17 ภูเพึยรรธรรม_ภาคผนวก แบบสอบถาม ภูมิปัญญาการเคี้ยว.pdf
เนื้อหาในไฟล์
ภาคผนวก 614 ภาคผนวก ก แบบสอบถามการวิจัย 615 แบบสอบถามการวิจัย เรื่อง ภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทย ............................................................................................................................................................... เรียน ท่านผู้ตอบแบบสอบถาม ค าชี้แจงในการตอบแบบสอบถาม การตอบแบบสอบถามการวิจัยเรื่อง ภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทย ในครั้งนี้ เพื่อน าไปใช้ในการท าวิทยานิพนธ์ระดับปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (ปร.ด.) สาขายุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ แบบสอบถามการวิจัยนี้ แบ่งออกเป็น 3 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 เป็นข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 เพื่อสอบถามถึงพฤติกรรม (กายวาจาใจ) ที่ปฏิบัติได้จริงอย่างเป็นสัมมาทิฎฐิ (ความเห็นที่ถูกต้องถูกตรง) ของท่านที่เกี่ยวกับภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะ ความคิดเห็นเพิ่มเติม ขอความกรุณาตอบแบบสอบถามให้ครบทุกข้อ โดยตอบให้ตรงตามความเป็นจริงมากที่สุด ขอกราบขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้เป็นอย่างสูง (นางสาวภูเพียรธรรม กล้าจน) นักศึกษาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (ปร.ด.) สาขายุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ 616 แบบสอบถามตอนที่ 1 ข้อมูลส่วนตัวของผู้ให้ข้อมูล 1. ชื่อ - สกุล ......................................................................................................................................... 2. ชื่อเล่น………………………………………… 3. อายุ ..................................ปี สัญชาติ ......................................... เชื้อชาติ .................................. 4. สถานภาพ ................................
อ่านต่อ
....................................................................................................... 5. อาชีพหรือลักษณะงาน..................................................................................................................... 6. ที่อยู่ อ าเภอ ...........................................................จังหวัด.............................................................. 7. เบอร์โทรศัพท์………………………………………อีเมล์ที่ติดต่อได้............................................................. 8. การศึกษาระดับ…….......................................สาขา......................................................................... 9. สถานที่ให้ข้อมูล ............................................................................................................................. 10. วันที่ให้ข้อมูล .................................................................................................................................. แบบสอบถามตอนที่ 2 เพื่อสอบถามถึงพฤติกรรม (กายวาจาใจ) ที่ปฏิบัติได้จริงอย่างเป็นสัมมาทิฏฐิ (ความเห็นที่ถูกต้องถูกตรง) ของท่านที่เกี่ยวกับภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ ค าชี้แจง โปรดท าเครื่องหมาย ลงในช่อง ระดับความเป็นจริง ตามความคิดเห็นของท่าน ข้อ ภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ ระดับความเป็นจริง ถึงพฤติกรรม (กายวาจาใจ) ที่ปฏิบัติจนเห็นผลได้จริงของท่าน มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด อื่นๆ 1. การรับประทานอาหารทุกครั้งด้วย “สติ” พิจารณาว่ารับประทานอาหารเพื่อให้ได้ประโยชน์แก่ร่างกายและจิตใจ รวมทั้งพิจารณาบาปบุญคุณโทษ ไม่เบียดเบียนตนเอง คนอื่นและสัตว์อื่น 2. “อาหาร” หรืออาหารรูป เป็น 1 อุปาทายรูป 24 ที่มีผลโดยตรงต่อความแข็งแรงของกายและใจ หรือเรียกว่าอินทรีย์แก่กล้า ส่งเสริมปัญญาและสุขภาวะ 617 ข้อ ภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ ระดับความเป็นจริง ถึงพฤติกรรม (กายวาจาใจ) ที่ปฏิบัติจนเห็นผลได้จริงของท่าน มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด อื่นๆ 3. ทั้ง “เวลา” และพฤติกรรมการรับประทานอาหาร มีนัยส าคัญมาก นอกจากบ ารุงร่างกาย ท าอินทรีย์แก่กล้าแล้ว ส่งเสริมให้ใช้ปัญญาลดละกิเลส เข้าถึงสภาวธรรม “การล้างชอบชัง” 4. อาหารค าข้าว (กวฬิงการาหาร) หากฝึกเคี้ยวช้า ๆ นาน ๆ ท าให้จิตเราก าหนดรู้ความยินดีในกามคุณ 5 (รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส) เป็นส่วนหนึ่งของวิปัสสนา 5. กวฬิงการาหาร หมายถึงการรวมค าข้าว ตะล่อมในปากพร้อมทั้งเคลื่อนไหวบดเคี้ยว ท าให้เกิดความรู้ เพื่อเจริญภาวนา ลดกิเลสในผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร และวิญญาณาหาร ในที่สุด 6. การเคี้ยวมีนัยส าคัญมากในวัฒนธรรมการกิน ชนพื้นเมืองเดิมของหลายประเทศ ใช้อาการเคี้ยว เพื่อตอกย้ าค่านิยมที่ว่า “กวฬิงการาหาร” เป็นหนึ่งในโลก 7. การเคี้ยว “ค าข้าว” อย่างประณีต คือ การค้ าจุนชีวิตและเป็นการก าหนดรู้ เพื่อปฏิบัติวิปัสสนาในอันที่จะช่วยลบล้างโมหะหรือหลงชอบหลงชังได้ 8. การเคี้ยวละเอียด พร้อมใช้เวลาก าหนดรู้ ท าให้เราเห็นชัดเจนในการสัมพันธ์กันของรูป 28 หรือเข้าถึงกายคตาสติ และแยกรูปแยกนามได้ในที่สุด 9. ทุกขภาวะในสังคมปุถุชน มองข้ามการเคี้ยว จึงบริโภคอาหารค าข้าวโดยขาดการก าหนดรู้ อาสวะกิเลส จึงเจริญขึ้นทั้ง โทสะ โลภะ โดยมีความหลง (โมหะ) เป็นฐาน 618 ข้อ ภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ ระดับความเป็นจริง ถึงพฤติกรรม (กายวาจาใจ) ที่ปฏิบัติจนเห็นผลได้จริงของท่าน มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด อื่นๆ 10. การรับประทานอาหารอย่างถูกวิธี ท าให้รู้สึกเบาเนื้อเบาตัว สามารถปล่อยวาง “รูป” และเข้าถึงความรู้ “นาม” และหูตาเจตสิก มีผลต่อการมีโรคน้อย 11. อาหารคือ เครื่องค้ าจุนชีวิต หากเสพกวฬิงการาหารอย่างประณีตถูกวิธี ก็เข้าถึงผัสสาหาร โดยก าหนดรู้ระหว่างการเคี้ยวถึงการบรรจบกันแห่งอายตนะภายใน-นอก เข้าถึงเวทนานุปัสนาสติปัฏฐาน 12. “ปัญญา” ในอินทรีย์ 5 เกิดขึ้นอันเนื่องจากอาหารค าข้าว และการเคี้ยวที่พึงก าหนดรู้และบริโภคพอเพียงในสภาวธรรม “โภชเนมัตตัญญุตา” 13. การรับประทานอาหารด้วยจงใจเบียดเบียนชีวิตสัตว์ เท่ากับปฏิเสธหลักธรรม “มโนสัญเจตนาหาร” จึงท าให้เกิดโรคจากวิบากกรรม 14. การพิจารณาประโยชน์ของอาหารขณะเคี้ยว ยิ่งอาหารที่เคี้ยวได้อย่างละเอียดพอดี จะท าให้กระเพาะอาหารล าไส้แข็งแรง จะน าสารอาหารไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ จึงควรมีการฝึกฝนการเคี้ยวอาหาร การให้ความรู้แก่ประชาชนได้รับทราบ 15. การเคี้ยวอาหารอย่างประณีตตามแบบแผนพุทธศาสตร์แล้ว จะมีผลต่ออินทรีย์ 5 สามารถก าหนดรู้ในตัณหา 3 เข้าถึงจิตเจตสิกเป็นเครื่องค้ าจุนชีวิต อายุยืน 16. ในระหว่างการเคี้ยวโดยประณีต พึงก าหนดรู้แบบธรรมวิจัย ก็จะพบว่าค าข้าวที่ร่างกายและจิตต้องการ จะเคี้ยวง่าย ย่อยง่าย เพราะเคี้ยวในระหว่างจิตกุศลหรือโสภณจิต 619 ข้อ ภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ ระดับความเป็นจริง ถึงพฤติกรรม (กายวาจาใจ) ที่ปฏิบัติจนเห็นผลได้จริงของท่าน มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด อื่นๆ 17. การตะล่อมอาหารค าข้าวนั้น ในวัฒนธรรมการกินดั้งเดิม มีแบบแผนใช้มือปั้นให้ละเอียดระดับหนึ่งก่อนเข้าปาก ฉะนั้นภูมิรู้เรื่องการเคี้ยวและกวฬิงการาหารจึงควรแพร่ขยายเพื่อสังคมสุขภาวะ 18. การเคี้ยวอาหารค าข้าวอย่างละเอียดประณีตด้วยการก าหนดรู้สติปัฏฐาน 4 จะท าให้อิ่มช้า อิ่มนาน ย่อยง่าย และเบาท้อง 19. การกินอาหารให้เหมาะสมกับวัยของชีวิต ท าให้ระบบการขับถ่ายเป็นปกติ และนอนหลับได้ดี 20. บุคคลที่รับการปลูกฝังมารยาทการรับประทานอาหารอย่างถูกวิธี ไม่พูดระหว่างเคี้ยว แม้มิได้ก าหนดรู้สภาวธรรมอาหาร 4 ก็มีผลลัพธ์สุขภาพกายดี สอดคล้องกับ 5 อ. ของการสาธารณสุข 21. เมื่อก าหนดรู้ความหมายและความส าคัญของเรื่องอาหาร 4 ด้วยการปฏิบัติการเคี้ยวเป็นกิจประจ า ก็พบว่ามีสติและปัญญา ชอบรับประทานผักเป็นยาและสุขภาพดีขึ้น 22. การรับประทานอาหารค าข้าวด้วยการเคี้ยวอย่างประณีต สามารถลดจ านวนมื้ออาหารด้วยตนเอง ก าหนดรู้และเห็นจนแยกกายและจิตได้ 23. ปฏิบัติการเคี้ยวที่ควบคู่กับการก าหนดรู้ความยินดีในกามคุณ เวทนา ตัณหาและนามรูป ก่อเกิดสติสัมปชัญญะ ส่งผลดีต่อมหาภูตรูปหรือธาตุ 4 และรูปที่อาศัยเกิดจากมหาภูตรูป และรูปที่อาศัยเกิดจากมหาภูตรูป 24. การคัดเลือกวัตถุดิบการประกอบเป็นอาหาร การบดปั้นเป็นค าข้าวด้วยมือ การตะล่อมและเคี้ยวกวฬิงการาหาร 620 ข้อ ภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ ระดับความเป็นจริง ถึงพฤติกรรม (กายวาจาใจ) ที่ปฏิบัติจนเห็นผลได้จริงของท่าน มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด อื่นๆ การกลืน และการก าหนดรู้ คือ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาการกินในวิถีพุทธเพื่อสุขภาวะ 25. “การเคี้ยว” กระทบด้วยหลายส่วนภายในร่างกายและกระเทือนตลอดจิตเจตสิกและรูป หากก าหนดรู้บ่อย ๆ ประกอบการเคี้ยวทุกครั้งจนเป็นวสี ก็จะรู้แจ้งธรรมะในข้ออื่น ๆ ได้มากขึ้น 26. อาหาร “ค าข้าว” เป็นเครื่องค้ าจุนชีวิต หากรับประทานตามแบบแผนอาหาร 4 โภชเนมัตตัญญุตา และอาหาเร-ปฏิกูลสัญญาแล้ว จะท าให้ระบบย่อยทั้งธาตุดินน้ าไฟลมสมดุล 27. การประมาณความเพียรด้วย “การเคี้ยว” และก าหนดรู้สภาวธรรมขณะกวฬิงการาหาร เคลื่อนไหวภายในปากและระบบย่อยอย่างประณีต มีผลต่อสุขภาพกายและจิต 28. การเคี้ยวช้าอย่างละเอียด สามารถปฏิบัติภาวนาหยั่งรู้ฤทธิ์ร้อน-เย็นอาหารค าข้าว และปรับสมดุลรวมทั้งถอนพิษได้ 29. การพิจารณาข้อธรรม “อาหาเรปฏิกูลสัญญา” ช่วยให้เราปฏิบัติอธิศีลอธิจิตอธิปัญญา จนวางจิตเหนือเวทนาใด ๆ ได้ 30. การรับประทานผักและผลไม้มาก ๆ ท าให้อุจจาระดี อารมณ์ดี โดยเฉพาะตั้งใจเคี้ยวและก าหนดรู้ข้อธรรม ช่วยเสริมสุขภาพจิตด้วย 31. การรับประทานอาหารตามข้อธรรมโภชเนมัตตุญญุตา (พอประมาณ) ท าให้การเจ็บป่วยน้อยลง 621 ข้อ ภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ ระดับความเป็นจริง ถึงพฤติกรรม (กายวาจาใจ) ที่ปฏิบัติจนเห็นผลได้จริงของท่าน มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด อื่นๆ 32. การเคี้ยวอย่างเพลิดเพลิน เหมือนคนเคี้ยวหมากพลูหรือหมากฝรั่ง อาจท าให้ฟันและเหงือกแข็งแรงและสุขภาพกายดี 33. วัฒนธรรมการประกอบอาหารทั้งต า ซุป เอาะและอุ เป็นภูมิปัญญาการท าค าข้าวให้ละเอียดก่อนการเคี้ยวและการย่อยเพื่อสุขภาวะกายและจิต 34. การถ่ายทอดมรดกภูมิปัญญาการกินตั้งแต่วิธีการท าค าข้าวด้วยมือจนถึงการเคี้ยวอย่างประณีต เป็นแบบแผนวิถีพุทธ ปลูกผังความพอดี พอประมาณ และเสียสละ 35. วัฒนธรรมการกินอาหารค าข้าวที่ตั้งวงล้อม โดยมี “ข้าว” (ข้าวเหนียวหรือข้าวเจ้า) เป็นศูนย์กลางนั้น มีผลต่อการจัดระเบียบสังคมเพื่อรักและสามัคคีกัน 36. การเคี้ยวการคาย เพื่อก าหนดรู้ข้อธรรม “อาหาเรปฏิกูลสัญญา” มีผลต่อการลดละกามคุณและตัณหา 37. การเพาะปลูกและผลิตพืชผักเพื่อประกอบอาหารค าข้าวมังสวิรัติ นอกจากลดอาการป่วยลงแล้ว เป็นการสร้างทานบารมีหรือวิบากดี เพื่อครอบครัวสุขภาวะ 38. หากขยายความรู้เรื่องการเคี้ยวอาหารค าข้าวอย่างประณีตและการก าหนดรู้ข้อธรรมอาหาร 4 แล้ว จะช่วยพัฒนาจิตใจของคนในชุมชนเพื่อสงบสุขและเป็นชุมชนสุขภาวะ 39. ภูมิปัญญาการปั้นแต่งอาหารค าข้าวอย่างประณีตศิลป์ด้วยมือ เป็นการยึดเวลาให้การเคี้ยวระหว่างนั้นบดอาหารอย่างละเอียดมีผลดีแก่สุขภาพ 622 ข้อ ภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ ระดับความเป็นจริง ถึงพฤติกรรม (กายวาจาใจ) ที่ปฏิบัติจนเห็นผลได้จริงของท่าน มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด อื่นๆ 40. การเคี้ยวและปั้นจิ้มข้าวเหนียวค าข้าว เป็นลีลาในวัฒนธรรมการกินของกลุ่มชาติพันธุ์ไท-ลาว เพื่อให้อาหารผักเป็นยา 41. ส านวนที่ว่า กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นยา กินกล้วยน้ าว้า บ ารุงร่างกาย คือ วัฒนธรรมการกินที่ก าหนดรู้ในข้อธรรม โภชเนมัตตัญญุตา เพื่อความเบาและสบายตัว 42. ภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรและเครื่องเทศ ท าให้อาหารมีฤทธิ์รักษาโรค และร่างกายแข็งแรงได้ 43. ภูมิปัญญาพุทธศาสนาให้ความส าคัญในการปฏิบัติ วันพระ จึงละเว้นอาหารเนื้อสัตว์ และนิยมรักษาพรหมจรรย์เพื่อความเจ็บป่วยน้อยลง และรักษาโรคแบบพึ่งตนเอง 44. “อาหารเป็นหนึ่งในโลก” การเคี้ยวจึงมีนัยส าคัญ ด้วยขณะเคี้ยวเป็นโอกาสในการฝึกฝนใช้ปัญญาลดกิเลสชอบชังในเรื่องอาหารและเหตุการณ์ต่าง ๆ เพื่อลดการเบียดเบียนทั้งต่อตนเองและผู้อื่น เป็นเส้นทางการพัฒนาจิตวิญญาณอันผาสุก ไปเป็นล าดับ ๆ 45. การกินอาหารควรกินเพื่อความสงบสบายของชีวิต กินเพื่อประโยชน์ ไม่ได้กินเอาอร่อย กินเพื่อลดกิเลส กินเพื่อท ากิจกรรมการงานที่สร้างสรร ให้โลกและเราได้อาศัย ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะดับไปเท่านั้น 46. ความเชื่อในการกินอาหารมังสวิรัติ อาหารที่ไม่มีบาป ไม่มีโทษ แบบมีสติ ค่อย ๆ เคี้ยวให้ละเอียด จะมีผลดีต่อสุขภาวะอย่างยิ่ง 47. การกินอาหารอย่างมีสติ เป็นการพัฒนาพฤติกรรมลดละเลิกเหตุของการเกิดโรคได้ 623 ข้อ ภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ ระดับความเป็นจริง ถึงพฤติกรรม (กายวาจาใจ) ที่ปฏิบัติจนเห็นผลได้จริงของท่าน มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด อื่นๆ 48. การได้พบสัตบุรุษ (ผู้ที่มีความรู้และสามารถปฏิบัติสู่ความพ้นทุกข์ได้) ถึงได้ฟังสัทธรรม (ความจริงที่ท าให้พ้นทุกข์) เมื่อได้ฟังสัทธรรม จะเกิดศรัทธา จะท าให้ตั้งใจลงมือปฏิบัติ เป็นฉันทะในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รู้เท่าทันกิเลส ช่วยลดทุกข์ใจทุกข์กาย ยิ้มอย่างเบิกบานได้ 49. หลักการท าความสบายให้กับตน คือ ประมาณในสิ่งที่สบาย ท าความสบายให้กับตน บริโภคในสิ่งที่ย่อยง่าย เที่ยวไปในกาละอันสมควร ประพฤติเพียรดั่งพรหม จะท าให้เจ็บป่วยน้อย สบาย เบากาย มีก าลัง เป็นอยู่ผาสุก 50. ท่านสามารถพึ่งตนเองในเรื่องของการกินอาหารอย่างลดกิเลสและรักษาโรคได้ ประหยัดค่าใช้จ่าย และสามารถแบ่งปันสิ่งดี ๆ ได้เพิ่มขึ้น 51. พื้นฐานในการดูแลสุขภาพที่ส าคัญอย่างหนึ่ง คือ กินอาหารที่ถูกสมดุลร้อนเย็นในปริมาณที่พอเหมาะ เคี้ยวให้ละเอียดพอดี และเรียนรู้การลดละเลิกความชอบชังในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสในอาหาร 52. ท่านได้พิจารณาประโยชน์ของการไม่มีอาการชัง (ชอบ) ในอาหารที่เราชัง (ชอบ) และโทษของการมีอาการชอบ (ชัง) ในอาหารที่เราชอบ (ชัง) จนรู้เชื่อและชัดเจนในเรื่องกรรมและผลการกระท า (วิบาก) อย่างแจ่มแจ้งของการมีอาการชอบชัง ความยึดมั่นถือมั่นในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ในขณะที่เคี้ยวอาหารอย่างช้า ๆ ให้ละเอียด และท าการพิจารณาซ้ า ๆ จนอาการชอบชังดับ กลืนก็ได้ ไม่กลืนก็ได้ แล้งจึงกลืน สบายใจที่สุด 624 ข้อ ภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ ระดับความเป็นจริง ถึงพฤติกรรม (กายวาจาใจ) ที่ปฏิบัติจนเห็นผลได้จริงของท่าน มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด อื่นๆ 53. พฤติกรรมกายวาจาใจที่ถูกศีล จะน าไปสู่ความผาสุกทั้งกาย ใจ สังคม ปัญญา ได้อย่างยั่งยืน การเคี้ยวช้าละเอียด เป็นการลดความใจร้อน ความเร่งรีบ เร่งร้อน ฝึกความใจเย็น ได้เป็นอย่างดี ส่งผลต่อสุขภาวะใจกายที่ดี ร่างกายฟื้นฟูจากอาการเจ็บป่วยได้เร็ว 54. ความสุขความอร่อยในการกินอาหาร ไม่ได้อยู่ที่รสอาหาร แต่อยู่ที่ใจที่รู้คุณค่าประโยชน์ หรือสามารถเอาประโยชน์ในอาหารหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้ 55. การเคี้ยวช้าละเอียด เป็นการลด ความใจร้อน ความเร่งรีบ เร่งร้อน ฝึกความใจเย็น ได้เป็นอย่างดี ส่งผลต่อสุขภาวะใจกายที่ดี ร่างกายฟื้นฟูจากอาการเจ็บป่วยได้เร็ว 56. การมีศรัทธาที่สัมมาทิฏฐิ (ถูกต้องถูกตรง) เป็นประตูเปิดสู่ปัญญา จะท าให้ตั้งศีลมาปฏิบัติการเคี้ยวละเอียดได้อย่างชัดเจน เป็นการปฏิบัติอธิศีลอธิจิตอธิปัญญา จะท าให้เกิดผลเร็ว ไม่ตั้งศีล จะเห็นผลช้า 57. การพิจารณาทุกค าข้าวที่เคี้ยว จะท าให้กิเลสลดลง เมื่อกิเลสลดลง ก็จะช่วยลดความทุกข์ในชีวิตลงได้ 58. การได้พิจารณาล้างความชอบชังกิเลสในค าข้าวส่งผลให้สามารถแยกแยะ พิจารณาเลือกสิ่งที่ร่างกายต้องการ ได้ดีมากขึ้นตามล าดับ 59. การเคี้ยวละเอียด เคี้ยวอย่างมีสติ ที่จะพิจารณาความชอบชังในอาหารแต่ละค า ลดละเลิก การเสพรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสจากอาหาร พิจารณาประโยชน์หรือโทษของอาหารแต่ละชนิด และประโยชน์หรือโทษ จากการไม่มีหรือมี 625 ข้อ ภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะ ระดับความเป็นจริง ถึงพฤติกรรม (กายวาจาใจ) ที่ปฏิบัติจนเห็นผลได้จริงของท่าน มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด อื่นๆ กิเลส พิจารณาไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ของกิเลส ล้างความใจร้อน โดยการเคี้ยวจนละเอียดแล้วจะกลืนก็ได้ ไม่ได้กลืนก็ได้ จึงกลืน สบายใจที่สุด 60. การเคี้ยวอาหารให้ละเอียด ท าให้ได้ฝึกลดละอัตตาตัวยึดดี คือ ปรารถนาให้คนอื่นได้ดี แต่เขาไม่ท าตามที่เรามุ่งหมาย ถ้าคนอื่นท าตามเราจะสุขใจ ถ้าคนอื่นไม่ท าตาม เราจะทุกข์ใจ ท าให้เราลดกิเลสในอัตตาได้ สามารถน าไปประยุกต์ใช้ล้างอัตตาในประเด็นอื่น ๆ ได้ เมื่อล้างอัตตา เราจะสุขสบายใจได้ ไม่ว่าใครจะท าดีตาม หรือไม่ท าดีตามที่เรามุ่งหมาย ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะ ความคิดเห็นเพิ่มเติม 1. ท่านมีโรค (กายหรือใจ) หรืออาการไม่สบาย แล้วได้ใช้วิธีการแก้ไขอย่างไรบ้าง ผลเป็นอย่างไร กรุณาอธิบาย …….......................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................ 2. ประเมินข้อดีของท่านในพฤติกรรมการกินเคี้ยวอาหาร (กายและใจ) สิ่งที่ปฏิบัติได้ดีแล้ว ควรได้ท าดีต่อเพื่อให้เจริญให้ยิ่งขึ้น ๆ ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................. 626 3. ประเมินข้อเสียในพฤติกรรมการกินเคี้ยวอาหาร (กายและใจ) สิ่งที่ยังปฏิบัติได้ไม่ดี ควรได้ปรับแก้ไขท าให้ดีขึ้น เพื่อให้เจริญให้ยิ่งขึ้น ๆ ................................................................................................................................................................ ............................................................................................................................................................. 4. ปัจจัยที่ท าให้ท่านท าได้ส าเร็จในการเคี้ยวอาหารค าข้าวให้ช้าละเอียดได้ (กายและใจ) ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 5. ข้อเสนอแนะหรือข้อคิดเห็นอื่นๆ (ถ้ามี) ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ขอขอบพระคุณทุกท่านที่กรุณาเสียสละให้ข้อมูลเพื่อประโยชน์สุขต่อมวลมนุษยชาติสืบไป