17 ภูเพียรธรรม_ภาคผนวก แบบสอบถาม ภูมิปัญญาการเคี้ยว.docx
เนื้อหาในไฟล์
ภาคผนวก
4954772 -723014
ภาคผนวก ก แบบสอบถามการวิจัย
แบบสอบถามการวิจัย เรื่อง ภูมิปัญญาการเคี้ยวก วฬิง การาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทย
..... ............. .............................................................................................................................................
เรียน ท่านผู้ตอบแบบสอบถาม คำชี้แจงในการตอบแบบสอบถาม
การตอบแบบสอบถามการวิจัยเรื่อง ภูมิปัญญาการเคี้ยวก วฬิง การาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทย ในครั้งนี้ เพื่อ นำไปใช้ในการทำวิทยานิพนธ์ระดับปรัชญาดุษฎีบัณฑิต ( ปร.ด .) สาขายุทธศาสตร์กา รพัฒนาภูมิภาค มหาวิทยาลัยราช ภัฏ สุรินทร์ แบ บสอบถามการวิจัยนี้ แบ่งออกเป็น 3 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 เป็นข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 เพื่อ สอบถาม ถึง พฤติกรรม (กายวาจาใจ) ที่ ปฏิบัติได้จริงอย่าง เป็น สัมมาทิฎฐิ (ความเห็น ที่ ถูกต ้องถูกตร ง) ของท่านที่ เกี่ยวกับ ภูมิปัญญาการเคี้ยวก วฬิง การาหาร เพื่อ สุขภาวะ ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะ ความคิดเห็นเพิ่มเติม ขอความกรุณาตอบแบบสอบถามให้ครบทุกข้อ โดยตอบให้ตรงตามความเป็นจริงมากที่สุด
ขอกราบขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้เป็นอย่างสูง
( นางสาวภูเพียรธรรม กล้าจน) นักศึกษาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต ( ปร.ด .) สาขายุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค มหาวิทยาลัยราช ภัฏ สุรินทร์
แบบสอบถามตอนที่ 1 ข้อมูลส่วนตัวของผู้ให้ข้อมูล
ชื่อ - สกุล ................................................................................ ........................... .............................. ชื่อเล่น …………………………………
อ่านต่อ
……… อายุ ..................................ปี สัญชาติ ......................................... เชื้อชาติ .................................. สถานภาพ .......................... ... .......................................................................................................... อาชีพหรือลักษณะงาน ............. ... ..................................................................................................... ที่อยู่ อำเภอ ..................... .. .................................... จังหวัด .............................................................. เบอร์โทรศัพท์ ……………………………………… อีเมล์ที่ติดต่อได้ ......................................................... .... การศึกษาระดับ ……....................................... สาขา ......................................................................... สถานที่ให้ข้อมูล ........................................................................ ... .................................................. วันที่ให้ข้อมูล ................................................................................ ... ...............................................
แบบสอบถามตอนที่ 2 เพื่อสอบถามถึงพฤติกรรม (กายวาจาใจ) ที่ปฏิบัติได้จริงอย่างเป็น สัมมาทิ ฏ ฐิ (ความเห็นที่ถูกต ้อง ถูกตรง ) ของท่านที่เกี่ยวกับภูมิปัญญาการเคี้ยวก วฬิง การาหารเพื่อสุขภาวะ คำชี้แจง โปรดทำเครื่องหมาย ลงในช่อง ระดับความเป็นจริง ตามความคิดเห็นของท่าน
ข้อ ภูมิปัญญาการเคี้ยวก วฬิง การาหารเพื่อสุขภาวะ ระดับความเป็นจริง ถึงพฤติกรรม (กายวาจาใจ) ที่ ปฏิบัติ จนเห็นผลได้จริงของท่าน
มาก ที่ สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด อื่นๆ 1 .
การรับประทานอาหารทุกครั้งด้วย “สติ” พิจารณาว่ารับประทานอาหารเพื่อให้ได้ประโยชน์แก่ร่างกายและจิตใจ รวมทั้งพิจารณาบาปบุญคุณโทษ ไม่เบียดเบียนตนเอง คนอื่นและสัตว์อื่น
2 .
“อาหาร” หรืออาหารรูป เป็น 1 อุปาทายรูป 24 ที่มีผลโดยตรงต่อความแข็งแรงของกายและใจ หรือเรียกว่าอินทรีย์แก่กล้า ส่งเสริมปัญญาและสุขภาวะ
3 . ทั้ง “เวลา” และพฤติกรรมการรับประทานอาหาร มีนัยสำคัญมาก นอกจากบำรุงร่างกาย ทำอินทรีย์แก่กล้าแล้ว ส่งเสริมให้ใช้ปัญญาลดละกิเลส เข้าถึงสภาวธรรม “ การล้างชอบชัง ”
4 . อาหารคำข้าว ( กวฬิง การาหาร) หากฝึกเคี้ยวช้า ๆ นาน ๆ ทำให้จิตเรากำหนดรู้ความยินดีในกามคุณ 5 (รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส) เป็นส่วนหนึ่งของวิปัสสนา
5 .
กวฬิง การาหาร หมายถึงการรวมคำข้าว ตะล่อมในปากพร้อมทั้งเคลื่อนไหวบดเคี้ยว ทำให้เกิดความรู้ เพื่อเจริญภาวนา ลดกิเลสใน ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร และ วิญญาณ า หาร ในที่สุด
6 . การเคี้ยวมีนัยสำคัญมากในวัฒนธรรมการกิน ชนพื้นเมืองเดิมของหลายประเทศ ใช้อาการเคี้ยว เพื่อตอกย้ำค่านิยมที่ว่า “ กวฬิง การาหาร” เป็นหนึ่งในโลก
7 .
การเคี้ยว “ คำข้าว ” อย่างประณีต คือ การค้ำจุนชีวิตและเป็นการกำหนดรู้ เพื่อปฏิ บัติ วิปัสสนาในอันที่จะช่วยลบล้างโมหะหรือหลงชอบหลงชังได้
8 .
การเคี้ยวละเอียด พร้อมใช้เวลากำหนดรู้ ทำให้เราเห็นชัดเจนในการสัมพันธ์กันของรูป 28 หรือเข้าถึง กายค ตาสติ และแยกรูปแยกนามได้ในที่สุด
9 .
ทุกข ภาวะในสังคมปุถุชน มองข้ามการเคี้ยว จึงบริโภคอาหารคำข้าวโดยขาดการกำหนดรู้ อาสวะกิเลส จึงเจริญขึ้นทั้ง โทสะ โลภะ โดยมีความหลง (โมหะ) เป็นฐาน
10 .
การรับประทานอาหารอย่างถูกวิธี ทำให้รู้สึกเบาเนื้อเบาตัว สามารถปล่อยวาง “รูป” และเข้าถึงความรู้ “นาม” และหูตาเจตสิก มีผลต่อการมีโรคน้อย
11 .
อาหารคือ เครื่องค้ำจุนชีวิต หากเสพก วฬิง การาหารอย่างประณีตถูกวิธี ก็เข้าถึงผัสสาหาร โดยกำหนดรู้ระหว่างการเคี้ยวถึงการบรรจบกันแห่งอายตนะภาย ใน-นอก เข้าถึงเวทนา นุปัส นาสติปัฏ ฐาน
1 2 .
“ ปัญญา ” ในอินทรีย์ 5 เกิดขึ้นอันเนื่องจากอาหารคำข้าว และการเคี้ยวที่พึงกำหนดรู้และบริโภคพอเพียงในสภาวธรรม “ โภช เนมัตตัญญุ ตา ”
1 3 .
การรับประทานอาหารด้วยจงใจเบียดเบียนชีวิตสัตว ์ เท่ากับปฏิเสธหลักธรรม “มโนสัญ เจตนาหาร” จึงทำให้เกิดโรคจากวิบากกรรม
1 4 .
การพิจารณาประโยชน์ของอาหารขณะเคี้ยว ยิ่งอาหารที่เคี้ยวได้อย่างละเอียดพอดี จะทำให้กระเพาะอาหารลำไส้แข็งแรง จะนำสารอาหารไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ จึงควรมีการฝึกฝนการเคี้ยวอาหาร การให้ความรู้แก่ประชาชนได้รับทราบ
1 5 .
การเคี้ยวอาหารอย่างประณีตตามแบบแผนพุทธศาสตร์แล้ว จะมีผลต่ออินทรีย์ 5 สามารถกำหนดรู้ในตัณหา 3 เข้าถึงจิตเจตสิกเป็นเครื่องค้ำจุนชีวิต อายุยืน
16 . ในระหว่างการเคี้ยวโดยประณีต พึงกำหนดรู้แบบธรรมวิจัย ก็จะพบว่าคำข้าวที่ร่างกายและจิตต้องการ จะเคี้ยวง่าย ย่อยง่าย เพราะเคี้ยวในระหว่างจิตกุศลหรือโสภณจิต
1 7 .
การตะล่อมอาหารคำข้าวนั้น ในวัฒนธรรมการกินดั้งเดิม มีแบบแผนใช้มือปั้นให้ละเอียดระดับหนึ่งก่อนเข้าปาก ฉะนั้นภูมิรู้เรื่องการเคี้ยว และกวฬิง การาหารจึงควรแพร่ขยายเพื่อสังคมสุขภาวะ
1 8 .
การเคี้ยวอาหารคำข้าวอย่างละ เอียดประณีตด้วยการกำหนดรู้สติปัฏ ฐาน 4 จะทำให้อิ่มช้า อิ่มนาน ย่อยง่าย และเบาท้อง
19 . การกินอาหารให้เหมาะสมกับวัยของชีวิต ทำให้ระบบการขับถ่ายเป็นปกติ และนอนหลับได้ดี
20 .
บุคคลที่รับการปลูกฝังมารยาทการรับประทานอาหารอย่างถูกวิธี ไม่พูดระหว่างเคี้ยว แม้มิได้กำหนดรู้สภาวธรรมอาหาร 4 ก็มีผลลัพธ์สุขภาพกายดี สอดคล้องกับ 5 อ. ของการสาธารณสุข
21 .
เมื่อกำหนดรู้ความหมายและความสำคัญของเรื่องอาหาร 4 ด้วยการปฏิบัติการเคี้ยวเป็นกิจประจำ ก็พบว่ามีสติและปัญญา ชอบรับประทานผักเป็นยาและสุขภาพดีขึ้น
22 .
การรับประทานอาหารคำข้าวด้วยการเคี้ยวอย่างประณีต สามารถลดจำนวนมื้ออาหารด้วยตนเอง กำหนดรู้และเห็นจนแยก กาย และ จิต ได้
23 .
ปฏิบัติการเคี้ยวที่ควบคู่กับการกำหนดรู้ความยินดีในกามคุณ เวทนา ตัณหาและนามรูป ก่อเกิดสติสัมปชัญญะ ส่งผลดีต่อมหาภูตรูปหรือธาตุ 4 และรูปที่อาศัยเกิดจากมหาภูตรูป และ รูปที่อาศัยเกิดจากมหาภูตรูป
24 .
การคัดเลือกวัตถุดิบการประกอบเป็นอาหาร การบดปั้นเป็นคำข้าวด้วยมือ การตะล่อมและเคี้ยวก วฬิง การาหาร การกลืน และการกำหนดรู้ คือ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาการกินในวิถีพุทธเพื่อสุขภาวะ
25 .
“การเคี้ยว” กระทบด้วยหลายส่ว นภายในร่างกายและกระเทือนตลอดจิต เจตสิกและรูป หากกำหนดรู้บ่อย ๆ ประกอบการเคี้ย วทุกครั้งจนเป็นว สี ก็จะรู้แจ้ง ธรรมะในข้ออื่น ๆ ได้มากขึ้น
26 .
อาหาร “คำข้าว” เป็นเครื่องค้ำจุนชีวิต หากรับประทานตามแบบแผนอาหาร 4 โภช เนมัตตั ญญุ ตา และอา หาเร - ปฏิกูลสัญญาแล้ว จะทำให้ระบบย่อยทั้งธาตุดินน้ำไฟลมสมดุล
27 . การประมาณความเพียรด้วย “ การเคี้ยว ” และกำหนดรู้สภาวธรรม ขณะกวฬิง การาหาร เคลื่อนไหวภายในปากและระบบย่อยอย่างประณีต มีผลต่อสุขภาพกายและจิต
28 .
การเคี้ยวช้าอย่างละเอียด สามารถปฏิบัติภาวนาหยั่งรู้ฤทธิ์ร้อน-เย็นอาหารคำข้าว และปรับสมดุลรวมทั้งถอนพิษได้
29 .
การพิจารณาข้อธรรม “อา หาเร ปฏิกูลสัญญา” ช่วยให้เรา ปฏิบัติ อธิศีลอธิจิตอธิปัญญา จนวาง จิตเหนือเวทนาใด ๆ ได้
30 . การรับประทานผักและผลไม้มาก ๆ ทำให้อุจจาระดี อารมณ์ดี โดยเฉพาะตั้งใจเคี้ยวและกำหนดรู้ข้อธรรม ช่วยเสริมสุขภาพจิตด้วย
31 .
การรับประทานอาหารตามข้อธรรมโภช เนมัตตุญญุ ตา (พอประมาณ) ทำให้การเจ็บป่วยน้อยลง
32 . การเคี้ยวอย่างเพลิดเพลิน เหมือนคนเคี้ยวหมากพลูหรือหมากฝรั่ง อาจทำให้ฟันและเหงือกแข็งแรงและสุขภาพกายดี
33 .
วัฒนธรรมการประกอบอาหารทั้งตำ ซุป เอาะ และอุ เป็นภูมิปัญญาการทำคำข้าวให้ละเอียดก่อนการเคี้ยวและการย่อยเพื่อสุขภาวะกายและจิต
34 . การถ่ายทอดมรดกภูมิปัญญาการกินตั้งแต่วิธีการทำคำข้าวด้วยมือจนถึงการเคี้ยวอย่างประณีต เป็นแบบแผนวิถีพุทธ ปลูกผังความพอดี พอประมาณ และเสียสละ
35 . วัฒนธรรมการกินอาหารคำข้าวที่ตั้งวงล้อม โดยมี “ข้าว” (ข้าวเหนียวหรือข้าวเจ้า) เป็น ศูนย์ กลางนั้น มีผลต่อการจัดระเบียบสังคมเพื่อรักและสามัคคีกัน
36 .
การเคี้ยวการคาย เพื่อกำหนดรู้ข้อธรรม “อา หาเร ปฏิกูลสัญญา” มีผลต่อการลดละกามคุณและตัณหา
37 .
การเพาะปลูกและผลิตพืชผักเพื่อประกอบอาหารคำข้าวมังสวิรัติ นอกจากลดอาการป่วยลงแล้ว เป็นการ สร้างทานบารมี หรือวิบากดี เพื่อครอบครัวสุขภาวะ
38 .
หากขยายความรู้เรื่องการเคี้ยวอาหารคำข้าวอย่างประณีตและการกำหนดรู้ข้อธรรมอาหาร 4 แล้ว จะช่วยพัฒนาจิตใจของคนในชุมชนเพื่อสงบสุขและเป็นชุมชนส ุ ขภาวะ
39 .
ภูมิปัญญาการปั้นแต่งอาหารคำข้าวอย่างประณีตศิลป์ด้วยมือ เป็นการยึดเวลาให้การเคี้ยวระหว่างนั้นบดอาหารอย่างละเอียดมีผลดีแก่สุขภาพ
40 .
การเคี้ยวและปั้นจิ้มข้าวเหนียวคำข้าว เป็นลีลาในวัฒนธรรมการกินของกลุ่มชาติพันธ ุ์ ไท-ลาว เพื่อให้อาหารผักเป็นยา
41 .
สำนวนที่ว่า กินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นยา กินกล้วยน้ำว้า บำรุงร่างกาย คือ วัฒนธรรมการกินที่กำหนดรู้ในข้อธรรม โภช เนมัตตัญญุ ตา เพื่อความเบาและสบายตัว
42 . ภูมิปัญญาการใช้สมุนไพรและเครื่องเทศ ทำให้อาหารมีฤทธิ์รักษาโรค และร่างกายแข็งแรงได้
43 . ภูมิปัญญาพุทธศาสนาให้ความสำคัญใน การปฏิบัติ วันพระ จึงละเว้นอาหารเนื้อสัตว์ และนิยมรักษาพรหมจรรย์เพื่อความเจ็บป่วยน้อยลง และรักษาโรคแบบพึ่งตนเอง
44 . “ อาหารเป็นหนึ่งในโลก ” การเคี้ยวจึงมีนัยสำคัญ ด้วยขณะเคี้ยวเป็นโอกาสในการฝึกฝนใช้ปัญญาลดกิเลสชอบชังในเรื่องอาหารและเหตุการณ์ต่าง ๆ เพื่อลดการเบียดเบียนทั้งต่อตนเองและผู้อื่น เป็นเส้นทางการพัฒนาจิตวิญญาณอันผาสุก ไปเป็นลำดับ ๆ
45 .
การกินอาหารควรกินเพื่อความสงบสบายของชีวิต กินเพื่อประโยชน์ ไม่ได้กินเอาอร่อย กินเพื่อลดกิเลส กินเพื่อทำกิจกรรมการงานที่ สร้างสรร ให้โลกและเราได้อาศัย ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะดับไปเท่านั้น
46 .
ความเชื่อในการกินอาหาร มังสวิรัติ อาหารที่ไม่มีบาป ไม่มีโทษ แบบมีสติ ค่อย ๆ เคี้ยวให้ละเอียด จะมีผลดีต่อสุขภาวะอย่างยิ่ง
47 . การกินอาหารอย่างมีสติ เป็นการพัฒนาพฤติกรรมลดละเลิกเหตุของการเกิดโรคได้
48 .
การได้พบสัตบุรุษ (ผู้ที่มีความรู้และสามารถปฏิบัติสู่ความพ้นทุกข์ได้) ถึงได้ฟังสัทธรรม (ความจริงที่ทำให้พ้นทุกข์) เมื่อได้ฟังสัทธรรม จะเกิดศรัทธา จะทำให้ตั้งใจลงมือปฏิบัติ เป็นฉันทะในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รู้เท่าทันกิเลส ช่วยลดทุกข์ใจทุกข์กาย ยิ้มอย่างเบิกบานได้
49 . หลักการทำความสบายให้กับตน คือ ประมาณในสิ่งที่สบาย ทำความสบายให้กับตน บริโภคในสิ่งที่ย่อยง่าย เที่ยวไปในกาละอันสมควร ประพฤติเพียรดั่งพรหม จะทำให้เจ็บป่วยน้อย สบาย เบากาย มีกำลัง เป็นอยู่ผาสุก
50 . ท่านสามารถพึ่งตนเองในเรื่องของการกินอาหารอย่างลดกิเลสและรักษาโรคได้ ประหยัดค่าใช้จ่าย และสามารถแบ่งปันสิ่งดี ๆ ได้เพิ่มขึ้น
51 .
พื้นฐานในการดูแลสุขภาพที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ กินอาหารที่ถูกสมดุลร้อนเย็นในปริมาณที่พอเหมาะ เคี้ยวให้ละเอียดพอดี และเรียนรู้การลดละเลิกความชอบชังในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสในอาหาร
52 . ท่านได้พิจารณาประโยชน์ของการไม่มีอาการชัง (ชอบ) ในอาหารที่เราชัง (ชอบ) และโทษของการมีอาการชอบ (ชัง) ในอาหารที่เราชอบ (ชัง) จนรู้เชื่อและชัดเจนในเรื่องกรรมและผลการกระทำ (วิบาก) อย่าง แจ่ม แจ้งของการมีอาการชอบชัง ความยึดมั่นถือมั่นในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ในขณะที่เคี้ยวอาหารอย่างช้า ๆ ให้ละเอียด และทำการพิจารณาซ้ำ ๆ จนอาการชอบชังดับ กลืนก็ได้ ไม่กลืนก็ได้ แล้งจึงกลืน สบายใจที่สุด
53. พฤติกรรมกายวาจาใจที่ถูกศีล จะนำไปสู่ความผาสุกทั้งกาย ใจ สังคม ปัญญา ได้อย่างยั ่ งยืน
การเคี้ยวช้าละเอียด เป็นการลดความใจร้อน ความเร่งรีบ เร่งร้อน ฝึกความใจเย็น ได้เป็นอย่างดี ส่งผลต่อสุขภาวะใจกายที่ดี ร่างกายฟื้นฟูจากอาการเจ็บป่วยได้เร็ว
54 .
ความสุขความอร่อยในการกินอาหาร ไม่ได้อยู่ที่รสอาหาร แต่อยู่ที่ใจที่รู้คุณค่าประโยชน์ หรือสามารถเอาประโยชน์ในอาหารหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้
55 .
การเคี้ยวช้าละเอียด เป็นการลด ความใจร้อน ความเร่ง รีบ เร่ง ร้อน ฝึกความใจเย็น ได้เป็นอย่างดี ส่งผลต่อสุขภาวะใจกายที่ดี ร่างกายฟื้นฟูจากอาการเจ็บป่วยได้เร็ว
5 6.
การมีศรัทธาที่ สัมมาทิฏ ฐิ (ถูกต้องถูกตรง) เป็นประตูเปิดสู่ปัญญา จะทำให้ตั้งศีลมาปฏิบัติการเคี้ยวละเอียดได้อย่างชัดเจน เป็นการปฏิบัติอธิศีลอธิจิตอธิปัญญา จะทำให้เกิดผลเร็ว ไม่ตั้งศีล จะเห็นผลช้า
57 .
การพิจารณาทุกคำข้าวที่เคี้ยว จะทำให้กิเลสลดลง เมื่อกิเลสลดลง ก็จะช่วยลดความทุกข์ในชีวิตลงได้
58 .
การได้พิจารณาล้างความชอบชังกิเลสในคำข้าวส่งผลให้สามารถแยกแยะ พิจารณาเลือกสิ่งที่ร่างกายต้องการ ได้ดีมากขึ้นตามลำดับ
59 .
กา รเคี้ยวละเอียด เคี้ยวอย่างมีสติ ที่จะพิจารณาความชอบชังในอาหารแต่ละคำ ลดละเลิก การเสพรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสจากอาหาร พิจารณาประโยชน์หรือโทษของอาหารแต่ละชนิด และประโยชน์หรือโทษ จากการไม่มีหรือมี กิเลส พิจารณาไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) ของกิเลส ล้างความใจร้อน โดยการเคี้ยวจนละเอียดแล้ว จะกลืนก็ได้ ไม่ได้กลืนก็ได้ จึงกลืน สบายใจที่สุด
60 .
การเคี้ยวอาหารให้ละเอียด ทำให้ได้ฝึกลดละอัตตาตัวยึดดี คือ ปรารถนาให้คนอื่นได้ดี แต่เขาไม่ทำตามที่เรามุ่งหมาย ถ้าคนอื่นทำตามเราจะสุขใจ ถ้าคนอื่นไม่ทำตาม เราจะทุกข์ใจ ทำให้เราลดกิเลสในอัตตาได้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ล้างอัตตาในประเด็นอื่น ๆ ได้ เมื่อล้างอัตตา เราจะสุขสบายใจได้ ไม่ว่าใครจะทำดีตาม หรือไม่ทำดีตามที่เรามุ่งหมาย
ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะ ความคิดเห็นเพิ่มเติม
ท่านมีโรค (กายหรือใจ) หรืออาการไม่สบาย แล้วได้ใช้ วิธีการ แก้ไขอย่างไรบ้าง ผลเป็นอย่างไร กรุณาอธิบาย …… ... . .......................................................................................................................... ............................ ...... ... ....................................................................................................................................................... ประเมินข้อ ดีของท่านใน พฤติกรรมการกิน เคี้ยว อาหาร (กายและใจ) สิ่งที่ ปฏิบัติได้ดีแล้ว ควรได้ ทำดีต่อเพื่อให้เจริญ ให้ยิ่งขึ้น ๆ ............................................................................................................................................................. ... ............................................................................................................................................................. ประเมินข้อเสียในพฤติกรรมการกินเคี้ยวอาหาร (กายและใจ) สิ่งที่ยังปฏิบัติได้ไม่ดี ควรได้ปรับแก้ไขทำให้ดีขึ้น เพื่อให้เจริญให้ยิ่งขึ้น ๆ ............................................................................................................................................................ .... ............................................................................................................................................................. ปัจจัยที่ทำให้ท่านทำได้สำเร็จในการเคี้ยวอาหารคำข้าวให้ช้าละเอียดได้ (กายและใจ) ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ข้อเสนอแนะหรือข้อคิดเห็นอื่นๆ (ถ้ามี) .................................... ... ... . ..................................................................................................................... ....................................... ... ...................................................................................................................... ขอขอบพระคุณทุกท่านที่กรุณาเสียสละให้ข้อมูลเพื่อประโยชน์สุขต่อมวลมนุษยชาติ สืบไป