อรหันต์คือด้านมืดเจโต โพธิสัตว์คือด้านสว่างปัญญา.docx
เนื้อหาในไฟล์
อรหันต์คือด้านมืดเจโต โพธิสัตว์คือด้านสว่างปัญญา _วรกันต์ อินทรีย์ : กราบนมัสการครับ ท่านสมณะครับ ผมเจอประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ ข้อความในพระไตรปิฎกที่สนับสนุนว่า โพธิสัตว์สูงกว่าอรหันต์ โพธิสัตว์ไม่ใช่ปุถุชนครับ
[๗๓] อนึ่ง พระราชาพระองค์ใดได้ทรงตัดบรรพชิตผู้กล่าวขันติ ผู้สงบ ไม่ประทุษร้าย ขาดออกเป็นท่อน ๆ พระราชาพระองค์นั้นทรงพระนามว่าพระเจ้ากลาพุ ตกอเวจีมหานรกซึ่งมีความร้อนร้ายแรง มีเวทนาเผ็ดร้อน น่าหวาดกลัว หมกไหม้อยู่ พ่อครูว่า... คนเราฟังภาษาก็พอรู้ แต่มันไม่รู้สึกจริงๆ มันไม่สามารถเข้าใจอะไรได้ มันฟังภาษาก็ฟังเด๋อไปอย่างนั้น แต่ก็พอรู้ว่า มันไม่ดี มันต่ำ มันหนัก อันนั้นมันสูง มันเจริญก็รู้ แต่ว่าจิตความรู้สึกที่จะหยั่งเข้าไปถึง เวทนา สัญญากำหนดเห็นเวทนา แล้วจิตเราก็เคยปรุงไปอย่างนั้นมันไม่รู้ มันกลายเป็นคนไม่รู้เหนือรู้ใต้ ไม่รู้สิรู้สาไม่รู้ร้อนรู้หนาว คือ มันด้านชาไปหมด มันโง่จนไม่รู้จะโง่อย่างไรอีกแล้ว มันเต็มบ้อง โง่ จนกระทั่งไม่กระดิก เอาอะไรมาเปรียบมันก็ไม่เปลี่ยนแปลงง่ายๆ คนนี้น่าสงสารมากเป็นคนจน ถูกความมืดบอด ถูกนรกอเวจีทับถมไว้
_จาก สรภังคชาดก ๓. ขันติวาทิชาดก (๓๑๓) ว่าด้วยขันติวาทีดาบส (เสนาบดีขอร้องดาบสโพธิสัตว์ไม่ให้โกรธว่า) {๕๕๐} [๔๙] ท่านมหาวีระ ผู้ใดสั่งให้ตัดมือ เท้า ใบหู และจมูกของท่าน ท่านจงโกรธผู้นั้นเถิด อย่าให้แว่นแคว้นนี้พินาศเลย (ดาบสโพธิสัตว์กล่าวว่า) {๕๕๑} [๕๐] พระราชาพระองค์ใดรับสั่งให้ตัดมือ เท้า ใบหู และจมูกของข้าพเจ้า ขอให้พระราชาพระองค์นั้นจงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน บัณฑิตทั้งหลายเช่นอาตมาไม่โกรธเคืองเลย (พระศาสดาได้ตรัส ๒ พระคาถานี้ว่า) {๕๕๒} [๕๑] สมณะผู้ถึงสรรเสริญขันติมีในอดีตกาลนานมาแล้ว พระเจ้ากาสีได้รับสั่งให้ประหารดาบสผู้
อ่านต่อ
ดำรงมั่นในขันติธรรมองค์นั้น {๕๕๓} [๕๒] พระเจ้ากาสีเบียดเสียดอยู่ในนรก เสวยวิบากอันเผ็ดร้อนแห่งกรรมอันหยาบช้านั้น ขันติวาทิชาดกที่ ๓ จบ
จากหลักฐานในพระไตรปิฎกนี้ ทำให้ผมสรุปได้ว่า โพธิสัตวภูมิสูงกว่าอรหันต์ หรือ ถ้าจะกล่าวไม่ให้คลาดเคลื่อนจากสัจจะ จะบอกว่าโพธิสัตว์เป็นแค่ปุถุชนนั้นไม่ได้ เพราะ เหตุที่จะทำให้คนๆหนึ่งตกอเวจีมหานรก นั้น คือการทำอนันตริยกรรม ฆ่าพระอรหันต์นั่นเอง ขันติวาทีดาบส (พระโพธิสัตว์ปางหนึ่ง) จึงต้องมีสภาวะเป็นอรหันต์ขึ้นไปเท่านั้น ขันติวาทีดาบสเป็นปางหนึ่งในอดีตชาติของพระพุทธเจ้าเมื่อสมัยยังแสวงหาพุทธภูมิ บำเพ็ญขันติปรมัตถบารมี ผมคิดว่าเราสามารถใช้เรื่องตรงนี้ในการตอบคนที่ยังรู้ไม่จริงในเรื่องความเป็นโพธิสัตว์ได้ครับ โดยเฉพาะ คนที่หลงตัวเองว่าเป็นปราชญ์ทางศาสนาพุทธ พ่อครูว่า... ก็บอกไปตอบไป ตามความรู้ ตามความจริงใจ ตามความสัตย์ซื่อ ก็พูดไป จะพูดให้ฟัง หรือไม่ฟังเสียงเลยก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เราก็พูดความจริงไปสู่กันฟังไปเรื่อยๆ ผู้ใดแสวงหาพากเพียรระวังที่จะแก้กลับ สิ่งที่เรายอมรับรู้ได้ว่า เราผิดหนอ เกิดความละอายอย่างแรงกล้าขึ้นมา เกรงกลัวอย่างแรงกล้าขึ้นมา เคารพอย่างแรงกล้าขึ้นมา ก็จะเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้าเกิดว่ายังไม่รู้สึก ยังไม่ละอายต่อสิ่งที่ได้ยึดมั่นถือมั่นแล้วที่ไปละลาบละล้วง ผู้ที่ไม่ควรละลาบละล้วงก็ต้องปล่อยไป
มาพูดถึงเรื่องของโพธิสัตว์กับพระอรหันต์ 2 คำนี้ โพธิ แปลว่า มีปัญญารู้แจ้ง เช่นโพธิญาณ ปัญญารู้แจ้งที่เป็นโลกุตรธรรม อรหันต์ คือ ผู้ที่พ้นความลับความลึก มิสภาพที่พ้นจากความไม่รู้ที่มันลึกลับ โพธิญาณเป็นความรู้เป็นปัญญา อรหันต์เป็น เจโต ก็เกิดสภาวะที่ อรหะ รหะ รโห แปลว่า ลึกลับ อรหะ คือ หมดความลึกความลับ สว่างแจ้งออกมาแล้ว พระอรหันต์จะเกิดหลังโพธิ โพธิคือปัญญา อรหันต์คืออยู่ในความมืดแล้วมาสว่างทีหลัง เพราะฉะนั้น โพธิจึงรู้ รหะ รู้ความลึกลับ ถ้าไม่มีโพธิ ก็พ้น รหะ เป็นอรหะ ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ต้องเกิด รหะ ต้องมีโพธิขึ้นมาแล้วจึงจะมี อรหะ ไม่อย่างนั้นก็จมอยู่ที่ รหะ รโห จมลึกลับอยู่อย่างนี้แหละ ขออธิบายกว้างไปอีก เหมือนอย่างเทวนิยม เทวนิยมนี่ เที่ยงอยู่กับ ความไม่รู้ ไม่รู้ว่า เทวะ คือสอง ภาวะในโลกนี้มี 2 อย่าง ตั้งแต่ไอน์สไตน์มีเกิดปัญญาเกิดค้นพบสิ่งที่ยิ่งใหญ่ 2 สภาพ คือ space and time of continuum ค้นพบ ทุกอย่างมันก็เป็นสิ่งที่ ทั้งหมดนี่แหละ ทั้งหมดคืออวกาศ Space การเคลื่อนไปคือเวลา เขาก็ค้นพบอันนั้น ก็เป็นจริง เรื่องของอุตุ เรื่องของสสาร เรื่องของสภาพดิน น้ำ ไฟ ลม เทหวัตถุแทงก่อนก็มีการเคลื่อน แล้วเขาก็เอาพลังงานมาใช้ได้ ที่นี้ของพระพุทธเจ้านั้นเป็น Kama and time of continuum กรรมนี่จริงๆคือ ธาตุวิญญาณ คือก๊อต God คือธาตุจิต ธาตุวิญญาณ ซึ่งเป็นของใครของมัน ซึ่งผู้ไม่รู้อย่างสายเทวนิยมพระเจ้าแยกไม่ออก แยกเทวไม่ออกแล้วก็นึกว่าตัวเองไม่มี แยกไม่ออก นึกว่าตนเองเป็นนี่แล้วก็จมอยู่ ไม่รู้ว่าอะไรเป็นสอง สุดท้ายตัวเองเป็นหนึ่ง สะสมความเป็นหนึ่งตามวิบากได้จริงเป็นผู้รู้มาก เป็นผู้ที่มีบริวาร เป็นผู้ที่มีอิทธิพล สามารถเป็นผู้ยิ่งใหญ่ พระบุตรเองนั่นแหละ แต่ไม่รู้ว่ากรรมวิบากของตัวเองได้สั่งสมมาจนเป็นผู้รู้ใหญ่มีบริวารมีลูกศิษย์ลูกหา แล้วไม่รู้ว่าเป็นความรู้ของตนเอง นึกว่าของใครหนอของพระบิดาให้มา ไม่รู้จักตัวเอง พระศาสดาทางเทวนิยมไม่รู้ อัตตา อันนี้เป็นความลึกซึ้ง พระพุทธเจ้าค้นพบ อัตตา จนกระทั่งเห็นว่า อัตตานี่คือสังขารปรุงแต่งกับสภาวะ 2 อย่าง ไอน์สไตน์ค้นพบพลังงานบวกกับลบ ส่วน พระพุทธเจ้านั้นค้นพบกายกับจิต เป็นนามธรรม กายคือจิต คือมโน คือวิญญาณ พระเจ้าตรัสไว้เลย คนก็จะงง คนที่ไปยึดมั่นว่า กาย ที่เป็นภาษาไทยหมายถึงสรีระ หมายถึงวัตถุหมายถึงดินน้ำไฟลมเท่านั้น ไม่มีจิตเข้าไปร่วมเลย คนนั้นมิจฉาทิฏฐิเต็มที่ คนใดเข้าใจว่ากายคือสรีระดิน น้ำ ไฟ ลมอย่างเดียวเลย เป็นมิจฉาทิฐิเต็มที่ ไม่สามารถที่จะมาบรรลุธรรมในศาสนาพุทธได้เลย ถ้าเข้าใจคำว่า กายผิด ก็ไม่พ้นสังโยชน์ข้อที่ 1 สักกายทิฏฐิ มิจฉาทิฏฐิในคำว่า กาย อยู่ ซึ่งก็มีอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองในบัดนี้ ไม่ค่อยจะชัดเจนเรื่องนี้ อาตมาเกิดมาชาตินี้มาขยายความ คำว่ากายก็ดี คำว่าบุญก็ดี คำว่าฌานก็ดี คำว่าสมาธิก็ดีคำว่าวิมุติ อะไรต่างๆพวกนี้แม้แต่คำว่า เทวะ อาตมานำมาขยายคำว่า โลกียะ คำว่าโลกุตระ ซึ่งขยายแล้วให้มาสัมผัสจริงมาเรียนรู้จริง ปฏิบัติจนกระทั่งมีสภาวธรรม บรรลุธรรมจริง จึงไม่ใช่เรื่องสูญเปล่า ไม่ใช่เรื่องโมฆะในศาสนา _สู่แดนธรรม... พ่อท่านว่า จะขยายความเรื่องโพธิสัตว์กับอรหันต์ ให้ได้ความรู้มากๆ พ่อครูว่า... อรหันค์คือตัวเจโต โพธิสัตว์คือตัวปัญญา ตระกูลของจริตสัตว์โลก มันเป็นจริงๆตามจริต ศรัทธาจริตกับพุทธิจริต หรือสายปัญญากับสายเจโต มันเป็นตระกูลมาแต่ไหนแต่ไร โมคคัลลา สารีบุตร โมคคัลลานะเป็นสายเจโต สารีบุตรเป็นสายปัญญาอย่างนี้เป็นต้น จนกระทั่งทั่วรอบแล้วก็เป็นพระพุทธเจ้า สุดยอด มันจะเป็นอย่างนั้น เป็นสัจจะ เพราะฉะนั้นผู้ที่สุดโต่งไปทางเจโต สุดโต่งไปทางอรหันต์อย่างยุคนี้ เถรวาทไทย สุดโต่งไปทาง เจโต สุดตรงไปทางอรหันต์ ฝ่ายมหายานก็สุดโต่งไปทางปัญญาไปใหญ่ไม่มีที่สิ้นสุดไม่มีที่จบเลย ทางนี้จะว่าจบมันก็ไม่จบเพราะมันมืด มืดบอดเข้าไปๆๆ ก็เลยยิ่งมืดใหญ่ ลงไปในสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้าอย่างที่ว่า หาไม่เจอเลย อาตมาก็พยายามจะใช้เครื่องมือวิเศษ ดึงขึ้นมาจากสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้ากันให้ได้ ส่วนพวกที่เป็นแบบมหายาน เป็นพญาครุฑ อาตมาก็ดึงลงมาบ้างเหมือนกัน แต่มันเยอะ พวกนั้นเยอะ เพราะมันสว่าง มันก็ไปกัน ส่วนไปมืดนั้น มืดแล้วก็เป็นฟอสซิลเป็นก้อนแข็ง ทำอะไรไม่ได้เลย กลายเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม กลายเป็นแท่งก้อน ไม่รู้เรื่อง ยาก แต่ก็ต้องช่วย ช่วยทั้ง 2 ฝ่ายแหละไม่ว่าทั้งพญาครุฑและทั้งพญานาค พญานาคคือพวกลงไปในที่มืด ลงไปในใต้ก้นมหาสมุทร ส่วนพญาครุฑเป็นพวกบนเวหา ไม่รู้ที่ไหน นี่เป็นพยัญชนะสื่อสภาวะที่อาตมาหยิบมาขยายความเอง เพราะฉะนั้น ผู้ที่หลงโพธิ หลงความฉลาด หลงปัญญา หลงความตรัสรู้ ท่านเรียกง่ายๆว่า วิปัสสนูปกิเลส หลงแสงสว่าง หลงญาณ หลงความรู้ แม้แต่หลงวิมุติ หลงอะไรพวกนี้ ซึ่งมันเป็นความจริงที่ไม่ชัดเจน ก็ไม่รู้จะพูดยังไง จะบอกอย่างไรว่า ไอ้ความรู้ที่ คม เด็ดขาด แม่น ชัด ตรง และรู้เข้าไปในความจริงตามความเป็นจริงที่ท่านสรุปปัญญาไว้ว่าคือ ความรู้ความจริงตามความเป็นจริง ก็เป็นภาษาไทยที่หมดแล้ว มันรู้ความจริงอันนั้นเป็นอันนั้น จริงๆเลย ยิ่งเป็นนามธรรมละเอียดเข้าไป โอ้.. อรหันต์อย่างนี้ นิพพานอย่างนี้ มันก็ละเอียดลึก มันก็ใช้ภาษาสื่อ ไม่มีอะไรอย่างอื่นที่นำไปให้รู้ความจริงนั้นได้ อาตมาเป็นคนซื่อ พูดจริง โกหกไม่เป็น บอกว่า อาตมาเป็นอย่างนี้ๆๆ พูดซื่อ พูดอย่างนั้นเฉยตาเฉย พูดเหมือนคนไม่เดียงสา เราเป็นอย่างนี้แล้วก็บอกอย่างนี้เป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่ต้องให้ตีความ อาตมาไม่มีสวรรค์ ไม่มีนรก ไม่มีติงสะ ไม่มีแล้วสวรรค์ไม่มีนรกแล้ว มันเป็นหนึ่งเดียว มีแต่หนึ่งพูดตรงๆ เอกังสะ ส่วนเดียว ถ่ายเดียว แต่คนเข้าใจไม่ได้ หาว่าอวดตัวอวดตน อาตมาไม่มีอะไรจะพูด จะเอาออกมาให้ มันมีแต่ความจริงอย่างเดียว เพราะฉะนั้นพูดไปมันก็มีแต่อันนี้ แล้วจะให้อาตมาทำอย่างไร อาตมาก็จนปัญญา สรุปแล้วทุกอย่างมี 2 เทวะ มีโพธิสัตว์ มีอรหันต์ เป็นต้น มีเจโต มีปัญญา อย่างนี้เป็นต้นเป็นธรรมชาติ เพราะฉะนั้น เราเข้าใจแล้วจะรู้ได้ว่า อุภโตภาควิมุติ ปัญญาวิมุติ ทิฏฐิปัตตะ กายสักขี สัทธาวิมุติ สัทธานุสารี ธัมมานุสารี 2 อย่างสมบูรณ์แบบ เจโตวิมุติ ต่อให้คุณมีวิมุติ อย่างไรๆ คุณก็ต้องเติมด้วยปัญญา ถึงจะเป็น อุภโตภาควิมุติ ศรัทธา คุณจะวิมุติขนาดไหน คุณต้องเติมด้วยปัญญา แต่ปัญญา แค่บุคคลที่ 6 อาสวะสิ้นแล้ว จบกิจได้เลย จบเลยปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ แต่เจโต ต้องไปเติมปัญญาอีก เป็๋น อุภโตภาควิมุติ จะว่าไปแล้ว อุภโตภาควิมุติ กับปัญญาวิมุติใครเจริญกว่ากัน บุคคลที่ 6 กับคนที่ 7 บุคคลที่ 7 ยังต้องเติมต้องแถมยังไม่เต็มทีเดียว อุภโตภาควิมุติ เพราะฉะนั้น ต่ำกลับไปหาสูง สูงจะไปหาต่ำ 6 มันเป็นความถ้วน แต่ 7 มันเป็นความหลุดพ้นเลย สูญ 6 มัน 2 เส้า cyclic order 2 ส่วน แต่ว่า 7 เป็น อนุปคัมมะ รู้สภาพ 2 ส่วนมีกับไม่มีบริสุทธิ์สะอาด 651021 อรหันต์คือด้านมืดเจโต โพธิสัตว์คือด้านสว่างปัญญา พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ