บทที่2.docx
เนื้อหาในไฟล์
4524375 -1038225 5174673 -893618 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษา ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อ ภาวะสุขภาพของเกษตรกรทำนาแบบเกษตรกรรมทางเลือกและเกษตรกรรมแผนใหม่ใน จังหวัดยโสธรใน ครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแ นวทางในการดำเนินวิจัยดังต่อไปนี้ 1. ระบบเกษตรในปัจจุบัน 2. สารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3. ทฤษฎีการรับรู้ 4. แนวคิดเกี่ยวกับภาวะสุขภาพ 5. พฤติกรรมสุขภาพทั่วไป 6. พฤติกรรมปกป้องสุขภาพจากการทำงาน 7. ปัจจัยคุกคามสุขภาพจากการทำงาน 8. ปัจจัยด้านความรู้ 9. ปัจจัยด้านทัศนคติ 10 ปัจจัยด้านการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร 11. บริบทจังหวัดยโสธร 12. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ระบบการเกษตรในปัจจุบัน กา รเกษตร แผน ทางเลือก ( Alternative Agriculture ) สืบเนื่อง มา จากการปฏิวัติเขียว ทำให้ได้นำ เทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ ทดแทนระบบธรรมชาติ โดยเชื่อว่าเป็นการสร้างความอุดมสมบูรณทางการเกษตร แต่กลับพบว่าเป็นการทำลายล้างผลาญธรรมชาติ เช่น ในแควนปันจาป ( Panjab ) ของประเทศอินเดียที่เคยอุดมสมบูรณในอดีต ปัจจุบันเต็มไปด้วยโรคแมลงศัตรูพืช แห้งแล้ง เกษตรกรมีหนี้สิน จากผลกระทบที่รุนแรงดังกล่าว นักคิดชาวตะวันออกและเอเชียจึงสร้าง“ระบบการเกษตรทางเลือก” เป็น ทางเลือกทั้งแง่การผลิต อุดมการณและปรัชญา ฟื้นฟู ภูมิปัญญาท้องถิ่น งดใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลงที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภค ความหมายของระบบ เกษตร กรรมแผน ทางเลือก ระบบเกษตรกรรมแผน ทางเลือก หมายถึง ส วนของ กลยุทธทางเนื้อหา หรือเทคโนโลยีกระบวนการส่งเสริมการเกษตรที่นำไปมอบให้แกเกษตรกร ให้มีโอกาสไดเลือกตามความพรอมทางความรู ประสบการณ ทักษะและปัจจัยการผลิต ตลอดจนความเห
อ่านต่อ
มาะสมของสภาพภูมิประเทศหรือเขตนิเวศเกษตร “เกษตรทางเลือก” เป็นการใช้ระบบการเกษตรในลักษณะเดียวกัน แต่สามารถใชวิธีปฏิบัติหรือเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน เช่น ระบบการเกษตรแบบทฤษฏีใหม่ การเกษตร แบบ ผสมผสาน การเกษตรอินทรีย์ การเกษตรธรรมชาติ เกษตรยั่งยืน และพุทธเกษตร บางแนวคิดอธิบายว่า เกษตรทางเลือกและเกษตรยั่งยืนเป็นนิยามที่มีความหมายเหมือนกัน นั่นคือ เกษตรทางเลือกเป็นรูปแบบเกษตรที่ไมเหมือนเดิม (ไมใช่เกษตรแผนใหม่) และไมใช้สารเคมี ต่อมาไดพยายามให้คำนิยามใหม่แกเกษตรทางเลือกว่าไมไดเป็นเพียงทางเลือกของคนส่วนน้อยเท่านั้น แต่เป็นรูปแบบของเกษตรกรรมที่เป็นไปได้และเป็นทางออกให้แกสังคมเกษตรที่กำลังจะล่มสลาย โดยเน้นความเป็นไปไดทางเศรษฐกิจที่อิงกับระบบวัฒนธรรมชุมชนซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความสามารถในการพึ่งพาตนเองให้แกเกษตรกรอย่างยั่งยืน ดังนั้นแนวคิดการนิยามเกษตรทางเลือกและเกษตรยั่งยืนจึงเป็นนิยามที่จะเปิดพื้นที่ให้กับชนชั้นกลางและเกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติไดหลากหลายรูปแบบ (อนุสรณ อุณโณ. 2547 : 202-203) เกษตรทางเลือกจึงมีความหมายเช่นเดียวกับเกษตรยั่งยืน นั่นคือ ระบบการบริหารทรัพยากร เพื่อทําการผลิตทางการเกษตรที่ตอบสนองต่อความจำเป็นและความต้องการของมนุษย์และในขณะเดียวกันก็ธำรงรักษาและฟื้นฟูคุณภาพของสิ่งแวดล้อม ตลอดจนช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ลักษณะการทำการเกษตรทางเลือก การเกษตรทางเลือกเป็นการเกษตรที่มีหลายรูปแบบ แต่ละรูปแบบนั้นขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติในแต่ละท้องถิ่น มีแนวคิดและวิธีปฏิบัติ (อนุสรณ อุณโณ. 2547 : 10) ดังนี้ 1. เน้นความหลากหลายและเกื้อกูลกันของกิจกรรมในแปลงเกษตร 2. ใช้พันธุ์ท้องถิ่นซึ่งเกษตรกรสามารถเก็บรักษา และพัฒนาพันธุ์เอง 3. เน้นการใช้ปัจจัยการผลิตในฟาร์มและในท้องถิ่นแทนสารเคมี เน้นการใช้แรงงานคน สัตว์ และเครื่องทุ่นแรงขนาดเล็ก ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตและรักษาสภาพแวดล้อมในเวลาเดียวกัน 4. มีเป้าหมายการผลิตเพื่อบริโภคในครัวเรือนเป็นอันดับแรก การจำหน่ายในตลาดท้องถิ่นเป็นอันดับรอง จากแนวคิดข้างต้น ผู้วิจัยจึงให้ความหมายของเกษตร แผน ทางเลือกไดวา เป็ นระบบการเกษตรรูปแบบใหม่ที่มี หลายรูปแบบ เน้นความหลากหลายและเกื้อกูลกันในแปลงเกษตร ใช้พันธ์ท้องถิ่นที่เกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์เองได้ ใช้ปัจจัยการผลิตภายในฟาร์มหรือท้องถิ่นแทนการใช้สารเคมี ใช้แรงงานคน แรงงาน สัตว์เพื่อลดต้นทุนการผลิต และรักษาสภาพแวดล้อม ความเป็นมาของเกษตรอินทรีย์ ประวัติศาสตร์ของเกษตรอินทรีย์เริ่มต้น ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1920-1940 (ประมาณปี พ.ศ . 2463-2483) เมื่ออาจารย์รูดอล์ฟ สไตเนอร์ อาจารย์โรเบิร์ต โรเดล เซอร์อัลเบิรท์ โฮวาร์ด และคุณหญิงอีฟ บัลโฟร์ ได้จัดตีพิมพ์บทความและหนังสือเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาการเกษตรใหม่ ที่ปฏิวัติแนวทางเกษตรที่พึ่งพาปัจจัยการผลิตที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์ บทความและหนังสือเหล่านี้ได้จุดประกายความคิดให้กับผู้คนจำนวนมาก จนนำมาสู่การพัฒนาเป็นเกษตรอินทรีย์ดังที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน เนื้อหาในบทความและหนังสือส่วนใหญ่เป็นการแสดงทรรศนะความเห็นและอุดมการณ์ความเชื่อ ไม่ใช่เป็นเรื่องของการที่จะพยายามนิยามหรือกำหนดเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ ผู้คนที่ได้รับอิทธิพลจากความคิดเหล่านี้และพยายามปรับเปลี่ยนการเกษตรของตนเป็นเกษตรอินทรีย์ ก็เริ่มจากอุดมการณ์และความเชื่อ มากกว่าที่จะเห็นเกษตรอินทรีย์เป็นเรื่องของการรับรองมาตรฐานและการค้าทางเลือก คำประกาศและคำปฏิญาณตนของเกษตรกร คัดค้านแนวเกษตรเคมีก็เป็นเพียงหลักฐานเพียงพอ ในการที่จะยืนยันตัวเองว่าเป็นเกษตรอินทรีย์ โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบรับรองแต่อย่างใด หรือถ้ามีการตรวจก็เป็นเพียงการเยี่ยมเยือนกันอย่างไม่เป็นทางการของเกษตรกรสมาชิกด้วยกันเองหรืออาจมีการจัดทำจรรยาบรรณ ( Code of C onduct ) แบบง่าย ๆ เพื่อเป็นแนวทางให้กับ สมาชิกในการทำเกษตรอินทรีย์ ทั้งนี้เพราะกลุ่มเกษตรอินทรีย์ในยุคดังกล่าว เป็นเพียงกลุ่มเกษตรเล็ก ๆ และมีความเชื่อมโยงการตลาดกับผู้บริโภคโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้อง ขายผลผลิตผ่านช่องทางการ ตลาดอื่น (พันธ์จิตต์ สีเหนี่ยง . 2555 : 24) ความเป็นมาของเกษตรอินทรีย์ในต่างประเทศ เกษตรอินทรีย์ในต่างประเทศ (วิริยะ คล้ายแดง. 2549 : 3 - 4 ) ดังนี้ สหรัฐอเมริกา เกษตรอินทรีย์เข้ามามีบทบาทตั้งแต่ปี 2488 จากผลงานวิจัยของสถาบันโรเดล ที่กล่าวถึงการเปลี่ยนจากเกษตรทั่วไปเป็นการเกษต รฟื้นฟู ( เกษตรอินทรีย์ ) โดยมีการปลูกพืชและ เลี้ยงสัตว์ควบคู่กันไปการใช้เครื่องมือทุ่นแรง ใช้พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ที่มีคุณภาพ รวมทั้งการจัดการเรื่องน้ำ ดินอย่างมีระบบและมีการวิเคราะห์ดินและน้ำอย่างจริงจัง ผลผลิตจากเกษตรฟื้นฟูหรือเกษตรอินทรีย์เริ่มออกจำหน่ายในตลาดของสหรัฐอเมริกาโดยผ่านกลุ่ม L iving Farm ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจ ที่ดำเนินการรวบรวมผลิตผลจากเกษตรอินทรีย์ กระจายสู่ตลาดทั่วประเทศผลิตภัณฑ์จาก L iving Farm เป็นอาหารที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัยจากสารพิษปนเปื้อน ญี่ปุ่น เกษตรอินทรีย์เริ่มมีบทบาทเมื่อปี 2513 โดยนักวิทยาศาสตร์และวงการแพทย์ได้ตระหนักถึง ภัยร้ายจากสารเคมีที่ตกค้างปน เปื้อนในอาหาร จึงได้มีการจัดตั้ง สหกรณ์ Nippon Yukinogyo Kenkyukai เพื่อเป็นศูนย์กลางให้ผู้ ผลิตและผู้บริโภค อาหารปลอดภัยจากสารเคมีได้ปรึกษาหารือแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันในขณะนั้นใช้คำว่าเกษตรธรรมชาติ ( N atural A griculture ) บุคคลที่มีชื่อเสียงที่มีแนวคิดทางด้านเกษตรธรรมชาตินี่คือ นายยา ซาโนบุ ฟุกุ โอกะ นักธรรมชาติวิทยาที่ให้ความ สำคัญกับระบบนิเวศมาก จึงได้ทำการเกษตรอิงธรรมชาติโดยใช้หลักการ 4 ไม่ คือ ไม่ไถพรวน ไม่ใส่ปุ๋ย ไม่ป้องกันและกำจัดศัตรูพืช และไม่กำจัดวัชพืช คือ หยุดแทรกแซงธรร มชาติโดยสิ้นสิ้นเชิง และกระทำตน เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แม้ จะใช้คำว่าเกษตรธรรมช าติแต่ก็ถือว่าเป็นแนวทางเดียว กับเกษตรอินทรีย์ ยุโรป เกษตรอินทรีย์เกิดขึ้นครั้งแรก ตั้งแต่ปี 2479 โดยเริ่มต้นนับจากการเสนอผลงานวิจัยของ (แอลวิน เซเฟสท์) ที่เสนอต่อกระทรวงเกษตรของประเทศเยอรมนี เกี่ยวกับการทำการเกษตรแบบไม่ไถพรวนและปฏิเสธการทำการเกษตรแบบเชิงเดี่ยว ( Monoculture ) ซึ่งถือว่า เป็นข้อบันทึกที่เกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์ ต่อมากลุ่มประเทศในยุโรปได้ค้นคว้าในเรื่องของเกษตรกรรมที่ปลอดสารพิษตกค้างหรือการปนเปื้อนของสารเคมี จึงมีการรวมกลุ่มการจัดทำมาตรฐานการผลิตทางเกษตรที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร เพื่อใช้เปรียบเทียบภายใต้การดำเนินงานของสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์สากล ( International Federation Organic Agriculture Movement : IFOAM ) ความเป็นมาของเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทย การทำเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยมีมาตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ แต่ไม่เป็นที่แพร่หลาย ต่อมาปีพ.ศ . 2532 ได้มี เกษตรกรและองค์กรพัฒนาเอกชนได้พัฒนาเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เพื่อส่งเสริมให ้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน การทำเกษตรเชิงเดี่ยวหรือเ กษตรเคมี ทำให้เกษตรกร พึ่งปัจจัย จากภายนอกได้แก่ ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืชและสัตว์ ผลที่ตามมาคือเกษตรกรมีหนี้สินและสุขภาพเสื่อมโทรมเกิดปัญหาสารเคมีตกค้างในสิ่งแวดล้อมและสินค้าการเกษตรส่งผลต่อผู้บริโภคจึงทำให้เกิดเครือข่ายการทําเกษตรผสมผสาน เกษตรกรรมยั่งยืน เกษตรธรรมชาติ เกษตรทฤษฎีใหม่และเกษตรอินทรีย์ ขึ้น (มนตรี ล้วนศิริ. 2554 : 8) ปี 2535 ประเทศไทยเริ่มให้ความสำคัญกับเกษตรอินทรีย์ และ ตลาดอินทรีย์ ดำเนินการโดยเกษตรกรและการผลักดันขององค์กรพัฒนาเอกชน แต่ยังไม่เป็นเกษตรอินทรีย์เต็มที่ ทางด้าน หน่วยงานภาครัฐ ที่ให้การสนับสนุนคือกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมส่งเสริมสหกรณ์ สินค้าที่ภาครัฐส่งเสริมให้ผลิต คือ สินค้าข้าว เป็นความร่วมมือระหว่างกรมวิชาการเกษตรกับบริษัทในเครือนครหลวงค้าข้าวและบริษัทเครือสยามวิวัฒน์ ภายใต้การควบคุมดูแลของกรมวิชาการเกษตร โดยได้รับการรับรองจากองค์กรตรวจสอบคุณภาพจากประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์สากล ( IFOAM ) ผลผลิตข้าวเป็นที่ยอมรับของประเทศยุโรป (วิริยะ คล้ายแดง. 2549 : 5 ) เกษตรอินทรีย์ ถือเป็นกลยุทธร์หนึ่งทางการค้าและการลงทุนในกระแสโลกยุคใหม่ เป็นนโยบายสำคัญในการพัฒนาชนบท เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน แก้ปัญหาความยากจนและเป็นการเกษตรก รแบบพึ่ งตน (มนตรี ล้วนศิริ. 2554 : 8 ) ความหมายของเกษตรอินทรีย์ การใช้ทรัพยากรดินโดยไม่คำนึงถึงผลเสียของปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ก่อให้เกิดความไม่สมดุลในราชธาตุและกายภาพของดินทำให้สิ่งมีชีวิตที่เป็นประโยชน์ ในดินสูญหายและไร้สมรรถภาพ กระบวนการนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างต่อเนื่อง พื้นดินที่ถูกผลาญไป ได้สูญเสียความสามารถในการดูดซับแร่ธาตุทำให้ผลิตผลมีแร่ธาตุวิตามินและพลังชีวิตต่ำ เป็นผลทำให้เกิด การขาดแคลนธาตุอาหารรองของพืชพืชจะอ่อนแอขาดภูมิต้านทานโรคทำให้การคุกคามของแมลงเชื้อโรคเกิดขึ้นได้ง่ายจึงนำไปสู่การใช้สารเคมีสังเคราะห์กำจัดวัชพืช ก่อให้เกิดวิกฤตในห่วงโซ่อาหารและระบบเกษตร เกิดปัญหาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมตามมา (วิริยะ คล้ายแดง. 2549 : 6) สุพจน์ ชัยวิมลและคณะ ( 2552 : 3 ) เกษตรอินทรีย์คือ ระบบการผลิตที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อม รักษาสมดุลของธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพโดยมีระบบการจัดการนิเวศวิทยาที่คล้ายคลึงกับธรรมชาติและหลีกเลี่ยงการใช้สารสังเคราะห์ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชและฮอร์โมนต่าง ๆ ตลอดจนไม่ใช้พืชหรือสัตว์ที่เกิดจากการตัดต่อพันธุกรรมที่อาจเกิดมลพิษ ในสภาพแวดล้อมเน้นการใช้อินทรียวัตถุเช่นปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักปุ๋ยพืชสดและปุ๋ยชีวภาพในการปรับปรุงดิน นำเอาภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ประโยชน์ ผลผลิตที่ได้ปลอดภัยจากสารพิษตกค้างทำให้ปลอดภัยทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภคและไม่ทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรม สุทธิพงศ์ ปานเพ็ชร์ (2559 : 7 ) เกษตรอินทรีย์ คือ การเกษตรที่มีชีวิต มีความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นความสามารถของสิ่งมีชีวิตที่เกื้อกูลต่อกัน โดยมีหลักการพึ่งพาตนเอง สร้างสรรค์ระบบนิเวศทางด้านการเกษตรให้เกิดความสมดุล มีการผสมผสานกันของระบบการเกษตรทุกระบบที่พัฒนาและส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ โดยไม่พึ่งพาสารเคมี ฮอร์โมน สารสังเคราะห์ ปุ๋ยเคมี และไม่นำพันธุ์ที่ถูกตัดต่อทางพันธุกรรม เพื่อประโยชน์โดยรวมของผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศเพื่อนำมาสู่ความยั่งยืน สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ ( International Federation of Organic Agriculture Movement - IFOAM ) ซึ่งเป็นเครือข่ายขององค์กรด้านเกษตรอินทรีย์ระหว่างประเทศ ที่มีสมาชิกกว้างขวางที่สุดในโลก สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติได้สรุปความหมายเกษตรอินทรีย์ไว้ว่า คือ “ Organic agriculture is a production system that sustains the health of soils, ecosystems and people . It relies on ecological processes, biodiversity and cycles adapted to local conditions, rather than the use of inputs with adverse effects . Organic agriculture combines tradition, innovation and science to benefit the shared environment and promote fair relationships and a good quality of life for all involved .” “ระบบการผลิตที่ให้ความสำคัญกับ ความยั่งยืนของสุขภาพดิน ระบบนิเวศ และผู้คน เกษตรอินทรีย์พึ่งพาอาศัยกระบวนการทางนิเวศวิทยา ความหลากหลายทางชีวภาพ และวงจรธรรมชาติ ที่มีลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ แทนที่จะใช้ปัจจัยการผลิตที่มีผลกระทบทางลบ เกษตรอินทรีย์ผสมผสานองค์ความรู้พื้นบ้าน นวัตกรรม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และส่งเสริมความสัมพันธ์ที่เป็น ธ รรม และคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกผู้คนและสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง” มติที่ประชุมใหญ่ IFOAM มิถุนายน 2551 อิตาลี ( สหกรณ์ กรีนเนท . 2560 : ออนไลน์ ) อานัฐ ตันโช (2556 : 16) เกษตรอินทรีย์เป็นระบบการผลิตทางการเกษตรทางเลือกที่หลีกเลี่ยงการใช้สารสังเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและฮอร์โมนต่างๆ ที่กระตุ้นการเจริญเติบโตต่อพืชและสัตว์ ตลอดจนไม่ใช้พืชหรือสัตว์ที่เกิดจากการตัดต่อทางพันธุกรรมที่อาจเกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม เน้นการใช้อินทรียวัตถุ ในการปรับปรุงดิน ควบคุมโรคพืชโดยชีวภาพ เน้นการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (2555 : 9) เกษตรอินทรีย์ หมายถึง เกษตรธรรมชาติและเกษตรนิเวศ มีหลักการและความมุ่งหมายคือ พัฒนาระบบการผลิตไปสู่แนวทางการเกษตรผสมผสานที่มีความหลากหลายของพันธุ์พืชและสัตว์ เป็นระบบการผลิตที่พึ่งตนเองในเรื่องอินทรียวัตถุและธาตุอาหารภายในฟาร์ม การรักษาความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ โดยใช้ทรัพยากรหมุนเวียนให้เกิดประโยชน์สูงสุด การรักษาความสมดุลของระบบนิเวศภายในฟาร์มและความยั่งยืนของสุขภาพดิน ระบบนิเวศและผู้คน บุญดิษฐ์ วรินทร์รักษ์ (2550 : 1-2) เกษตรอินทรีย์ หมายถึง ระบบการจัดการผลิตด้านการเกษตรแบบองค์รวม ที่เกื้อหนุนต่อระบบนิเวศ รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ เน้นการใช้วัสดุทางธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้วัตถุดิบจากสารสังเคราะห์ ไม่ใช้พืชสัตว์หรือจุลินทรีย์ ที่ได้มาจากเทคนิคการดัดแปลงพันธุกรรมหรือพันธุ ์ วิฑูรย์ ปัญญากุล (2547 : 1) เกษตรอินทรีย์คือระบบการเกษตรที่ผลิตอาหารและเส้นใย ด้วยความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ โดยเน้นหลักการปรับปรุงดิน การเคารพต่อศักยภาพธรรมชาติของพืช สัตว์และนิเวศการเกษตร เกษตรอินทรีย์ลดปัจจัยการผลิตจากภายนอก หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีสังเคราะห์ เช่น ปุ๋ย สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ พยายามประยุกต์ใช้ ธรรมชาติในการเพิ่มผลผลิตและพัฒนาความต้านทานต่อโรคของพืชและสัตว์เลี้ยง เป็นหลักการสากลที่สอดคล้องกับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ-สังคม ภูมิอากาศและวัฒนธรรมท้องถิ่น แนวคิดเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ แนวคิดของเกษตรอินทรีย์ คือ การบริหารจัดการ การผลิตทางการเกษตรแบบองค์รวม ซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจน จากการเกษตรแผนใหม่ ที่มุ่งเน้นการเพิ่มผลผลิตชนิดใดชนิดหนึ่งสูงสุด โดยการพัฒนาเทคนิคต่างๆ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อทรัพยากรทางสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศการเกษตรไปพร้อมกัน โดยเฉพาะการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน การรักษาแหล่งน้ำให้สะอาดเกษตรอินทรีย์ อาศัยกลไกและกระบวนการของระบบนิเวศในการทำการผลิต เกษตรอินทรีย์จะประสบความสำเร็จได้เกษตรกรจำเป็นต้องเรียนรู้และใช้ความอดทน เพราะเกษตรอินทรีย์จะไม่ให้ผลผลิตไว ดังเช่น เกษตรเคมีสังเคราะห์ ( กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม . 2555 : 22 ) หลักการเกษตรอินทรีย์ หลักการเกษตรอินทรีย์ที่ยอมรับกันทั่วไปคือ หลักการที่กำหนดโดย สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ ( IFOAM Organics International ) โดยสหพันธ์ ฯ ได้ระดมความคิดเห็นนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านเกษตรอินทรีย์โดยตรงจากทั่วโลก ร่างหลักการเกษตรอินทรีย์นี้ ได้รับการนำเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ของสหพันธ์ฯ เมื่อปลายปี พ.ศ. 2548 และที่ประชุมใหญ่ได้ลงมติรับรองหลักการเกษตรอินทรีย์ดังกล่าว โดยหลักการเกษตรอินทรีย์ของสหพันธ์ฯ ประกอบด้วยหลักการ 4 ข้อสำคัญ คือ สุขภาพ , นิเวศวิทยา , ความเป็นธรรม , และการดูแลเอาใจใส่ ( H eal th, Ecology, Fairness and C are ) 1 . มิติด้านสุขภาพ เกษตรอินทรีย์ควรจะต้องส่งเสริมและสร้างความยั่งยืนให้กับสุขภาพอย่างเป็นองค์รวมของดิน พืช สัตว์ มนุษย์ และโลกสุขภาวะของสิ่งมีชีวิตแต่ละปัจเจกและของ ชุมชน เป็นหนึ่งเดียวกันกับสุขภาวะของระบบนิเวศ การที่ผืนดินมีความอุดมสมบูรณ์จะทำให้พืชพรรณต่างๆ แข็งแรง มีสุขภาวะที่ดี ส่งผลต่อสัตว์เลี้ยงและมนุษย์ที่อาศัยพืชพรรณเหล่านั้นเป็นอาหารสุขภาวะเป็นองค์รวมและเป็นปัจจัยที่สำคัญของสิ่งมีชีวิต การมีสุขภาวะที่ดีไม่ใช่การปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่รวมถึงภาวะแห่งความเป็นอยู่ที่ดีของกายภาพ จิตใจ สังคม และสภาพแวดล้อมโดยรวม ความแข็งแรง ภูมิต้านทาน และความสามารถในการฟื้นตัวเองจากความเสื่อมถอยเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสุข ภาวะที่ดีบทบาทของเกษตรอินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็นการผลิตในไร่นา การแปรรูป การกระจายผลผลิต หรือการบริโภค ต่างก็มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีของระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิต ทั้งปวง ตั้งแต่สิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเล็กสุดในดินจนถึงตัวมนุษย์เราเอง เกษตรอินทรีย์จึงมุ่งที่จะผลิตอาหารที่มีคุณภาพสูง และมีคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อสนับสนุนให้มนุษย์ได้มีสุขภาวะที่ดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ เกษตรอินทรีย์จึงเลือกที่จะปฏิเสธการใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เวชภัณฑ์สัตว์ และสารปรุงแต่งอาหาร ที่อาจมีอันตรายต่อสุขภาพ 2 . มิติด้านนิเวศวิทยา เกษตรอินทรีย์ควรจะต้องตั้งอยู่บนรากฐานของระบบนิเวศวิทยาและวัฐจักรแห่งธรรมชาติ การผลิตการเกษตรจะต้องสอดคล้องกับวิถีแห่งธรรมชาติ และช่วยทำให้ระบบและวัฐจักรธรรมชาติเพิ่มพูนและยั่งยืนมากขึ้นหลักการเกษตรอินทรีย์ในเรื่องนี้ตั้ง อยู่บนกระบวนทัศน์ที่มอง เกษตรอินทรีย์ในฐานะองค์ประกอบหนึ่งของระบบนิเวศที่ มีชีวิต ดังนั้น การผลิตการเกษตรจึงต้องพึ่งพาอาศัยกระบวนการทางนิเวศวิทยาและวงจรของ ธรรมชาติ โดยการเรียนรู้และสร้างระบบนิเวศสำหรับให้เหมาะสมกับการผลิตแต่ละชนิด ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีของการปลูกพืช เกษตรกรจะต้องปรับปรุงดินให้มีชีวิต หรือในการเลี้ยงสัตว์ เกษตรกรจะต้องใส่ใจกับระบบนิเวศโดยรวมของฟาร์ม หรือในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เกษตรกรต้องใส่ใจกับระบบนิเวศของบ่อเลี้ยงการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ หรือแม้แต่การเก็บเกี่ยวผลผลิตจากป่า จะต้องสอดคล้องกับวัฐจักรและสมดุลทางธรรมชาติ แม้ว่าวัฐจักรธรรมชาติจะเป็นสากล แต่อาจจะมีลักษณะเฉพาะท้องถิ่นนิเวศได้ ดังนั ้ น การจัดการเกษตรอินทรีย์จึงจำเป็นต้องสอดคล้องกับเงื่อนไขท้องถิ่น ภูมินิเวศ วัฒนธรรม และเหมาะสมกับขนาดของฟาร์ม เกษตรกรควรใช้ปัจจัยการผลิตและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการใช้ซ้ำ การหมุนเวียน เพื่อที่จะอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมให้มีความยั่งยืน ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ควรสร้างสมดุลของ นิเวศการเกษตร โดยการออกแบบระบบการทำฟาร์มที่เหมาะสม การฟื้นฟูระบบนิเวศท้องถิ่น และการสร้างความหลากหลายทั้งทางพันธุกรรมและกิจกรรมทางการเกษตร ผู้คนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การแปรรูป การค้า และการบริโภคผลผลิตเกษตรอินทรีย์ควรช่วยกันในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทั้งในแง่ของภูมินิเวศ สภาพบรรยากาศ นิเวศท้องถิ่น ความหลากหลายทางชีวภาพ อากาศ และน้ำ 3 . มิติด้านความเป็นธรรม เกษตรอินทรีย์ควรจะตั้งอยู่บนความสัมพันธ์ที่มีความเป็นธรรมระหว่างสิ่งแวดล้อมโดยรวมและสิ่งมีชีวิตความเป็นธรรมนี้รวมถึงความเท่าเทียม การเคารพ ความยุติธรรม และการมีส่วนในการปกปักพิทักษ์โลกที่เราอาศัยอยู่ ทั้งในระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง และระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตอื่นๆในหลักการด้านนี้ ความสัมพันธ์ของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตและการจัดการผลผลิตเกษตร อินทรีย์ในทุกระดับควรมีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นธรรม ทั้งเกษตรกร คนงาน ผู้แปรรูป ผู้จัดจำหน่าย ผู้ค้า และผู้บริโภค ทุกผู้คนควรได้รับโอกาสในการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีส่วนช่วยในการรักษาอธิปไตยทางอาหาร และช่วยแก้ไขปัญหาความยากจน เกษตรอินทรีย์ควรมีเป้าหมายในการผลิตอาหารและผลผลิตการเกษตรอื่นๆ ที่เพียงพอ และมีคุณภาพที่ดีในหลักการข้อนี้หมายรวมถึงการปฏิบัติต่อ สัตว์เลี้ยงอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดสภาพการเลี้ยงให้สอดคล้องกับลักษณะและความต้องการ ทางธรรมชาติของสัตว์ รวมทั้งดูแลเอาใจใส่ความเป็นอยู่ของสัตว์อย่างเหมาะสมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่นำมา ใช้ในการผลิตและการบริโภคควรจะต้องดำเนินการอย่างเป็นธรรม ทั้งทางสังคมและทางนิเวศวิทยา รวมทั้งต้องมีการอนุรักษ์ปกป้องให้กับอนุชนรุ่นหลัง ความเป็นธรรมนี้จะรวมถึงว่า ระบบการผลิต การจำหน่าย และการค้าผลผลิตเกษตรอินทรีย์จะต้องโปร่งใส มีความเป็นธรรม และมีการนำต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อมมาพิจารณาเป็นต้นทุนการผลิตด้วย 4 . มิติด้านการดูแลเอาใจใส่ การบริหารจัดการเกษตรอินทรีย์ควรจะต้องดำเนินการอย่างระมัดระวังและ รับผิดชอบ เพื่อปกป้องสุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้คนทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมทั้งพิทักษ์ปกป้องสภาพแวดล้อมโดยรวมด้วยเกษตรอินทรีย์เป็นระบบที่มีพลวัตรและมี ชีวิตในตัวเอง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์ควรดำเนินกิจการต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มผลผลิตในการผลิต แต่ในขณะเดียวกันจะต้องระมัดระวังอย่าให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพและ สิ่งแวดล้อม ดังนี้ เทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ จะต้องมีการ ประเมินผลกระทบอย่างจริงจัง และแม้แต่เทคโนโลยีที่มีการใช้อยู่แล้ว ก็ควรจะต้องมีการทบทวนและประเมินผลกันอยู่เนือง ๆ ทั้งนี้เพราะมนุษย์เรายังไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจอย่างดีพอเกี่ยวกับระบบ นิเวศการเกษตร ที่มีความสลับซับซ้อน ดังนั้น เราจึงต้องดำเนินการต่าง ๆ ด้วยความระมัดระวังเอาใจใส่ในหลักการนี้ การดำเนินการอย่างระมัดระวังและรับผิดชอบเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการ การพัฒนา และการคัดเลือกเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ในเกษตรอินทรีย์ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างหลักประกันความมั่นใจว่า เกษตรอินทรีย์นั้นปลอดภัยและเหมาะกับสิ่งแวดล้อม แต่อย่างไรก็ตาม ความรู้ทางวิทยาศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ประสบการณ์จากการปฏิบัติ และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สะสมถ่ายทอดกันมาก็อาจมีบทบาทในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้เช่นกัน เกษตรกรและผู้ประกอบการควรมีการประเมินความเสี่ยง และเตรียมการป้องกันจากนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ และควรปฏิเสธเทคโนโลยีที่มีความแปรปรวนมาก เช่น เทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม การตัดสินใจเลือกเทคโนโลยีต่างๆ จะต้องพิจารณาถึงความจำเป็นและระบบคุณค่าของผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะผู้ที่อาจได้รับผลกระทบ และจะต้องมีการปรึกษาหารืออย่างโปร่งใสและมีส่วนร่วม (สหกรณ์กรีนเนท จำกัด. 2560 : พันธ์จิต สีเหนี่ยง. 2555 : 16 ) แนวทางเกษตรอินทรีย์ แนวคิดพื้นฐานของเกษตรอินทรีย์คือ การทำการเกษตรแบบองค์รวม ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากระบบเกษตรแผนใหม่ที่มุ่งเน้นการใช้ปัจจัยการผลิตต่าง ๆ เพื่อเพิ่มผลผลิตเฉพาะพืชที่ปลูก ซึ่งเป็นแนวคิดแบบแยกส่วน เพราะให้ความสนใจเฉพาะแต่ผลผลิตของพืชหลักที่ปลูก โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อทรัพยากรการเกษตรหรือนิ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive