดี นี่คือนัยสำคัญของสภาวะกับภาษา ตอนนี้เขาว่า การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง อย่างอื่นอย่ามายุ่ง แล้วคำว่าการเมืองเป็นคำที่น่ารังเกียจ ทั้งที่คนอยู่ในบ้านเมืองนั้นหนีการเมืองไม่ได้ คนที่กิเลสน้อย ก็จะยิ่งไม่เห็นแก่ตัวเอง ก็จะเห็นแก่ส่วนรวม ทำงานเพื่อบ้านเมืองได้มาก พหุชนหิตายะ( เพื่อหมู่ชนเป็นอันมาก ) พหุชนสุขายะ( เพื่อความสุขของหมู่ชนเป็นอันมาก ) โลกานุกัมปายะ( รับใช้โลก ช่วยโลก ) มันยิ่งแท้จริงเลย จะเป็นระบอบเผด็จการ หรือระบอบคอมมิวนิสต์ ก็ดีทั้งหมด ถ้าเป็นแบบพุทธ ระบอบเผด็จการก็เป็นไปเพื่อมวลมนุษยชาติ คุณทำไปเถอะไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง จะคอมมิวนิสต์ก็คือ เผด็จการหมู่ อย่างประชาธิปไตยไม่เผด็จการก็ตรงเปรี้ยงเลย ศาสนาพุทธคือ ประชาธิปไตยสุดยอด มันคือสัจจะ ขณะนี้การเมืองเราได้เอาธรรมะเข้ามาสู่การเมือง ที่เราช่วยกันทำ อาตมาว่ามีผลทางธรรมเจือเข้าไปในพฤติกรรมสังคม แม้กระทั่งฝ่ายศัตรู ก็ยังมีสำนึกได้ลดละ ได้แปรสภาพไป เขายอมสงบ ยอมไม่รุนแรง แต่ก็ไม่สิ้นเชื้อ ยังดื้อด้านดึงดัน ทั้งที่เห็นว่าถอย ต้องระงับ ของฝ่ายตรงข้าม ที่ไม่ได้ว่าเป็นศัตรูอะไร แต่ก็ยังไม่สุดซอยแห่งซอย ก็ขอบคุณทุกคนที่มาช่วยกัน แม้เล็กแม้น้อย ก็ช่วยกัน ไม่ว่าจะด้วยวัตถุ เรี่ยวแรง หรือสมอง ความคิด ยิ่งทำนานก็เป็นโอกาสนะ แต่มันยาก คนมันดื้อด้าน แต่ก็ได้ผล ชนะรายทางมาเรื่อย แม้คราวนี้ชนะสุดซอยเลยนะ เราก็ไปพักยก เรามาพัฒนางานเปลี่ยนแปลง เป็นงานของบ้านของเมือง เปลี่ยนแปลงให้เป็นระบบ หาคนมาทำงานอย่างที่เป็นระบบของโลก ที่เราได้รับมอบหมาย หรือว่าเราไม่ได้รับมอบหมายก็ไม่เป็นไร เราก็รับผิดชอบตามควร ความเป็นมนุษย์กับสังคม สูงสุดคือ โลกุตรธรรม หรืออาริยธรรม เป็นอันเดียวกัน ใครจะมีทฤษฏีที่ไปที่สุดแห่งซอย คือถึงนิพพาน ถึงอาริยะสูงสุดขั้นที่ 4 นิพพาน ก็เหมือนกันหมด ขอยืนยันเลย หรือศาสนาไหนก็ตาม อันเดียวกัน แต่มันเป็นไปได้ยาก คนที่จะมาเป็นอย่างนี้ทั้งโลก เพราะกิเลสมันเก่ง ไม่ยอมให้คนนิพพานหรอก ผีหรือซาตานมันมี ใน ศาสนาเทวนิยม นั้น ท่านไม่ค่อยสอนจิตผี หรือซาตานมา ท่านทำลืมทำทิ้งไป ไม่ตั้งใจเจาะลึก เรียนอันนี้ แต่ท่านให้ไปพบพระเจ้า หรือเทพเจ้า ให้ทิ้งลืมซาตาน เลยไม่รู้เนื้อแท้หัวใจผี ไม่ทำการตัดหัวใจผี ฆ่าหัวใจผี แต่พุทธมีหลักสูตรเลย ให้รู้จักผี หรือ ซาตาน เลย คือ กิเลส ตัณหา อุปาทาน แล้วฆ่าหัวใจผีเลย ศาสนาพุทธกลับไม่ค่อยให้ไปอ้อนวอนร้องขอกับเทวดา แต่ให้ฆ่าผี จิตอกุศลดับ จิตกุศลก็เกิดแทนทันที ไม่มีการแปลงตัว อันนี้ดับอันนี้ก็เกิดทันที เมื่อตาย เมื่อเกิดเป็นโอปปาติกะเลย ไม่มีซากเหลือ จิตผีจิตซาตานตายเกลี้ยง ก็เหลือแต่จิตเทวดาเกิดเลย โดยไม่มีซาก เกิดเต็มรูป เรียกว่าผุดเกิด ในตัวมันเองเลย มันไม่ได้เกิดอย่าง ชราพุชโยนิ หรือ สังเสทชโยนิ หรือ อัณฑชโยนิ เลย แต่เป็น โอปปาติกโยนะ 1 . ชลาพุชโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิด ในครรภ์ ) 2 . อัณฑชโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิด ในไข่ -ทิชาชาติ) 3 . สังเสทชโยนิ (กำเนิดของสัตว์ที่เกิดจากการ แบ่งตัว ) 4 . โอปปาติกโยนิ (เกิดใหม่ทาง จิตวิญญาณ เปลี่ยนภพทันที เกิดนิโรธ ไม่มีอะไรมาคั่น เกิดแทนสิ่งดับ โดยไม่มีซาก) จิตวิญญาณ เป็นตัวบทบาทหลักของมนุษยชาติเลย มโนบุพพัง คมา ธัมมา มโน เสฏฐา มโนมยา จิตวิญญาณเป็นประธานส ิ่ งทั้งปวง จะดีเลวก็อยู่ที่จิตวิญญาณ ยิ่งไม่รู้กิเลส ก็สั่งให้ทำเลว แล้วทำโดยไม่รู้ว่าตนเองมีจิตวิญญาณตัวนี้บงการอยู่ แล้วหลงเชื่อให้มันบงการ น่าสังเวชสังคมเป็นอย่างนี้อยู่ ใครคิดว่าสิ่งที่อาตมาพูดนี้ เป็นสิ่งควรฟังควรปฏิบัติ ควรมาละส ิ่ งที่พาตกต่ำทำชั่วต่อตนและสังคม ก็มาทำ อาตมาบังคับใครไม่ได้ ผู้เห็นดีเห็นงามก็มาทำ ไม่เห็นดีเห็นงามก็แล้วแต่ เราทำนี่ก็ต้องตรวจสอบดูว่า เรามีความอยากได้ส ิ่ งแลกเปลี่ยนหรือไม่? ประพฤติ มิใช่เพื่อ... หลอกลวงคนให้มาเคารพนับถือ (น ชนกุหนัตถัง) มิใช่เพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร (น อิติ มังชโน) มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็น ลาภสักการะ และเพื่อเสียง สรรเสริญ มิใช่เพื่อจะได้เป็น เจ้าลัทธิ หรือค้านลัทธิอื่นใดให้ล้มไป มิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า.. เราได้ เป็นผู้วิเศษ เราต้องตรวจสอบจิตตนดูเสมอๆ อาตมาที่ออกมาจากมหาเถรสมาคม ก็ประกาศต่อสาธารณะว่า จะขอแยกปกครองตนเอง เป็นนานาสังวาส มาตั้งร้านขายปาท่องโก๋ ที่อาตมาเข้าใจว่าเป็นสูตรของพระพุทธเจ้า อาตมาว่าสูตรที่คุณทำอยู่แต่เดิมเป็นสูตรที่คนกินแล้วท้องเสีย อาตมาไม่ได้มาล้มล้างลัทธิใคร อาตมามาเปิดร้านเล็กๆ ของคุณทำนั้นร้านใหญ่ อาตมาไม่บังอาจแข่ง …. จบ