สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สยังอภิญญาผู้อธิบายสัมมาทิฏฐิ 10.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข30 ตุลาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สยังอภิญญาผู้อธิบายสัมมาทิฏฐิ 10 _อธิวัน มูลทราย • ผมไม่เชื่อใดๆทั้งสิ้น เพราะสิ่งที่เห็นมันคือมนุษย์อยู่ใต้สัญชาติญาน ผมมีกิเลสย่อมเห็นคนมีกิเลสด้วยกัน ผมไม่เข้าข้างมหายาน ไม่เข้าข้างธรรมยุติ ไม่เข้าข้างเถรวาท แต่เลือกที่เอาสิ่งดีๆของแต่ละนิกายมาคิดวิเคราะห์ และเลือกทำตามตามจริตของตัวเอง ดูดีๆแล้วแต่ละลัทธินิกาย ก็จะสอนต่างกันแต่จุดมุ่งหมายเดียวกัน แล้วจะทะเลาะกันเพื่ออะไรในเมื่อเรานับถือพระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน พ่อครูว่า..การไปยืนยันว่าวิธีการต่างกันนั้นผิด ของศาสนาพุทธมีวิธีการเดียว ”มรรค มีองค์ 8"นั้นคือ "ทางเอกทางเดียว ไม่มีทางอื่น"(เอเสวมัคโค นัตถัญโญ) ล.25 ข.30 ล. 25 ข้อ[30 ] ทางมีองค์แปด ประเสริฐกว่าทางทั้งหลาย ศาสนาพุทธเป็นศาสนาเดียวที่มีมรรคมีองค์ 8 เป็นทางปฏิบัติทางเดียวเท่านั้นไม่มีทางอื่น เอเสวมัคโค นัตถัญโญ แล้วทำไมจะต้องไปเถียง ก็ต้องเถียงต้องบอก ก็เพราะว่าพระพุทธเจ้าบอกว่ามีทางเดียว ซึ่งเข้าใจไม่ได้ง่ายๆเลยเข้าใจยากจริงๆไม่รู้จะว่าอย่างไร อาตมาก็ขอยืนยันตามคำสอนพระพุทธเจ้า เอเสวมัคโค นัตถัญโญ นี่แหละไม่มีทางอื่น ทางมรรคมีองค์ 8 ซึ่งทางมรรคมีองค์ 8 มีพระพุทธเจ้าตรัสไว้ปฏิบัติตามนี้แล้วจะเกิดสมณะ 4 เหล่า พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ลัทธิอื่นศาสนาอื่นไม่มีมรรคมีองค์ 8 ทางที่นอกจากมรรคมีองค์ 8 ไม่ใช่ของพุทธจึงเป็นทางอื่น จึงต้องบอกว่าอย่าไปหลงทางผิด ให้อธิบายมรรคมีองค์ 8 ให้ตรงกันอย่างเดียว แม้แต่บอกว่า มรรคมีองค์ 8 อย่างเดียวกันยังอธิบายต่างกันเลย ก็ต้องให้มีสัมมาทิฏฐิตรงกัน ปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค์จึงจะเกิดสัมมาสมาธิ อยู่ในมหาจัตตารีสกสูตรพระไตรปิฎกเล่ม 14 ข้อ 252 ถึง 281 ท่านตรัสไว้ชัด สมาธิของพระพุทธเจ้าต้องปฏ

อ่านต่อ

ิบัติมรรคทั้ง 7 องค์ จึงจะเกิดเป็นสัมมาสมาธิ เริ่มต้น เป็นสัมมาทิฏฐิเป็นข้อแรกก็เป็นประธาน ก็ต้องให้เข้าใจสัมมาทิฏฐิ 10 นี่แหละสำคัญยิ่งยุคนี้ยิ่งสำคัญมาก ก็เพราะว่าผู้ที่จะเข้าใจสัมมาทิฏฐิ 10 จริงอธิบายอย่างสอดคล้องได้จะต้องเป็น สยังอภิญญาในข้อที่ 10 โลกใดที่ไม่มี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) โลกนั้นก็เป็นโลกที่ไม่มีสัมมาทิฐิ แต่ถ้าโลกไหนมียุคไหนมีผู้ที่เป็น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง อาตมายืนยันว่าอาตมาเป็น สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) ไม่ได้มีกิเลสในจิต ไม่มีสาเฐยจิต ไม่ได้อยากอวดโอ่ แต่บอกความจริงตามความเป็นจริง เพราะฉะนั้นการที่ไม่รู้จักสมณะผู้ที่เป็น สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา ทั้งๆที่ประกาศบอกให้ฟังตรงๆก็ยังไม่เชื่อ ยังไปนับถือผู้ที่เห็นต่างปฏิบัติต่าง ผู้ที่เป็นมิจฉาทิฐิ ก็เลยปฏิบัติ สัมมาทิฏฐิ 9 ข้อต่างกัน คุณก็เข้าใจไม่ได้ ทานที่ให้แล้วมันไม่เกิดผล นัตถิทินนัง ทุกวันนี้ศาสนาพุทธสอนการทำทานไม่สัมมาทิฏฐิ ทานแล้วยังมี อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา(ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์) คือ ทำทานแล้ว มี 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ 4.อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ อันที่ 2 ดาวดึงส์ คือ ทำทานเพราะว่าเห็นว่าเป็นความดี อันที่ 3 ยามา คือ ทำทานเพราะเพื่อเป็นประเพณี อันที่ 4 ดุสิต คือทำทานเพราะเห็นว่า สมณะหุงหาอาหารเองไม่ได้ อันที่ 5 นิมมานรดี คือทำทานเพราะทำตามฤาษีใหญ่ๆ อันที่ 6 ปรนิมมิตวสวัตตี ทำทานเพราะว่า อยากได้ปลื้มใจ(อตฺตมนตาโสมนสฺสํ) เพราะสอนทำใจในใจไม่เป็น สอนให้ทำทานอย่างให้ได้สวรรค์วิมานอะไรต่างๆนานา สรุปแล้ว ทินนัง ทานที่ทำทานเสร็จแล้ว จิตไม่เกิดอานิสงส์ไม่เกิดประโยชน์ที่จะไปตัดกิเลส เพราะทำใจในใจมนสิการ มันไม่มีการโยนิโส ไม่ถูกต้องถูกแท้ ทำใจในใจไม่เป็น ทำใจในใจให้ได้สวรรค์นิพพาน ได้ภพชาติตอบแทน ผิด ทานก็ต้องให้ ให้แล้วจบ จิตอย่าไปมีภพชาติต่อ ทำจิตอย่างนี้จึงเป็นอัตถิโลเก คือทานมีผล ไม่ใช่ทานแล้วไม่มีผล ยุคนี้ ไม่มีที่ไหนสอนอย่างนี้ อาจจะมีนะแต่อาตมาไม่รู้ หากมีผู้รู้สอนอย่างที่ว่านี้ถูกตรงด้วย แต่ไม่ได้เกิดการปฏิบัติก็เสียผล

ศีลพรตอีก อัตถิยิฏฐัง เป็นวิธีการปฏิบัติ การนั่งหลับตาปฏิบัติคือการปฏิบัติที่ นัตถิยิฏฐังคือไม่เกิดผล ขอยืนยันว่านั่งหลับตาไม่มีผล ได้แต่สมถะไม่เกิดวิปัสสนาญาณ ไม่เกิดกระบวนการครบเวทนา 108 จึงไม่ได้เกิดผลตามคำสอนพระพุทธเจ้า สังเวยที่มีผล คือหุตัง ปฏิบัติทาน ศีลพรตแล้วเกิดผลเป็นข้อที่ 3 อาตมาก็อธิบายให้เกิดผลถูกตรงได้ แล้วข้อต่อไป 4. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) ทำให้เกิดสุกต ไม่เกิดทุกกฎะ 5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ โลกนี้คือโลกโลกียะ ปรโลโก คือโลกอื่นที่ไม่ใช่โลกโลกียะ ต้องเข้าใจโลกียะคือความวนอยู่ในกิเลส ติดในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ปฏิบัติทาน ศีลพรต ก็เอาลาภยศสรรเสริญสุขใส่ตน 6. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ เป็นโลกที่พระพุทธเจ้าค้นพบเป็นโลกที่เกิด อัญญธาตุ ปรก็แปลว่าอื่น แต่อัญญะ เป็นนัยซึ่งเป็นตัวบอกว่าจิตมันเกิดความเห็นความรู้แบบใหม่ที่ไม่ใช่วนอยู่ในโลกโลกีย์แล้ว มันเข้าใจต้องออกจากโลกีย์อย่างนี้หรือแล้วก็จะปฏิบัติเพื่อออกจากโลกเก่าได้ เข้าใจแล้วปฏิบัติด้วย 7. มารดา มี (อัตถิ มาตา) 8. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) . 9 . สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) . อันหนึ่งเป็นแม่อันหนึ่งเป็นพ่อ อันหนึ่งเป็นรูปอันหนึ่งเป็นนาม หรืออันหนึ่งเป็นพ่ออันหนึ่งเป็นแม่ทำให้เกิดจิต โอปปาติกะ เป็นอุบัติเทพ วิสุทธิเทพ อธิบายได้ พาให้ปฏิบัติได้เพราะผู้นี้เป็น

10. สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) . . . . . (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 257) พูดอย่างกับเปรียญ 18 เลย โพธิรักษ์ อาตมาอธิบายให้ปฏิบัติและเกิดผลได้เพราะอาตมาเป็นผู้รู้จริง อาตมามั่นใจที่สุดว่าอาตมาอธิบายถูกต้องยืนยันถูกต้องฟังให้ดีๆอาตมาพูดความจริงไม่ได้อยากอวดตัวตนอะไร ฟังให้ดีๆ ที่เข้าใจอาตมาผิดโยนทิ้งไปเถอะ จะเกิดอาการกุศลมาก แล้วจะเกิดบุญได้เลยคือการชำระกิเลสจะเกิดปฏิบัติจรณะ 15 ให้เกิดฌาน 4 เผากิเลสได้ หากคุณเข้าใจฟังที่อาตมาพูดดี คุณปฏิบัติจรณะ 15 ได้ คุณก็ปฏิบัติเป็นรูปพระพุทธเจ้า ประวัติจรณะ 15 วิชชา 8 เป็นของพระพุทธเจ้า ตรัสรู้เป็นพุทธคุณ 9 เป็นข้อหนึ่งในนั้น ศาสดาอื่นก็ไม่มี มีแต่ศาสดาพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะรู้จักจรณะ 15 วิชชา 8 ท่านสอนให้ปฏิบัติตามรู้ตามได้ ตามมาถึงชาตินี้ซึ่งเขาได้อธิบายผิดเพี้ยนไปมากแล้ว อาตมาก็ต้องเอามาอธิบายปากเปียกปากแฉะ จนปากจะเปื่อยอยู่แล้ว ก็จำนนต้องอธิบาย 620830_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ คิดต่างมุมกันได้แต่อย่าโกรธกันเลย

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน