12 ภูเพียรธรรม_บทที่ 6 ภูมิปัญญาการเคี้ยว.docx
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 6 การทดลอง ปฏิบัติของภูมิปัญญาการเคี้ยวก วฬิง การาหาร เพื่อสุขภาวะ ที่ บูรณา การตามหลักการแพทย์วิถีธรรม
การวิจัยเรื่อง ภูมิปัญญาการเคี้ยวก วฬิง การาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในบท นี้เป็นการศึกษา ต่อเนื่อง โดยใช้กระบวนการวิจัยแบบ ผสาน วิธี ( Mixed Methods Research) โดย มีวัตถุประสงค์การวิจัย ในขั้นตอนแรก คือ เพื่อศึกษา ภูมิปัญญาและ พฤติกรรม การ เคี้ยวก วฬิง การาหารเพื่อสุขภาวะในประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ( Qualitative Research) ตามแนวทาง ชาติพันธุ์วรรณนา ( Ethnography Approach ) ในรูปแบบของการศึกษาปรากฏการณ์เฉพาะ ราย กรณี ศึกษา ( An Explanatory Case Study) ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก ( In - depth interview) การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม ( Participant and Non-Participant Observation) และเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ในลักษณะมุ่ง ศึกษา คำอธิบายและ ทำความเข้าใจ ถึง ภูมิรู้และภูมิปัญญา ชาติพันธุ์ที่ บูรณา การ ตาม หลักพุทธธรรม หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลักบุญนิยม หลักการแพทย์วิถีธรรม หลักวิทยาศาสตร์ ระบบธรรมะ 2 และทฤษฎีแผนต่าง ๆ ในการดูแลสุขภาวะตนเองของชาวชุมชน สุขภาวะ วิถีธรรมในประเทศไทย และ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในบ ทนี้ เป็นการศึกษา การ วิจัย ทดลอง และเชิงคุณภาพ ( Experimental & Qualitative Research) โดย การสังเกตการ ทดลอง ปฏิบัติอย่างมีส่วนร่วม และไม่มีส่วนร่วม ( Participa nt and Non-participant observation and action ) ของ “ ภูมิปัญญา การ เคี้ยว ก วฬิง การาหารเพื่อสุขภาวะ ที่ บูรณา การ ตามหลัก การแพทย์วิถีธรรม ” ร่วมกับการ บูร ณา การ ตาม หลัก พุทธธรรม หลักเศรษฐกิจพอเพียง หลักบุญนิยม
อ่านต่อ
หลักวิทยาศาสตร์ ระบบธรรมะ 2 และทฤษฎีแผนต่าง ๆ ประกอบกับประสบการณ์ของผู้ให้ข้อมูลหลักถึงปัจจัยองค์ประกอบต่าง ๆ ที่มีผลในการปรับเปลี่ยน “ ภูมิปัญญาและ พฤติกรรม การเคี้ยว ก วฬิง การาหารเพื่อสุขภาวะ ” เพื่อความผาสุกอย่างยั่งยืน ในชุมชน แพทย์ วิถีธรรม โดยใช้กระบวนการหาความรู้ แ บบ วิธีนิรนัย - อุปนัย ( Deductive - Inductive method) และหลักการคิดแบบใคร่ครวญรอบคอบ ( Reflective Thinking ) จากผู้รู้ ที่สามารถพาพ้นทุกข์ได้ หรือสัตบุรุษ ที่มีภูมิรู้ในภูมิปัญญาการเคี้ยวก วฬิง การาหาร เพื่อสุขภาวะ เป็นสำคัญ รวมถึง จิตอาสาแพทย์วิถีธรรมที่มีประสบการณ์การทำงานจาก สาขาอาชีพต่าง ๆ ที่ให้ความสำคัญกับการเคี้ยว ก วฬิง การาหาร ใน การปฏิบัติต น และปฏิบัติธรรม ในชีวิตประจำวัน อัน เป็นต้นเหตุแห่งความเป็นผู้มีอายุ ยืน คื อ ความเป็นผู้ไม่มีโรค มีความ เจ็บป่วยน้อย สบาย เบากาย มีกำลัง เป็นอยู่ผาสุก เป็นผู้ให้ข้อมูลหลัก ( key informant) จากการเก็บข้อมูล การวิจัยเชิง คุณภาพในประเทศไทย ในบทที่ 4 และในประเทศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชน ลาว ในบทที่ 5 พบว่า ความรู้ความเข้าใจเรื่อง การเคี้ยว ในประชาชนทั่วไป ที่มีอยู่ในแต่ละบุคคล แต่ละครอบครัวและแต่ละชุมชน มีความแตกต่างกัน ซึ่ง ขึ้นอยู่กับ ภาวะความเป็นผู้นำของผู้นำเป็นหลักและภูมิปัญญาของ ชุมชนนั้น ว่าเป็นภูมิปัญญาในระดับ ใด มี ความชัดเจน ว่าการเคี้ยว ให้ ละเอียด และ ช้า นั้น ก่อให้เกิดประโยชน์ในระดับต่าง ๆ กัน ซึ่งจากการศึกษาในชุมชน สุขภาวะวิถีธรรม ทั่วไป พบว่าประโยชน์การเคี้ยวนั้นให้ความสำคัญกับระบบการย่อยอาหาร การเคี้ยวอาหาร ให้ ละเอียดทำให้ ระบบการย่อย อาหาร ไม่ต้องทำงานหนัก ย่อย อาหาร ได้ง่าย ดูดซึมได้ง่าย ขับถ่ายสะดวก นอนหลับได้ดี ส่งผลทำให้สุขภาพดี ซึ่ง องค์ความรู้นี้ได้มีการนำไปใช้ประโยชน์ และปฏิบัติ ในวงจำกัด โดยมีการ ปฏิบัติสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญในสิ่ง นี้ เพราะได้เห็นประโยชน์ของการเคี้ยว ให้ ละเอียด ช้า ที่ส่งผลต่อสุขภาพ ทางร่างกาย ของตน จึงมีการปฏิบัติ อยู่ ได้ เฉพาะในกลุ่มคนที่ให้ความสนใจในเรื่องการเคี้ยวนี้เป็นพิเศษเท่านั้น ที่จะใช ้เรื่องการเคี้ยวมาทำให้สุขภาพดีทั้งด้านร่างกาย จิต ใจ สังคม และปัญญา (จิตวิญญาณ) ได้ไปเป็นลำดับ ๆ ส่วนในชุมชน สุขภาวะ บุญนิยม บวรราชธานีอโศก ซึ่งเป็นชุมชนแบบบวร ( บ้านวัดโรงเรียน ) ที่เป็น ชุม ชน ชาวพุทธที่ปฏิบัติศีล 5 เป็นอย่างน้อย กินอาหารมังสวิรัติ ไม่มีเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ลดละ เลิก อบายมุข เป็นสังคมสาธารณโภคี ที่ เป็น “ค น จนอย่างเบิกบาน สุข สำราญใจ” ตามสมัยพุทธกาล มีความชัดเจนว่าการเคี้ยว อาหาร ละเอียด อย่างพอดี นั้น เป็นหนึ่งในฐานของการปฏิบัติธรรม ในเรื่องของ การกินอยู่หลับนอนของนักปฏิบัติธรรม หรือเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ในเรื่องของ อาหาร ซึ่งแต่ละ ปัจเจกบุคคล ท่านมีภูมิรู้ อันเป็น สัมมาทิฎฐิ ในการ น้อม นำ ธรรมะ มาปฏิบัติแตกต่างกัน ตามฐาน หรือภูมิรู้ของตน การ ตั้ง จิต และ การทำใจในใจ ในการน้อมนำ หลักพุทธธรรมะ มาปฏิบัติให้สัมฤทธิ์ผล คือ การพิจารณา ให้ เห็นประโยชน์ ของพฤติกรรมสุขภาพที่ ดี เป็นประโยชน์ เห็นโทษ ของพฤติกรรมสุขภาพที่ ไม่ดี เป็นโทษ และการพิจารณาเรื่องกรรมและผลของ กรรม อย่าง แจ่ม แจ้งว่าผลของ กรรมดีกรรมชั่วที่ทำแล้วมีอยู่ ที่จะให้ผลในชาตินี้และชาติอื่น ๆ สืบไป ตามหลัก สัมมาอริย มรรค มี องค์ 8 ด้วยชุมชนจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม มี แนวคิดทฤษฎี องค์ความรู้เรื่อง การเคี้ยวก วฬิง การาหารตามหลักพุทธศาสนาตามภูมิ โ ดย ผู้นำชุมชนจิตอาสา แพทย์วิถีธรรม สวนป่านาบุญ 1 ใจเพชร กล้าจน เป็น ผู้นำการ ปฏิบัติ หลัก ในเรื่องของการดูแลสุขภาพ ด้วยการใช้อาหารเป็นตัวนำในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อความผาสุก อย่าง ยั่งยืน (I nput) ในกระบวนการ ปร ับเปลี่ยนและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ เพื่อสุขภาวะความผาสุก เบิกบาน และ ผ่องใ ส อย่างยั่งยืนไปตามลำดับ ๆ (Process) และผลจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำได้ ( O utput) และ ศึกษา รูปแบบของพฤติกรรมสุขภาพที่ดีและไม่ดี ด้วย กระบวนการปฏิบัติ หลัก “ ศีล สมาธิ ปัญญา ” ตามหลักพุทธธรรม เพื่อการปรับเปลี่ยน “ ภูมิปัญญาและ พฤติกรรมการเคี้ยวก วฬิง การาหาร เ พื่อสุขภาวะ ” ตามหลักพุทธธรรมเพื่อความผาสุก เบิกบาน และ ผ่องใส อย่าง ยั่งยืน ไปเป็นลำดับ ๆ เพื่อเสนอและจัดทำเป็นยุทธศาสตร์การสร้างเสริม สุขภาวะของชุมชน ประเทศชาติ และภูมิภาคต่อไป ชุมชนจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม เป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็งและมี ภูมิปัญญา องค์ความรู้ของตนเอง คือ หลักการแพทย์วิถีธรรม เป็นหลัก การแพทย์ที่นำเอาจุดดีของวิทยาศาสตร์การดูแลสุขภาพทั้ง 4 แผน คือ แผนปัจจุบัน แผนไทย แผนทางเลือกและแผนพื้นบ้าน รวมกับหลัก 8 อ. เพื่อสุขภาพที่ดีของสถาบันบุญนิยม มาจัดการองค์ความรู้ ประยุกต์ผสมผสาน บูรณา การด้วยหลักธรรมของแต่ละศาสนาตามความเชื่อถือของแต่ละคน และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระ ปรมินท รมหา ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน เน้นการแก้ไขหรือลดปัญหาสุขภาพที่ต้นเหตุ โดยใช้สิ่งที่ประหยัดที่สุด แต่ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด ด้วยวิธีที่เรียบง่าย ได้ผลรวดเร็ว สามารถพึ่งพาตนเองได้ ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นเป็นหลัก ประยุกต์เข้ากับวิถีชีวิตได้อย่างยั่งยืน (ใจเพชร กล้าจน. 2558 : 21 - 22) ชุมชนจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม สวนป่านาบุญ 1 อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร มีผู้นำชุมชน คือ ใจเพชร กล้าจน (หรืออาจารย์หมอเขียว) เป็นชุมชนที่มีรูปแบบการปฏิบัติในแนวทางเดียวกับชุมชนบุญนิยม ซึ่งมีผู้นำคือ พ่อครูสมณะ โพธิ รักษ์ ที่เป็นชุมชนสุขภาวะต้นแบบ แบบ “สาธารณโภคี” หรือ “ ชุมชนคนดีมีศีล ” เป็นหลักปฏิบัติในทุก ๆ การกระทำ ใ นการดำเนินชีวิตประจำวัน ในอิริยาบถ 4 คือ การกินอยู่หลับนอน หรือการปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ใน การดำเนิน ชีวิตประจำวัน ตามหลักพระพุทธศาสนา เพื่อการปรับเปลี่ยนลดละเลิกพฤติกรรมที่เป็นโทษเป็นพิษเป็นภัยต่าง ๆ ให้เป็นพฤติกรรมที่เป็นคุณประโยชน์ อันสร้างสรรค์ต่อตนเอง ผู้อื่น สัตว์อื่น และต่อมวลมนุษยชาติอย่าง สูงสุด กับชีวิตของทุก ๆ ชีวิตที่อยู่ร่วมกันบนโลก ผู้นำและพี่น้องชาวชุมชนจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ได้นำเรื่องของการเป็น “หมอที่ดีที่สุดในโลก คือ ตัวเราเอง” “ศูนย์บาทรักษาทุกโรค” และ “ลดกิเลส รักษาโรค” จนถึงปัจจุบัน ล่ าสุดเป็น “ อริ ยศีล รักษาโรค ” มาเป็นหลักในการดูแลสุขภาพเป็นลำดับ ๆ ในการช่วยเหลือเกื้อกูลและแบ่งปันให้กับพี่น้องประชาชนที่สนใจทั่วไป อย่างไม่มีการเรียกเก็บคาใช้จ่ายแต่อย่างใด ให้ได้ทดลองศึกษา และพิสูจน์ ความจริง ตามความเป็นจริง ได้ ( เอหิปัส สิโก) ด้วยการปฏิบัติกับตนเอง ตามหลักกาลามสูตร (พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 ข้อ 505) ให้ เห็นจริงตามความเป็นจริง จนชัดเจน แจ่ม แจ้งได้ด้วยตนเอง ตามหลักวิทยาศาสตร์ จนสามารถพึ่งตนและแบ่งปันต่อให้ผู้อื่นได้ และสามารถนำไปแนะนำคนที่อยู่ใกล้ตัว ให้ สามารถนำไปปฏิบัติตามได้ จนถึงวันนี้มีผู้ที่ได้รับรู้ เรียนรู้ศึกษาและทดลองปฏิบัติตามตามหลักการแพทย์วิถีธรรมรวมประมาณกว่าสองแสนคนทั่วโลก เป็นหลักในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพจากความเจ็บป่วยทั้งทาง ร่าง กายและ จิต ใจ มีความเครียด กลัว และ วิตกกังวล มาสู่ความไม่เจ็บป่วย ความ ไม่เป็นโรคทั้งทางกายและใจ และเป็นการสร้างพฤติกรรมสุขภาพใหม่ให้เข้มแข็งและแข็งแรงด้วยการใช้เทคนิค หลัก 4 เทคนิค คือ “ การรับประทานอาหารปรับสมดุลตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ” “การ ใช้ธรรมะ ละบาป บำเพ็ญบุญ การทำจิตใจให้ผ่องใสไร้กังวล” “การรู้เพียรรู้พัก” และ “การเดินเร็ว กดจุดลมปราณ โยคะกายบริหาร” ซึ่งคือเทคนิคข้อที่ 7 , 8 , 9 และ 6 ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ซึ่งได้มีการ ใช้เรื่อง ของอาหารและ การเคี้ยว ให้ ละเอียด เป็นฐานในการปฏิบัติเพื่อ ฝึกฝนปัญญา ความผาสุกอย่างยั่งยืนไปเป็นลำดับ ๆ ใน ตอนที่ 1 ของบทนี้ เป็นการศึกษา ที่มาของศูนย์และองค์ความรู้เกี่ยวกับ ภูมิปัญญาการเคี้ยวก วฬิง การาหารเพื่อสุขภาวะและเหตุปัจจัยที่เชื่อมโยงกับเรื่องการเคี้ยวก วฬิง การาหารจากผู้นำชุมชน สวนป่านาบุญ 1 และ จิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ที่จะเป็นประโยชน์ต่อภาคการทดลองปฏิบัติ ของ ภูมิปัญญาการเคี้ยวก วฬิง การาหารเพื่อสุขภาวะโดยจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ที่ได้ร่วมปฏิบัติทดลองศึกษา ภูมิปัญญา การเคี้ยวก วฬิง การาหารตามหลัก เทคนิค การรับประทานอาหารปรับสมดุลตามหลักการ แพทย์วิถีธรรม ใน ตอนที่ 2 ของบทนี้ เป็นการศึกษา กระบวนการปฏิบัติภูมิปัญญาการเคี้ยวก วฬิง การาหารเพื่อสุขภาวะ และการรับประทานอาหารปรับสมดุล บูรณา การตามหลักการแพทย์วิถีธรรม และการ ดับ ความชอบชังเหตุแห่ง ทุกข อา ริย สัจด้วย “ อริยสัจ 4 อาริ ยมรรค มีองค์ 8 สัมมาทิฎฐิ 10 พรหมวิหาร 4 ” และในตอนที่ 3 ของบทนี้ เป็นการศึกษา การทดลองปฏิบัติของ ภูมิปัญญาการเคี้ยวก วฬิง การาหาร ที่ บูรณา การตามหลักการแพทย์วิถีธรรม จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลที่เป็น จิตอาสาแพทย์วิถีธรรม จำนวน 5 คน และสรุปผลการศึกษาใน ตอน ท้ายของบท
ตอนที่ 1 ชุมชน สวนป่านาบุญ 1 อำเภอ ดอนตาล จังหวัด มุกดาหาร ประเทศไทย
สภาพ เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ประชาชนในชุมชนเขตพื้นที่อำเภอดอนตาล ส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นชาวนาและเกษตรกร หลังจากฤดูเก็บเกี่ยว ก็ปลูกผักพื้นบ้านเอาไว้ทานเอง ที่เหลือก็นำไปจำหน่ายที่ตลาดใกล้บ้านหรือขายให้พ่อค้าคนกลาง
ภาพที่ 4 1 แผนที่การเดินทางมา ศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ 1 อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ที่มา (ศูนย์เรียนรู้สุขภาพฯ สวนป่านาบุญ 1. แผนที่. 2559)
ธรรมชาติรอบ ๆ ที่ตั้งของศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่า นาบุญ 1 อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ยังเต็มไปด้วยป่าไม้ ยังมีอากาศที่บริสุทธิ์ สภาพแหล่ง ที่อยู่อาศัยเป็นแหล่งเกษตร เป็นพื้นที่สีเขียว ที่กฎหมายกำหนดให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษด้วย เนื่องจากจังหวัดมุกดาหาร เป็นจังหวัดที่อยู่ติดแม่น้ำโขง ที่เป็นเขตเศรษฐกิจที่สำคัญในภูมิภาคลุ่ม แม่น้ำโขง จังหวัดมุกดาหารจึงเป็นจังหวัดที่มีบทบาทและความสำคัญจังหวัดหนึ่งของภาคอีสานด้วย การปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานที่สำคัญที่ทางศูนย์ฯ จะต้องติดต่อด้วย คือ เทศบาลตำบลดอนตาลผาสุกและเทศบาลตำบลดอนตาล
ลักษณะ ทางกายภาพ พื้นที่ตั้งของศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ 1 อำเภอ ดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร อยู่ห่างจากตัวอำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร มาทางด้านทิศใต้ระยะทางประมาณกิโลเมตรที่ 35 แผนที่ เดินทางมาศูนย์ ฯ หรือ ชุมชน สวนป่านาบุญ 1 เป็นดังภาพ แผนที่ข้างต้น การเดินทางที่สะดวกที่สุด คือ การเดินทางด้วยรถยนต์ จะเป็นการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว หรือรถทัวร์โดยสารก็สะดวกดี ศูนย์เรียนรู้ ฯ แห่งนี้เป็นศูนย์แห่งแรกและเป็นศูนย์หลักของเครือข่ายแพทย์วิถีธรรม (ปัจจุบันมีทั้งหมด 9 ศูนย์ฯ ทั่วประเทศ) เป็น สถานที่หลักใน การจัดอบรมค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรมและพระไตรปิฎก ซึ่งในปัจจุบันจัดอบรมเป็นจำนวน 9 วัน เดือนละ 1 ครั้ง ผู้เข้าอบรมมีมาจากทั่วประเทศและต่างประเทศ ซึ่ง ส่วนใหญ่ เป็นชาวอีสานไทยลาว จากภาคอีสาน และชาวลาวจากประเทศลาวเพื่อนบ้านบ้างเล็กน้อย ที่เดินทางมาศึกษาอบรมการดูแลสุขภาพในค่าย ฯ “สวนป่านาบุญ 1 ” ศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ประวัติ สวนป่านาบุญ 1 “สวนป่านาบุญ 1 ” เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นโดย ใจเพชร กล้าจน ผู้นำชุมชนจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม และ ประธานศูนย์เรียนรู้ฯ สวนป่านาบุญ 1 หรือชื่อที่ลูกศิษย์ และ ประชาชนทั่วไปเรียกว่า “อาจารย์หมอเขียว” ผู้ก่อตั้ง ศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ 1 ร่วมกับครอบครัว “มีทรัพย์” เมื่อ ปี พ.ศ. 2538 เพื่อ เป็น ศูนย์เรียนรู้ สุขภาพพึ่งตนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ตั้งอยู่ เลขที่ 114 หมู่ 11 ตำบลดอนตาล อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ห่างจากตัวเมืองมุกดาหารเป็น มาทางทิศใต้ ระยะทางประมาณกิโลเมตรที่ 35 และ อยู่ห่างจากโรงพยาบาลดอนตาล มาทางทิศใต้ประมาณ 1-2 กิโลเมตร โดย ที่ศูนย์ฯ สวนป่านาบุญ 1 เริ่มทำไร่นาสวนผสมไร้สารพิษ หลังจากที่คุณหมอเขียวได้ไปศึกษาดูงานเกษตรผสมผสานและการแพทย์พื้นบ้านกับปราชญ์ชาวบ้าน ที่จังหวัดบุรีรัมย์ แล้วกลับมาร่วมกับครอบครัวทำไร่นาสวนผสม พร้อมกับได้เริ ่มเรียนรู้และฝึกฝนการใช้สมุนไพร และ ธรรมชาติบำบัดมาเรื่อย ๆ อาจารย์ หมอเขียว ได้ตั้งชื่อพื้นที่แห่งนี้ว่า “ ศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ ” อาจารย์ หมอเขียวเคยเล่าให้ฟังว่า “ ที่นี ่ เป็นทั้งสวน เป็นป่า เป็นนา และ เป็นบุญ ” และก็เป็นตามนั้นจริง เพราะผู้ที่มาที่ สวนป่านาบุญ จะได้เห็นว่าที่นี่มีส่วนที่เป็น สวน ป่า นา และเป็นบุญ (สถานที่เกื้อกูลต่อการบำเพ็ญบุญ (ลดกิเลส) และกุศล) ปลูกพืชผักสมุนไพรต่าง ๆ ไว้ รับประ ทานเอง และใช้ในการอบรมด้วย โดยในช่วงระยะเวลาประมาณ 10 ปี กว่า (พฤศจิกายน พ.ศ. 255 0 – พฤษภาคม 2561) ที่ได้เปิดการอบรมค่ายสุขภาพ พืชผักสมุนไพรไร้สารพิษ ที่ทางศูนย์ ฯ ผลิตได้เอง ก็ค่อย ๆ มีผลิตผลที่มากขึ้น ๆ เป็นลำดับ ๆ และ ที่ ได้รับการบริจาคจากเครือข่ายแพทย์วิถีธรรมมากขึ้น ก็ได้นำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหารให้กับผู้เข้ารับการอบรมในศูนย์ ฯ แล ะ ในปัจจุบันพบว่าพืชผักสมุนไพรต่าง ๆ จึงมีทั้งที่มีผู้เข้าอบรมนำมาร่วมบริจาคและ ส่วน ที่ต้องซื้อ ตามเหตุปัจจัยเป็นครั้งคราว การ ดูแลสุขภาพตามหลักการแพทย์วิถีธรรม หรือแพทย์ทางเลือกวิถีพุทธ (บุญนิยม) ซึ่งเป็นการดูแลสุขภาพโดยการบูร ณา การองค์ความรู้ด้านการแพทย์ แผนวิทยาศาสตร์สุขภาพแผนปัจจุบัน แผนไทย แผนทางเลือก และแผนพื้นบ้าน อันถูกต้อง โดยเน้นการพึ่งตนเองเป็นหลัก ผสมผสานด้วยหลัก พุทธธรรมะ และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการดูแลสุขภาพที่ดี ให้เกิดผลในการรักษา - บำบัดโรค และยังลดปัญหาสุขภาพในหลากหลายสาเหตุอีกด้วย เป็นเรื่องของการใช้หลักการผสมผสานอย่างเป็นธ รรมชาติที่เน้นความสมดุลนั่นเอง เน้นที่จากอาหารตั้งแต่การปลูก-การปรุง-การรับประทาน อาหาร -การออกกำลังกาย-การทำสมาธิ (แบบลืมตา) ตามหลักพุทธศาสนาแบบอ เทวนิ ยม เพื่อช่วยในการปรับอารมณ์ คลายความเครียด ลดละเลิกความโลภโกรธหลง ปรับความคิดความเห็นความเข้าใจใน “ธรรมะ” ที่จะเป็นแก่นเป็นสาระแท้ของชีวิต ความเป็นไปและดำเนินไปของชีวิตทุกชีวิตที่ทำให้ผาสุกที่แท้จริงได้จริง และต่อด้วยการล้างหรือขับสารพิษออกจาก จิตใจและ ร่างกายด้วยกระบวนการปรับสมดุลอย่างถูกต้องถูกตรง ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม
ภาพที่ 4 2 แผนผังสภาพนิเวศวิทยาและการใช้พื้นที่ภายใน ศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตนตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง สวนป่านาบุญ 1 อำเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ที่มา ( มูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย . แผนที่. 2561, มกราคม 27)
ศูนย์เรียนรู้ ฯ สวนป่านาบุญ 1 เป็นสถานที่หลักในการดำเนินการ “ธุระบุญ” ค่ายสุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ในปัจจุบันเป็นหลักสูตรการดูแลสุขภาพพึ่งตน ที่เปิดอบรมให้กับประชาชนผู้ที่สนใจทั่วไป เป็นระยะเวลา 9 วัน 9 คืน พร้อมกับการ เป็นแหล่งผลิตอาหารปรับสมดุลร้อน เย็น ที่สำคัญ เป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษ ในการปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร สมุนไพร พืช ผัก ผลไม้ ที่ ไร้สารพิษ เพื่อ มวลมนุษยชาติ โดย ใช้ เลี้ยงตนเองสำหรับครอบครัว “มีทรัพย์” และพี่น้องจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ที่อยู่เป็นประจำภายในศูนย์ ฯ จำนวน ประมาณ 40 ชีวิต จิตอาสาจรที่มาพักค้างเป็นบางครั้งบางคราวอีกกว่า 20 ชีวิต ในแต่ละรอบ และ ใช้ เกื้อกูล ช่วยเหลือ มวลมนุษยชาติ ในเวลาทำค่ายสุขภาพและพระไตรปิฎก ทั้งในด้านเป็นแหล่งอาหาร สุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมที่ดีงาม เพื่อใช้สนับสนุนกิจกรรมค่ายสุขภาพแบบศูนย์บาทรักษาทุกโรค ซึ่งเป็นค่ายสุขภาพพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ที่นำเอาจุดดีของการแพทย์ทุกแผนมา บูรณา การด้วยธรรมะและปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แก้ปัญหาและพัฒนาทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม และ วัฒนธรรม การทำความดีด้วย “การลดกิเลสให้มาก ๆ และช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นให้มาก ๆ” ไปพร้อม ๆ กัน เน้นการใช้สิ่งที่ประหยัด เรียบง่าย ใกล้ตัวและในตัว ได้ผลเร็ว พึ่งตนเองได้ ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นเป็นหลัก ประยุกต์เข้ากับวิถีชีวิตได้อย่างยั่งยืน โดยพัฒนาคนไปสู่ “ชีวิตที่พอเพียงเรียบง่าย ร่างกายที่แข็งแรง จิตใจที่ดีงาม จิตใจที่เป็นสุข” เพื่อเกื้อกูลมวลมนุษยชาติให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเชื่อมโยงกันในทุกมิติ ชุมชน สวนป่านาบุญ 1 ชุมชนสวนป่านาบุญ 1 นั้น เกิดจากการที่อาจารย์หมอเขียว เปิดพื้นที่ให้จิตอาสาแพทย์ วิถีธรรมได้มาทำความดีร่วมกัน ท่ามกลางหมู่มิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี ด้วยการจัดองค์ประกอบของพื้นที่อันเป็นพื้นที่เดิมของคุณแม่ครั่ง คุณแม่ของอาจารย์หมอเขียว ที่อาจารย์ หมอเขียว ก็ได้ชวนคุณแม่ครั่งและครอบครัวมาเป็นผู้ให้ด้วยการก่อตั้งศูนย์เรียนรู้ฯ สวนป่านาบุญ 1 เมื่อกว่า 10 ปีก่อน หลังจากที่มีจิตอาสามาบำเพ็ญบุญกุศลมากขึ้น ๆ ตามลำดับ จนปัจจุบันมีจิตอาสาที่อยู่เป็นประจำ จากการได้ขอปวารณาตัวเป็นจิตอาสาประจำ ได้มารวมตัวกันอยู่ในชุมชน ประมาณกว่า 4 0 ท่าน และจิตอาสาแบบไม่ประจำ ที่จะมาร่วมกันบำเพ็ญเป็นครั้งคราวเมื่อมีการจัดค่ายสุขภาพขึ้นในแต่ละเดือน ด้วยจิตอาสาส่วนใหญ่ “เห็นความสำคัญในการให้ชีวิตมี “ธรรมะ” ที่จะเป็นประโยชน์ ลดทุกข์ในจิตใจของตนได้ มาเพื่อฝึกฝนปฏิบัติธรรม ทำประโยชน์ให้กับสังคม ชุมชนและตนเอง ด้วยการฝึกฝนการลดละเลิกกิเลสของตน ความโลภโกรธหลง ที่เป็นกองทุกข์ทั้งมวล ที่จะนำไปสู่การดำเนินวิถีชีวิตแบบพอเพียง “ชีวิตที่พอเพียงเรียบง่าย ร่างกายที่แข็งแรง จิตใจที่ดีงาม จิตใจที่เป็นสุข” เศรษฐกิจในชุมชนของศูนย์เรียนรู้ฯ สวนป่านาบุญ 1 ส่วนใหญ่เป็นจิตอาสาอยู่ทำงานฟรี อยู่กันแบบ “สาธารณโภคี” โดยจิตอาสาทุกคนเสมือนเป็นพี่น้องครอบครัวเดียวกัน โดยในทางธรรม ถือว่า พี่น้องจิตอาสาทุกคนเป็นครอบครัวทางธรรมครอบครัวเดียวกัน อันเป็นครอบครัวใหญ่ “ ครอบครัวแห่งพุทธะ ” และพี่น้องจิตอาสาส่วนใหญ่จะมีลักษณะและบุคลิกหรือวัฒนธรรมความเชื่อและความศรัทธาในสิ่งเดียวกัน นั้นคือ จิตอาสาแพทย์วิถีธรรมทุกคนมีคุณครูอาจารย์หลักที่ทุกคนให้ความศรัทธาและเคารพเป็นอย่างสูง นั้นคือ อาจารย์หมอเขียว ดร.ใจเพชร กล้าจน ที่ทุกคนจะปฏิบัติตามคำสอนคำแนะนำของท่าน และทุกคนส่วนใหญ่จะเชื่อในเรื่องของ “กรรมและวิบาก” กันเป็นอย่างดี วัฒนธรรม ประเพณีและกิจกรรมสำคัญในชุมชน ศาสนา และความเชื่อที่นับถือ วัฒนธรรมการกินอยู่แบบสาธา ร ณโภคี คือ กินใช้อยู่ด้วยของส่วนกลาง ช่วยกันหา ช่วยกันทำ แล้วนำมารวมไว้ ส่วนกลาง แบ่งปันแจกจ่ายใช้สอยร่วมกัน เป็นระบบที่ทุกคนไม่มีใครเป็นเจ้าของ หรือเป็นของส่วนตัว มีแต่ส่วนกลาง ส่วนกลางรวยไม่ขาดแคลน แต่ส่วนตัวจนไม่สะสม สิ่งที่จำเป็นข้าว ผ้า ยา เครื่องนุ่งห่มเราก็เบิกจากกองบุญส่วนกลาง อาหารและยารักษาโรคที่ดีที่สุดในโลก ก็คือ การที่จิตใจมีธรรมะ ในระดับที่ลดทุกข์ทรมานในจิตใจลงได้ นั้น คือ การมี “ปัญญา” ในระดับวิปัสสนา ที่จะพาลดทุกข์ความโลภโกรธหลง ในจิตใจ ที่จะเป็นอาหารและยารักษาโรค ที่เลิศยอดที่สุดในโลก เป็นยาที่มีประสิทธิภาพและอานุภาพอันสูงสุด ยาที่สามารถผ่าตัดกิเลส กองทุกข์ทั้งมวลลงได้ เมื่อผู้ใดสามารถผ่าตัดกิเลสของตนได้สิ้นเกลี้ยง ผู้นั้นก็จะเป็นผู้ที่มี ความผาสุกที่สุดในโลก ในส่วนของ วัตถุอาหารต่อด้านร่างกาย ชุมชนสวนป่านาบุญ 1 มีฐานกสิกรรม ที่จิตอาสาได้ปลูกพืชผักสมุนไพร ต่าง ๆ รวมถึงไม้ผล และไม้ยืนต้น ต่าง ๆ ให้ผู้ที่อยู่ในศูนย์ ฯ และจิตอาสาทุกท่าน ๆ ได้เก็บพืช ผักผลไม้ ธัญญาหารต่าง ๆ นำมาแบ่งปันกัน และทำอาหารปรับสมดุล ที่เหมาะกับแต่ละบุคคล ด้วยใจที่เป็นสุข
ภาพที่ 4 3 ผู้นำชุมชนและพี่น้องจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ได้ถ่ายภาพหมู่ร่วมกัน ที่มา ( ทีมสื่อ แพทย์วิถีธรรม. ภาพถ่าย. 25 60 , กันยายน 16 ) สา ราณีย ธรรม 6 หมายถึง ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความระลึกถึงกัน ถือว่าเป็นธรรมที่เป็นพลังในการสร้างความสามัคคี มีอยู่ 6 ข้อ คือ 1 . กายกรรมอันประกอบด้วยเมตตา คือ การกระทำทางกายที่ประกอบด้วยเมตตา เช่นการให้การอนุเคราะห์ ช่วยเหลือและเอื้อเฟื้อต่อผู้อื่น ไม่รังแกทำร้ายผู้อื่น 2 . วจีกรรมอันประกอบด้วยเมตตา คือ การมีวาจาที่ดี สุภาพ อ่อนหวาน พูดมีเหตุผล ไม่พูดให้ร้ายผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน 3 . มโนกรรมอันประกอบด้วยเมตตา คือ ความคิดที่ประกอบด้วยเมตตาทั้งต่อหน้าและลับหลัง เป็นการคิดดีต่อกันไม่คิดอิจฉาริษยาหรือไม่คิดมุ่งร้ายพยาบาท หากทุกคนคิดแล้วปฏิบัติเหมือนกันความสามัคคีก็จะเกิดขึ้นในสังคม 4 . สาธารณโภคี คือ การรู้จักแบ่งสิ่งของให้กันและกันตามโอกาสอันควร เพื่อแสดงความรัก ความหวังดีของผู้ที่อยู่ในสังคมเดียวกัน 5 . สีลสามัญญ ตา คือ ความรักใคร่สามัคคี รักษาศีลอย่างเคร่งครัดเหมาะสมตามสถานะของตน มีความประพฤติสุจริตปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของหมู่คณะ ไม่เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น 6 . ทิฏฐิสามัญญ ตา คือ การมีความเห็นร่วมกัน ไม่เห็นแก่ตัว รู้จักเคารพและรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ร่วมมือร่วมใจในการสร้างสรรค์สังคมให้เกิดความสงบ ธรรม 6 ประการ ที่ผู้ใดได้ประพฤติจะเกิดความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เกื้อกูลกันไม่ทะเลาะวิวาทกัน อันจะเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความรักความสามัคคีกันตลอดไป 770890 195580 0 0
ภาพที่ 4 4 คำสอนเพชรจากใจเพชร โดย ใจเพชร กล้าจน เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2559 ที่มา (มูลน ิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย. คำคมใจเพชร. 2559 , พฤศจิกายน 1 )
วัฒนธรรมการร่วมประชุมการงานกายใจ “อปริหา นิย ธรรม 7” การประชุม “อปริหา นิย ธรรม” เป็นสมรภูมิแห่งชัยชนะที่ข้าศึก (กิเลส) พ่ายแพ้ตลอดกาลนาน คือ ขบวนการอปริหา นิย ธรรม ที่คนดีมาทำร่วมกับหมู่มิตรดีที่ลดกิเลส มีการประชุมกัน หารือร่วมกัน ทำตามมติหมู่คนดี จะมีพลังช่วยกันลดกิเลส มีพลังร่วมกันกระทุ้งกิเลส และฆ่ากิเลส อปริหา นิย ธรรม 7 คือ ธรรมที่พาเจริญอย่างเดียว ไม่มีเสื่อมเลย หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิก พร้อมเพรียงกันช่วยทำกิจ ไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงบัญญัติ ไม่เพิกถอนสิ่งที่ทรงบัญญัติแล้ว สักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุผู้เป็นเถระ (ผู้ใหญ่) เป
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive