สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ปัจเจก ปัจจัตตัง สยังอภิญญา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข13 กันยายน 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน ปัจเจก ปัจจัตตัง สยังอภิญญา ขอขยายความต่อ ว่า กรรมกับ กาละ กรรมคือการกระทำ กรรมคือ กิริยาอาการของคนทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม กรรมก็มี 3 นี้แหละ สรุปย่อย กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม กายกรรมนี่แหละ เป็นเรื่องรู้กันที่เห็นง่ายแสดงออกข้างนอกได้เห็นชัดเจน แต่คำว่ากรรมนี้มันไม่มีชีวะโดยชีวะของคนด้วย กรรมนี้เป็นชีวะของจิตนิยาม แม้เดรัจฉานก็เป็นจิตนิยาม ส่วนพีชะ ไม่มีกรรม ไม่ถือว่าเป็นกรรม ไม่มีวิบากสั่งสม แต่จิตนิยามแม้เป็นสัตว์เดรัจฉานก็มีกรรมสะสมแล้ว มีเวทนามีวิญญาณ สะสม เพราะฉะนั้นกรรมดีกรรมชั่วสะสมมาและคนมันชั่วมาก่อน มันไม่รู้มันมีอวิชชามาก่อน สัตว์เดรัจฉานตั้งแต่เซลล์เดียวก็มีอวิชชามาตั้งแต่เท่าไร สะสมไปอีกเยอะ ยิ่งหลงตัวไปทางโลกีย ได้รับการสรรเสริญเป็นสมบัติผลัดกันชม หลงอะไรอร่อยกับความสุขใน ลาภ ยศ สูง สรรเสริญเยินยอ สุขโลกีย์ วนซ้ำซากมากและบาปหนัก ใครที่ได้มีกุศล มีธาตุรู้ ได้มาเจอศาสนาพุทธแล้วก็ได้สะดุด สามารถที่จะเกิดภูมิปัญญา ภูมิปัญญาจะเกิดได้สองนัย จะมาเป็นโลกุตระได้ นัยหนึ่ง คุณเป็นธรรมชาติสะสมไปจนมันเต็มไม่รู้จะเต็มอย่างไรแล้วมันจึง จะเกิดตัวธาตุรู้ที่สามารถรู้โลกุตระได้ อันนี้มันนานมากเสียเวลาจริงๆ เพราะฉะนั้นมีทางลัดทางเดียวที่พระพุทธเจ้าสอน ต้องได้รับถ่ายทอดจากสัตบุรุษ ผู้รู้จริง เช่น พระพุทธเจ้าแน่นอนได้รับจากพระโอษฐ์พระพุทธเจ้านี้รวดเร็ว แต่ผู้ที่เป็นสัตบุรุษผู้ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ จริง เป็นผู้ที่ถูกต้องจริงตามพระพุทธเจ้ามาเป็นผู้ถ่ายทอด จะรุ่นไหนก็แล้วแต่ที่มีของจริง เพราะฉะนั้นคนจะเชื่อได้อย่างแท้จริงว่าเป็นสัตบุรุษ ก็คือคนในระดับสยังอภิญญา มีคำว่า 1. ปัจจัตตัง 2.ปัจเจก 3. สยังอภิญญา 4. ปัจเจกสัม

อ่านต่อ

มาสัมพุทธเจ้า 5. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าคือผู้ที่มีพระสัพพัญญูเท่ากันกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ท่านไม่ประกาศตนเองว่าเป็นพระพุทธเจ้าในโลก แล้วท่านก็ปรินิพพานเอง แต่คนไปเดาว่าพระปัจเจกพระพุทธเจ้าคือคนที่สอนคนอื่นไม่ได้ รู้ได้แต่ตนเอง นี่คือการเดา ไม่รู้จักสภาวะธรรม อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับนี้จึงรู้ความจริงอันนี้ ถ้าอาตมาไม่ใช่โพธิสัตว์ระดับนี้อาตมาก็ไม่รู้ แล้ว ไม่มีใครพูดหรอก อาตมานี้แหละเป็นคนประกาศในยุคนี้อันนี้ ไม่มีใครพูดหรอกเรื่องนี้ เรื่องที่อาตมาอธิบายปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าคือใคร คือผู้ที่มีสัมมาสัมโพธิญาณ พระสัพพัญญู เท่ากันกับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ แค่คำว่า พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ประกาศตัวเองในโลก คนในโลกก็เลยไม่รู้ว่านี่คือพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง เอาเข้าทำเนียบไปไล่ลำดับ องค์นี้ไม่ได้ประกาศตัวเองก็เลยไม่ได้เข้าทำเนียบกับเขา ไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งในโลก เพราะคนไม่รู้จัก ท่านอาจจะมาเกิดร่วมกับเรานี่ แล้วท่านก็ปรินิพพานของท่านไปเป็นปริโยสาน เลิกโดยท่านไม่ประกาศตัวเองเลยเป็นอิสระเสรีภาพของท่าน กว่าจะเป็นพระโพธิสัตว์เป็นพระปัจเจกพระพุทธเจ้าไม่ใช่ธรรมดานะมันเมื่อยนะ อาตมาว่าขอเป็นพระพุทธเจ้าเป็นที่สุดเท่านั้น อาตมาไม่เชื่อว่าอาตมาจะจบที่ปัจเจก คนที่จบที่ปัจเจกเพราะว่าคนนั้นทำอนันตริยกรรม เพราะฉะนั้นคนไปทำอนันตริยกรรมแล้ว ไม่สามารถที่จะไป ซ้อนอีก อนันตริยกรรมก็มีหลายอย่าง โดยเฉพาะสูงสุด ไปทำให้พระบาทพระพุทธเจ้าห้อโลหิต ผู้เป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าคือผู้ไม่ประกาศต่อโลกว่าเป็นพระพุทธเจ้าจึงไม่ได้เข้าทำเนียบพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งของโลก เท่านั้นเองแต่ท่านเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่ากันกับพระพุทธเจ้า อันนี้เป็นเรื่องสูงสุดที่เดาเอาไม่ได้ ถ้าอาตมาไม่พูดนี้ รับรองว่าใครจะมาพูด ได้มหาปุริสลักษณะเหมือนกันแต่ว่า คนจะไม่เข้าใจเรื่องมหาปุริสลักษณะได้ทั้งหมดหรอก อย่างอัมพัฏฐสูตรก็ตาม ก็บอกว่ามีครบแต่อัมพัฏฐะก็ยังไม่เชื่อว่าเป็นพุทธเจ้าอีก ก็แสดงว่า อัมพัฏฐะโง่ มันตรงกับตำราที่ตัวเองเรียนมาทุกอย่าง แล้วตัวเองไปแวะโง่เอง

สยังอภิญญา แล้วก็มาปัจเจก ส่วนปัจจัตตัง เป็นได้ของตอนทีละอัตตาทีละเรื่อง จนได้ระดับหนึ่งเรียกว่าปัจเจกบุคคล เป็นปัจเจกเพิ่มของตน อย่างปัจจัตตังเป็นของตนเองแต่ยังไม่ถึงเป็นสยังอภิญญา มีปัจเจกสยังอภิญญา กับปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า ปัจเจกในขั้นต่ำกว่า สยังอภิญญา คำว่าสยังอภิญญาคือรู้เอง เกิดมาในยุคไหนก็แล้วแต่ในยุคนั้นไม่มีใครรู้ตามคุณได้ คุณไมได้ฟังจากใคร เอาของตนเองมาแต่ชาติก่อน เป็นปัจเจกของตนเองมาแต่ชาติก่อน ซึ่งสูงขั้นสยังอภิญญาแต่ก็ยังไม่ใช่ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างเช่นระดับ 7 อันดับ 8 ก็ยังไม่ใช่ปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ก็เป็นปัจเจกไปตามลำดับ เป็นลำดับที่ 8 ขึ้นไปหาระดับที่ 9 ขั้น 9 ก็มีสองขั้น ขั้นเต็มกับขั้นไม่เต็ม สัมมาสัมพุทธเจ้า 2 ขั้น เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นขั้นที่เต็มก็เท่ากับสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ สัมมาสัมพุทธะสัมมาสัมพุทโธคือผู้ตรัสรู้เองเป็นธรรมะสามี เป็นเจ้าของธรรมะแล้ว ปัจเจกสัมมาสัมพุทธะก็เป็นเจ้าของธรรมะ แต่ไม่ได้ประกาศกับใคร ในโลก ชัดเจนขึ้นไหม แล้วท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสาน พวกเราจะเข้าใจปรินิพพานเป็นปริโยสาน ที่เป็นข้อที่ 10 ของมูลสูตร มูลสูตร แม้ใน ระดับที่ 7 ระดับที่ 8 1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) . . 2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) . . . . 3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) . . . 4. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) . 5. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) . . . 6. มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) . . . . 7. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) . กัปตันรู้ยิ่งยอด 8. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) . หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา). = สอุปาทิเสสนิพพาน. 10. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 58)

พ่อครูว่า...วิมุติเป็น Static ปัญญาเป็น Dynamic ปัญญาของอมตบุคคลจะเก่งกว่าวิมุติ เป็นอุภโตภาควิมุติ ปัญญาในข้อ 7 ก็ยังไม่เติมวิมุติ ต้องเติมวิมุติให้เต็ม เป็น Static ให้เต็ม เป็นอมตบุคคลถึงจะมีปัญญาที่เหนือกว่าวิมุต หรือเจโตวิมุติ อมตะ จึงเป็นพวกสายปัญญา อมตะบุคคลจะเป็นผู้ที่เกิดก็ได้จะตายก็ได้เป็นยอดสิริมหามายา เป็นผู้ที่ตายได้เองเกิดได้เอง เมื่อยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ตายเกิดตายเกิด ตายแล้วก็มาเกิดใหม่อีกเป็นชาติใหม่ชื่อใหม่ไปเรื่อยๆ เป็นโพธิสัตว์เพิ่มเติมไปเรื่อยๆ อาตมามีอันนี้ ตายแล้วเกิดมาไม่รู้กี่ชาติจึงพูดเรื่องนี้ได้อธิบายเรื่องนี้ได้ อาตมาก็เหลือแต่ปรินิพพานเป็นปริโยสานก็ทำได้แล้ว แต่ยังไม่ยอมตายจะเป็นอมตะไปถึงขั้นพระพุทธเจ้า ไม่แน่ อาตมาอาจจะถึงขั้นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็ปรินิพพานก็ได้ไม่แน่ ถึงบัดนั้นจริงอาจเมื่อยไม่ไหวแล้วก็พอ แต่ปณิธานก็จะไปเป็นพระพุทธเจ้าให้ได้ แต่ตรงโน้นเป็นเรื่องส่วนตัวของอาตมาแล้ว ถึงขั้นนั้นแล้วไม่เอาแล้ว ก็ปรินิพพานไป เป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ประกาศชื่อในโลกว่าเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ สหัมบดีพรหม มาอาราธนา คือ สหบดีพรหม ผู้ที่มีเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขารวมเอาความเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาพร้อมที่สุดเลยอาราธนา พูดเป็นบุคคลาธิษฐานคือสหัมบดีพรหมอาราธนาพระพุทธเจ้า นามธรรมก็คือเมตตาของพระเจ้าเองนั่นแหละ จิตเกิดขึ้นมาชั่วแวบเดียว เรานี่มันคงลำบากในการสอนคน จะไหวหรือ? ก็มีพระเมตตาอย่างสูงสุดสหัมบดีพรหมบอกว่าไม่ได้นะชิบหายใหญ่เลยนะ ถ้าขืนไม่สอนแล้ว ชั่วเหยียดแขนออกคู่แขนเข้าเท่านั้นเองที่ท่านปริวิตก พอท่านรู้ตัวก็รู้แล้วว่า ท่านเป็นผู้ที่มีเหตุปัจจัยที่จะต้องได้อันนี้ เหมือนอาตมาก็เหมือนกันต้องมีเหตุปัจจัยที่ต้องเป็นอย่างนี้ ทำไมต้องทำอะไรซ้ำซ้อนด่าซ้ำซ้อน เราจะไปถือสาเรื่องนี้ไม่ได้ อาตมาก็ไม่ได้ติดใจอะไรไม่ได้ถือสาคนเพราะว่าเข้าใจอยู่ว่าเขาเป็นเช่นนั้น 610912_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัจจะของความจริงและการทำกาละ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน