สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน สัจจะของโลกุตรธรรม.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน สัจจะของโลกุตรธรรม พ่อครูว่า...ที่อาตมาทำงานมาย่าง 48 ปี ที่จะจัดงานกันในมหาปวารณา ก็เพื่อให้เกิด 1. ตรวจสอบความจริงขึ้นบ้าง ว่าผู้ที่เข้าใจเห็นคุณค่าของธรรมะโลกุตรธรรม จริงแค่ไหนมากแค่ไหน เพราะฉะนั้น ก็เช็คผล ดู จึงจัดงานขึ้นมาเพื่อรวมตัวกันดูซิ แล้วก็มาสัมภาษณ์อะไรกันในสิ่งที่ควรสำหรับให้มันสำคัญยิ่งขึ้น เท่าที่เราสามารถแจกแจง ในสิ่งที่เรารู้ พยายามทำมามีหลักฐานอะไรมาแสดง และมีความกล้า ในคนที่จะแสดงออก เพราะว่ามันมี ซ้อนๆ คนที่พอรู้พอเข้าใจในเรื่องของอโศก มีไม่น้อย แต่ยังไม่กล้าแสดงตัว มีอีกไม่น้อย โดยเฉพาะผู้ที่ติดชนักในลาภยศสรรเสริญโลกีย์ เขาไม่กล้าแสดงออก ในหมู่นั้น เขาจะไม่เจริญในทางโลกในหมู่นั้น แต่ถ้าผู้ที่มั่นใจว่าทางโลกที่จะได้ลาภยศสรรเสริญ เขาไม่กลัว คนเรานั้นจะกล้าแสดงตัว แต่คนที่ยังติดยังกลัวเสื่อมในลาภยศสรรเสริญความสุขโลกีย์ ก็จะไม่กล้าแสดงตัวก็จะอยู่กับมวลหมู่นั้น เสียก่อน เสร็จแล้วก็ตายไป ในขณะที่ยังไม่กล้า แต่คนที่มีภูมิธรรมทางโลกุตระเป็นคนกล้าหาญ เป็นคนไม่แคร์ในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ผู้ที่จะมีจิตระดับนี้ขึ้นไปก็ต้องเป็นอนาคามีขึ้นไป ถ้าหากระดับโสดาบันก็ยังไกล เขายังไม่กล้าเพราะยังมีโลกธรรมไม่ใช่น้อย เขาก็ยังอาศัยศึกษาเอาเพิ่มไป พวกนี้ก็ดำเนินไป แน่นอนก็ช้า แต่ถ้ามาอยู่กับหมู่มิตรสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดีอะไรๆที่พร้อม มันก็จะเร็ว มันก็จะเจริญเร็ว แต่ก็มันก็ส่วนบุคคลนะ ใครจะกล้าตัดสินใจอย่างไร มีบารมีอย่างไรมันก็ต้องเป็นไปตามจริง เพราะฉะนั้นในงานนี้ก็จะเป็นงานที่มีอีกหลายอย่าง บอกไปว่างานนี้ดี รู้ตัวรู้ทัน เพราะฉะนั้นเราก็ไม่ต้องบอก มาก็จะได้รับสิ่งเหล่านั้นได้เองโดยตัวบุคคลผู้ที่มาเองก็จะได้เอง บอกไปแล้วมันก็ไม่ใช่ของจ
อ่านต่อ
ริง มารับเองแล้วจะเป็นของจริง มันเป็นเรื่องอจินไตยหลายอย่าง ในกรรมกับกาล เป็นเรื่องของกรรมและปฏิกิริยาในเรื่องของปัจจุบัน อาตมาเคยย้ำสำทับว่า ความจริงของพุทธเจ้านั้นคำว่าความจริง คำนี้ใครๆก็เอาไปพูด แต่ความจริงที่จริงที่สุด ในความหมายของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่าสัจจะมีหนึ่งเดียว ใครก็กล่าวคำว่าสัจจะ ถ้าไปอ่านใน จูฬวิยูหสูตร สัจจะมีหนึ่งเดียว ใครก็อ้างว่าของตนเองเป็นสัจจะ ผู้ที่รู้ความจริงแล้วก็ไม่ไปทะเลาะกับใคร เป็นแต่เพียงว่าจะมุ่งมั่นในการขยายความจริงนี้เท่านั้น จะขยายความจริงนี้ จูฬวิยูหสูตรที่ 12 พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า [419] สมณพราหมณ์ทั้งหลายยึดมั่นอยู่ในทิฐิของตนๆ ถือมั่นทิฐิ แล้ว ปฏิญาณว่าพวกเราเป็นผู้ฉลาด ย่อมกล่าวต่างๆ กันว่า ผู้ใดรู้อย่างนี้ ผู้นั้นชื่อว่ารู้ธรรมคือทิฐิ ผู้นั้นคัดค้านธรรมคือ ทิฐินี้อยู่ ชื่อว่าเป็นผู้เลวทราม สมณพราหมณ์ทั้งหลายถือมั่น ทิฐิแม้ด้วยอาการอย่างนี้ ย่อมโต้เถียงกัน และกล่าวว่า ผู้อื่น เป็นคนเขลา ไม่ฉลาด วาทะของสมณพราหมณ์สองพวกนี้ วาทะไหนเป็นวาทะจริงหนอ เพราะว่าสมณพราหมณ์ทั้งหมด นี้ ต่างก็กล่าวกันว่าเป็นคนฉลาด ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า หากว่าผู้ใดไม่ยินยอมตามธรรม คือ ความเห็นของผู้อื่น ผู้นั้น เป็นคนพาล คนเขลา เป็นคนมีปัญญาทราม ชนเหล่านี้ ทั้งหมดก็เป็นคนพาล เป็นคนมีปัญญาต่ำทราม เพราะว่าชน เหล่านี้ทั้งหมดถือมั่นอยู่ในทิฐิ ก็หากว่าชนเหล่านั้นเป็นคน ผ่องใสอยู่ในทิฐิของตนๆ จัดว่าเป็นคนมีปัญญาบริสุทธิ์ เป็นคนฉลาด มีความคิดไซร้ บรรดาคนเจ้าทิฐิเหล่านั้น ก็จะ ไม่มีใครๆ เป็นผู้มีปัญญาต่ำทราม เพราะว่าทิฐิของชนแม้ เหล่านั้น ล้วนเป็นทิฐิเสมอกัน เหมือนทิฐิของพวกชนนอกนี้ อนึ่ง ชนทั้งสองพวกได้กล่าวกันและกันว่าเป็นผู้เขลา เพราะ ความเห็นใด เราไม่กล่าวความเห็นนั้นว่าแท้ เพราะเหตุที่ชน เหล่านั้น ได้กระทำความเห็นของตนๆ ว่าสิ่งนี้เท่านั้นจริง (สิ่งอื่นเปล่า) ฉะนั้นแล ชนเหล่านั้น จึงตั้งคนอื่นว่า เป็นผู้เขลา ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า สมณพราหมณ์แต่ละพวก กล่าวทิฐิใดว่าเป็นความจริงแท้ แม้สมณพราหมณ์พวกอื่นก็กล่าวทิฐินั้นว่า เป็นความเท็จ ไม่จริง สมณพราหมณ์ทั้งหลายมาถือมั่น (ความจริงต่างๆ กัน) แม้ด้วยอาการอย่างนี้แล้ว ก็วิวาทกันเพราะเหตุไร สมณพราหมณ์ทั้งหลาย จึงไม่กล่าวสัจจะให้เป็นหนึ่งลง ไปได้ ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น สัจจะที่สองไม่มี ผู้ที่ทราบชัดมา ทราบชัดอยู่ จะต้องวิวาทกันเพราะสัจจะอะไรเล่า สมณ- พราหมณ์เหล่านั้น ย่อมกล่าวสัจจะทั้งหลายให้ต่างกันออกไป ด้วยตนเอง เพราะเหตุนั้น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย จึงไม่ กล่าวสัจจะให้เป็นหนึ่งลงไปได้ ฯ พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า เพราะเหตุไรหนอ สมณพราหมณ์ผู้เป็นเจ้าลัทธิทั้งหลาย กล่าวยกตนว่าเป็นคนฉลาด จึงกล่าวสัจจะให้ต่างกันไป สัจจะ มากหลายต่างๆ กัน จะเป็นอันใครๆ ได้สดับมา หรือว่า สมณพราหมณ์เหล่านั้น ระลึกตามความคาดคะเนของตน ฯ พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า สัจจะมากหลายต่างๆ กัน เว้นจากสัญญาว่าเที่ยงเสีย ไม่มี ในโลกเลย ก็สมณพราหมณ์ทั้งหลายมากำหนดความคาด คะเนในทิฐิทั้งหลาย (ของตน) แล้ว จึงกล่าวทิฐิธรรมอัน เป็นคู่กันว่า จริงๆ เท็จๆ ก็บุคคลเจ้าทิฐิ อาศัยทิฐิธรรม เหล่านี้ คือ รูปที่ได้เห็นบ้าง เสียงที่ได้ฟังบ้าง อารมณ์ที่ได้ ทราบบ้าง ศีลและพรตบ้าง จึงเป็นผู้เห็นความบริสุทธิ์ และ ตั้งอยู่ในการวินิจฉัยทิฐิแล้วร่าเริงอยู่ กล่าวว่า ผู้อื่นเป็นคน เขลาไม่ฉลาด บุคคลเจ้าทิฐิย่อมติเตียนบุคคลอื่นว่าเป็นผู้เขลา ด้วยทิฐิใด กล่าวยกตนว่าเป็นผู้ฉลาดด้วยลำพังตน ย่อมติเตียน ผู้อื่นกล่าวทิฐินั้นเอง บุคคลยกตนว่าเป็นคนฉลาด ด้วยทิฐิ นั้น ชื่อว่าเจ้าทิฐินั้นเต็มไปด้วยความเห็นว่าเป็นสาระยิ่ง และมัวเมาเพราะมานะ มีมานะบริบูรณ์ อภิเษกตนเองด้วย ใจว่า เราเป็นบัณฑิต เพราะว่าทิฐินั้น ของเขาบริบูรณ์แล้ว อย่างนั้น ก็ถ้าว่าบุคคลนั้นถูกเขาว่าอยู่ จะเป็นคนเลวทราม ด้วยถ้อยคำของบุคคลอื่นไซร้ ตนก็จะเป็นผู้มีปัญญาต่ำทราม ไปด้วยกัน อนึ่ง หากว่าบุคคลจะเป็นผู้ถึงเวท เป็นนักปราชญ์ ด้วยลำพังตนเองไซร้ สมณพราหมณ์ทั้งหลายก็ไม่มีใครเป็น ผู้เขลา ชนเหล่าใดกล่าวยกย่องธรรม คือ ทิฐิอื่นจากนี้ไป ชนเหล่านั้นผิดพลาด และไม่บริบูรณ์ด้วยความหมดจด เดียรถีย์ทั้งหลายย่อมกล่าวแม้อย่างนี้โดยมาก เพราะว่า เดียรถีย์เหล่านั้นยินดีนักด้วยความยินดีในทิฐิของตน เดียรถีย์ ทั้งหลาย กล่าวความบริสุทธิ์ในธรรม คือทิฐินี้เท่านั้น หากล่าว ความบริสุทธิ์ในธรรมเหล่าอื่นไม่ เดียรถีย์ทั้งหลาย โดยมาก เชื่อมั่นแม้ด้วยอาการอย่างนี้ เดียรถีย์ทั้งหลาย รับรองอย่าง หนักแน่นในลัทธิของตนนั้น อนึ่ง เดียรถีย์รับรองอย่างหนัก- แน่นในลัทธิของตน จะพึงตั้งใครอื่นว่าเป็นผู้เขลาในลัทธินี้เล่า เดียรถีย์นั้น เมื่อกล่าวผู้อื่นว่าเป็นผู้เขลา เป็นผู้มีธรรมไม่ บริสุทธิ์ ก็พึงนำความทะเลาะวิวาทมาให้แก่ตนฝ่ายเดียว เดียรถีย์นั้น ตั้งอยู่ในการวินิจฉัยทิฐิแล้ว นิรมิตศาสดาเป็น ต้นขึ้นด้วยตนเอง ก็ต้องวิวาทกันในโลกยิ่งขึ้นไป บุคคลละ การวินิจฉัยทิฐิทั้งหมดแล้ว ย่อมไม่กระทำความทะเลาะวิวาท ในโลก ฉะนี้แล ฯ จบจูฬวิยูหสูตรที่ 12
พ่อครูว่า...องคุลีมาลบอกว่า หยุดก่อนสมณะหยุดก่อน แต่พระพุทธเจ้าบอกว่าเราหยุดแล้วแต่เธอยังไม่หยุด คงไม่ได้หมายถึงว่าพระพุทธเจ้าเดินอยู่ แต่เป็นเรื่องสะดุดใจองคุลีมาล ก็บอกว่าหยุด แต่หยุดอย่างไรก็ยังเดินอยู่ นี่คือ สิริมหามายาเป็นความลึกซึ้งซับซ้อน คนยุคพระพุทธเจ้ามีบารมีเยอะสอนก็ได้ตรัสรู้เร็ว แต่ยุคนี้สอนไปเถอะเมื่อยไปเถอะ เมื่อยจนตายไม่ลง จะตายก็ตายไม่ได้ จะทรมานทรกรรมไปอีกนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ แต่เอาเถอะอาตมาเต็มใจทรมานเต็มใจจะทำสิ่งนี้ก็พยายามเอา ถือว่าอาตมาแลก ถ้าอาตมาทำงานนี้อาตมาเป็นคนเจริญไม่ได้เป็นคนสูญเสีย อาตมาเหนื่อย แต่ก็เจริญ มันมีภูมิธรรมมันมีบารมี ที่เราจะได้ดูเพิ่มเติม ได้เยอะขึ้น ความจริงที่มันยังไม่ตรงมันก็จะตรงขึ้นอีก มันเป็นอานิสงส์ 5 ประการของการฟังธรรมอย่างแท้จริง อาตมาก็เลยเต็มใจทำ ก็เลยไม่คิด แล้วว่าจะตายหรือไม่ตายกลายเป็นว่าจะพยายามรักษาขันธ์ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ เมื่อยก็เมื่อยว่ะ เมื่อยก็พัก ไม่เมื่อยก็เพียร อย่าให้เมื่อยมันตัดรอนอายุเรา อย่าให้เมื่อยฆ่าเราตายในร่างนี้ชาตินี้ ก็พยายามเรียนรู้ลึกซึ้งส่วนนี้อยู่ ผู้ที่จะช่วยกันก็พยายามช่วย นี่ก็มีคิดสูตรใหม่ พยายามจะทำพีระมิดให้อยู่ เป็นสิ่งที่ยุคอียิปต์โบราณทำขึ้นมาใช้ทำให้ศพไม่เน่า เพราะฉะนั้น พวกเราก็เลยจะพิสูจน์ทำพีระมิด เอาผลไม้มาใส่ไว้ในพีระมิดกับอยู่ข้างนอก ผลไม้ที่อยู่ในพีระมิดสดได้นานกว่าอยู่ข้างนอก อาตมาพอมีความรู้อันนี้ก็กำลังให้เขาสร้าง พูดไปตรงนี้ เราเอาพีระมิตรมาใช้ โดยเราเรียกเครือแหของพวกเราว่า Pyramidal web เป็นข่ายแห คนฟังแห ก็ว่านึกไม่ออกแต่ ตาข่ายมันระนาบเดียวมิติเดียวแต่ พีระมิดมันมีเนื้อในด้วยเหมือนกับจอมแห แล้วเป็นสี่เหลี่ยมด้านเท่า แล้วมีเนื้อในแน่นด้วย อาตมาเลยเห็นว่า แห ภาษาไทย ไปใช้ภาษาฝรั่งว่า pyramid จึงใช้คำว่า Pyramidal web จนมาเป็นสภาวะอีก ก็พิสูจน์กันดู ถ้าพิสูจน์ได้ก็จะเป็นประโยชน์มาก ต่อไปเมืองไทยจะได้สร้างพีระมิดกันอีกเยอะ ก็ลองดู ไม่น่าจะเสียหายอะไร แล้วเราก็มีที่ทำได้ อาตมาก็เห็นว่าจะให้ทำ มันมีเหตุผลหลักฐานอยู่ ถ้าเป็นเรื่องจริงเป็นไปได้จริงก็จะเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ในอนาคต
_มีคนให้อาตมาเสนอความหมายของความจริง อาตมาได้นิยามความหมายของความจริงหรือสัจจะไว้ 10 ประการ ว่า 1.เป็นความดี 2.มีความถูกต้อง 3.มีคุณค่าเป็นประโยชน์ 4.ต้องพ้นทุกข์อริยสัจ 5.ต้องเป็นไปได้จริง 6.รู้ได้จากสัมผัสปัจจุบัน แม้ที่สุด..รู้กระทั่งนามธรรมในระดับสุญญตา หรืออนัตตาอย่างแจ้งใจ 7. เข้าถึงความจริงนั้น หรือตนเองเป็นได้ ตามความรู้นั้นๆ แล้ว อย่างเต็มใจ 8. ผู้ฉลาดแท้หรือปราชญ์แท้ก็จะจำนนยอมรับ ต่อผลของความจริง ที่เป็นแล้ว ที่มีแล้วนั้น 9. ไม่แปรเป็นอื่นอีกแล้ว (อวิปริณามธัมมัง) 10.ท้าทายให้มาพิสูจน์ได้ (เอหิปัสสิโก)
พ่อครูว่า..อาตมาจำได้ว่าได้ขยายความไปมากกว่านี้แล้ว ตอนนี้ยังรวบรวมไม่ได้ มันเป็นความจริงโลกุตรธรรม คนที่ได้โลกุตรธรรมก็เป็นอาริยบุคคล เป็นเรื่อง supra mundane เป็นเรื่องเหนือกว่าโลกียะสามัญทั่วไป mundane แต่ของทางโลกุตระนี้ supra อาตมาชอบใช้คำว่า supra มากกว่า super ซึ่งเป็นเรื่องเหนือชั้นกว่าโลกุตระ ทางยุโรป เป็นเทวนิยมจึงไม่มีภาษาของโลกุตระ แต่ภาษาบาลีพระพุทธเจ้านั้นแต่งเองจึงเป็นภาษาโลกุตระที่เอามาพูดกันได้ ทางโน้นแม้จะเป็นชาวยุโรป เขาก็ต้องมาเรียนภาษาบาลี ถึงจะรู้จักสภาวะสัจจะที่แท้จริง 610912_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัจจะของความจริงและการทำกาละ