การถืออยู่ป่าของพระป่าเป็นสิ่งผิดตามธุดงควรรคที่ 6.docx
เนื้อหาในไฟล์
การถืออยู่ป่าของพระป่าเป็นสิ่งผิดตามธุดงควรรคที่ 6 พ่อครูว่า... มาพูดถึงเรื่องที่อาตมาตั้งใจจะพูดวันนี้ คือเรื่องของ การถืออยู่ป่า พระพุทธเจ้าสอนเป็นธรรมวินัย การสอนอย่างนี้ การถืออยู่ป่า มันจะไขความชัดเจนเลยว่าศาสนาพุทธไม่ได้ให้ออกป่า ค่อยๆฟังไปดูอาตมาจะอธิบาย เนื้อความท่านไม่ได้ขยายความมาก ท่านมีเป็นหัวข้อ อันนี้อยู่ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 8 อยู่ในพระวินัยเล่มสุดท้าย พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอุบาลี ธุดงควรรคที่ 6 ถืออยู่ป่าเป็นต้น ล. 8 [1191] อุ. ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถืออยู่ป่านี้มี 5 จำพวก. 5 จำพวก อะไรบ้าง? คือ:- 1. เพราะเป็นผู้เขลา งมงาย จึงถืออยู่ป่า 2. เป็นผู้มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำ จึงถืออยู่ป่า 3. เพราะวิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน จึงถืออยู่ป่า 4. เพราะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้า สรรเสริญ จึงถืออยู่ป่า พ่อครูว่า... เป็นการเข้าใจได้ทั้ง 2 อย่างคือพระพุทธเจ้าสรรเสริญหรือไม่สรรเสริญ เพราะฉะนั้นต้องใช้ปฏิภาณปัญญา ให้รู้ให้เห็นด้วยองค์รวม ด้วยความรู้ องค์รวมอันอื่นๆด้วย มีเหตุปัจจัยอื่นๆเป็นพลวัตอีกตั้งเยอะแยะ เป็นองค์ประกอบ ไม่ใช่ว่าเราจะเข้าใจได้แคบๆง่ายๆ 5. เพราะอาศัยความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด และเพราะอาศัยความเป็นแห่งการอยู่ป่ามีประโยชน์ ด้วยความปฏิบัติงามนี้ จึงถืออยู่ป่า ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถืออยู่ป่ามี 5จำพวก นี้แล. อุ. ภิกษุผู้ถือเที่ยวบิณฑบาต มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? . อุ. ภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุล มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ... อุ. ภิกษุผู้ถืออยู่โคนไม้ มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ... อุ. ภิกษุผู้ถืออยู่ป่าช้า มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ... อุ. ภ
อ่านต่อ
ิกษุผู้ถืออยู่ในที่แจ้ง มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ... อุ. ภิกษุผู้ถือทรงผ้า 3 ผืน มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ... อุ. ภิกษุผู้ถือเที่ยวตามแถว มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ... อุ. ภิกษุผู้ถือการนั่ง มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ... อุ. ภิกษุผู้ถืออยู่ในเสนาสนะตามที่จัดไว้ มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ... อุ. ภิกษุผู้ถือนั่งฉัน ณ อาสนะแห่งเดียว มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ... อุ. ภิกษุผู้ถือการห้ามภัตรที่เขานำมาถวายเมื่อภายหลัง มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? ...อุ. ภิกษุผู้ถือการฉันเฉพาะในบาตร มีเท่าไรหนอแล พระพุทธเจ้าข้า? พ. ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรนี้มี 5จำพวก. 5 จำพวกอะไรบ้าง? คือ:- 1. เพราะเป็นผู้เขลา งมงาย จึงถือฉันเฉพาะในบาตร 2. เพราะผู้มีความปรารถนาลามก อันความปรารถนาครอบงำ จึงถือฉันเฉพาะในบาตร 3. เพราะวิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน จึงถือฉันเฉพาะในบาตร 4. เพราะเข้าใจว่า พระพุทธเจ้า สาวกของพระพุทธเจ้าสรรเสริญ จึงถือฉันเฉพาะในบาตร 5. เพราะอาศัยความมักน้อย สันโดษ ขัดเกลา ความเงียบสงัด และอาศัยความเป็นแห่งการฉันเฉพาะในบาตร มีประโยชน์ด้วยความปฏิบัติงามนี้ จึงถึงฉันเฉพาะในบาตร ดูกรอุบาลี ภิกษุผู้ถือฉันเฉพาะในบาตรมี 5 จำพวก นี้แล. พ่อครูว่า... เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่เราจะศึกษาจะศึกษาอันหนึ่งอันเดียวหรือจะศึกษาอันอื่นด้วยตามแต่เราที่จะเกี่ยวข้องเราสัมผัสสัมพันธ์กับอะไรเราก็ชัดเจน ว่าเรากำลังเกี่ยวข้องกับอันนี้ สัมผัสกับอันนี้ สัมพันธ์กับอันนี้ แล้วเราจะกิเลสไหม เท่านั้นมันก็จบแล้วอันนี้ แล้วก็ปฏิบัติไปทั้ง อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ สัลเลขะ ในสัจจะต่างๆพวกนี้ มันมีเจตนาเพื่อที่จะให้รู้จักกิเลส แล้วก็ฆ่ากิเลสได้ เพราะฉะนั้นการที่จะหนีสัมผัส มันก็ช้า แล้วมันก็ไม่ครบ ทั้งช้าทั้งไม่ครบ และทั้งงมงาย พวกที่ไม่มีเหตุปัจจัย เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า จึงมีสูตรสำเร็จยิ่งใหญ่ว่า ต้องปฏิบัติไปอย่างมีศีล สมาธิ ปัญญานั้นยอด มีศีล มี อปัณณกปฏิปทา 3 มีสัทธรรม 7 มีฌาน เสร็จแล้วก็จะเกิดสั่งสมการลดกิเลส ตกผลึกลงไปเป็นสมาธิเรียกว่า ศีล สมาธิ แล้วก็รู้ด้วยปัญญาหรือปัญญาก็จะเจริญ สมบูรณ์แล้วก็เป็นศีล สมาธิ ปัญญา หลักวิชาพระพุทธเจ้าคือ จรณะ 15 วิชชา 8 นั่นคือ สูตรสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ วิชชาจรณะสมบัติ เป็นวิชชาจรณะสัมปันโน ที่เรียกกัน ต้องบรรลุด้วยวิชชาและจรณะ เมื่อมันปฏิบัติไม่ครบโดยเฉพาะไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 ซึ่ง ปฏิปทา คือ ข้อปฏิบัติ อปัณกะ คือ มันไม่ใช่ มันผิดไปจากสิ่งที่มันถูก มันเลิกไป หล่นไป ตกไปมากแล้ว ไม่ได้เรื่องแล้ว มันไม่มีการเข้าถึง อปัณณะ นี่ คือ ไม่มีการเข้าถึง ไม่มีการบรรลุ อปัณณกะ ผู้ที่ไม่มีการบรรลุเลย อปัณณกะ นี่แปลเป็นความหมายชัดๆ ข้อปฏิบัติที่ไม่มีการบรรลุเลย ถ้าไม่มี 3 ข้อนี้ สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ถ้าไม่มีอันนี้อยู่ในการประพฤติปฏิบัติธรรม ไปนั่งหลับตา ไม่ได้สำรวมอินทรีย์ 6 ไม่ได้ตื่น ไม่มี โภชเนมัตตัญญุตา ไม่ได้เรียนหรอก เวลากินต้องอ่านรู้ ในสัมผัสทั้งหลายแหล่ กระทบทางลิ้น ทางจมูก ทางกาย ทางวาจา ไม่ได้รู้เรื่อง เหมือนอย่างสายนั่งหลับตา มหาบัว อาจารย์มั่น ที่บอกว่าเป็นอรหันต์ อรหันต์เก๊ทั้งหลาย ไปปฏิบัติสิ่งที่ไม่เป็น อปัณณกะ มันไม่มีทางบรรลุไง ปฏิบัติไม่มี 3 ข้อนี้ ออกนอกข้อปฏิบัติที่จะพาบรรลุ ไอ้พวกนั้นมันพาตกร่วง มันพาออกนอกรีตนอกทาง การปฏิบัติที่ไม่มี 3 ข้อนี้ ลึกซึ้งมากจุดนี้ เพราะฉะนั้นความเสื่อมเห็นชัดเจนว่า ศาสนาพุทธยุคนี้มันเสื่อมจนกระทั่งพูดกันไม่รู้เรื่อง แม้ผู้ที่ไม่ออกป่า ก็ไม่ได้มาสำรวมอินทรีย์ไม่ได้มี โภชเนมัตตัญญุตา ไม่ได้ ชาคริยานุโยคะ ไปตามลำดับ โดยมีศีลเป็นข้อกำหนด คุณจะมีการปฏิบัติธรรม คุณก็จะต้องมีตัวตั้ง หรือเหตุตั้ง พระพุทธเจ้าเรียงศีลไว้ให้เป็นลำดับ ที่เป็นลำดับอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ตั้งแต่ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่เกี่ยวกับสัตว์ สัตตะ ปาณะ ภูตะ ชีวะ ที่อยู่ใน อปัณณกสูตร เป็นเรื่องที่ลึกซึ้งว่า ความเป็นชีวะ ชีวะ จะเป็นสัตว์หรือชีวะยังไม่ได้เป็นสัตว์ ชีวะที่เป็นแค่พืช เรียกว่า พีชนิยาม ชีวะที่ เป็นสัตว์ เรียกว่า จิตนิยาม อุตุนิยาม ไม่ได้เป็นทั้งพืช ไม่ได้เป็นทั้งสัตว์ ไม่ได้เป็นทั้งจิต ไม่ได้เป็นทั้งพืช ไม่เป็นชีวะเลยอุตุ พอเริ่มมาเป็นพีชะ ก็เริ่มมีเชื้อมีชีวะมีชีวิต แต่ชีวะในระดับพืชยังไม่ได้มีเวทนา ยังไม่มีวิญญาณ เป็นชีวะไม่มีบาปไม่มีบุญ ไม่มีการอาฆาตมาดร้าย ไม่มีการจองเวรจองกรรม ไม่มีรักไม่มีชัง แต่เป็นชีวะ มีเพศผู้เพศเมีย ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ลึกซึ้ง พอไปถึงเริ่มจะเป็นชีวะเรียกว่า ภูตะ ซึ่งภูตะมีทั้งมหาภูตรูป เป็นอุตุแท้เลย ดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นมหาภูตรูป 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ มีทั้งภูตคาม เริ่มมาเป็นพืชมาเป็นชีวะ ภูตะที่เป็นมหาภูต ยังไม่เป็นชีวะ แต่พอมาเป็นภูตคามเริ่มเป็นชีวะ พอเป็นเจตภูต อันนี้เป็นสัตว์เลย อย่างนี้เป็นต้น ก็เป็นลักษณะของอาการของจิตเจตสิกทั้งนั้น เพราะฉะนั้นถ้าพูดให้เข้าใจสภาวะ ถ้าจิตอย่างนี้เป็น ปาณะ ปาณะ เป็นสัตว์แน่นอน สัตตะ แน่นอนเป็นสัตว์ เจตภูต ต้องดูรายละเอียด และเจตภูตต้องดูว่ามันยังใช่หรือไม่ใช่ มันเป็นชีวะแค่ ภูตคาม ไม่ใช่แม้แต่ชีวะเลย เป็นมหาภูต คุณต้องอ่านลักษณะ ทั้งส่วนมหาภูตออก ดิน น้ำ ไฟ ลม อยู่นอกตัวเราหรือในตัวเรา มันปรุงแต่งกันอย่างสนิทเนียนเลย เพราะในร่างกายขันธ์ 5 เรามีดิน น้ำ ลม ไฟ ร่วมสังเคราะห์สังขารกันอยู่ อย่างสนิทเนียน เพราะฉะนั้น เราสามารถที่จะทำใจในใจของเรา ให้มันมีลักษณะเป็นอุตุ หรือเป็นพีชะ หรือเป็นเจตภูต ได้ สามารถแยก สามารถทำได้เลย เราทำจิตเราเป็นมหาภูต เราก็ทำได้ ทำจิตเราเป็นภูตคาม เราก็ทำได้ ทำจิตเราเป็นเจตภูต เป็นปาณะหรือเป็นสัตว์ เป็นจิตนิยามไปเลยได้ พระอรหันต์รู้อย่างนี้อย่างอาตมานี่แหละ อาตมาเป็นพระอรหันต์จึงรู้เอามาอธิบายได้ เอาของตนเองมาอธิบายเกี่ยวเนื่องกันกับธรรมะนิยาม 5 อย่างนี้เป็นต้น เขาไม่ได้มีอธิบายไว้หรอกในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ ไม่มี ของพระกัสสปะเก็บมาไม่ได้มีธรรมะนิยาม 5 ในนี้ไม่ได้เก็บไว้ ไม่มีนะ ในพระไตรปิฎก 45 เล่มไม่มี แต่มีอยู่ในวิสุทธิมรรคของคนอื่นๆ แต่อาตมาเห็นว่า โอ้โห อันนี้มันสำคัญมากเลย ถ้าไม่มีความเข้าใจอันนี้ไม่มีทางเป็นอรหันต์ ถ้าไม่มีความเข้าใจในธรรมะนิยาม 5 เข้าใจธรรมะนิยาม 5 จึงสามารถรู้ ภูตะ 3 มหาภูต ภูตคาม เจตภูตได้ เมื่อรู้สามารถทำจิตของตัวเองให้เป็น 3 ขั้นนี้ได้เป็นอรหันต์ ถ้าคุณทำไม่ได้ คุณไม่ได้เป็นอรหันต์ เพราะฉะนั้นเมื่อคุณสามารถทำเป็นอุตุได้ คุณก็สามารถที่จะตายด้วย นิพพาน 3 สุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน ไม่ทำนิมิตให้เป็นชีวะเลย จะเป็นชีวะ พีชะ หรือจิต ก็ไม่ทำ ปล่อยให้แยกธาตุไปเลยไม่มีอายะ ไม่มีอยะ ไม่มียางเหนียวเลย สลายกลายเป็นดิน น้ำ ไฟ ลมถ้วน ไม่มีอะไรเป็นเชื้อเยื่อยางใย ทุกอย่างก็แตกแยกธาตุออกไปหมดเลยเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่มีอะไรกลับมารวมตัวกันอีกเลยเพราะไม่มีอยะ จึงไม่มีอายุ ไม่มีอยะ จึงไม่มีอายุ หมดอายุเลย ไม่มีอายะไม่มีอายุ หมดเลย แตกสลายได้ เพราะฉะนั้น ความรู้กับสภาวธรรมความจริงที่ละเอียดและออที่อาตมาเอามาแยกให้ฟัง มันเป็นสิ่งที่อาตมาเป็นอาตมามีเอามาขยายความด้วยภาษาของอาตมา ไม่ได้อ่านมาจากตำรา เอาสภาวธรรมจริงมา อาตมามีอย่างนี้จริงได้ ทำได้ จึงเอามาพูดได้ ไม่ได้ไปเก็บมาจากใครพูด เพราะฉะนั้นคนที่เขาไม่เชื่อว่า อาตมาไม่ได้พูดจากตำรา อีกแหละ พระพุทธเจ้าสอนให้ไม่เชื่อในกาลามสูตร ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคก็มี อาตมาก็เอามาอธิบายเพราะเป็นสิ่งสำคัญ สำคัญมาก มันเสื่อมด้วยเหตุปัจจัย เช่น พระไตรปิฎกสยามรัฐไม่มีเรื่องของธรรมะนิยาม 5 มันก็เป็นเหตุปัจจัยอันหนึ่ง มันไม่น่าตก แต่ทำไมเก็บตกหล่นกันได้อย่างไร พระอานนท์ก็รู้เยอะครบ เข้าทำสังคายนา รวบรวมเป็นพระไตรปิฎกฉบับนี้ด้วย เป็นคนสุดท้าย พระกัสสปะรวบรวม 500 รูปมาช่วยกันทำ แต่มันก็ตกหล่นจนได้ เพราะมีเหตุปัจจัย ถ้าอาตมาไม่มีความรู้ความชัดเจนจริง อาตมาก็ไม่นำมายืนยัน แต่อาตมาเห็นว่ามันขาดไป อย่างนี้ศาสนาก็ถึงอรหันต์ไม่ได้ เหตุปัจจัยยุคนี้ต้องใช้สยามรัฐ แต่ก็ยังดี เขาก็เอาวิสุทธิมรรคมาเรียนอยู่บ้าง แสดงถึงความเป็นเมืองไทย พุทธศาสนาเมืองไทยสำคัญกันอยู่ที่วิสุทธิมรรค พระไตรปิฎกก็เอาด้วย ที่อื่นก็เอาพระไตรปิฎกแต่เขาไม่เอาวิสุทธิมรรค มหายานบางเจ้าก็ไปเอาอะไรต่ออะไรสูตร สำคัญๆของเขา เขาก็ยึดกันไปคนละอย่าง มีเล่มอรรถกถาจารย์สำคัญๆ ซึ่งอรรถกถาจารย์ไม่ใช่เถรวาทมันเป็นอาจาริยวาท หมายความว่า มันเป็นคำสอนของพระรุ่นหลัง ไม่ใช่พระเถระที่เกิดในยุคเดียวกับพระพุทธเจ้า คำว่า เถรวาทะ คือ มันเป็นเฉพาะวาทะของพระเถระที่เกิดร่วมยุคกับพระพุทธเจ้าเท่านั้น เป็นพระเถระหรือพระเถรี ผู้หญิง ผู้ชาย เพราะฉะนั้น ผู้ที่ไม่ได้เกิดร่วมในยุคพระพุทธเจ้าจึงไม่ได้เป็นพระเถระเถรี คำสอนของผู้ที่ไม่ได้เกิดในร่วมยุคพระพุทธเจ้าจึงเรียกว่า อาจาริยวาท เป็นแค่ขั้นอาจารย์หรือ อรรถกถา ไม่ใช่ขั้นเถรวาททีเดียว ทีนี้มาวิเคราะห์ที่พระพุทธเจ้าตรัส 5 ประการในการอยู่ป่า มีประการเดียวเท่านั้น ที่เป็นเรื่องสมบูรณ์ เป็นเรื่องที่ถูกต้อง เป็นเรื่องที่ต้องเข้าใจให้ละเอียดอย่างปัญญาด้วย อีก 4 ข้อเป็นพวกที่วิปริต พวกที่โง่งมงาย ข้อแรกเป็นผู้ที่เขลาก็คือผู้โง่งมงาย มีเยอะ ไม่เข้าใจถึงเหตุปัจจัย ที่ยืนยันว่าไม่เข้าใจชัดเจนก็คือ โง่งมงาย ไปอยู่ป่าแล้วหลับตาสะกดจิตอีก นี่มันส่อแสดงให้เห็นถึงความงมงายที่ชัดเจน ศาสนาพระพุทธเจ้าเป็น ชาคริยานุโยคะ ทำให้ตื่นไม่ใช่ไปทำให้หลับ ไม่ใช่ไปทำให้อยู่ในภพ แต่ทำให้เปิดภพ เปิดสว่างรู้เท่าทันความจริงทุกอย่างครบทั้งนอกใน รายละเอียดทุกอย่าง เริ่มตั้งแต่กายที่เป็นสภาวะ 2 ทั้งนอกทั้งใน ไปปิดแต่ภาวะนอกคือจะต้องร่วมสัมผัสภายนอก ยังไม่แยกกันภายนอกภายในเรียกว่า กาย เข้าใจไม่ได้ กายต้องมีภายนอกภายใน กายมีแต่ภายนอกไม่ได้ มีแต่ภายในก็ไม่ได้ ไม่มีกาย มีแต่ภายในไม่มีกาย มีแต่ภายนอกไม่มีจิตก็ไม่ได้ ความรู้ในเรื่องกายคำแรกของสังโยชน์ 10 สักกายทิฏฐิ เสื่อมชัด ในศาสนาพุทธยุคนี้ เพราะยังเข้าใจกายว่าเป็นภายนอกเท่านั้น แล้วก็แถมภายนอกเท่านั้น เวลาจะปฏิบัติธรรมจะเข้าถึงการอ่านกิเลสจริงๆ ผ่าเข้าไปดูแต่เพียงข้างในอีก หลับตาเข้าไปอยู่ข้างในอีกทิ้งกายข้างนอกอีก ในอาณาปานสติสูตร ก็ไม่ได้ให้ขาดภายนอก ต้องมีลมหายใจ สุดท้ายแล้วนะจะเป็นภายนอกอยู่แต่เอาความรู้สึกมาสัมผัสอยู่ภายนอก ถ้าคุณทิ้งความรู้สึกกับลมหายใจภายนอกเข้าไปข้างใน โมฆะเลย ไม่มีอานาหรืออาปาณะ อานา อาปาณะ ลมหายใจหรือเข้าลมหายใจออก คุณตัดลมหายใจออก หรือคุณมีแต่ลมหายใจเข้า ไม่มีลมหายใจออก จริง มันมีลมหายใจเข้าออก แต่มันออกแล้วความรู้สึกของคุณก็ไม่เกี่ยวกับลมหายใจเข้าออกด้วยในพวกนั่งหลับตา เข้าไปอยู่ในภพเลย คุณเป็นคนพิการแล้ว คุณเป็นคนไม่มีลมหายใจเข้า ไม่มีลมหายใจออก พิการแล้ว อานาไม่มี อาปาณะไม่มี จะไปอันไหนเป็นลมหายใจเข้า ลมหายใจออกก็ได้ ปาณะ เอาไปแปลว่า เป็นลมหายใจเลยนะ เป็นชีวิตหรือเป็นสัตว์เป็นลมหายใจ ปาณะ ในพจนานุกรมบาลีก็มีคนแปลไว้อย่างนี้ด้วย ซึ่งมันก็ถูก มันไม่ผิดหรอกมันถูก แต่นี่ ไม่มีอะไรลมหายใจมีแต่ลมหายใจอยู่ข้างใน ที่จริงมันมีลมหายใจข้างนอกแต่คุณไม่มีความรู้สึกกับลมหายใจมัน มันเบา แล้วคุณก็ไม่ได้เอาสัญญามากำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกด้วย เอาสัญญาไปเจาะกับเกาะอยู่ในภพ นิ่งหรือไม่รู้อะไรข้างนอกเลย อย่าให้รู้ อย่าหายใจออกนอกตัว เขาปฏิบัติกันอย่างนั้น อาจารย์ใหญ่เขาก็บอก อย่าเอาจิตออกนอกตัว อาตมาอยู่วัดอโศการามเขาสอนกันอย่างนั้น อย่าให้จิตออกนอกตัว นั่งหลับตา ไม่ให้ตากระทบรูป หูกระทบเสียงหรือกระทบก็ไม่รับรู้ พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า สอนให้ตาบอดหูหนวกกันอย่างนั้นหรือ เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันผิดพลาดไปพวกนี้ถึงบอกว่า เป็นการไปอยู่ป่าอย่างโง่งมงาย มันไม่ฉลาดพอเลยที่จะปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น แม้แต่ข้อที่ 1 หนีไปอยู่ป่าเพราะโง่งมงายขนาดนี้ มันจะไปพัฒนาเป็นอาริยะ เป็นอรหันต์อะไรได้ ข้อ 2 ไปอยู่ป่าแล้วจะได้รับความนิยมชมชอบว่าเป็นพระปฏิบัติเป็นพระกรรมฐาน เป็นพระธุดงค์ เป็นพระปฏิบัตินั่นแหละ ถ้าพระปฏิบัติไม่ได้ออกป่า มันงมงาย ไม่ได้ออกป่า เขาว่าไม่ได้ปฏิบัติ ก็มีความปรารถนาเข้าใจว่าจะไปเป็นพระปฏิบัติต้องออกป่า เขาจะได้นับถือ นี่เป็นความคิดลามก นี่ข้อที่ 2 ผู้ปฏิบัติความปรารถนาลามก อันความปรารถนา ครอบงำ เป็นความปรารถนาลามก ที่จริงก็คือมิจฉาสังกัปปะ _สู่แดนธรรม... ปาปิจโฉ พ่อครูว่า... เป็นความปรารถนาที่อวิชชา คำว่าลามกแปลมาจากอวิชชา มันผิด มันเป็นความปรารถนาที่ผิด ไปอยู่ป่า ฟังไว้หน่อยพวกสายหลับตา ทั้งที่ข้อ 1 คุณก็ใช่ ข้อ 2 คุณก็ใช่ ข้อ 3 วิกลจริต หรือมีจิตฟุ้งซ่าน คือไม่ปกติแล้วทั้งวิกลจริต ทั้งฟุ้งซ่าน ไม่ปกติแล้ว มันวิปลาสทางจิตแล้ว วิปลาส 3 มีอะไรบ้าง ทิฏฐิวิปลาส สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ถ้าหากจิตวิปลาสต้องส่งโรงพยาบาล แก้ทางประสาท ถ้าสัญญากำหนดหมายวิปลาสก็ผิดในการกำหนดหมาย ถ้าไปถึงทิฏฐิวิปลาสมันก็หนักกว่าสัญญาวิปลาส ยิ่งถ้าจิตวิปลาส ต้องไปเข้าโรงพยาบาลรักษา วิปลาส 3 ฉะนั้น พวกจิตวิกลจริตหรือฟุ้งซ่าน ก็เห็นความอยู่ป่าเป็นเรื่องมันก็ออกไปไม่เข้าเรื่องเข้าราวอะไร ข้อ 4 เพราะเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าหรือสาวกพระพุทธเจ้าสรรเสริญ จึงถือการอยู่ป่า นึกว่าเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าสรรเสริญ มันมีคำเหมือนกันนะ มีคำพาดพิงว่า การอยู่ป่า ชอบความสงบนี้ดีก็ถือว่าเป็นคำสรรเสริญของพระพุทธเจ้า แต่จริงๆแล้วคำสอนของพระพุทธเจ้าในจรณะ 15 ชัดๆอยู่แล้ว ในความรู้ เป็นวิชชา มันไม่ใช่หนี มันต้องเผชิญ ต้องตื่นรู้ ต้องมีศีลเกี่ยวกับสัตว์ เกี่ยวกับคน เพราะฉะนั้นถ้าไม่เห็นความสำคัญในศีลข้อที่ 1 คุณต้องอยู่กับคน สรุปให้ชัดๆเลย อยู่กับสัตว์โดยเฉพาะสัตว์คนนี่แหละ เป็นตัวการที่คุณจะปฏิบัติธรรม เป็นตัวเหตุปัจจัยที่คุณจะใช้ปฏิบัติธรรม อยู่กับคนนี้แหละ สารพัดแง่เชิงที่จะต้องได้ปฏิบัติธรรมละเอียดลออ สัตว์เดรัจฉานมันไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ไม่มีกลเม็ดอะไรมากมายให้เราต้องรักต้องชังขนาดเท่าคน คนด้วยกันนี่แหละกิเลสมันสมบูรณ์แบบอยู่ที่นี่ เพราะฉะนั้นศีลข้อที่ 1 พระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติเกี่ยวกับสัตว์ แต่ท่านเรียกสัตว์ อาตมาก็ขยายความไปถึง ปาณะ แล้วท่านก็ตรัส ปาณะเป็นหลัก ปาณาติปาตะ ทำให้ชีวิตตกร่วงเสียหายลงไป หลุดร่วงลงไป ปาณะ เป็นธาตุจิต เป็นธาตุรับรู้ที่อย่าให้ขาดปาณะ ไปจากอารมณ์ ไปจากจิต ซึ่งมันเป็นความลึกซึ้งมาก อาตมาก็พยายามอธิบาย ในชีวกสูตร 5 ขอขยายความเพิ่มเติม สุดลึกซึ้งแล้ว มันขยายความถึงขั้น สัญจิจยะหรืออุทิสะ จิตที่มีทิศมุ่ง จิตที่มันมีทิศจะไปให้ถึงตรงนั้นตรงนั้น อาตมาเอาสภาวธรรมมาอธิบาย เขาไปแปลหยาบๆว่า อุทิศ สัญจิจจะ มันมีที่หมาย การกำหนดรู้คือ สัญญาตัวทำงาน สัญจิจยะ สัญญานี้เกิดมีทิศมุ่งหมาย เริ่มตั้งแต่ เจตภูติตัวแรก ไม่ใช่มหาภูติ ไม่ใช่ภูตคาม ละเอียดขึ้นมาเป็นปาณะ สัตว์ที่เริ่มต้น ตนเองต้องมีความรู้ถึงเจตภูติ ที่มันจะรู้จัก เจตภูติคือเริ่มรู้จัก เจตะ เริ่มรู้จักอะไร เริ่มรู้จักความเป็นสัตว์ คือ ปาณะ สัตตะ มันรู้ได้ง่ายเลย สัตตะคือ 7 ถ้าบอกว่า ปาณะ จะเรียกว่าหนึ่งก็ได้ จะเรียกว่าหาที่สุดมิได้ ก็ได้ เริ่มเป็นชีวะในระดับชีวะแบบนี้ ขั้นเจตะหรือขั้นปาณะ หรือ สัตว์ขึ้นไป ไม่ใช่แค่ ภูตคามหรือมหาภูต ด้วยซ้ำ ที่จริงรู้หมด มหาภูตก็รู้ภูตคามก็รู้ ไม่ใช่รู้แค่ภาษาแปลนะ คุณก็ได้แต่ตามพจนานุกรม คุณจำไม่ได้ตามพจนานุกรม คุณก็พูดไม่ออก แต่อาตมาไม่ได้พูดตามพจนานุกรมเท่านั้น อาตมาขยายความตามประสาของอาตมาที่รู้สภาวะจริง มันก็ละเอียดรู้รอบรู้ละเอียดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่เข้าใจ สัตตะ ปาณะ ภูตะ ชีวะ ได้ ใน อปัณณกสูตร เล่ม 13 ขยายความจากเกินภูมิพวกเราก็เอามาใช้ประโยชน์ก็แล้วกัน ทุกวันนี้พวกเราปฏิบัติธรรมทั้งรู้มีแผนที่ มีพิมพ์เขียวที่อาตมาอธิบายไปเยอะ แล้วก็ปฏิบัติไปตามลำดับตามฐานะเรา ตั้งแต่ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์เกี่ยวกับคน แล้วก็เกิดราคะโทสะโมหะ อะไรกันเราก็เรียนรู้ เกี่ยวกับของ เกี่ยวกับพืช เกี่ยวกับสิ่งที่เป็นวัตถุในข้อที่ 2 เราก็ไม่ทุจริตในศีลข้อที่ 2 ไม่ทุจริต ศีลข้อที่ 3 รู้ ละเอียดขึ้นไปถึงตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบสัมผัสแล้วกิเลสเกิดทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ครบแล้ว ปฏิบัติกับวัตถุ กับพืช กับคน กับสัตว์ ศีลข้อ 1 ข้อที่ 2 แล้วก็เรียนรู้รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ทำภายนอกภายใน โดยเฉพาะมีกาย กาย เป็นตัวที่เรียนรู้ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งเก็บละเอียดจบ เพราะฉะนั้นในคำสอนพระพุทธเจ้าถึงให้เรียนรู้กายให้สัมมาทิฏฐิก่อน สังโยชน์ข้อที่ 1 ในสังโยชน์ 10 ถ้าเข้าใจ กายผิด เช่น เข้าใจกายมีแต่เพียงภายนอกไม่มีภายใน คนนี้ปิดประตูเลย ไม่ได้เรียนรู้ พิจารณากายในกายตามสติปัฏฐานหรือโพธิปักขิยธรรมข้อที่ 1 ไม่ต้องไปเรียนหรอกมิจฉาตั้งแต่กายแล้ว ผู้ที่มีมิจฉาตั้งแต่กายนี้ มิจฉาจริงๆจึงไปเอานั่งหลับตา ไม่ปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 เข้าใจกายมันไม่มีในหลับตา กายในไม่มีกายนอกไม่ได้ ถ้าคำว่ากายในคุณต้องมีกายนอก ละไว้ในฐานที่เข้าใจ มันต้องมีสภาพคู่ เมื่อมีในมันต้องมีนอก คุณทิ้งนอกไม่ได้ เพราะฉะนั้นสติปัฏฐาน 4 พิจารณาบอกว่ากายใน คุณก็ไปหลับตามันก็ไม่มีกาย แต่คุณก็นึกว่าคุณถูกแล้ว คุณผิด คุณทิ้งไม่ได้ แม้แต่ในอานาปานสติก็ยังบอกว่า ยังเหลือลมหายใจรอนๆจะขาดนะ ถ้าขาดไม่มีลมหายใจ มีแต่ลมหายใจอยู่ภายใน คุณก็ไม่รู้ ภายนอกคุณไม่สัมผัส คุณไม่รู้เรื่องกับภายนอกแล้ว แค่ลมหายใจคุณก็ยังไม่รู้สึกแล้ว ไอ้นั่นน่ะเป็นโมฆะ ไอ้นั่นน่ะผิดเลย ไม่มีกายตั้งแต่ต้น พิจารณาสติปัฏฐาน 4 ไม่ได้ เป็นโลกุตตรธรรมข้อที่ 1 ในโพธิปักขิยธรรม 37 หรือโลกุตตระ 37 เพราะฉะนั้นพวกนี้จึงเสื่อมไปจากโลกุตระ 100% พวกนั่งหลับตา เสื่อมจากโลกุตระ 100% พิจารณากายในกาย ไม่มีกาย กายข้างนอกไม่มี เพราะฉะนั้นคุณก็หลับตาเข้าไป มันก็ไม่มีกาย เมื่อไม่มีกายเลยก็โมฆะแล้ว สูญแล้ว เมื่อไม่มีกายปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 โพธิปักขิยธรรมไม่ได้ คุณจะไปได้ผลอะไร คุณจะได้มีมรรคมีผลอะไร คุณก็ไม่มี เพราะฉะนั้นเวลาจะไปตรวจสอบ ด้วยวิญญาณฐิติ 7 ต้องสัมมาทิฏฐิในคำว่ากายกับสัญญา แล้วใช้สัญญาเข้าไปกำหนดหมายกำหนดกายให้รู้ ตั้งแต่วิญญาณฐิติข้อที่ 1 จนกระทั่งถึงข้อที่ 7 คุณก็ไม่เข้าใจไม่รู้เรื่อง กายต่างกันสัญญาต่างกัน ไม่รู้มีมาทำไม ใช้ไม่เป็น ปฏิบัติไม่เป็น ไม่เป็นประโยชน์อะไรกับชีวิตนักปฏิบัติธรรมโลกุตระของพระพุทธเจ้าเลย เพราะคุณไม่รู้เรื่องกาย มิจฉาทิฏฐิตั้งแต่ข้อแรก ข้อที่ 2 ข้อปฏิบัติไม่ได้แล้ว ข้อ 3 สุดท้ายกาย ตรวจสอบด้วยกายด้วยวิญญาณฐิติ 7 คุณก็ไม่รู้เรื่อง ผู้ที่ไปหลับตามันน่าสงสารจริงๆ เพราะฉะนั้นผู้ที่หลับตาปฏิบัติได้ฟังอาตมาบ้าง ใช้สำนวนไทยว่า เป็นบุญหู จะได้รู้ แล้วก็มีปฏิภาณรู้ตัวเองว่าตายๆๆ เราหลงผิดไปแล้ว นอกจากหลงผิดแล้วมีความรู้จริงๆว่าเราหลงผิด ดีไม่ดีเคยลบหลู่โพธิรักษ์ด้วย ที่เคยข่มอาจารย์เรา ดูถูก ซึ่งมันถูกจริงๆอาตมาเห็นถูกๆเลยว่าอาจารย์ของคุณนั้นสอนผิด เขาก็จะโกรธอาตมา เขาก็จะเคือง พอเขารู้สึกตัวแล้ว เขาจะมีหิริอย่างแรงกล้า ละอายอย่างแรงกล้า มีโอตัปปะอย่างแรงกล้า คำนี้สำคัญนะอาตมาเอามาอธิบายซ้ำ คำตรัสสอนของพระพุทธเจ้า คนในโลกไม่เคยได้ยินคำสอนพระพุทธเจ้า พอได้ฟังคำสอนพระพุทธเจ้าก็เกิดปัญญาข้อที่ 1 ข้อที่ 2 ปัญญาข้อที่ 1 ไม่เคยได้ฟังโอ้โห อย่างนี้ ของเทวนิยมไม่มีปัญญาแม้ข้อที่ 1 เพราะเขาไม่ได้ฟังธรรมะพระพุทธเจ้า เขาไม่ได้พบพระพุทธเจ้า เขาไม่ได้พบสัตบุรุษ เขาไม่ได้ฟังคำสอนจากพระโอษฐ์หรือจากสัตบุรุษหรือจากผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิเป็นครูได้ เขาไม่ได้ฟัง เพราะฉะนั้นไม่มีทางที่จะเกิดได้เลยในโลก ในศาสนาเทวนิยมเขาถือว่าเขาจะต้องรู้จักพระเจ้า แล้วก็มีตำราพระเจ้า ตำราพระเจ้าก็คือพระศาสดาเอง ไม่กล้าเชื่อว่านี่เป็นคำสอนของตัวเอง โอ้โหคำสอนนี้มันยอดเลิศเลย หรือเชื่อว่าคำสอนตัวเอง อาตมาเชื่อว่าพระศาสดาของแต่ละศาสนานั้นไม่กล้าหรอกที่จะยึดว่าคำสอนนี้เป็นของตัวเอง ไม่กล้า จะยกเป็นคำสอนต้องผู้รู้ยอดเยี่ยมเลย เรามิบังอาจ แต่เราก็เป็นลูกพระเจ้า พระเจ้าก็มอบมรดกนี้ให้เรา คือคำสอนอันสุดยอดให้เรา เพราะฉะนั้นคำสอนของพระเจ้า เขาก็นับถืออย่างยิ่งยอดแน่นอน คำสอนของพระเจ้านั้นคือคำสอนของพระศาสดาเอง แต่ละศาสนาก็ของศาสดาแต่ละองค์ แต่พระศาสดา แต่ละองค์ไม่รู้ว่าตัวเองมีความรู้อันนี้รวบรวมได้ขนาดนี้ ก็ตัวเองได้มา สั่งสมมามีบาร มีรู้ความรู้นี้มาของตนเอง แต่ไม่เข้าใจไม่รู้ ก็เลยได้แต่บอกว่า ถ้าคำสอนของพระเจ้าของเรา ไม่ใช่ของพระเจ้าอีกศาสนาหนึ่งนะ สายเทวนิยมเขาก็ทะเลาะกัน เพราะฉะนั้นในศาสนาเทวนิยมจึงอยู่ในยุคเดียวกันสมัยเดียวกันก็มีศาสนาหรือมีพระศาสดาได้หลายองค์ แต่ของพระพุทธเจ้าศาสนาพุทธ ศาสดาไม่มี 2 องค์ ศาสดามีพระองค์เดียวคือพระพุทธเจ้า ทุกคนไม่มีใครบังอาจเป็นศาสดา นอกจากคนบ้า คนไม่รู้ตัวก็บ้าๆบอกว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้ามาเกิด เป็นศาสดา _สู่แดนธรรม... สาเหตุที่ไม่มีองค์ที่ 2 เพราะว่าองค์ที่รองไม่สามารถตามทันใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ใช่ มีความรู้จริงว่าเรายังไม่ถึงความเป็นพระพุทธเจ้า อย่างอาตมานี้รู้ ว่าอาตมายังไม่ถึงพระพุทธเจ้า อาตมาไม่บังอาจพูดมันผิด ความถูกของเราคือยังไม่ถึง เรายังไม่บังอาจหรอก แค่เจโตปริยญาณ 16 ก็ต้องรู้ สอุตระ มันรู้ยิ่งรู้จริงแต่ยังไม่รู้ถึงที่จบ ไม่ใช่ อนุตระ แค่เจโตปริยญาณ 16 ก็ยังรู้เลยผู้เป็นอรหันต์ธรรมดาระดับหนึ่งก็รู้แล้วใน เจโตปริยญาณ 16 ก็รู้รายละเอียดของจิตเป็นความรู้ที่รู้จบหรือไม่รู้จบเป็น สอุตระ ยังไมใช่อนุตระ ผู้สูงกว่านั้นเป็นอรหันต์ระดับ 2 3 4 ขึ้นไป อาตมาเอาอรหันต์ระดับ 1 ระดับ 2 ระดับ 3 ระดับ 4 ระดับ 5 มาพูด แม้ที่สุดอรหันต์ระดับ 6 ออกข้อสอบอรหันต์ระดับ 6 คือใคร โยมตอบว่า อนิยตโพธิ พ่อครูว่า... ผิด อรหันต์ระดับ 1 คือ อาริยะ โสดา สกิทา อนาคามี แล้วอรหันต์ระดับ 1 อนุโพธิสัตว์เป็นอรหันต์ระดับ 2 อนิยตะ โพธิสัตว์ระดับ 3 นิยตะ โพธิสัตว์ระดับ 4 มหาโพธิสัตว์เป็นระดับ 5 ปัจเจกหรือสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นระดับ 6 ผู้ที่จะมาแจกอรหันต์ระดับ 5 6 ก็ต้องมีความรู้ ถ้าไม่มีความรู้เดี๋ยวโดนซัด คุณจะเอาขี้หมาขี้แมวอะไรมาอธิบายให้ฟัง ใช่ไหม ทำอวดดีผู้รู้เขารู้ซักเข้ามา หน้าแหกไปเกาหลีเขาก็ไม่ช่วย ในเมืองไทยช่วยไม่ได้แล้วต้องไปเกาหลี หน้าแหกก็ไม่มีหมอเกาหลีก็ไม่รับเย็บหมดเลย คำว่า
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive