561229_พ่อครูที่มัฆวานฯเรื่อง แก่นแท้ของพุทธศาสนา.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
561229_พ่อครู ที่มัฆวานฯ เรื่อง แก่นแท้ของพุทธศาสนา พ่อครู… วันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ.2556 ที่ สะพานมัฆวานฯ ช่วงนี้ก็อะไรก็คงไม่ดีไปกว่า การได้ฟังธรรมะ สำหรับการเมืองเป็นโครงสร้างใหญ่ของประเทศ มีองค์ประกอบซับซ้อนหยาบภายนอก แต่ธรรมะเป็นคุณธรรมภายใน เป็น ตัวประธาน คือ จิตวิญญาณ เมื่อจิตวิญญาณ หรือตัวประธานของชีวิต พระพุทธเจ้าตรัสว่า มโนบุพพัง คมาธัมมา จิตวิญญาณเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง ธรรมะ แปลว่า ทรงไว้ ส ิ่ งทรงไว้คือ คุณธรรมที่จิตวิญญาณ ถ้าไม่ใช่ธรรมะ ก็มีอธรรมในจิตวิญญาณ เพราะฉะนั้น ในจิตวิญญาณควรจะมีสิ่งประเสริฐคือ ธรรมะ ถ้าเป็นธรรมะที่แท้ที่ประเสริฐ บริบูรณ์เท่าใด ในแก่นแกนของจิต ก็เป็นส ิ่ งยอดสุดในการเกิดมาเป็นมนุษยชาติ พระพุทธเจ้าค้นพบแก่นแกนนี้ แล้วท่านก็มีสูตรสำเร็จที่สามารถเข้าถึงธรรมะได้ สูตรสำเร็จนั้นอธิบายง่ายๆเหมือนต้นไม้ที่ มีใบ มีดอก มีผล คนจะเห็นใบเห็นดอก เห็นผล เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งนอกจากนั้นก็จะมีต้น และนอกต้นก็จะมีสะเก็ดไม้ ซึ่งรวมภายนอกที่เห็นเป็น ใบดอกผล เรียกว่าโลกธรรม ส่วนสะเก็ดที่ออกมาแล้วร่วงหายไป เป็นของขจัดทิ้งจากต้นไป แล้วก็จะเข้าไปถึงเปลือกหุ้ม จากเปลือกก็เป็นกระพี้อยู่ข้างในอีก และที่อยู่ในสุดก็คือ แก่น คนจะเห็นภายนอกได้ง่าย คือ ดอก ผล ใบ เป็นโลกธรรมที่คนจะไปหลงตรงนั้น ไม่เข้าใจแก่น เห็นแต่เปลือกหลงติดอยู่กับส ิ่ งภายนอก พระพุทธเจ้าเทียบสูตรสำเร็จของท่านว่า ตัวใบ ดอก ผล กิ่งก้านสาขา ที่งอกงามคือ โลกธรรม คนเกิดมาก็แย่งส ิ่ งเหล่านี้ แต่พระพุทธเจ้าว่า คนเรานั้นอยู่กับทุกข์ทรมานวนเวียนทุกข์สุขกันไป พระพุทธเจ้าระบุไว้ว่า สุขเป็นของเท็จ อัลลิกะ แล้วคนก็หลงติดสุข แต่เพราะคนหลงติดสุขนี่แหละ จึงเป็นทุกข์ และคนเราวนเวียนในวัฏฏะเพราะติดยึดในของหลอก
อ่านต่อ
ท่านก็รู้สูตรให้หมดความติดยึดในของหลอกได้คือ ศีล สมาธิ ปัญญา แล้วท่านก็เทียบว่า จูฬสาโรปมสูตร 12 / 374 1 . ลาภสักการะ ชื่อเสียง เปรียบเหมือน กิ่งไม้ ใบไม้ 2 . ศีล เปรียบเหมือน สะเก็ดไม้ 3 . สมาธิ เปรียบเหมือน เปลือกไม้ 4 . ญาณทัสสนะ หรือ ปัญญา เปรียบเหมือน กะพี้ไม้ 5 . ความหลุดพ้นแห่งใจอันไม่กลับกำเริบ ซึ่งใช้คำภาษาบาลี "อกุปฺปา เจโตวิมุตฺติ" เปรียบเหมือน แก่นไม้
พระพุทธเจ้าท่านก็อยู่ในโลก ท่านก็ได้รับการยกย่องสรรเสริญ แต่ท่านไม่ได้ติดยึด อยู่อย่างเหนือโลกธรรม แต่โลกนี้เขาหลงใหลติดยึดไปกับ โลกธรรม ลาภ สักการะ ชื่อเสียง ขึ้นสวรรค์ ลงนรกอยู่อย่างนั้น ไม่หลุดพ้นได้ หรือบางคนก็ไปแสวงหาความสงบแบบที่ไปนั่งหลับตา สะกดจิต หนีผัสสะ หรือไปอยู่ในภวังค์ ซึ่งต่างจากพุทธที่สอนให้กำจัดกิเลสได้ในชีวิตประจำวัน เมื่อเจอผัสสะ แล้วจิตจะสงบจากกิเลส เมื่อกิเลสลดจิตก็จะสงบลง เมื่อหมดกิเลสก็สงบได้ที่สุด แต่ไม่ได้ปฏิบัติอย่างหนีโลก ไปอยู่ป่าเขาถ้ำ แต่ปฏิบัติอยู่กับโลก แม้มีลาภยศสรรเสริญ เราก็ไม่ได้ไปติดยึด เอาศัยเป็นสิ่งให้ชีวิตดำเนินไปอย่างไม่สะสม สบายมากเลย เมื่อ จิตมีวิมุิต ก็ ไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่บันเทิงเริงรมย์ไปกับโลก อย่างที่เคยๆ อาตมาก็เคยผ่านมาก่อน จนกว่าจะมาเรียนรู้คำสอนพระพุทธเจ้า แล้วมาลดละกิเลส คนก็เดาว่าไม่ได้สนุกสนานรื่นเริงเลย มันก็จืดหมดสิ แต่ที่จริงไม่ใช่ ไม่ต้องบันเทิงแบบนั้น จิตก็เบาสบายได้ เป็นจิตร่าเริงเบิกบาน มี ปโมทยังจิตตัง เราก็เห็นคนหลงใหลส ิ่ งนี้ แต่เราก็ไม่ติดเหมือนเขา เราก็สงสารที่เขาหลงวนเวียนแย่งชิงกัน เสียใจดีใจสุขทุกข์วนเวียน เราเห็นเขาก็สงสารเขา จิตที่บรรลุจะเห็นเช่นนั้น เห็นคนตกอยู่ในห้วงสงสาร ยังไม่รู้จักเวทนา ไม่ได้เคยแก้ไขเหตุ ที่มันพาสุขทุกข์ ซึ่งเป็น กิเลส แท้ เป็น สมุทัย พาสุขทุกข์ เราก็กำจัดฆ่าสมุทัยได้ เราก็ไม่เกิดสุขทุกข์ เหมือนแต่ก่อน เรียกว่าตายตั้งแต่เป็นๆ เป็นนิพพาน จิตก็รู้ไปกับโลกเขาด้วยดี แต่ตัวผู้บรรลุไม่มีอาการสุขทุกข์กับเขา ไม่เกิดด้วย จึงเรียกว่าไม่เกิด หรือดับชาติ มีอารมณ์ไหมก็มี แต่เป็น อุเบกขา เป็น อทุกขมสุข เป็นกลางๆ ได้แต่สงสารเวทนาเขา จึงมีอัชฌาสัยทนไม่ได้ต่อความกรุณา คือจะต้องช่วยเขา อยากช่วยเขา ด้วย เมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบก ข า เมตตา คืออยากให้เขาพ้นมีสุขหรือพ้นทุกข์ กรุณา ก็ลงมือช่วย (กรณะคือการกระทำ) เมื่อช่วยได้สำเร็จ ก็ มุฑิตา คือยินดีด้วยกับที่เขาเป็นสุขสงบจากกิเลสแล้ว ไม่ใช่สงบแบบหนี ไม่มีความแววไวเร็วไว ไม่มีน้ำหนัก ไม่ใช่ แต่กลับมีน้ำหนัก มีความแววไว มีความเหมาะควรแก่การงาน วิมุติของพระพุทธเจ้ามีความมีพลังเป็นเครื่องแสดง 1 . มีอายุหะ คือ มีอิทธิบาท เป็นเครื่องแสดง 2 . มีวรรณะ คือ มีศีลผุดผ่อง เป็นเครื่องแสดง 3 . มีสุขะ คือ มีฌาน 4 เป็นเครื่องแสดง 4 . มีโภคะ คือ มีพรหมวิหาร 4 เป็นเครื่องแสดง 5 . มีพละ คือ มีวิมุติหลุดพ้น เป็นเครื่องแสดง ไม่ใช่ว่าวิมุตินั้น ไม่ทำอะไร คิดไม่เป็น คิดไม่ออก แต่ว่าที่จริงวิมุตินั้น ยิ่งแววไว มีพลังพากเพียร มีพลังในการทำงานอันไม่มีโทษ ช่วยโลก ทั้งหมดเป็นสัจจะ ถ้าเข้าใจ บรรลุแล้วจะไม่ยาก เป็นสภาวธรรมหมด ผู้ใดสามารถแก้ตัวที่ทรงไว้ในจิต หรือธรรมะ ให้เป็นโลกุตรธรรม เป็นอาริยธรรมจะมี พลัง 4 พ้นภัย 5
กำลัง 4 1 . ปัญญาพลัง (กำลังคือ ปัญญา) 2 . วิริยพลัง (กำลังคือ ความเพียร ขยัน) 3 . อนวัชชพลัง (กำลังคือ การงานที่ปราชญ์ไม่ติ) 4 . สังคหพลัง (กำลังคือ การสงเคราะห์ช่วยผู้อื่น)
พ้นภัย 5 1 . อาชีวิตภัย (ภัยอันเนื่องด้วยชีวิต ไม่กลัวแม้จะแย่) 2 . อสิโลกภัย (ภัย คือ การติเตียนจากคนโลกๆ) 3 . ปริสสารัชภัย (ภัยคือ การสะทกสะท้านต่อสังคม) 4 . มรณภัย (ภัยคือ ความตาย) 5 . ทุคติภัย (ภัยคือ ทุคติ เช่น อบายภูมิ นรก เดรัจฉาน ฯ)
เป็นผู้มี ศรัทธา 10 1 . ศรัทธา (เชื่อถือเลื่อมใสในอริยสัจ เป็นต้น) 2 . ศีล (ในบริบทที่สูงไปสู่สีลสัมปทา แห่ง จรณะ 15 ) 3 . พหูสูต / พาหุสัจจะ (รู้สัจจะบรรลุจริง จนรู้มากขึ้น) 4 . เป็นพระธรรมกถิกะ (อธิบายสัจธรรม สอนความจริง) 5 . เข้าสู่บริษัท (สู่หมู่กลุ่มอื่น) 6 . แกล้วกล้าแสดงธรรมแก่บริษัท 7 . ทรงวินัย 8 . อยู่ป่าเป็นวัตร ยินดี ในเสนาสนะอันสงัด (คืออุเบกขา) มีป่าอยู่ใน หัวใจ ยินดีในเรือนว่าง (จิตว่างจากกิเลส) 9 . ได้ตามความปรารถนาโดยไม่ยาก ไม่ลำบากซึ่งฌาน 4 10 . ได้ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ-ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ ภิกษุผู้ประกอบด้วยธรรม 10 ประการนี้แล ย่อมเป็นผู้ก่อให้เกิดความ เลื่อมใสโดยรอบ และเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง (สัทธา 10 จาก สัทธาสูตร พ ระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 8 )
ที่อาตมาสาธยายมานี้ ต้องสั่งสมเป็นชาติ แต่ละชาติที่เกิดมามีอาการครบ 32 พวกเราที่มาชุมนุม ก็อย่าทิ้งธรรม อย่าเป็นโมฆะบุรุษ เกิดมาตายเปล่า ประเทศอื่นที่ไม่รู้ในศานาพุทธ ก็แล้วไป แต่ผู้รู้ศาสนาพุทธ ควรทำอย่าเสียชาติเกิด ถ้าได้แล้วเป็นหลักประกัน คุณก็อยู่กับโลกเขานี่แหละ แต่ไม่เสียดายในโลกธรรม ในสุขที่เป็นเท็จ มาลองปฏิบัติดูได้ เช่นอบายมุขเป็นส ิ่ งชั่วร้าย ที่คนหลงติดยึด มัวเมาอย่างหยาบอย่างแรงเลย แต่ก็หน้าด้านหน้าทนจน โด้ จน ง่าน ติดอยู่ได้ ทั้งที่เสื่อมทรามขนาดนั้น ...จบ