สื่อธรรมะพ่อครู(วิเวก 3) ตอน วิเวก กับ วิโมกข์.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข30 ตุลาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(วิเวก 3) ตอน วิเวก กับ วิโมกข์ _อโศก สัมปวังโก กราบนมัสการพ่อท่านที่เคารพอย่างสูง 1. สภาวะจิตของผู้สัมผัสวิเวก 3 กับสภาวะจิตของผู้สัมผัสวิโมกข์ 8 ต่างกันหรือไม่อย่างไร 2. กระผมสังเกตว่าธรรมะ 2 หมวดคือจรณะ 15 และมรรคมีองค์ 8 นั้นมีรายละเอียดของไตรสิกขา 3 รวมอยู่ด้วยจึงเกิดความสงสัยว่าธรรมะทั้งสองหมวดดังกล่าวบัญญัติไว้ด้วยจุดประสงค์ที่ต่างกันอย่างไร พ่อครูว่า..คำว่าวิเวกกับวิโมกข์ต้องต่างกันแน่นอน วิโมกข์ คือโครงสร้างทฤษฎีสู่การปฏิบัติ ตั้งแต่เริ่มรู้จักธรรมะ 2 รูปนาม ทั้งภายนอกและภายใน ทั้งผลที่ได้ เจริญด้วยฌานก็ดี อรูปฌานก็ดี จนที่สุดถึง สัญญาเวทยิตนิโรธ นี่คือวิโมกข์ 8 ส่วนวิเวก 3 คือกายวิเวก จิตวิเวก อุปธิวิเวก วิเวก 3 อาตมาก็ย้ำ ในข้อ 33 พระไตรปิฎกเล่ม 9 [33] คำว่า นรชนเช่นนั้น ย่อมอยู่ไกลจากวิเวก มีความว่า วิเวก ได้แก่ วิเวก 3 อย่าง คือ กายวิเวก จิตตวิเวก อุปธิวิเวก. กายวิเวกเป็นไฉน? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ย่อมซ่องเสพเสนาสนะอันสงัด คือป่า โคนต้นไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง และเป็นผู้สงัดด้วยกายอยู่คือ เดินผู้เดียว ยืนผู้เดียว นั่งผู้เดียว นอนผู้เดียว เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาตผู้เดียว กลับผู้เดียว นั่งอยู่ในที่เร้นลับผู้เดียว อธิษฐานจงกรมผู้เดียว เป็นผู้เดียว เที่ยว อยู่ เปลี่ยนอริยาบถ ประพฤติรักษาเป็นไป ให้เป็นไป นี้ชื่อว่า กายวิเวก. จิตตวิเวกเป็นไฉน? ภิกษุผู้บรรลุปฐมฌาน มีจิตสงัดจากนิวรณ์ บรรลุทุติยฌาน มีจิตสงัดจากวิตกและวิจาร บรรลุตติยฌาน มีจิตสงัดจากปีติ บรรลุจตุตตถฌาน มีจิตสงัดจากสุขและทุกข์ บรรลุอากาสานัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา บรรลุวิญญาณัญจายตนฌาน มีจิตสงัดจากอากาสานัญจายตนสัญญา บรรลุอา

อ่านต่อ

กิญจัญญายตนฌาน มีจิตสงัดจากวิญญาณัญจายตนสัญญา บรรลุเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน มีจิตสงัดจากอากิญจัญญายตนสัญญา (เมื่อภิกษุนั้น) เป็นโสดาบันบุคคล มีจิตสงัดจากสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพัตตปรามาส ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับสักกายทิฏฐิเป็นต้น เป็นสกทาคามีบุคคล มีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ อย่างหยาบ กามราคานุสัยปฏิฆานุสัย อย่างหยาบ และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกันกามราคสังโยชน์อย่างหยาบเป็นต้นนั้น เป็นอนาคามีบุคคล มีจิตสงัดจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์อย่างละเอียดกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย อย่างละเอียด และจากกิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับกามราคสังโยชน์อย่างละเอียดเป็นต้นนั้น เป็นอรหันตบุคคลมีจิตสงัดจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะอุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย กิเลสที่ตั้งอยู่ในเหล่าเดียวกันกับรูปราคะเป็นต้นนั้น และจากสังขารนิมิตทั้งปวงในภายนอก นี้ชื่อว่าจิตตวิเวก. พ่อครูว่า...ชัดเจนไหมว่าต้องมีภายนอกเสมอจะเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามีอรหันต์ จะต้องมีภายนอก ถ้าไม่มีภายนอกร่วมด้วย ไม่ได้ ชัดเจนไหมพวกหลับตาทั้งหลาย ต้องมีภายนอกมาทั้งสิ้น พวกที่ไปหลับตาประพฤติไม่มีเบื้องต้นเลย สรุปว่า เบื้องปลายก็ไม่ได้ พวกกายสักขี อาสวะบางอย่างหมด แต่นี่อยู่ในคำอนุโลม พระพุทธเจ้าตรัสถึงผู้ที่มีบารมี พอศึกษาก็ไปหลงอาจารย์ที่มีบารมีมา ไม่ได้พบอาจารย์ที่เป็นสัตบุรุษก็เลยไปนั่งหลับตาปฏิบัติก็ได้อาสวะบางอย่างหมดได้ แต่เป็นบารมีเก่า คุณไม่ได้ของใหม่เลย อันนี้ก็รู้ยาก อย่าไปย้อนแย้งคำสอนพระพุทธเจ้าโดยท่านสอนไปตามลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ อาตมาบรรยายถูกตามพระพุทธเจ้าสอนถ้าคุณเชื่อคุณเลิกหลับตา แล้วมาปฏิบัติอย่างที่อาตมาสอน คุณจะหลับตาก็เพียงแต่ใช้ เตวิชโช อุปการะมากคือการตรวจสอบภูมิธรรมที่เราปฏิบัติแล้ว เหมือนการลงบัญชี เราได้อะไรเกิดอะไรดับ หลับสนิทหรือไม่หลับสนิทยังเหลือส่วนเหลืออยู่เท่าไหร่ก็ตรวจสอบความจริง จนอาสวะหมด หมดเท่านั้นเท่านี้ตอนนี้เป็นพระโสดาบัน ตอนนี้เป็นพระสกิทาคามี โสดาบัน ยังไม่ได้ดับอนุสัย สกิทาคามีก็เริ่มดับอนุสัยได้บางอย่าง มาอนาคามีก็ดับอนุสัยได้มาก เป็นภวราคานุสัย ปฏิฆานุสัย จนมาเป็นอรหันต์ มานานุสัย กับภวราคานุสัย เป็นอนุสัยข้อที่ 5 กับ 6 อันสุดท้ายคือ อวิชชานุสัย ที่เรียงลำดับในอนุสัย 7 อนุสัย 7 ไม่ได้เรียงเหมือนสังโยชน์ 10 ผู้ที่เป็นปัญญาวิมุตินั้นอาสวะดับสิ้นหมดนับเป็นพระอรหันต์ได้ขั้นต้น ปัญญาวิมุติ คุณต้องเรียนรู้รายละเอียดของอนุสัยจนหมดอนุสัยเป็นอุภโตภาควิมุติ คุณจึงจะเป็นพระอรหันต์สมบูรณ์แบบเป็นบุคคลที่ 7 ในทักขิเณยบุคคล สายศรัทธา 1. สัทธานุสารี 3. สัทธาวิมุติ . 5. กายสักขี . สายปัญญา 2. ธัมมานุสารี . 4. ทิฏฐิปัตตะ . 6. ปัญญาวิมุติ . . (มีวิโมกข์ 8 มาตลอด) ขอบอกว่าคุณอย่าเพ่งโทษอาตมา ถ้าคุณเพ่งโทษจะไม่เปิดจิตรับอาตมาได้ ไม่มีปรโตโฆษะ ที่เป็นผู้ที่ฟังได้รับได้ หากตั้งใจฟังให้ดีจะเข้าใจการทำจิต มนสิการ แล้วคุณจะเข้าใจถ่องแท้ละเอียดลออ จนกระทั่งจับ ต้นกลางปลายลงไปถึงที่เกิด ลงไปถึงแดนที่จะแก้ไขจุดสำคัญ คือ จุดที่เกิดที่ดับคือจิตเจตสิกมี หทยรูปอยู่ตรงไหน ซึ่งมันก็ไม่ได้อยู่กับที่กับทาง จะต้องมีวิญญาณที่เราจับได้ว่าอันนี้แหละคือหัวใจหรือจิตวิญญาณของมัน หทยรูป แล้วก็จัดการมัน ขอลงละเอียด รูปที่28 รูป 4 คือ มหาภูตะรูป ดิน น้ำ ไฟ ลม รูป 24 จะมี ตา หู จมูก ลิ้นกาย กับ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส คุณมีใจเป็นตัวกลาง มันร่วมรู้ทั้งหมดทั้งภายนอกและภายในเมื่อสัมผัสก็จะเกิดรู้ต้องมีนอกและมีใน 5 คู่ แต่ภายนอก โผฏฐัพพารมย์ รับนอกใน แทนใจไปเลย จึงหักออกเสีย 1 โผฏฐัพพารมย์ ไม่ใช่ใจ แต่แทนใจ แล้วสัมผัสกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส หักออก 1 ก็เหลือ 9 นับอุปาทายรูปมา เกิดภาวรูป ให้เกิดรู้ คือ สิ่งที่ปรากฏมี 2 เป็น ปุริสภาวะหรืออิตถีภาวะ อีก 2 เป็น 11 ก็รู้จักภาวะจิตให้ชัด หทยรูป รูปตัวนี้คือนามนะ อีก 1 เป็น 12 แล้วคุณก็อ่านอาการของจิตที่มันยังมีชีวิตอยู่ คุณจะต้องรู้ความเป็นชีวะ ชีวะระดับพืชหรือชีวะระดับจิตอีก คุณต้องมีความรู้ระดับพืชระดับจิต คุณทำให้ระดับจิต drop ลงมา ก็จะมีลักษณะของพืช ความรู้สึกนี้เอาพยัญชนะมาเรียก ที่จริงพืชไม่มีความรู้สึกไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ แต่มีแต่สัญญากับสังขาร ความรู้สึกมันจะมีสุขทุกข์ แต่เพื่อนมันไม่มีความสุขความทุกข์มันไม่มีวิญญาณไม่ใช่ธาตุจิตวิญญาณ มันต่ำกว่าจิตวิญญาณ คุณก็จะรู้ชีวิตินทรีย์ ความเป็นชีวิตของจิตมันตายไม่เหลือชีวิตแค่พืช คุณก็รู้อยู่ในขณะที่คุณปฏิบัติธรรม จิตของคุณยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ปัญญาของคุณมีกำลังแข็งแรงรู้ความจริงอันนี้ที่คุณทำได้ คุณก็จะรู้สึก โอ้โห เราสามารถดับความสุขความทุกข์ได้ขนาดนี้นะ สัจจะของพระพุทธเจ้าอยู่ตรงนี้เองไม่มีความสุขไม่มีความทุกข์เป็นอุเบกขา อทุกขมสุข คุณได้ของวิเศษคุณได้ความยอดเยี่ยม ยอดอุตตริมนุสสธรรมได้คุณวิเศษที่วิเศษยอดแล้ว คือจิตที่ไม่มีความสุขความทุกข์ สัมผัสอันนี้ แต่ก่อนมันมีแต่ความสุขหรือมันมีแต่ความทุกข์เอาออก คนที่บอก มีแต่ความสุขไม่เห็นทุกข์เลย คุณต้องเลิกความสุขเลย ลองดูอย่าไปให้เกี่ยวข้องคลุกคลี เหมือนพรากไม้ที่ชุ่มด้วยยางออกจากน้ำ เอาจากน้ำมาเลย นี่ก็เป็นคำสอนของพุทธเจ้า หากคุณเสพติดอยู่ก็ยิ่งจมยิ่งโง่ยิ่งจมยิ่งโง่ เหมือนหยั่งลงในที่จมลงหลง มีแต่หลงๆๆ มันสบายๆแล้วจะไปทิ้งได้อย่างไร แล้วจะรู้ว่ามันโหยหามันอยากสิ่งที่คุณไปติดอยู่ คนที่มีบารมี เอาออกไป ก็ไม่เห็นมีอะไรง่ายๆสบายๆ แล้วอันอื่นๆทดแทนได้เยอะแยะ ไม่ต้องเอาอันนี้เลยอย่างนี้เป็นต้น คุณก็จะไม่รู้ความจริงสักที ถ้าคุณเอาออกแล้วคุณก็ เอาอันอื่นทดแทนได้สังขารร่างกายก็ดีเพียงพอคุณก็ไม่โหยหาแสดงว่าคุณลดละได้จริง หรือมันโหยหาน้อยนิด ก็ลดลงไปอีกมันยังมี ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส อุปายาสะอีก ต่อจากชีวิตรูป กำลังชีวิตของจิตลดลง เหลือกำลังของพืช คุณก็จะรู้ว่าคุณทำได้ คุณไม่จำเป็นจะต้องไปมีชีวิตอย่างจิต ซึ่งจะต้องไปเสพความสุขความทุกข์ เป็นชีวิตของเป็นพืชได้แล้ว คุณก็จะรู้ว่าคุณทำได้ แล้วอันนี้แหละเป็นคำสอนพระพุทธเจ้า สิ่งที่คุณได้เป็นปัจจัตตังคุณก็จะรู้ จะให้อาตมาไปกินเนื้อสัตว์ก็กินได้ ถ้าหากอาตมาจะปรุงแต่งให้มันมีรสก็ปรุงแต่งได้ จะไปปรุงแต่งให้มันบ้าทำไม อาตมาสามารถลดมันได้แล้ว เรื่องอะไรจะต้องไปสร้างบาปสร้างเวรหมุนเวียนไปอีก สูงขึ้นได้แล้วจะลงไปหาต่ำอีก เชิญโง่ไปเถิด คนไหนยังวนเวียนก็แล้วไปไม่รู้จักหยุดจักจบ ขึ้นมาจากขี้โคลนได้แล้วจะลงไปอีก ขึ้นแล้วขึ้นเลยสิ เรียบร้อย ไม่ต้องวนไปอีก จึงมีเส้นตรงไม่ต้องลงไปอีกไม่มีความโค้งงอ คนนี้คนตรง อย่างนี้เป็นต้น จากชีวิตรูปมาหา อาหารรูป เป็นเครื่องอาศัย อาหารคำข้าวยังมีผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหารร่วมด้วย คุณจะพิจารณาแต่เรื่องอาหารแล้วก็ลดความติดยึด ก็เอา ก็อ่านอาการติดยึดรสอาหาร จนอาการกลางๆ ไม่อร่อยไม่ไม่อร่อย อาหารจากแม่ครัวคนเก่า จากที่เคยชอบก็เฉยๆ ไม่อร่อยเหมือนอย่างเก่าแล้ว คุณก็จะรู้จักการลดได้ เป็นปัจจัตตังของตัวเอง แล้วมันต้องอาศัยผัสสะ อาหารคือคำข้าว คุณไม่ได้แตะมันคุณจะรู้ได้หรือว่ามันลดละได้คุณต้องแตะต้องมัน อาหารคือคำข้าว ถ้าคุณจะต้องสัมผัสมัน คุณเป็นพระพุทธเจ้าคุณก็ต้องกินอาหาร เป็นพระอรหันต์ก็ต้องกินคำข้าว บางอย่างคุณไม่ต้องไปสัมผัสไม่ต้องลองหรอก ก็จะรู้โดยปริยายว่าคุณขาดได้ แต่อาหารนี่ เป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องกินอาหาร รูปรสกลิ่นเสียงอยู่ในอาหารนี่แหละมันจะยืนยันให้คุณเป็นพระอรหันต์ได้อย่างน้อยก็เป็นปัญญาวิมุติ ต้องมีกายสักขีมีการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย มาถึงปริเฉทรูป ก็คือกรอบของกระบวนการของการปฏิบัติ มีตั้งแต่สามเส้าลดมาเหลือสอง มีจิตเป็นประธาน มีรูปกับนามหรือบวกกับลบ ก็เรียนรู้พลังงาน อิตถีภาวะกับปุริสภาวะ แล้วลดพลังงานอาการอิตถีภาวะให้เหลือปุริสภาวะ คุณเหลือหนึ่งก็พ้นทุกข์แล้ว ยิ่งทำ 1 ให้กลายเป็น 0 ได้ คุณก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ คุณทำได้สูงสุดเลย ทำสูงสุดได้คือสภาวะมันสูญ มันว่าง มันกลาง มันไม่มี ไม่บวกไม่ลบไม่ดูดไม่ผลักไม่ทุกข์ไม่สุข กลางๆ อาการมัน ภาษาพยัญชนะมีอยู่แค่นี้ว่างกลางเฉย แล้วคุณก็อาศัยอาการนี้อยู่ คุณทำได้สำเร็จแต่ละเรื่องแต่ละกลุ่ม เรียกว่าปริเฉท คุณทำความว่างได้ก็จบ สิ่งที่คุณได้นั้นมันจะเป็น กายวิญญัติ วจีวิญญัติ กายวิญญัติ เครื่องประกอบทั้งนอกและในทั้งรูปและนาม อาการเคลื่อนไหวอยู่ ไม่ใช่อาการนิ่งอยู่เฉยๆคือ 1 แต่การเคลื่อนไหวมันก็จะมีปฏิกิริยาหรือจะมี ปฏิ กระทบไปกระทบมาก็เคลื่อนไหว เพราะฉะนั้นเคลื่อนไหว อย่างหยาบหมด เรียกกายวิญญัติมีทั้งนัจจะ ท่าทางลีลา คีตะสุ้มเสียงสำเนียง วาทิตะ แต่ถ้ามีการเคลื่อนไหวภายนอกมากมีแต่ปากพะงาบๆ มีแต่เสียง มีแต่วจีวิญญัติ เงียบนิ่งสงบไม่มีลีลาอะไรมากมายมีแต่เสียงท่าทางไม่มีการเคลื่อนไหวไม่มี เหมือนกับหุ่นที่ปากพะงาบๆพูดได้ เหมือนเชิดหุ่นกระบอก ก็เป็นแค่วจีวิญญัติ การเคลื่อนไหวที่มีเสียงให้ฟังไม่มีภายนอกออกมา ส.ฟ้าไท สรุปจบ621020_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ปฏิบัติชอบปฏิบัติดีต้องพลีกิเลสเพื่อศาสนา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน