สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ชาวอโศกคือผู้หมดทุกข์ 5 ประการ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์13 KB
วันที่แก้ไข30 ธันวาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ชาวอโศกคือผู้หมดทุกข์ 5 ประการ พ่อครูว่า...วันนี้วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม 2561 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้วันพระน้อยแรม 8 ค่ำเดือนอ้ายปีจอ สดชื่นยามเช้า วันนี้เป็นวันที่ระลึกถึงใครคนหนึ่ง หายไปเลย เขาเขียนให้ กลัวลืม เราก็รับมาแต่หายไปเลย วันนี้วันสิ้นชีวิตของหมอฟากฟ้าหนึ่ง 11 ปีแล้วหมอเสียไป เราก็ได้ ได้ว่าเกิดจากการซับซาบ คนเรามีการรู้ทางกายวาจาและจิต แต่มางานนี้เราได้รู้ครบทั้งทางกายวาจาและจิต มากกว่านั้นอีกรู้ทางวิญญาณ รู้ทางวิญญาณหมายความว่า มันรู้ได้ครบ ทั้งเวทนาสัญญาสังขาร มันรู้เห็นสิ่งที่มันปรุงแต่งกันอยู่ทั้งหมด แล้วก็เราก็ใช้สัญญาของเรากำหนดหมายสัมผัสทางกายสัมผัสทางวาจา สัมผัสทางใจ รู้เป็นเวทนารู้เป็นความรู้สึกรู้เป็นอารมณ์สัมผัสแล้วเราก็ได้คบคุ้น อยู่มาได้หลายวันแล้วรู้สึกว่าอารมณ์ของเราเป็นอย่างไร อารมณ์ในองค์รวม เป็นอย่างไร มาอยู่กันตั้ง 5 วันแล้ว เราก็ได้ก่อเกิดตามกาละเวลา ใครมาวันไหนก็แล้วแต่ก็มาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอยู่ หลายคนก็คงไม่ได้ออกไปข้างนอกเลย หลายคนก็อาจวอบแวบไปข้างนอกบ้างก็เอาเถอะไม่มีปัญหาอะไร เราก็ได้ ได้ มันเกิดสิ่งที่เราได้เกิดสัมผัสสัมพันธ์กันอยู่ เป็นการสัมพันธ์เป็นการสัมผัส เป็นการก่อเกิดไปตามกาละ การก่อเกิดจากกรรม มโนกรรมกายกรรมวจีกรรมที่เราสัมผัสจากสิ่งแวดล้อมจากทุกสิ่งทุกอย่าง จากทั้งดินน้ำไฟลม ทั้งพฤติกรรมของมนุษย์ ที่เราอยู่ร่วมกันหลายร้อย ลงทะเบียนสอบ 542 คน แต่มาฟังธรรม 700 กว่าคน ก็พูดอะไรไปเบาๆง่ายๆทบทวนชีวิตของชาวเราเหมือนไร้สาระแต่ก็มีสาระในเรื่องของความเป็นมนุษย์ชาติ ก็เป็นอย่างนี้ ในรายละเอียดของความเป็นมนุษยชาติเราอยู่ร่วมกันร่วมกันอยู่มีชีวิตร่วมกันไป อาตมาได้นำเอาสูตรของพระพุทธเจ้าทฤษฎี

อ่านต่อ

ของพระพุทธเจ้ามาให้ปฏิบัติกันมาจนถึงวันนี้วินาทีนี้ อาตมาทำให้คนอย่างพวกเราเกิด มันเกิดอยู่ทุกวินาทีพัฒนาการ จิตวิญญาณเราบางทีมันก็มี โศก ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปายาสะ บ้าง มันยังไม่หมด อวิชาทีเดียวก็ยังมี ถ้าเราหมดอวิชชาแล้วเกลี้ยง เราก็ไม่มี โศก ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปายาสะ พระอรหันต์ไม่มี โศก ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปายาสะ ผู้ที่ยังมีสิ่งเหล่านี้อยู่คือผู้ที่ยังไม่หมดเทวะ คนที่หมดเทวก็หมด โศก ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปายาสะ หมายความว่าหมดสิ้น ปริเทวะ ใน 5 ตัวนี้ โศก ปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปายาสะ อุปายาสะคือยังติ๊งต่องๆๆอยู่ในธุลีละอองของความทุกข์ คนเรามันสุดโต่งระหว่างสุขกับทุกข์ สองตัวนี้ พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้สุขกับทุกข์ แล้วก็ชัดเจนว่า สุขกับทุกข์มันคือเทวะ มันเป็น 2 แล้วท่านก็ดับเทวะ หมดเลย เทวะจะยิ่งใหญ่มหาGod ขนาดไหนก็ตาม หมดเทวะ อุปายาสะ หมดก่อนแล้วมา โทมนัส คือความทุกข์ส่วนในเป็นก้อนทุกข์ ก็จบหมด จึงมาอยู่ที่ ปริเทวะกับโศก แต่พวกเราคือพวกอโศกะ พวกเราเรียนรู้อย่างสิ้นรอบ ปริเทวะ คือความเป็นธรรมมา 2 อย่างครบพร้อม แล้วก็มาเรียนรู้ความเป็นเทว 1 กับ 2 จัดการเวทนา 2 เป็นสำคัญ เทวธัมมา ทวเยนะ เอกสโมสรณา ภวันติ คือหัวใจศาสนาพุทธรู้จักเวทนาสองซึ่งเป็นเทวธัมมา เป็นธรรมะ 2 แล้วก็จับตัวเวทนา เวทนาคือความรู้สึก เป็นสัมผัสแรก ของผัสสะ ผัสสะก็มีเวทนา ไม่มีผัสสะไม่มีเวทนา ก็ไม่มีวิญญาณ คนเราไม่มีผัสสะภายนอกนี้ มันมีธาตุรู้อยู่ภายในคือสัญญากับสังขาร มีสัญญากับสังขารเท่ากับพืช พืชมีแต่สัญญากับสังขารไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ มีแต่สัญญากับสังขารมันไม่มีสุขทุกข์ เวทนาไม่มี เพราะฉะนั้นพืชไม่มีสุขไม่มีทุกข์ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ทำจิตนิยามนี้ให้เหมือนพืช ให้เป็นพลังงานจิตที่มีการกระทบสัมผัส แล้วก็เกิดจิตวิญญาณแล้วก็ทำให้จิตวิญญาณ คือธรรมเวทนาให้เหลือ 1 อย่างเป็นวสวัตตี ให้เป็นผู้ยังความมีอำนาจในจิตตัวเอง จนสุดท้าย ความหมายของคำว่า ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้คือสามารถทำให้จิตของเราเป็นไปอย่างไรก็ได้ แต่ไม่โง่ไปเป็นทุกข์ไปเป็นโทมนัส แม้แต่สุดท้ายโศกะ เราก็รู้รอบแห่งความเป็นเทวะความเป็นเวทนา รู้รอบในความเป็นเวทนาของเราทั้งหมด แล้วเราก็สามารถทำให้เวทนานั้นไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่มีทั้งสุขไม่มีทั้งทุกข์ได้เหมือนกันกับพืช แต่มีพลังงานเหลือ เพราะว่าจิตนิยามมีพลังงานมากกว่าพืช พืชมีแต่สัญญากับสังขาร แต่จิตวิญญาณมีเวทนากับมีวิญญาณด้วย เพราะฉะนั้นพลังงานที่เหลือก็สามารถที่จะไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นอุเบกขาหรือว่าเป็นอาการกลางๆ พวกเราปฏิบัติธรรมมาแล้วอารมณ์จิตของเราที่มันเป็นกลาง แม้จะเป็น เคหสิตะ เป็นคนโลกีย์ก็สามารถมีอุเบกขา กลางๆ แต่เป็นแบบเคหสิตอุเบกขาเวทนา เป็นความรู้สึกที่มันเฉยๆ กลางๆ แต่ไม่ใช่ความบรรลุธรรมไม่ใช่เนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา เนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา คือ ทำให้เป็นอุเบกขาด้วยความรู้ด้วยปัญญาด้วยการมีผัสสะเป็นปัจจัย แล้วก็สามารถที่จะมีความรู้ตามปฏิจจสมุปบาททั้งสาย รู้ตั้งแต่สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา แล้วจัดการกับเวทนานี้ มันมีตัวเคลื่อนคือตัณหาก็ล้างตัณหา มันมีเศษเป็นอุปาทานตกตะกอนอยู่เท่าไหร่ก็ล้าง คนเราจะรู้จักตัณหากับอุปาทาน โดยที่ตัณหาเกิดจากการกระทบแล้วก็เคลื่อน ตัวเวทนาเป็น static เป็นตัวตั้ง เป็นนิวเคลียส ตัวสำคัญของมนุษย์ แม้จะกระทบอย่างแรงๆอย่างไรๆ อุปาทานก็ไม่เกิดตัณหาไม่ฟุ้งกระจาย แม้กระทบสัมผัสเร็วไวเป็นมุทุภูตธาตุ ยิ่งปริสุทธา ปริโยทาตา ปภัสสรา ยิ่งทำกรรมการงานได้อย่างดีเป็นสัพพะปาปัสสะอะกะระณัง กุสลัสสูปสัมปทาเพราะว่าได้ทำ สจิตติปริโยทปนังแล้ว ถ้าจะทำกรรมกิริยาก็มีแต่ดีแต่กุศลบุญก็ไม่มีบาปก็ไม่มีแล้วในพระอรหันต์เป็นคนสิ้นบาป มีแต่กุศลอย่างเดียว กรรมที่เหลืออยู่มีแต่กุศล บาปไม่มี ปุญญปาปปริขีโณ ทั้งบุญทั้งบาปดับสิ้น ที่อธิบายเป็นการสรุปสภาวะธรรม ฟังแล้วได้ยินแล้วใครเข้าใจบ้างยกมือ ที่อาตมาไล่ๆดูเป็นการตรวจสอบว่าที่เรียนมารู้กันแค่ไหน สอบพยัญชนะแล้วสอบสภาวะจากความรู้สึกพวกเรา เป็นการสอบปากเปล่า จบแล้วนะ defend จบแล้ว เดี๋ยวจะอนุมัติ พวกเราก็พัฒนาไป ชีวิตนี้ก็ดีนะพวกเรารู้ว่านี่เป็นคุณค่าของชีวิตเรา เรามาเรียนรู้ทางนี้จากที่เราเคยไปร่ำรวยหาเงินหาทองแต่เรามีโอกาสได้ศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้า มาศึกษาได้เรียนรู้และเอาไปปฏิบัติฝึกฝน จนกระทั่งได้ผลออกมาแล้วเราก็มีอยู่ในตัวของเราเป็นพฤติการณ์พฤติบทของเราประจำตัวเราไป เราทำได้ปฏิบัติแล้วเที่ยงแท้มั่นคงยั่งยืนอย่างไรเราก็ได้ในตัวเราไป ก็เป็นมนุษย์ที่ได้รับการศึกษาฝึกฝนอบรมปฏิบัติจนบรรลุผล ตามคำสอนพระพุทธเจ้าได้มากได้น้อยก็แล้วแต่ ก็เป็นสิ่งที่ประเสริฐสุด อาตมาว่าเกิดมาเป็นคนต้องมีอันนี้แหละเป็นสุดยอด อาตมาก็ว่าหมดแล้วในชีวิตนี้มีงานที่จะทำก็คืองานอันนี้ อาตมาก็มีงานที่ช่วยให้รับรู้รับฟังแล้วเอาไปปฏิบัติ จนเป็นมวลมนุษย์ที่เป็นหน่วยของสังคม หน่วยของประเทศไทย หน่วยของจังหวัดที่เราพักอาศัยอยู่ ตอนนี้ก็ออกจากจังหวัดที่เราพักอาศัยอยู่มาอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ในอุบลราชธานีก็มีหน่วยย่อยมาจนถึงหมู่บ้านราชธานีอโศก แล้วพวกคุณก็มาอยู่ที่หน่วยนี้ มาอยู่กับหมู่บ้านราชธานีอโศก ตอนนี้ก็เป็นมวลปัจจุบันของราชธานีอโศกอยู่ที่นี่กัน 6 7 วัน วันนี้วันที่ 5 แล้ว เราก็มีพฤติกรรมอยู่กับมวลของเรา เราก็มีวิถีชีวิต อยู่กันอย่างสังคม สังคมของเราตื่นเช้าขึ้นมาวันนี้มีประเด็นปฏิบัติอย่างนี้ บางคนไม่คิดอะไร ก็ไปกับหมู่ไม่ต้องคิด โปรแกรมอะไรไม่ต้องมี ไปกับหมู่ไปวันๆ แล้วแต่ว่าวงโคจร ดาวเล็กดาวใหญ่ในนี้ จะพาไปตามเส้นโคจรใดก็ไป แต่เป็นหมู่มิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดีที่พากันไป ให้เกิดการยินดี เป็นแสงอรุณเป็นฉันทะที่ดีในแต่ละวัน ฉันทะเป็นมูลไปเรื่อยๆแล้วก็ได้มนสิการเป็นแดนเกิด มีผัสสะ เป็นสมุทัย ได้มีเวทนา ที่จิตรวมหยั่งลงแล้วเราก็ได้จัดการกับเวทนา จนเป็นสมาธิ เป็นฌานเผากิเลสไป ตกผลึกเป็นสมาธิเป็นประมุข จิตของเราก็เกิดมีสติปัญญาผ่องใสขึ้นมีสติเป็นอธิปไตย มีปัญญาเป็นอุตระ มีปัญญาเป็นธาตุที่บริหารปกครองชีวิต เป็นธาตุที่อยู่เหนือ มีปัญญาเป็นตัวควบคุม เป็นอุตระ ชีวิตของเราก็มีวิมุติเป็นแก่น หลุดพ้นจากสิ่งนี้สิ่งนั้นไปเรื่อยๆละเอียดลออไปตามลำดับของแต่ละบุคคล จนโอฆทา สำเร็จรูป ลงไปเป็นบุคคลอมตะไปเรื่อยๆจนมานั่งอยู่ตรงนี้แหละ สรุปรวมกันอยู่ตรงนี้ อาตมาแม้จะผ่านอรหันต์แล้วก็ตาม ก็มีภาวะที่เจริญขึ้นมีประโยชน์มีคุณค่า ทำอย่างนี้ไปจนถ้าไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ทำงานกับสังคมมนุษยชาติอย่างนี้สุดยอดแล้ว อาตมาก็คิดว่า อยากจะได้มวลของที่นี่มาช่วยกันตั้งเป้าไว้พันคน จนมีเพลงหนึ่งในพันมาร้องจนเบื่อก็ยังไม่ถึงพัน มีวิธีการอย่างนั้นอย่างนี้เฟส 1 2 3 คนมีตังค์ก็มาสร้าง แต่ไม่มาอยู่ เป็นบ้านปราศจากวิญญาณ บ้านว่างๆ บ้านก็เหงา เจ้าของบ้านไม่มา ไหนว่าจะมาพักตากอากาศไงบ้านก็ร้องเพลงรอ ..ถ้าเธอ...มีหัวใจเหมือนฉันสักหน่อย...คุณสุรพล โทณะวณิกเป็นคนแต่ง เจ้าน้อยสุรพล ไม่ได้เรียนหนังสือแต่มีพรสวรรค์ ได้รับรางวัลเยอะ อาตมาอาภัพในชีวิตไม่ได้รับรางวัลอะไร จะได้รับรางวัลก็ต้องโดนด่า ไม่มีใครเหมือนอาตมาหรอกได้รับรางวัลแล้วโดนด่าเสร็จ สังคมทุกวันนี้เราก็มีชีวิตอยู่กับสังคมอย่างไม่ได้หลับตาหนีเข้าป่าเขาถ้ำ เพราะศาสนาพุทธ 1. ไม่ใช่ศาสนาคนป่าเป็นศาสนาคนเมืองอย่างยิ่ง ขอยืนยัน เพราะฉะนั้นการออกป่าผิดไม่ใช่ลัทธิของศาสนาพุทธ 2. ไม่ใช่ศาสนาหลับตา ไม่ใช่เลย หลับตานั้นจะบอกว่าเป็นอุปการะบ้างตามศัพท์ของพระพุทธเจ้า ก็หมายความว่าเป็นเครื่องช่วย ใช้อุปการะชีวิตเรา หลับตาจะใช้เป็นอุปการะได้อะไรบ้าง 1. ใช้พักผ่อนหรือนอน คุณนอนก็ใช้การหลับตาเป็นการพักผ่อน จะหลับตาก็คือนอน นอนก็ได้พักผ่อนหมดเลย เป็นอุปการะของชีวิต ถ้าใครไม่หลับตาไม่นอนไม่อุปการะมันเหนือกว่ากันกว่าคนนอนไม่หลับตา เวลาจะนอนก็หลับตา บางคนนอนไม่หลับตาดูน่ากลัว ไม่รู้ประสาทเขาเป็นอย่างไรชีวะร่างกายสรีระก็เป็นอย่างนั้น (สู่แดนธรรมว่าตั๋งโต๊ะนอนไม่หลับตา) แต่บางคนนอนแต่ตาไม่หลับแต่มองไม่เห็นเขาอยู่ในภวังค์ เพราะฉะนั้นหลับตาคืนนอนคือได้พักผ่อน 2. หลับตาได้ใช้เป็นการศึกษาตรวจสอบภายใน โดยไม่ต้องเกี่ยวข้องกับทวารภายนอกทั้ง 5 ใช้สัญญาเอาความนึกคิดบุพเพนิวาสานุสติญาณเอามาระลึก เป็นสภาวะของอดีตทั้งนั้น ไม่ได้มีปัจจุบัน หลับตาไม่มีผัสสะไม่มีปัจจุบัน หรือไม่ก็ฟุ้งซ่านไปในอนาคตที่มีก็ได้ ปั้นเป็นเรื่องราวสร้างเป็นนิรมานกายขึ้นมาก็ได้ บ้าบ้าบอบอไม่มีใครระลึกได้ก็ได้ เช่นอาตมาจะนึกสร้างวิมานตามเรื่องอาตมาซึ่งเป็นไปไม่ได้ ก็ทำได้ เราก็นึกถึงอะไรที่มันเกิดในจิตอะไรที่มันดับในจิตอะไรที่มันทรงอยู่ในจิต มีจุตูปปาตญาณ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ก็นั่นแหละคือหลับตาแล้วนึกถึงอดีตที่เราเคยผ่านมา ไม่มีปัจจุบันกับอนาคตที่เราจะสร้างใหม่ เพราะฉะนั้นเรารู้ก็อะไรเกิดตั้งอยู่อะไรขึ้นมา จุติอุบัติ จุติบางทีก็แปลว่าเคลื่อนบางทีก็แปลว่าตาย หรืออะไรมันเกิดมันอุบัติอยู่ แล้วก็เอาไปใช้ในการเตวิชโช ตรวจสอบเหมือนกับการลงบัญชีชีวิตที่ผ่านมา อ๋อ เราดับอาสวะได้ แต่มันก็ยังมี วอบแวบเมื่อนั่นเมื่อนี่ ตรวจสอบ จุตูปปาตญาณ ตรวจสอบแล้วตรวจสอบอีกจนกระทั่งผ่านเหตุการณ์เมื่อนั่นเมื่อนี่ก็ไม่เกิดอะไรเลย ไม่เกิดกิเลสเลยอาสวะไม่เกิดเลย จนกระทั่ง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” ผู้นี้ก็ปฏิญาณตนได้ว่าเป็นคนที่จบกิจเป็นอรหันต์อย่างชัดเจน ผ่านมาตั้ง 1 วัน ผ่านมาตั้ง 7 วันผ่านมาตั้ง 1 ปีผ่านมาตั้ง 7 ปี ผ่านมาตั้งนาน มันก็ไม่มีกิเลสเกิดอีกเลย ก็แน่นอนเราเป็นอรหันต์เด็ดขาด มาถึงวันนี้เราก็เกิดมาหลายคน คนละอายุของใครของมัน อาตมาอายุ 85 เกิด 5 มิถุนายน 2477 มาถึงปีนี้จะสิ้น 2561 จริงๆแล้วเมื่อถึง 5 มิถุนายน 2561 ก็ครบ 84 ปี จากนั้นมา มาถึง 5 ธันวาคมก็ครบครึ่งปี ก็ครบ 84 ปี 6 เดือน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน