8 ภูเพียรธรรม_บทที่ 2 ภูมิปัญญาการเคี้ยว p620122.docx

โฟลเดอร์ภูมิปัญญาการเคี้ยวฯ word file
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์1.62 MB
วันที่แก้ไข25 พฤษภาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 2 แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

งานวิจัยเรื่อง ภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มุ่งศึกษาและทำความเข้าใจกับองค์ความรู้ทฤษฎีที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงและเห็นผลได้เป็นจริงอย่างชัดเจน รวมถึงการศึกษาทดลองการปฏิบัติจริงการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะในชุมชนศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ 1 อำเภอ ดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร โดย ขอบเขตการศึกษาในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษา แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังประเด็นนำเสนอตามหัวข้อ ต่อไปนี้ แนวคิดภูมิปัญญาและปรากฏการณ์ แนวคิดและทฤษฎีการเคี้ยวกวฬิงการาหารตามหลักพุทธธรรมะ แนวคิดและทฤษฎีการเคี้ยวกวฬิงการาหารตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แนวคิดและทฤษฎีการเคี้ยวกวฬิงการาหารตามหลักบุญนิยม แนวคิดและทฤษฎีการเคี้ยวกวฬิงการาหารตามหลักการแพทย์วิถีธรรม แนวคิดและทฤษฎีการบริโภคอาหารตามหลักวิทยาศาสตร์และทฤษฎีแผนต่าง ๆ แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับสสาร พลังงาน จิตวิญญาณ และระบบธรรมะ 2 แบบขั้วตรงกันข้าม แนวคิดและทฤษฎีภาวะผู้นำ แนวคิดความสัมพันธ์กันเป็นองค์รวม แนวคิดและทฤษฎีกระบวนทัศน์ในการปรับเปลี่ยนและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กรอบแนวคิดการวิจัย

แนวคิดภูมิปัญญาและปรากฏการณ์ ภูมิปัญญา หมายถึง องค์ความรู้ ความสามารถและทักษะซึ่งเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้ เลือกสรร ปรุงแต่ง พัฒนา ถ่ายทอดสืบต่อกันมาเพื่อใช้แก้ปัญหาและพัฒนาวิถีชีวิตให้สมดุลกับสภาพแวดล้อมและเหมาะสมกับยุคสมัย ภูมิปัญญาของไทยมีความเด่นชัดในหลายด้านทั้งด้านเกษตรกรรม ศิลปกรรม วรรณกรรมและภาษา (กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม. 2

อ่านต่อ

559 : 12). กรมส่งเสริมการเกษตร ได้กล่าวถึงภูมิปัญญาไว้ว่า “ภูมิปัญญาทำให้ชาติและชุมชนผ่านพ้นวิกฤติและดำรงความเป็นชาติ หรือชุมชนได้ ภูมิปัญญาเป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่าและความดีงามที่จรรโลงชีวิตและวิถีชุมชนให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติและสภาวะแวดล้อมได้อย่างกลมกลืนและสมดุล ภูมิปัญญาเป็นพื้นฐานการประกอบอาชีพ และเป็นรากฐานการพัฒนาที่เริ่มจากการพัฒนาเพื่อการพึ่งพาตนเอง การพัฒนาเพื่อการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และการพัฒนาที่เกิดจากการผสมผสานองค์ความรู้สากลบนฐานภูมิปัญญาเดิม เพื่อเกิดเป็นภูมิปัญญาใหม่ที่เหมาะสมกับยุคสมัย ดังนั้น ภูมิปัญญาจึงมีคุณค่าไม่เพียงแต่ต่อท้องถิ่น และผู้คนเท่านั้น แต่ยังเอื้อประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อการวางแผนพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและมั่นคง” สมดุลระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ 3) มีลักษณะเป็นพลวัต (Dynamics) คือ เปลี่ยนแปลงได้ตามยุคสมัยและมีพัฒนาการอยู่ตลอดเวลา 4) มีวัฒนธรรมเป็นพื้นฐาน 5) มีลักษณะเฉพาะหรือเอกลักษณ์ในตัวเองภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) หมายถึง องค์ความรู้ ความเชื่อ ความสามารถ ความจัดเจนของคนในท้องถิ่นที่ได้จากการสั่งสมประสบการณ์และการเรียนรู้มาเป็นระยะเวลายาวนานหรือช่วงระยะเวลาหนึ่ง มีการคิดค้นและพัฒนาอย่างต่อเนื่องแล้วถ่ายทอดสืบต่อกันมาสาหรับใช้เป็น แนวทางในการแก้ปัญหา ปรับตัว และดำรงชีวิตให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ สังคม และวัฒนธรรมอย่างเหมาะสม กับยุคสมัย ภูมิปัญญาอาจแสดงออกมาทั้งในรูปที่เป็นนามธรรม เช่น โลกทัศน์ มโนทัศน์ ความคิด วิธีคิด การตระหนักรู้ ความเชื่อ หรือปรัชญาในการดำเนินชีวิต และในเชิงรูปธรรม เช่น เทคโนโลยีการทำมาหากิน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แพทย์พื้นบ้านและการดูแลสุขภาพ การเกษตร ศิลปะ หัตถกรรม สถาปัตยกรรม หรือเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ โดยลักษณะสำคัญของภูมิปัญญาท้องถิ่น คือ 1) เป็นความรู้แบบองค์รวมที่เกิดจากการเชื่อมโยงความรู้หรือกิจกรรมทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต 2) เป็นวิถีความสัมพันธ์ที่ (กรมส่งเสริมการเกษตร. ม.ป.ป. : 3 - 4) ภูมิปัญญา คือองค์ความรู้ที่ได้ถูกสั่งสมประสบการณ์ สืบทอดและพิสูจน์โดยบรรพบุรุษรุ่นแล้วรุ่นเล่า ที่ได้ผ่านกระบวนการคิดค้นด้วยภาษาถิ่นที่ใช้กระบวนทางศาสนาในการสรุปผล ซึ่งต้นกำเนิดภูมิปัญญาต่าง ๆ ที่ใช้ในแพร่หลายในสังคมโลกทุกวันนี้ มาจากภูมิปัญญาที่ผ่านกระบวนการใช้ศาสนาตะวันออกที่สำคัญ คือ พุทธศาสนา ฮินดู พราหมณ์ เซนและเต๋า ความเฉพาะและพิเศษของ ภูมิปัญญาตะวันออก คือการสืบทอดซึ่งเป็นได้ทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติที่สามารถเป็นมรดกของประจำชาติพันธุ์และประจำศาสนา (อัจฉรา ภาณุรัตน์. 2554 : 11) สรุปได้ว่า ภูมิปัญญา เป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่าและความดีงาม ความศรัทธา ความสามารถและทักษะซึ่งเกิดจากการสั่งสมประสบการณ์จริง (Phenomenon) อันต่อเนื่องและยาวนานที่เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ได้ผ่านการซึมซับ (Osmosis) และพิสูจน์ เลือกสรร ปรุงแต่ง คิดค้นและพัฒนาจากรากฐานของการพึ่งตนและแบ่งปันที่ผ่านการใช้กระบวนการทางพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง และถ่ายทอดสืบต่อกันมาด้วยภาษาของชุมชนท้องถิ่น ทั้งทางภาคทฤษฎีและปฏิบัติที่สามารถเป็นวัฒนธรรมและมรดกของประจำกลุ่มชาติพันธุ์และประจำศาสนา เพื่อใช้แก้ปัญหา พัฒนาและดำเนินวิถีชีวิตให้สมดุลกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ สังคม และวัฒนธรรมที่เหมาะสมกับยุคสมัย ในการประกอบอาชีพทั้งทางด้านสุขภาพ กสิกรรม การศึกษา ศิลปกรรม หัตถกรรม สถาปัตยกรรม หรือเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ อันเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อชุมชน สังคม และการวางแผนพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนและมั่นคง

แนวคิดและทฤษฎีการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะตามหลักพุทธธรรม แนวคิดการปฏิบัติในอาหาร พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงบัญญัติหลักธรรมะในการปฏิบัติสู่ความพ้นทุกข์ในหมวดที่เกี่ยวกับเรื่อง “อาหาร” ไว้ในพระไตรปิฎก ดังนี้ “กวฬิงการาหาร” เป็นคำภาษาบาลีจากคัมภีร์พระไตรปิฎก คือ หนึ่งในอาหาร 4 อย่าง อันป็นภูมิปัญญาพระพุทธศาสนา ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสเกี่ยวกับ “อาหาร” ไว้ในหลักพุทธธรรมว่า “อาหาร 4 เป็นไฉน คือ กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร เหล่านี้เรียกว่า อาหาร 4” ตามพระไตรปิฎกเล่มที่ 35 ข้อ 1081 (กรมการศาสนา. 2541 : 496) “กวฬิงการาหาร” หมายถึง “อาหารคือคำข้าวหยาบหรือละเอียด” (พระไตรปิฎกเล่มที่ 11 ข้อ 244) “อาหารที่เป็นเครื่องดำรงชีวิตของผู้ที่เกิดมาบนโลกนี้แล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ ผู้แสวงหาที่เกิด” (พระไตรปิฎกเล่มที่ 16 ข้อ 245) “อันเป็นที่เกิดและที่ดับแห่งชีวิตจึงประกอบด้วย อาหาร 4 อย่าง และอาหารคือเครื่องค้ำจุนชีวิต (พระไตรปิฎกเล่มที่ 16 ข้อ 240) ดังนี้ 1. กวฬิงการาหาร หมายถึง อาหารคือคำข้าวหยาบหรือละเอียด คำข้าวเป็นเครื่องค้ำจุนชีวิตพึงกำหนดรู้ความยินดีในกามคุณ 5 (รูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส) 2. ผัสสาหาร หมายถึง อาหารคือผัสสะ ผัสสะเป็นเครื่องค้ำจุนชีวิต พึงกำหนดรู้ในเวทนา 3 (สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา) 3. มโนสัญเจตนาหาร หมายถึง อาหารคือมโนสัญเจตนา จิตเจตนาเป็นเครื่องค้ำจุนชีวิต พึงกำหนดรู้ในตัณหา 3 (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา) 4. วิญญาณาหาร หมายถึง อาหารคือวิญญาณ ความรู้แจ้งอารมณ์เป็นเครื่องค้ำจุนชีวิต พึงกำหนดรู้ในนามรูป” สมเด็จพระญาณสังวร สังฆมหาปรินายก ได้แสดงพระธรรมเทศนา ดังที่ ท่านพระสารีบุตร ได้กล่าวถึงอาหารไว้ว่า “อริยสาวกผู้มีอายุใดรู้ชัดซึ่งอาหาร เหตุเกิดแห่งอาหาร ความดับอาหาร และทางที่จะให้ถึงความดับอาหาร แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ...มาสู่พระสัทธรรมนี้ ก็อาหาร เหตุเกิดแห่งอาหาร ความดับอาหาร ทางที่จะให้ถึงความดับอาหาร เป็นไฉน ? ได้แก่อาหาร 4 อย่างเหล่านี้ เพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด อาหาร 4 อย่างเป็นไฉน? คือ 1. อาหาร คือ คำข้าว หยาบหรือละเอียด 2. อาหาร คือ ผัสสะ 3. อาหาร คือ ความคิดอ่าน (จงใจ) 4. อาหาร คือ วิญญาณ (ความรู้แจ้งทางทวาร 6) เหตุเกิดแห่งอาหารย่อมมีเพราะตัณหาเป็นเหตุให้เกิด ความดับอาหารย่อมมีเพราะตัณหาดับ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ 8 นี้แหละ คือ ความเห็นชอบ ดำริชอบ เจรจาชอบ การงานชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจชอบ ชื่อว่าทางที่จะให้ถึงความดับอาหาร ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อใด อริยสาวกรู้ชัดซึ่งอาหาร เหตุเกิดแห่งอาหาร ความดับอาหาร ทางที่จะให้ถึงความดับอาหารอย่างนี้ ๆ เมื่อนั้น ท่านละราคานุสัย บรรเทาปฏิฆานุสัย ถอนทิฏฐานุสัย และมานานุสัย ว่าเรามีอยู่ โดยประการทั้งปวง ละอวิชชา ยังวิชชาให้เกิด ย่อมกระทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันนี้เทียว แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้ว ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้.” (พระไตรปิฎกเล่มที่ 16 ข้อ 246) ตามพจนานุกรมภาษามคธ - ไทย “กวฬิงการาหาร” ความหมายตามพจนานุกรม มคธ-ไทย มาจากคำว่า “กวล” บวก “อิงค” บวก “อาหาร” (กวล + อิงค + อาหาร) “กวล” “กวฬ” “กฬล” (ป.) ตามพจนานุกรม มคธ - ไทย คือ ของที่รวมเข้าหรือตะล่อมเข้า พอใส่ปากได้ครั้งหนึ่งๆ คำข้าว (ป.หลงสมบุญ. มปป : 180) “อิงค” ตามพจนานุกรม มคธ-ไทย คือ อาการ, ท่าทาง, การเคลื่อนไหว, ความอัศจรรย์. ความรู้ (ป.หลงสมบุญ. มปป : 108) “อาหาร” ตามพจนานุกรม มคธ - ไทย คือ วัตถุอันพึงกิน, วัตถุอันพึงกลืนกิน. เครื่องบริโภค เครื่องค้ำจุนชีวิต, ของกิน, อาหาร (ป.หลงสมบุญ. มปป : 106) “อาหาร 4” ตามที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต.) (2559 : 212 - 213) ได้รวบรวมและเรียบเรียงไว้ในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม มีดังนี้ “อาหาร 4 คือ สภาพที่นำมาซึ่งผลโดยความเป็นปัจจัยค้ำจุนรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย, เครื่องค้ำจุนชีวิต, สิ่งที่หล่อเลี้ยงร่างกายและจิตใจ ทำให้เกิดกำลังเจริญเติบโตและวิวัฒน์ได้ 1. กวฬิงการาหาร (อาหารคือคำข้าว ได้แก่ อาหารสามัญที่กลืนกินดูดซึมเข้าไปหล่อเลี้ยงร่างกาย : material food; physical nutriment) เมื่อกำหนดรู้กวฬิงการาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ราคะที่เกิดจากเบญจกามคุณได้ด้วย 2. ผัสสาหาร (อาหารคือผัสสะ ได้แก่ การบรรจบแห่งอายตนะภายใน อายตนะภายนอก และวิญญาณ เป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา พร้อมทั้งเจตสิกทั้งหลายที่จะเกิดตามมา : nutriment consisting of contact; contact as nutriment) เมื่อกำหนดรู้ผัสสาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้เวทนา 3 ได้ด้วย 3. มโนสัญเจตนาหาร (อาหารคือมโนสัญเจตนา ได้แก่ ความจงใจ เป็นปัจจัยแห่งการทำ พูดคิด ซึ่งเรียกว่า กรรม เป็นตัวชักนำมาซึ่งภพ คือ ให้เกิดปฏิสนธิในภพทั้งหลาย : Nutriment consisting of mental volition; mental choice as nutriment) เมื่อกำหนดรู้มโนสัญเจตนาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้ตัณหา 3 ได้ด้วย 4. วิญญาณาหาร (อาหารคือวิญญาณ ได้แก่ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป : Nutriment Consisting of Consciousness ; Consciousness as Nutriment) เมื่อกำหนดรู้วิญญาณาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้นามรูปได้ด้วย” สมเด็จพระญาณสังวร สังฆมหาปรินายกได้นำพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าในหมวดพระไตรปิฎกเล่มที่ 16 ข้อ 246 ดังกล่าวข้างต้นนี้มาแสดงอธิบายไว้ให้ฟังและอ่านได้เข้าใจในภาษามากขึ้นในเรื่องอาหาร สัมมาทิฎฐิ 2 ดังนี้ว่า “เพราะตัณหา คือ ความอยากได้อยากมีอยากเป็นเกินความต้องการ จึงเป็นเหตุให้เกิดภพเกิดชาติใหม่ เป็นเหตุให้ดิ้นรนไปแสวงหาอาหาร แห่งรูปธรรม นามธรรม แห่งกรรม และแห่งวิญญาณ อยู่ตลอดไป ซึ่งเมื่อมีอาหารเหล่านี้อยู่ก็เป็นอันว่าไม่มีที่จะจบภพจบชาติ แสดงว่าตัณหาเป็นตัวสมุทัย (เกิด) แห่งอาหาร และดับ (หมดไป) ตัณหาเสียได้ก็เป็นการดับอาหาร คือเป็นการดับภพดับชาติ และก็มรรคมีองค์ 8 นั้นแหละเป็นทางปฏิบัติ ดังพระสารีบุตรท่านได้แสดงอธิบาย ให้รู้จัก อาหาระสมุทัย เหตุเกิดแห่งอาหาร ชี้เอาตัณหาคือความดิ้นรนทะยานอยาก สัมมาทิฏฐิ ก็คือความรู้จักว่าตัณหาคือความดิ้นรนทะยานอยาก เป็นเหตุแห่งอาหารทั้ง 4 ดังกล่าว และแสดงต่อไปว่าความรู้จักอาหาระนิโรธ คือความดับอาหาร ก็คือความรู้จักว่าดับตัณหาเสียได้ก็เป็นความดับอาหาร และปัญญาที่รู้จักดั่งนี้ ก็เป็นสัมมาทิฏฐิคือความเห็นชอบ เหตุเกิดแห่งความดับ พระสารีบุตรจึงได้แสดงสัจจะคือความจริง และความที่มีปัญญารู้จักความจริงในเรื่องอาหาร ในเรื่องเหตุเกิดอาหาร ในเรื่องความดับอาหาร ในเรื่องทางปฏิบัติให้ถึงความดับอาหาร ดั่งนี้แหละ คือเป็นสัมมาทิฏฐิคือความเห็นชอบ แม้จะเป็นข้อที่จะต้องพิจารณา เรียกว่ายากขึ้นไปจากประการแรก แต่ก็สามารถจะพิจารณาให้เห็นสัจจะคือความจริงได้ และจะทำให้เข้าใจธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรง สั่งสอนดียิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงได้แสดงว่า เมื่อมีสัมมาทิฏฐิคือความเห็นชอบ ก็ย่อมจะมีความเห็นตรง ย่อมจะมีความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระธรรม มาสู่พระสัทธรรมนี้ ดังคำที่พระพุทธเจ้าตรัสกล่าวในพระไตรปิฎกเล่มที่ 16 ข้อ 246 - 248 (กรมการศาสนา. 2541 : 99 - 102) ดังนี้ [246] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทยานอยาก มีอยู่ในกวฬิงการาหารไซร้ วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามในกวฬิงการาหารนั้น ในที่ใด วิญญาณตั้งอยู่งอกงาม ในที่นั้น ย่อมมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่ใดมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่นั้น ย่อมมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่ใด มีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่นั้น ย่อมมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่ใด มีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่นั้น ย่อมมีชาติชรามรณะต่อไป ในที่ใดมีชาติชรามรณะต่อไป เราเรียกที่นั้นว่ามีความโศก มีธุลี (คือราคะ) มีความคับแค้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทยานอยากมีอยู่ในผัสสาหารไซร้ ... ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทยานอยาก มีอยู่ในมโนสัญเจตนาหารไซร้ ... ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทยานอยากมีอยู่ในวิญญาณาหารไซร้ วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามในวิญญาณาหารนั้น ในที่ใดวิญญาณตั้งอยู่งอกงาม ในที่นั้น ย่อมมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่ใด มีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่นั้น ย่อมมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่ใดมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่นั้น ย่อมมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่ใดมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปในที่นั้น ย่อมมีชาติชรามรณะต่อไป ในที่ใด มีชาติชรามรณะต่อไป เราเรียกที่นั้นว่ามีความโศกมีธุลี มีความคับแค้น ฯ [247] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อมีน้ำย้อม ครั่ง ขมิ้น สีเขียวหรือสีบานเย็น ช่างย้อมหรือช่างเขียนพึงเขียนรูปสตรีหรือรูปบุรุษให้มีอวัยวะน้อยใหญ่ได้ครบถ้วนที่แผ่นหินขาว แผ่นกระดาน ฝาผนัง หรือที่ผืนผ้า แม้ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทยานอยาก มีอยู่ในกวฬิงการาหารไซร้ วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามในกวฬิงการาหารนั้น ในที่ใด วิญญาณตั้งอยู่งอกงาม ในที่นั้น ย่อมมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่ใดมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่นั้น ย่อมมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่ใดมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่นั้น ย่อมมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่ใดมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่นั้น ย่อมมีชาติชรามรณะต่อไป ในที่ใด มีชาติชรามรณะต่อไป เราเรียกที่นั้นว่ามีความโศก มีธุลี มีความคับแค้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทยานอยาก มีอยู่ในผัสสาหารไซร้ ...ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทยานอยาก มีอยู่ในมโนสัญเจตนาหารไซร้ ... ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทยานอยาก มีอยู่ในวิญญาณาหารไซร้ วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามในวิญญาณาหารนั้น ในที่ใด วิญญาณตั้งอยู่งอกงาม ในที่นั้นย่อมมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่ใด มีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่นั้น ย่อมมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่ใด มีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่นั้น ย่อมมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่ใด มีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่นั้น ย่อมมีชาติชรามรณะต่อไป ในที่ใด มีชาติชรามรณะต่อไป เราเรียกที่นั้นว่า มีความโศก มีธุลี มีความคับแค้น ฯ [248] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทยานอยาก ไม่มีอยู่ในกวฬิงการาหารไซร้ วิญญาณก็ไม่ตั้งอยู่ไม่งอกงามในกวฬิงการาหารนั้น ในที่ใด วิญญาณไม่ตั้งอยู่ไม่งอกงาม ในที่นั้น ย่อมไม่มีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่ใด ไม่มีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่นั้น ย่อมไม่มีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่ใด ไม่มีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายในที่นั้นย่อมไม่มีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่ใด ไม่มีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่นั้นย่อมไม่มีชาติชรามรณะต่อไป ในที่ใด ไม่มีชาติชรามรณะต่อไป เราเรียกที่นั้นว่าไม่มีความโศกไม่มีธุลี ไม่มีความคับแค้น ฯ ภิกษุทั้งหลาย ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทยานอยาก ไม่มีในผัสสาหาร ...ไม่มีในมโนสัญเจตนาหาร ...ไม่มีในวิญญาณาหารไซร้ วิญญาณก็ไม่ตั้งอยู่ไม่งอกงามในอาหารนั้นในที่ใด วิญญาณไม่ตั้งอยู่ไม่งอกงาม ในที่นั้นย่อมไม่มีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่ใด ไม่มีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่นั้นย่อมไม่มีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่ใด ไม่มีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่นั้น ย่อมไม่มีความเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่ใด ไม่มีความเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่นั้น ย่อมไม่มีชาติชรามรณะต่อไป ในที่ใด ไม่มีชาติชรามรณะต่อไป ภิกษุทั้งหลายเราเรียกที่นั้นว่า ไม่มีความโศก ไม่มีธุลี ไม่มีความคับแค้น ฯ [249] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรือนยอด [ปราสาท] หรือศาลามีสองยอด หน้าต่างด้านทิศตะวันออก อันบุคคลเปิดไปทางเหนือหรือทางใต้ เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นไปแสงสว่างส่องเข้าไปทางหน้าต่าง จะพึงตั้งอยู่ ณ ที่ไหน ฯ ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า ตั้งอยู่ที่ฝาด้านตะวันตก พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าฝาด้านตะวันตกไม่มีเล่า แสงสว่างนั้นจะพึงตั้งอยู่ ณ ที่ไหน ฯ ภิ. ที่แผ่นดิน พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าแผ่นดินไม่มีเล่า แสงสว่างนั้นจะพึงตั้งอยู่ ณ ที่ไหน ฯ ภิ. ที่น้ำ พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าน้ำไม่มีเล่า แสงสว่างนั้นจะพึงตั้งอยู่ ณ ที่ไหน ฯ ภิ. ไม่ตั้งอยู่เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยาก ไม่มีอยู่ในกวฬีการาหารไซร้ ... ในผัสสาหารไซร้ ... ในมโนสัญเจตนาหารไซร้ ... ในวิญญาณาหารไซร้ วิญญาณก็ไม่ตั้งอยู่ ไม่งอกงามในวิญญาณาหารนั้น ในที่ใด วิญญาณไม่ตั้งอยู่ ไม่งอกงาม ในที่นั้น ย่อมไม่มีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่ใด ไม่มีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่นั้นย่อมไม่มีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่ใด ไม่มีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่นั้นย่อมไม่มีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่ใด ไม่มีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่นั้นย่อมไม่มีชาติชรามรณะต่อไป ในที่ใด ไม่มีชาติชรามรณะต่อไป เราเรียกที่นั้นว่าไม่มีความโศก ไม่มีธุลีไม่มีความคับแค้น ฯ (กรมการศาสนา, 2541 : 99-102) กล่าวโดยสรุป จากข้อความในหลักพุทธธรรมข้างต้น อาหารจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำให้เข้าถึงเป้าหมายแห่ง “ความผาสุกอันยั่งยืน” ของชีวิต เพราะด้วยการเกิดและความดับแห่งเหตุในกิเลส (บาปหรือความชั่ว) ที่นอนเนื่องอยู่ในสันดานที่ควรละเสีย คือ ความอยากในกามทั้งหลาย (กาม) ความขัดเคืองใจ (พยาบาท) ความเบียดเบียน (วิหิงสา) ความยึดมั่นถือมั่นความเห็น (ทิฎฐิ) สำหรับผู้ที่ได้เกิดมาบนโลกนี้แล้ว และผู้ที่กำลังหาแสวงหาที่เกิดด้วย ดังนั้นการศึกษาทำความเข้าใจในความเห็นให้ถูกตรงหรือสัมมาทิฎฐิ ในการทำความดับในความเกิดเหตุแห่งความอยากในอาหารทั้งหลาย ด้วยการประพฤติปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์ 8 จึงเป็นทางหรือเหตุแท้ที่จะช่วยลด ละเลิกสันดานนิสัยหรือพฤติกรรมอันเป็นบาปที่จะเป็นตัวกีดกั้นไม่ให้เข้าถึงเป้าหมายความผาสุกอันยั่งยืนแห่งชีวิตได้ โดยหนึ่งในสาเหตุพฤติกรรมที่คนเราได้ใช้มากในชีวิตประจำวัน คือ การรับประทานอาหาร เมื่อความสุขนั้นเริ่มต้น จากการได้กินอาหาร เราจึงควรเริ่มพิจารณาหลักพระธรรมคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเป็นทฤษฎีและหลักปฏิบัติของชาวพุทธ นั้นคือ “อาหาร” ดังคำตรัสว่า “อาหารคือเครื่องค้ำจุนชีวิต” (พระไตรปิฎกเล่มที่ 16 ข้อ 240) หรือ “อาหารเป็นหนึ่งในโลก”

การเคี้ยวอาหาร การเคี้ยวอาหาร เป็นกรรมกิริยาหรือพฤติกรรมหลัก ในตลอดช่วงระยะเวลาของการรับประทานอาหาร หลังจากได้นำเอาเข้าสู่ปากแล้ว สิ่งที่คนเราจะรู้สึกและรับรู้อาการการเคลื่อนไหวชองร่างกายและจิตใจได้ในขณะกินอาหาร ก็คือ อาการกิริยา “เคี้ยว” ก่อนที่จะทำการกลืนอาหารที่ได้เคี้ยวจนเป็นชิ้นเล็กลง ๆ จนละเอียดพอที่จะกลืนลงคอไปได้ เพราะหลังจากอาหารได้กลืนลงคอผ่านหลอดอาหารไปสู่กระเพาะอาหารเพื่อทำการย่อยอาหารโดยระบบการย่อยอาหารของร่างกายต่อไปแล้ว การจะตามรู้อาการของอาหารกายและอาหารใจต่อไปนั้น ก็จะค่อนข้างยากแล้ว นอกจากจะเกิดอาการทางด้านร่างกายใด ๆ ที่จะส่งสัญญาณอีกครั้ง เช่น อาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นต้น การกำหนดการเคี้ยวอาหาร ให้เป็นประโยชน์หรือโทษต่อสุขภาพ จึงมีส่วนสำคัญต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคล ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในแต่ละเหตุการณ์ ๆ ซึ่งผู้วิจัยได้เชื่อมโยงเป็นฐานคิดในการวิจัยเรื่อง “ภูมิปัญญาการเคี้ยวกวฬิงการาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว” ที่บุคคลผู้ใส่ใจในสุขภาวะและใฝ่หาความผาสุกอันยั่งยืน จะสามารถพิจารณาเลือกปฏิบัติตน เป็นหนึ่งทางเลือกในการปฏิบัติเพื่อ สุขภาวะอันผาสุกของตนตามหลักสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) หลักมรรคมีองค์แปด ซึ่งเป็นทางเอกสายเดียวเท่านั้น ทางตรงสู่ความผาสุกที่ยั่งยืนต่อไป วิมุติรส พระพุทธเจ้า ได้ตรัสในพระไตรปิฎก เล่มที่ 25 ข้อ 51 “มุจจลินทสูตร” ว่า “ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคตรัสรู้ใหม่ๆ ประทับอยู่ที่ควงไม้มุจลินท์ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลา ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคประทับนั่ง เสวยวิมุติสุข ด้วยบัลลังก์อันเดียวตลอด 7 วัน สมัยนั้น อกาลเมฆใหญ่บังเกิดขึ้นแล้ว ฝนตกพรำตลอด 7 วัน มีลมหนาวประทุษร้าย ครั้งนั้นแล พระยามุจลินทนาคราชออกจากที่อยู่ของตน มาวงรอบพระกายของพระผู้มีพระภาคด้วยขนดหาง 7 รอบ แผ่พังพานใหญ่เบื้องบนพระเศียรด้วยตั้งใจว่า ความหนาวอย่าได้เบียดเบียนพระผู้มีพระภาค ความร้อนอย่าได้เบียดเบียนพระผู้มีพระภาค สัมผัสแห่งเหลือบ ยุงลม แดด และสัตว์เลื้อยคลานอย่าได้เบียดเบียนพระผู้มีพระภาค ครั้นพอล่วงสัปดาห์นั้นไปพระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากสมาธินั้น ครั้งนั้นพระยามุจลินทนาคราชทราบว่าอากาศโปร่ง ปราศจากเมฆแล้วจึงคลายขนดหางจากพระกายพระผู้มีพระภาค นิมิตเพศของตนยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคประนมอัญชลีนมัสการพระผู้มีพระภาคอยู่ ฯ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนี้แล้ว ทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้นว่า วิเวกเป็นสุขของผู้ยินดี มีธรรมอันสดับแล้ว พิจารณาเห็นอยู่ความไม่เบียดเบียน คือ ความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย เป็นสุขในโลก ความเป็นผู้มีราคะไปปราศแล้ว คือ ความก้าวล่วงซึ่งกามทั้งหลายเสียได้ เป็นสุขในโลก ความนำซึ่งอัสมิมานะเสียได้ นี้แลเป็นสุขอย่างยิ่ง ฯ” จากข้อความดังกล่าวข้างต้น หากเปรียบวิมุติสุข นั้นคือ ความผาสุกที่ยั่งยืน ความผาสุกที่ยั่งยืน จึงเป็นความสุขที่หารสใดๆ เปรียบมิได้ เป็นความผาสุกที่มนุษย์ทุกคนบนโลกใฝ่หา ซึ่งพระพุทธเจ้าได้เสวยวิมุติสุขตลอดทั้ง 7 วัน ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ซึ่งวิมุติสุขนี้ เป็นลักษณะของอาการของผู้ที่มีความสงบหรือสงัด (วิเวก) จากความสงสัย (กิเลส) อันได้หมดสิ้นแล้ว ถึงซึ่งความสิ้นสงสัยในความไม่เบียดเบียน มีความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย เป็นสุขในโลก และความเป็น ผู้ปราศจากราคะแล้ว ไม่มีราคะแล้ว คือ ความไม่มีในกามทั้งหลายเสียได้ เป็นสุขในโลก หนทางแห่งความผาสุกอันยั่งยืน จึงได้มีการกล่าวตรัสอย่างชัดเจนในพระธรรมคำสอนหรือทฤษฎีของพระศาสดาของพระพุทธศาสนา ที่สำคัญได้กล่าวในพระไตรปิฎก ผู้นับถือศาสนาพุทธ/ ผู้มีเป้าหมายถึงซึ่งความสุขอย่างยั่งยืน ย่อมแสวงหาและค้นคว้าค้นหาศึกษาหาความรู้ เพื่อสร้างความสุขให้กับตนเองและผู้อื่นได้ มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่ต้องอยู่ร่วมกัน ผู้อบรมสั่งสอนคนแรกของทุกคน ก็คือ พ่อแม่ ในเบื้องต้นเริ่มแรกวัฒนธรรมประเพณี คนไทยเป็นประเทศไทย และจะอยู่อย่างไร และการจะเข้าถึงความสุขอย่างยั่งยืน พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ได้ให้คำนิยามคำว่า “ศาสนา” คือ การปฏิบัติธรรมเพื่อลดกิเลส หรือความฉลาดที่จะช่วยให้คนลดกิเลส และหรือเป็นค

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน