06 บทที่ 1.docx

โฟลเดอร์word
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์31 KB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 1 บทนำ

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน เป็นปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพกายและจิตที่สำคัญอันดับต้น ๆ ของประชากรโลก ซึ่งสาเหตุหลักเกิดมาจาก พฤติกรรมการบริโภคอาหารมากเกินความจำเป็นของร่างกาย โดยเฉพาะอาหารรสจัดหวาน มัน เค็ม การนิยมรับประทานอาหารให้พลังงานสูง ขนมหวานและน้ำหวานในรูปแบบต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นแต่ออกกำลังกายไม่เพียงพอ เนื่องจากวิถีชีวิตของคนในปัจจุบันนี้แตกต่างจากในอดีตอย่างชัดเจน จากการงานที่ต้องใช้แรงส่วนใหญ่กลายเป็นงานนั่งโต๊ะ เกิดเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่สามารถสร้างความสะดวกสบายและความบันเทิงได้โดยไม่ต้องแม้แต่ขยับตัว ก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพกระทบเป็นวงกว้างทั้งประชากรและประเทศชาติด้านสาธารณสุข สังคม และเศรษฐกิจ การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของปัญหาโรคอ้วน ทำให้องค์การอนามัยโลกประกาศให้โรคอ้วนเป็นโรคระบาดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา (สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์. 2553 : คำนำ) โดยในปี พ.ศ. 2558 พบว่าทั่วโลกมีผู้ใหญ่น้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานสูงถึงประมาณ 2,300 ล้านคน และมีผู้ใหญ่อ้วนประมาณ 700 ล้านคน (คณะอำนวยการยุทธศาสตร์สุขภาพดีวิถีไทย. 2553 : 12 ) ปรากฏการณ์นี้พบได้ในทุกสังคมทั่วโลกรวมถึงทวีปเอเชียและประเทศไทยด้วย จากการสำรวจ 10 ประเทศในกลุ่มอาเซียนพบว่า ความชุกของโรคอ้วนในผู้ชายไทยสูงเป็นอันดับที่ 4 ในขณะที่ผู้หญิงไทยอยู่ในอันดับที่ 2 รองจากผู้หญิงมาเลเซียเท่านั้น (สายสมร พลดงนอก. 2558 : 1) และในการสำรวจสุขภาพของประชาชนไทยเองก็พบว่า ความชุกของภาวะอ้วนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจนเช่นเดียวกัน โดยในผู้หญิงร้อยละ 40.7 และในผู้ชายร้อยละ 32.9 ( วิชัย เอกพลากร. 2557 : 5) ดังนั้นการดำเนินการแก้ไขปัญหาภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน จึงเป็นสิ

อ่านต่อ

่งที่จำเป็นและเร่งด่วนที่สุด เนื่องจากภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนเป็นปัญหาต้นตอของโรคเรื้อรังต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรค ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เบาหวาน และโรคของหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของการตายก่อนวัย อันควรของประชากรโลกในขณะนี้ (วีระชัย สิทธิปิยะสกุล และคนอื่น ๆ. 2553 : 2 ) แนวทางหลักและสำคัญในการแก้ไขปัญหาน้ำหนักเกินและโรคอ้วนคือ การลดการบริโภคอาหาร ที่ให้พลังงานสูงและการเพิ่มการออกกำลังกาย ดังคำกล่าวของนวลรัดดา ประเปรียว (2555 : 9) ที่ว่าการป้องกันรักษาโรคอ้วนควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต ได้แก่ การลดน้ำหนักลงร้อยละ 5 - 10 ของน้ำหนักตัวทั้งหมด โดยลดพลังงานจากอาหารที่ควรจะได้รับลงประมาณ 500 - 1 , 000 กิโลแคลอรี่ต่อวัน หันมาบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ลดหวาน มัน เค็มลง เพิ่มกากใยอาหารด้วยการบริโภคผักและผลไม้ให้มากขึ้น ลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่และสิ่งเสพติดต่าง ๆ เพิ่มการเคลื่อนไหวทางกายและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเกือบทุกวัน และควร ค้น หาวิธีในการจัดการกับความเครียด อย่างไรก็ตามในปี พ.ศ. 2553 รัฐบาลไทยได้ประกาศให้ปัญหาภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน เป็นวาระแห่งชาติ ที่หน่วยงานจะต้องร่วมมือกันแก้ไขปัญหาให้ลดลง (คณะกรรมการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ. 2554 : 4) ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ ก็ได้ดำเนินตามนโยบายมาโดยตลอด กระทั่งแผนพัฒนา เศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 มาย้ำ จุดมุ่งหมายให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายแก้ปัญหาโรคอ้วนอย่างเร่งด่วน โดยกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนให้ประชากรไทยอายุ 15-79 ปีมีภาวะน้ำหนักเกินลดลง เพื่อลดภาระสังคมและระบบบริการสุขภาพ ยังผลให้คนไทย เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีวินัย ตื่นรู้ เท่าทันสถานการณ์ เรียนรู้ด้วยตนเองได้ต่อเนื่องตลอดชีวิต มีจิตสาธารณะ และมีสุขภาพกายและใจที่ดี โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการแก้ปัญหา ก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมสุขภาพไปสู่จุดที่เหมาะสมกับการมีสุขภาวะที่ดีในที่สุด (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. 2559 : 66) จากการศึกษาของผู้วิจัย พบว่า หลายหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุขได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และดำเนินการตามนโยบายมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย ที่เป็นหน่วยงานของกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดกิจกรรมค่ายสุขภาพพึ่งตนเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายแก่ประชาชนที่สนใจ ซึ่งการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมมีจุดเด่น คือ การนำจุดดีของการแพทย์ทุกแผนมาบูรณาการด้วยหลักธรรมะและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จนเกิดเป็นองค์ความรู้และเทคนิคการฝึกปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาสุข ภาพตนเอง ด้วยวิธีที่ประหยัด เรียบง่าย ได้ผลรวดเร็ว สามารถพึ่งพาตนเองได้ ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น เป็นหลัก สามารถนำไปประยุกต์ให้เข้ากับวิถีชีวิตได้ และมีความยั่งยืน ( สำนักการแพทย์ทางเลือก . 2555 : 1 ) ผลการศึกษาของใจเพชร กล้าจน ( 2553 : 94 ) พบว่า การแพทย์วิถีธรรม สามารถใช้ได้กับ โรค ทุ กโรค (แต่ไม่ใช่ กับ ทุกคน) การ ใช้องค์ความรู้แพทย์วิถีธรรม ในการดูแลสุขภาพ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ภ ายใน เวลา 5 วัน ภาวะสุขภาพ โดยรวม ดีขึ้น น้ำหนัก ตัว ลดลงร้อยละ 81.13 ซึ่งเป็นผลดีต่อการลดโรคเรื้อรังต่าง ๆ สอดคล้องกับผลการวิจัยของนิตยาภรณ์ สุระสาย (2558 : 132 ) พบ ว่า ผู้ต้องขังหญิง เรือนจำกลางนครพนมที่ใช้องค์ความรู้การแพทย์วิถีธรรมในการดูแลสุขภาพเป็นเวลา 7 เดือน มีค่าเฉลี่ย ของ ระดับ ดัชนีมวลกายก่อนและหลังการทดลองเท่า กับ 25.60 และ 23.90 ตามลำดับ นอกจากนั้น ยัง มีการศึกษาผลการดูแลสุขภาพด้วยหลักการแพทย์วิถีธรรมด้านเศรษฐกิจของประชากรที่ มา เข้าค่ายสุขภาพจำนวน 1 ,897 คน พบ ว่า สามารถลดค่าใช้จ่ายในการตรวจ การรักษาโรค และค่าใช้จ่ายในการกินการใช้สิ่งต่าง ๆ ประจำวันเฉพาะของตนเองร้อยละ 100 (ใจเพชร กล้าจน และจิรวัฒน์ เวชแพศย์. 2554 : 25 ) ส่งผลด้านจิตใจทำให้ความเครียด ความกังวล ในการดำรงชีวิต ในสภาพสังคมปัจจุบัน ลดลงอย่างแน่นอน ในรอบปีที่ผ่านมาผู้ที่มาเข้าค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนมีสูงถึงร้อยละ 44 ของจำนวนผู้มาเข้าค่ายทั้งหมด ( มูลนิธิแพทย์วิถีธรรม . 2561 : 93) และจากการศึกษาข้อมูล ผู้วิจัย ยังไม่พบการศึกษาที่ นำองค์ความรู้ หรือเทคนิคการดูแลสุขภาพ ของ การแพทย์วิถีธรรม มา ใช้ในการ แก้ไข ปัญหา ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน โดยตรง มาก่อน ผู้วิจัย จึง ได้เลือกใช้เทคนิค ของแพทย์ วิถีธรรมที่มีผลต่อการลดน้ำหนักโดยเฉพาะ ทั้งยังใช้สิ่งที่เป็นประโยชน์สูง ที่สุด แต่ประหยัดที่สุด ใช้เวลาน้อยแต่มีประสิทธิภาพมาก เพื่อให้ผู้ที่มี ภาวะ น้ำหนักเกินและโรคอ้วน สามารถเรียนรู้และฝึกปฏิบัติได้ด้วยตนเอง ซึ่งจะ เป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพ รวมถึงการนำโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรมไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ยัง สามารถช่วยลดปัญหาสุขภาพ ปัญหา สังคมและเศรษฐกิจของประเทศได้ วัตถุประสงค์การวิจัย วัตถุประสงค์ทั่วไป เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรมต่อ ภาวะสุขภาพ ของผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร วัตถุประสงค์เฉพาะ 1 . เพื่อเปรียบเทียบ ระดับดัชนีมวลกาย และระดับ ความดันโลหิตก่อนและหลังการทดลอง ของ ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร 2 . เพื่อเปรียบเทียบผลการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ก่อนและหลังการทดลองของ ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร

สมมุติฐาน การวิจัย 1. ระดับดัชนีมวลกาย และ ระดับ ความดันโลหิตของผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ลดลงกว่าก่อน ได้รับโปรแกรมสุขภาพตามหลักการ แพทย์วิถีธรรม 2 . ผลการปฏิบัติตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ของผู้ที่มี ภาวะน้ำหนักเกิน และโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพสวนป่านาบุญ อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร สูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม

ขอบเขต ของ การวิจัย ตัวแปรที่ศึกษา 1. ตัวแปรอิสระ ( Independent Variable ) คือ 1.1 โปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม 1 . 1 . 1 การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล 1 . 1 . 2 การรับประทานอาหารปรับสมดุลตามหลักการแพทย์วิถีธรรม การฝึก ปรุงอาหารปรับสมดุลสูตร 2 น้องพุทธด้วยตนเอง และวิเคราะห์คุณค่าทางสารอาหาร โดยใช้ โปรแกรม คอมพิวเตอร์คือ โปรแกรม INMUCAL V . 3 (สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล . 2556 ) 1.1.3 การออกกำลังกายด้วยการเดินเร็วและการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย 1.1.4 การเอาพิษออกจากร่างกายด้วยการสวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยตนเองโดยใช้สมุนไพรที่เหมาะกับสภาพร่างกาย 1.1.5 การใช้ธรรมะ ละบาป บำเพ็ญบุญกุศล ทำจิตใจให้ผ่องใส คบมิตรดีสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อผ่อนคลายอารมณ์ ควบคุมสิ่งเร้า และลดละเลิกการบริโภคสิ่งที่เป็นโทษต่อสุขภาพ ขณะลดน้ำหนัก 1.1.6 การรู้เพียรรู้พักที่พอดี 2. ตัวแปรตาม ( Dependent Variable ) คือ 2.1 น้ำหนัก 2.2 ระดับดัชนีมวลกาย 2.3 ระดับความดันโลหิต 3 . ขอบเขตด้านเนื้อหาและพื้นที่ งานวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้นำองค์ความรู้ด้านการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมมาย่อให้เล็กลง และทำ ตามได้ ให้ง่ายขึ้น โดยเลือกเทคนิคการปฏิบัติของหลักการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมที่เกี่ยวข้องและ มีผลต่อการลดน้ำหนักโดย เฉพาะ มาสร้างเป็นโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรมขึ้น และใช้เป็น เครื่องมือในงานวิจัยกึ่งทดลอง ( Quasi - Experimental Research ) เรื่องประสิทธิผลของโปรแกรม สุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรมต่อภาวะสุขภาพของผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ในค่ายสุขภาพ สวนป่านาบุญ อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร 4 . ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 4 .1 ประชากร คือ ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ที่มาเขาค่ายสุขภาพแพทย์ วิถีธรรมสวนป่านาบุญ อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหารทั้งหมด ในเดือนธันวาคม 2560 จำนวน 234 คน 4 .2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ที่มาเขาค่ายสุขภาพแพทย์ วิถีธรรมสวนป่านาบุญ อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหารทั้งหมด ในเดือนธันวาคม 2560 มีอายุระหว่าง 40-59 ปี มีดัชนีมวลกายเกิน เกณฑ์ มาตรฐาน ( ดัชนีมวลกาย เกิน 23 .00 ) และความดันโลหิตไม่เกิน 140/90 มิลลิเมตรปรอท จำนวน 117 คน

นิยามศัพท์เฉพาะ หลักการแพทย์วิถีธรรม หมายถึง การแพทย์ทางเลือกที่นำเอาจุดดีของวิทยาศาสตร์ การดูแลสุขภาพทั้ง 4 แผน คือ แผนปัจจุบัน แผนไทย แผนทางเลือกและแผนพื้นบ้าน รวมกับหลัก 8 อ. เพื่อสุขภาพที่ดีของสถาบันบุญนิยม มาบูรณาการด้วยหลักธรรมะและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยประยุกต์ ให้เข้ากับสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน เน้นการแก้ปัญหาสุขภาพที่ต้นเหตุ พึ่งตนเอง ประหยัด เรียบง่าย ได้ผลรวดเร็ว ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่น ประยุกต์เข้ากับวิถีชีวิตได้ และมีความยั่งยืน ซึ่งมีเทคนิค ในการปฏิบัติ 9 ข้อ หรือ เรียกว่า ยา 9 เม็ด ได้แก่ ( 1) การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล ( 2) การกัวซาหรือขูดซาหรือขูดพิษหรือขูดลม ( 3) การสวนล้างลำไส้ใหญ่ ( Colon D etoxification ) ด้วยสมุนไพร ( 4) การแช่มือแช่เท้าหรือส่วนที่ไม่สบายด้วยสมุนไพรที่ถูกกัน ( 5) การพอก ทา หยอด ประคบ อบ อาบ เช็ด ด้วยสมุนไพร ( 6) การออกกำลังกาย กดจุดลมปราณ โยคะ กายบริหารที่ถูกต้อง ( 7) การรับประทาน อาหารปรับสมดุลร่างกาย ( 8) ใช้ธรรมะทำใจให้เป็นสุข ยินดี เต็มใจ เบิกบาน แจ่มใส สงบ สบายไร้กังวล คบมิตรดีในสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดี และ ( 9) รู้เพียรรู้พักให้พอดี โปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม หมายถึง การจัดกิจกรรมค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรม เพื่อให้ความรู้และฝึกทักษะการปฏิบัติตามหลักการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม 6 ด้าน ได้แก่ ( 1) กา ร รับประทานส มุนไพรปรับสมดุล ( 2) การรับประทานอาหารปรับสมดุล การ ฝึกป รุงอาหารสูตร 2 น้องพุทธ ด้วยตนเอง และวิเคราะห์ค่าพลังงานและสารอาหาร โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป INMUCAL - N Version 3 ( 3) การออกกำลังกายด้วยการเดินเร็วและการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ( 4) การเอาพิษออกจาก ร่างกายด้วยการสวนล้างลำไส้ใหญ่ด้วยตนเองโดยใช้สมุนไพรที่เหมาะกับสภาพร่างกาย ( 5) การใช้ธรรมะ ละบาป บำเพ็ญบุญกุศล ทำจิตใจให้ผ่องใส คบมิตรดีสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อผ่อนคลายอารมณ์ ควบคุมสิ่งเร้า และลดละเลิกการบริโภคสิ่งที่เป็นโทษต่อสุขภาพ ขณะลดน้ำหนัก และ ( 6) การรู้เพียรรู้พักให้พอดี โดยใช้เวลาในการเข้าค่าย 9 วัน ทั้งนี้ กลุ่ม ตัวอย่างจะมีโอกาสได้รับรู้และฝึกปฏิบัติตาม เทคนิคของการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมทั้ง 9 ข้อหรือ 9 เทคนิค เพียงแต่ผู้วิจัยมุ่งศึกษาเฉพาะ 6 เทคนิค ที่ เกี่ยวข้องและมีผลต่อ การลดน้ำหนักโดยเฉพาะ ตามโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม จะไม่ได้มุ่งศึกษาเทคนิคที่ไม่เกี่ยวข้องกับการลดน้ำหนัก คือ การกัวซาหรือขูดซาหรือขูดพิษหรือขูดลม (การขูดระบายพิษทางผิวหนัง) การแช่มือแช่เท้าหรือส่วนที่ไม่สบายในน้ำสมุนไพร ตามภาวะร้อนเย็น ของร่างกาย และการพอก ทา หยอด ประคบ อบ อาบ เช็ด ด้วยสมุนไพร ตามภาวะร้อนเย็นของร่างกาย ประสิทธิผลของโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม หมายถึง ผลการเปลี่ยนแปลง ในทางที่ดีขึ้นของภาวะสุขภาพในกลุ่มตัวอย่าง เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ภาวะสุขภาพ หม ายถึง สภาวะของสุขภาพด้านร่างกาย โดยสภาวะของสุขภาพด้านร่างกาย ได้แก่ น้ำหนัก ดัชนีมวลกาย และความดันโลหิต โดยมีเกณฑ์มาตรฐานในการวัด ดังนี้ น้ำหนักปกติ คือ การมีน้ำหนักตัวเกินค่าของน้ำหนักตัวมาตรฐาน ในปริมาณที่มากกว่า ร้อยละ 10 แต่ไม่เกินกว่าร้อยละ 20 ของน้ำหนักมาตรฐาน ดัชนีมวลกาย ( BMI ) ปกติ BMI เท่ากับ 18.5 0 -22.9 9 น้ำหนักเกิน BMI เท่ากับ 23.00-24.99 โรคอ้วน BMI ตั้งแต่ 25.00 ขึ้นไป ความดันโลหิต ระดับ Optimal คือ ความดันโลหิต น้อยกว่า 120/ 80 มิลลิเมตรปรอท ระดับ Normal คือ ความดันโลหิต 120-129/80- 84 มิลลิเมตรปรอท ระดับ High normal คือ ความดันโลหิต 130-139/85-89 มิลลิเมตรปรอท ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน หมายถึง ผู้ที่มีอายุระหว่าง 40-59 ปี ที่มีดัชนีมวลกาย ตั้งแต่ 23 . 00 ขึ้นไป

ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ทราบประสิทธิผลของโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ซึ่งเป็นโปรแกรม ที่มีประสิทธิภาพ ใช้วิธีการที่เรียบง่าย ใช้เวลาน้อย ทำได้ด้วยตนเอง และมีการเปลี่ยนแปลงของ ภาวะสุขภาพที่มีแนวโน้มเข้าหาค่าปกติมากขึ้น 2. เป็นแนวทางให้ผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน 3. หน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องสามารถนำโปรแกรมสุขภาพ ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ไปใช้กับประชาชนกลุ่มเป้าหมายในความรับผิดชอบได้ 4. การนำโปรแกรมสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ไปเผยแพร่แก่ประชาชนผู้สนใจ เพื่อให้นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน จะช่วยลดปัญหาสุขภาพ ปัญหา สังคม และเศรษฐกิจ ของชาติได้ 5 . เป็นแนวทางในการศึกษาวิจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน

word09 บทที่ 4.docx
28 เมษายน 2562
word07 บทที่ 2.docx
28 เมษายน 2562
word08 บทที่ 3.docx
28 เมษายน 2562
word15 ภาคผนวก ง.docx
28 เมษายน 2562
word7. 300361บทที่ 2.docx
28 เมษายน 2562