561218_พ่อครูและอ.สมศักดิ์ ที่เวทีมัฆวานฯ เรื่องการประท้วงอย่างโกลุตระ ตอน ๓.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์339 KB
วันที่แก้ไข27 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

561218_พ่อครู และอ.สมศักดิ์ ที่เวทีมัฆวานฯ เรื่อง การประท้วงอย่างโกลุตระ ตอน 3 พ่อครูเริ่มรายการ … วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ.2556 ที่ สะพานมัฆวานฯ มันจะมีที่ไหนหนอมาชุมนุมประท้วง ประเทศไทยนี่ ก็ยังสามารถให้เห็นบรรยากาศไม่มีความรุนแรงอะไรขึ้นมา ต้องมองว่าเขาทำหน้าที่ของเขานะ ทำไมไม่เกิดความรุนแรง เพราะเราทำการประท้วงอย่างถูกกฏหมาย เขาจะทำรุนแรงกับเราไม่ได้ ถ้าเขาทำรุนแรงขึ้นมา ก็จะถูกสังคมประณาม อย่างประชาชนเขมรที่มาประท้วงไล่รัฐบาลมันไม่ง่ายหรอก เขาก็ใช้อำนาจบาตรใหญ่มาทำร้ายประชาชน แต่นี่เรามาประท้วงเรื่อยๆมาที่ข้างทำเนียบ ที่เราต้องลอยคอ นำอาหารเข้ามานั่นแหละ ภาพรวมของพลังประท้วงตอนนี้ นี่เราทำอย่างไม่รุนแรง กระแสพฤติกรรมสังคมเป็นเชิงชื่นชม เป็นเครื่องชี้วัดว่า พฤติกรรมสังคมดีขึ้น ประเทศไทยเรามีพัฒนาการ เราทำช่วยกันคนละไม้คนละมือ เรามากันตลอด 24 ชม. บางคนก็มาบางเวลา แล้วแต่ว่าใครมาได้เท่าไหร่ บางคนก็กลับบ้าน แต่ก็ยังแบกเอาเรื่องชุมนุมกลับไปคิดต่ออีก ที่มันเป็นไปได้จนถึงวันนี้ หลายคนก็อาจรู้สึกว่าคงจะถึง 500 วันนะ แล้วถ้ามันจะต้องเลื่อนออกไปอีก เราก็ไม่รู้ แม้ไม่รู้ ก็ไม่มีปัญหา 500 วันก็ได้ เพราะว่าจิตวิญญาณมีการปรับเปลี่ยน มีรูปธรรมด้วย เรามาอยู่ที่นี่นานเข้า ก็จะเข้าที่เหมือนอยู่ที่บ้าน เราก็รู้ว่าไม่ใช่ที่อยู่ถาวร เราจะมาสร้างส้วม สร้างครัวได้แล้ว เราก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือ บางคนอยู่ที่บ้านไม่เคยจับไม่กวาดเลย มีคนทำให้ แต่มาที่นี่มันก็น่าจะทำ มันต้องทำ ต้องบังคับตัวเราให้ทำ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ต่างคนต่างมาจากหลากหลายที่่ แต่มาอยู่ร่วมกัน ก็ต้องพึ่งพากัน ช่วยกัน เมื่อมีมากเข้า คนที่มีนิสัยเอาเปรียบก็มี คนมีนิสัยดีก็มี แต่คนนิสัยดีมากขึ้น เห็นรู้ว่าตรงไหนขาดแคลนเราก็

อ่านต่อ

มีจิตใจช่วยเหลือ บางคนมีกิเลสถือดีถือตัวเกิดอัตตามานะ กิเลสอย่างนี้ มางานนี้จะได้เห็น มาที่นี่บางงานเราก็ไม่เคยทำ อยู่ที่บ้านเราก็มีฐานะหนึ่ง เราก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่หน้าที่ แต่มาที่นี่เป็นสิ่งที่จำเป็นสมควรทำ ก็ต้องช่วยกันทำ ก็ได้ลดละอัตตามานะไม่ต้องถือดีถือตัว ผู้ไม่ถือเนื้อถือตัวไม่มีอัตตามานะ มาทำงานเพื่อสังคม รวมกันหลากหลาย แต่เราก็มีความเป็นอยู่ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วเราได้ลดละอัตตามานะอย่างแท้จริง หลายคนได้มาก็ได้เข้าใจ มีปัญญาฉลาดรู้เพิ่มขึ้น รู้ว่าการลดละอัตตามันดี เป็นประโยชน์ทางจิตวิญญาณ ได้ลดละอัตตามานะของเรา ต้นตระกูลกิเลส มีราคะ โทสะ โมหะ คือ โลภ โกรธ หลง นั่นเอง หลงคือไม่รู้กิเลสที่อยู่ในตัวเรา ไม่รู้จักตัวตนของเรา ไม่รู้ส่วนเหลือของกิเลสของตน เรียกว่า หลงเหลือ เราก็ต้องเรียนรู้ไป จนกระทั่งมันไม่มี เป็นอากิญจัญญายตนะ คืออะไรที่เราไม่ให้มี ตั้งแต่หยาบ กลาง ละเอียด จนเป็นเศษเล็กเศษน้อย เท่าไหร่ก็ตาม ตรวจสอบ ว่าตัวไหนที่เราทำได้ ตัวตนตัวไหน ก็คืออัตตา ตัวตนของราคะ โทสะ โมหะ มันมีตัวตนในจิตวิญญาณ กิเลสตัวนี้เรื่องอะไร เรื่องรักหรือชัง แค่ไหน กับวัตถุ หรือกับคน เยอะแยะมากมาย สารพัด ที่ไปติดยึด มันยึดเรื่องนี้สิ่งนี้ แล้วเราก็จับได้ และลดละมัน เหลือสุดท้าย เราทำให้กิเลสลดได้หมด ฐานต้น เรียกว่า อุเบกขา อุเบกขา คือ จิตว่างจากกิเลส และไม่ใช่ว่างอย่างเฉยเด๋อ คำว่าอุเบกขา เป็นสภาพกลางๆ ไม่มีพลังงานไปทางนั้นทางนี้ ที่เป็นไปตามอัตตา มันเป็นความเฉย แม้มีการกระทบกับสิ่งที่เราเคยรักเคยชอบ หรือเคยโกรธ มีอะไรที่เคยรักเคยชังมากระทบก็เฉย ไม่ใช้เฉยหน้าด้าน กิเลสไม่ได้หาย กิเลสมันเก่งเหมือนกัน ดื้อด้านดึงดัน คือ ถัมภะ เป็นตัวที่คู่กับตัวหยิ่งผยองหรือ สาเฐยยะ หรือ สโถ อวดโอ่ แสดงอยากอวด หรือ สารัมภะ คืออยากแสดงออก ส่วนถัมภะนั้นปักแน่นยึดแน่น ถ้าเราทำสั่งสมกิเลสสองอย่างนี้ก็จะเก่งอย่างไม่ดี มันพาเราเสื่อม พาเราทำไม่ดี สำหรับ อุเบกขาของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เฉยๆ แต่จิตวิญญาณของเราจะมีฌานสั่งสมในจิต ของพุทธนั้นกิเลสมันสงบ จนกิเลสสลายหายเกลี้ยงเลย ตรวจสอบด้วยอรูปฌานได้ รูปฌานนั้นตัวที่สุดท้ายคือ อุเบกขา เป็น เอกกัคคตาจิต คือ เอกคือหนึ่ง เขาก็แปลว่า จิตเป็นหนึ่ง แต่มันจะแปลว่า ยอดเยี่ยม ไม่เป็นอื่นเลยก็ได้ แข็งแรงบริบูรณ์สะอาด คำว่า อัคคะ แปลว่าเยี่ยมยอดเลิศเลอก็ได้ จิตเยี่ยมยอด ถ้าเป็นฤาษีก็ทำให้จิตสงบให้ได้ แต่ไม่รู้จักตัวกิเลส แล้วล้างกิเลสได้ เหมือนพุทธ จิตที่กลางๆนั้นก็มีแบบ อภยกฤติ คือ ไม่เป็นกุศล และอกุศล ทั้งที่มีกิเลสในจิต แต่วาระนี้ไม่กุศลหรืออกุศล คนธรรมดาสามัญก็มีจิตตัวนี้ มันไม่ทำอะไรก็เรียกว่า เคหสิตอุเบกขาเวทนา เป็นอภยกฤติ การปฏิรูป คือการเปลี่ยนแปลง เราก็ทำได้มาเรื่อยๆ มากันมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ 24 พ.ย. มาถึง 9 ธ.ค. ต่อมาก็จะนัดกันวันที่ 22 ธ.ค. คนมีปัญญาก็ควรมาร่วมกัน มีให้เลือกตั้งสามเวที แล้วแต่รสนิยม ถ้ามาเวทีนี้ก็ได้ฟังธรรมะมากหน่อย ถ้าเวทีโน้นก็มีสนุกมากกว่า มีการปลุกเร้ามากกว่านี้ มันมีนัยต่างกัน ก็ได้กิ จ การพัฒนามา ถ้าได้ประโยชน์ทั้งสองส่วน ก็ได้ทั้งประโยชน์ผู้อื่น ปรัตถะ ประโยชน์ตนเรียกว่า อุภยถะ บางคนมาได้แต่ประโยชน์ตนอย่างเดียว ไม่ได้ช่วยส่วนรวมเอาแต่นั่งฟังธรรมอย่างเดียวก็มี บางคนก็มาทำแต่ประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ตนเองไม่ค่อยได้ประโยชน์ตน ได้แต่ กุศลโลกีย์ จิตใจก็มีความรู้โลกีย์ ไม่ค่อยรู้ทางสัจธรรม โดยเฉพาะความรู้ทางปรมัตถธรรม ผู้ใดรู้แล้วก็มาเอาประโยชน์ทั้งสองส่วน ได้ทั้งประโยชน์ตน และได้ทั้งสาระโลกีย์ ทางสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ และอื่นๆอีกมากมาย เช่นได้ฟัง ที่วิทยากรผู้รู้มาบรรยายก็ได้ เป็นโลกายตศาสตร์ มากมาย ส่วนความรู้ทางโลกุตระที่เป็นปรมัตถ์ ได้เข้าใจจิตวิญญาณ ว่าจิตที่รู้ปรมัตถธรรม ที่เราจะได้ศึกษาจิตเจตสิก จิตเราเข้าใจว่าทำอย่างนี้ดี แม้ยากเราก็ฝึกฝน ทำกายกรรม แต่มีจิตเป็นตัวตั้ง ทำด้วยรู้ หรือว่าทำด้วยหมู่พาทำก็มี เราอยู่กับหมู่ดี หมู่ดีไม่พาเราทำเสียหรอก บางทีพาไปบู๊ บางทีพาไปเมื่อย ปรมัตถ์ นั้นเรารู้แล้ว เราแก้ไขที่กิเลสของเรา ผู้ที่รู้ว่าอันนี้กุศลอันนี้อกุศล นี่เป็นกิเลส แม้เรารู้แต่จิต เราไม่เป็นก็ฝึกเรา ทั้งรู้และทำได้ เป็น อุภยถะ ของจิตเลย ถ้าสูงสุดเป็น อุภโตภาควิมุติ รู้ว่ากิเลส แล้วเราก็เห็นอ่านกิเลสออก แล้วล้างกิเลส กำจัดกิเลส เห็นว่ามันดับ ไม่ใช่ว่าไปนั่งหลับดับปี๋ โดยไม่รู้ตัวตนกิเลสจริง เป็นนิโรธฤาษี แต่ถ้านิโรธพุทธนั้นไม่ใช่ไปดับปี๋เลย มันดับกิเลส เป็นคำเดียวกันแต่นัยการดับนั้นต่างกัน แบบฤาษีนั้นไม่ใช่นิโรธแบบพุทธ นิโรธ คือ ดับสนิท ไม่เกิดอีกเลยอย่างรู้ๆ ว่า ดับเหตุ หรือสมุทัย ให้ ถึงอาสวะอนุสัย ตรวจด้วยอรูปฌานอีก จิตเป็นอุเบกขา อ่านจิตโดยใช้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ อาการอย่างนี้เรียกว่า ราคะ โทสะ โมหะ คนนี้พูดมาไม่เข้าหูเรา เราก็มีอาการจิต เราก็ทำเครื่องหมายกำหนดรู้หมายเอาเองว่าอย่างนี้คือกิเลสตัวไหน มันไม่มีตัวตนแบบจับต้องได้เป็นสรีระนะ อย่างเทวดาเขาก็สอนบอกกันว่ามันเป็นสรีระรูปร่างอย่างนี้ หรือสัตว์นรกเป็นรูปอย่างนี้ คุณก็ไปปั้นเอาในจิต ไปนั่งสมาธิปั้นเอาว่าสัตว์นรกเทวดามารพรหมเป็นเช่นนี้ คุณก็เห็นเป็นรูป แต่ที่จริง กิเลส คือสัตว์นรกที่มันแสดงอาการในจิต เช่น ความโกรธ เมื่อไหร่เมื่อเจอ ผัสสะ คุณก็เท่ากับใส่คะแนนโกรธให้ในจิต ก็ตกผลึกในจิต เพิ่มขึ้นสั่งสมในจิต แถมอาการโกรธนี้พอแตะสัมผัส เราก็ โกรธแรงขึ้น อีก ไม่ลดลง มีความโกรธความชังสูงอีก มันมีฤทธิ์แรงเพิ่มขึ้นอีก เช่นไปชังน้ำหน้าคนนี่ พอสัมผัสกับเขา ต่อมามีอีกวันต่อไปสัมผัสแล้วก็มีอีก สักวันก็ต้องฉะกันแน่นอน ดีไม่ดีฆ่ากันเลย คุณฆ่าเขาแล้วไม่ใช่ว่ากิเลสจะหายไป แต่ว่า กิเลสยิ่งเพิ่ม เพราะว่าไปฆ่าเขาตามกิเลสคุณก็สมใจอีก ให้ดีใจที่ได้ทำร้ายเขาสมใจอยาก กิเลสมันไม่ตายนะ กิเลสยิ่งอ้วนหนาผนึก นี่คือ ความโง่อวิชชา ของคนทั้งหลายในโลก โลภ และ ราคะ ก็เช่นกัน คุณก็สั่งสมราคะ ให้สมราคะ สมโลภ เช่นกัน คุณมีอาการเกิดที่จิตมันสั่งสมทั้งนั้น คนอวิชชาก็สั่งสมไปเรื่อยๆ บางทีไม่เกิดก็ดีไป แต่ส่วนใหญ่ก็แสวงหาความชอบใจ ไม่ชอบใจเสมอ แม้กับคนก็ตาม หรือกับวัตถุก็ตาม อย่างวัตถุมันไม่รู้เรื่องนะ กับคนเราก็ก่อเหตุได้ตลอดเวลา มันก็เกิดอาการเหล่านี้ เพราะอวิชชา คนมาเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าก็ได้เรียนรู้สักกายะ ตั้งแต่ดินน้ำไฟลม อย่างน้ำนี่รากฐานของมันคือ H20 แก๊สหรืออากาศมันก็ไหลไปไม่จำกัด มีคุณสมบัติของสสารพลังงาน จิตของเรา ก็มีลักษณะ คล้ายสสาร หรือ พลังงาน แต่ละเอียดกว่า ฤทธิ์เดชมากกว่าอีก คนไม่เก่งในการทำจิตให้มีพลังงานได้มากในยุคนี้ ยุคพระพุทธเจ้าสามารถทำให้จิตเก่งมากได้ คนยุคนี้เหาะได้ ดำดินได้ แต่ยุคนี้ทำไม่ได้แล้ว จิตมันตกต่ำมากแล้ว แม้ไม่ได้เราก็ใช้พลังงานฟิสิกส์เก่ง แต่ก่อนนั้นจะใช้อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ แต่เดี๋ยวนี้จะใช้เครื่องไม้เครื่องมือช่วย จิตวิญญาณ ละเอีย ดก ว่า วัตถุหรือสสาร จึงรักษาสภาพได้ยากกว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ไม่คงที่ มีแต่สภาพนิพพานอย่างเดียวเท่านั้นที่เที่ยง เพราะว่าเป็นสภาพสูญไม่มีแล้ว แต่ถ้ามันเริ่มมีขึ้นมาเมื่อไหร่ ก็ไม่คงที่ ไม่ว่าจะเป็นวัตถุธรรม หรือนามธรรม มีแล้วรู้ เราก็รู้เรียกว่า เวทนา ตัวนี้แหละ ที่ต้องเรียนอย่างสำคัญ พระพุทธเจ้าสอนให้รู้จัก จิตที่รู้สึกทุกข์หรือสุข มันมีชอบหรือชัง กุศล คือสิ่งที่ดีงามสร้างสรร แต่ อกุศล คือสิ่งที่จะทำลาย แม้กุศลเราก็อาศัย มันเป็นพลังงานดี แม้ว่าจะเป็นเราอยู่กับเรา มันก็ ไม่ใช่ตัวเรา แต่เรารู้ว่าต้องอนุโลม มีอยู่เพื่ออาศัยใช้มัน จิตวิญญาณก็เป็นพลังงาน ตัวมันเองไม่รู้ตัวมันหรอก แต่เราไปนึกว่ามันมี แล้วมันก็มีคุณสมบัติ แล้วคุณสมบัตินี้ ถ้าเป็น กุศลก็รักษาไว้ใช้งาน เหมือนกับเรารักษาเหตุปัจจัยไว้ใช้งาน ส่วน อกุศล ตัวไหนเราก็เริ่มเรียนที่ สักกายะ คำว่ากายคือ องค์ประชุมมีทั้งรูปและนาม และเน้นที่นามเป็นสำคัญกว่ารูปด้วย ถ้ามีแต่รูปมันไม่รู้เรื่อง แม้กุศลเราก็ไม่ยึดเราแค่อาศัย คนที่จะสามารถทำลายอกุศล หรืออกุศลให้แก่คนอื่นไม่ได้ ต้องทำด้วยตนเอง ทำให้อกุศลตายไปจนมันตั้งมั่น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ได้แล้วได้เลย กิเลสตายแล้วตายเลย ไม่มีเกิดใหม่อีก คือคุณสมบัติของจิตที่เกิดเป็นขั้นตอน พระพุทธเจ้าให้อ่านเวทนา 108 โดยเฉพาะอ่าน เคหสิต และ เนกขัมสิตะ ได้ ต้องทำเนกขัมมะให้โลภโกรธหลงออกจากจิตได้ ก็เรียกว่าวิมุติ เอากิเลสออกได้ ก็มีวิมุติ กิเลสตายลง ลดลงเหี่ยวแห้งลง มันเป็นอาการ ลิงค นิมิต อุเทส เท่านั้น ถ้าใครจับได้ตั้งแต่ตัวต้นเรียกว่า สักกายทิฏฐิ แล้วไปถึงขั้นกลาง และละเอียด มี วิโมกข์ 8 และตรวจสอบไปถึงระดับ อากาสธาตุ คือ ปริเฉทรูป ในรูป 24 ที่เป็นอุปาทายรูป

อ.สมศักดิ์ ว่า… การออกมาชุมนุมทางการเมือง หลายล้านคนเป็นการยืนยันสิทธิของตน มาเรียกร้องสิทธิของตนเอง 1 สิทธิ 1 เสียง เป็นความเข้าใจสิทธิหน้าที่ของพลเมือง เพียงแต่คนบางส่วนไม่เข้าใจ ไม่ใช่ประชาชนไม่เข้าใจ หรือเขารู้แต่กันประชาชนมาเอาอำนาจคืน ถ้ารัฐบาลสร้างธรรมให้เป็นอำนาจ ประชาชนจะไม่มาไล่หรอก แต่ถ้ารัฐบาลสร้างอำนาจให้เป็นธรรมนั้น รัฐบาลนั้นเป็นทรราชย์ ศาลร ัฐธรรมนูญ มีมติ 6:3 กปปส. ชุนนุมไม่ผิดกฏหมาย -เหตุ ชุมนุมสงบปราศจากอาวุธ การที่เขาออกหมายจับคนนั้นคนนี้ เมื่อศาล รัฐธรรมนูญ ตัดสินแล้วว่า การชุมนุมนี้ไม่ผิดกฏหมายแล้วไปออกหมายจับเขาได้อย่างไร... จบไม่บริบูรณ์ มีภาคต่อ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน