สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ล้างอัตตาเทวนิยมได้จึงเป็นประชาธิปไตยสูงสุด.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ล้างอัตตาเทวนิยมได้จึงเป็นประชาธิปไตยสูงสุด อาตมาก็เห็นว่า เรื่องการเมืองของบ้านของเมือง เราก็มีส่วนร่วมมีผลกระทบอยู่ด้วย ถ้ามันออกไปในแง่ใด ออกหัวออกก้อยไปในเชิงที่เราก็มองไปตามความรู้ของเราตามภูมิของเรา ว่ามันควรจะเป็นเช่นนี้ว่าจะดีอย่างนี้เราก็มีสิทธิ์ออกความเห็นตามระบอบประชาธิปไตย จะมีผลหรือไม่มีผลอะไรก็แล้วแต่เถอะ เดี๋ยวนี้ก็คิดว่ามันพอมีคนบ้างไม่มากก็มีน้อย เราก็เลยต้องออกความเห็นไปบ้าง เรื่องการเมือง ทั้งโลกเขานี่แหละ เรื่องระบบการบริหารปกครองที่เรียกกันในภาษาว่าประชาธิปไตย คำว่าประชาธิปไตยนี้มีคนนิยามว่า เป็นระบอบที่ปกครองยังไม่ดีที่สุด แต่เลวน้อยที่สุด เขายังมีความหวังว่าเขาจะมีประชาธิปไตยที่ดีที่สุดกว่านี้อีก อาตมาก็ขอพูดซ้ำซากอีกว่าในระบอบ 3 อย่าง ที่เข้าใจในสากล 1. เผด็จการ 2. คอมมิวนิสต์ 3. ประชาธิปไตย ระบอบประชาธิปไตยนี่แหละดีที่สุด ทำไมว่าอย่างนั้น เผด็จการบังคับ มันไม่อิสระ ยิ่งเป็นเผด็จการฟาสซิสต์อำนาจแต่เพียงผู้เดียวเลย เป็นใหญ่แต่เพียงผู้เดียวสั่งการให้ทุกคนอยู่ในอำนาจหมดเหมือนกับทุกคนเป็นทาส เราจะสั่งการอย่างไรก็ได้ดีไม่ดี ฆ่าทิ้งได้สบาย อย่างนี้เป็นต้นเป็นเผด็จการสูงสุดซึ่งไม่มีแล้วคนรู้ดีหมดแล้วไม่เอาแล้ว มนุษยชาติต้องมีสิ่งที่เป็นอิสระเสรีภาพเป็นมนุษยชน เท่าเทียมกัน การกดขี่กันขนาดนี้ไม่มีแล้วมันล้มละลายแล้วระบอบเผด็จการ แต่ขนาดนั้นก็ยังมีความซับซ้อนในความเป็นเผด็จการ ซ้อนอยู่ในคอมมิวนิสต์ ประชาธิปไตย โดยคนบริหารตัวเอ้ เป็นคนบริหารซ้อน แต่ไม่จัดจ้านเท่ากับโบราณ แสดงออกจากประสบการณ์น้อยที่สุดได้ดีที่สุดแต่ก็ใช้ความคิดของตัวเองเป็นหลัก ระบบ คอมมิวนิสต์ ก็มีความเห็นของหมู่กลุ่มมาเอาเป็นใหญ่ แต่จะให้ประชาชนทั้งหม
อ่านต่อ
ดมาเห็นร่วมกันก็คงไม่ได้ก็ต้องให้คณะหนึ่ง ให้ปัญญาชนคนฉลาดคณะหนึ่งมารวมกันบริหารอย่างซื่อสัตย์เห็นแก่มวลประชาชน มีทั้งคอมมิวนิสต์แบบไม่กี่คน คนอื่นถูกบริหาร หรือว่ามีคณะที่กว้างขวางขึ้นให้อำนาจแก่ประชาชนมากขึ้น ทำให้เกิดความเสมอภาคมากขึ้นได้เท่าไหร่ คอมมิวนิสต์ก็เจือจางมากขึ้นเท่านั้น ส่วนประชาธิปไตยเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง คนมาบริหารต้องเอาให้ประชาชนเป็นน้ำหนัก น้ำหนักที่มันสุดโต่ง ก็เลยเอาประชาชนไปเลือกตั้งอย่างเดียว มีกลวิธีแค่การเลือกตั้งถือว่าเป็นประชาธิปไตย มีแทคติกกลไกเลือกตั้ง คนมีอำนาจก็ร้อยจมูกประชาชน ซื้อหาด้วยเงินใช้อำนาจบาทใหญ่ เพื่อหลอกล่อให้ได้มวลชน มันก็ยังไม่บริสุทธิ์ ส่วนประชาธิปไตยนั้น จิตทุกคนเท่าเทียมกันหมดมีอิสระเสรีภาพ ทุกคนมีสิทธิ์ทำ ไม่ต้องครอบงำความคิดซึ่งกันและกันนี่คือสูงสุด พระพุทธเจ้าทำมาแล้ว ไม่ต้องมีอัตตาตัวตนเอาความเห็นของหมู่เป็นหลัก แล้วมีทฤษฎีวิธีการระบบเผื่อแผ่เจือจาน ต้องรู้จักฐานะทางจิตวิญญาณว่าคนนี้เขามีความเป็นประชาธิปไตยหรือเห็นแก่ตัว มากน้อยเท่าไหร่ แต่ละคนแต่ละคนจะมีความรู้ความสามารถ ลึกๆเรียกว่าหยั่งรู้จิตคน หยั่งรู้ความยึดติดของแต่ละคนได้ดีได้มากขึ้นๆ แล้วก็บริหารให้ได้ลงตัวเท่าที่คนเขายึดมาก ก็ใช้วิธีการ ใช้ความสามารถที่จะมีศิลปะ ในการที่จะทำให้คนเหล่านั้น เขาปฏิบัติตามที่เราเองเป็นผู้ที่กำหนด แต่มีจิตไม่เห็นแก่ใคร ไม่มีอคติ ไม่เห็นแก่ตัว เอาตามฐานะตามความเป็นจริงของบุคคลที่เหมาะสม บริหารอย่างได้สัดส่วนที่เหมาะสมที่สุด ความละเอียดของคนและสังคมมีความละเอียดลึกซึ้งซับซ้อนเกี่ยวกับคุณธรรมภูมิปัญญาของแต่ละคน สุดยอด ตุลาคมเดือนหน้า หนังสือพิมพ์เราคิดอะไรจะเป็นฉบับสุดท้าย ที่เราจะหยุดตามหมู่ฝูงในโลกสื่อสารมวลชน หนังสือพิมพ์เขาล้มระเนระนาด เราก็ไม่ขัดขวางเขาแล้วก็ล้มตามเขาก็แล้วกัน เราก็เป็นพวกประชาธิปไตยเราก็ไม่ขัดขวาง เราก็ล้มตามเขาก็แล้วกัน เรามาใช้สื่อ Social Media เท่าที่เราจะมีภูมิปัญญาทำได้ก็ใช้ ก็จะไม่ลงรายละเอียดสื่อสารมวลชนเทคโนโลยี เราก็เป็นไปตามโลกเค้าที่เราจะเป็นไปได้โดยที่เราเป็นคนจน แต่ก็กระทบไหล่ดารามาได้เรื่อยๆนะ
แพ้ได้ด้วย“สัจจะ”คือประชาธิปไตยสูงสุด
(๑) “คน”กับ“ประเทศ”นั้น คือ“สอง” “กาย”กับ“จิต”ย่อมครอง คู่แท้ “ผู้นำ”ช่วย“ชาติ”สนอง “ประชาธิป- ไตย”เฮย คือ“รับใช้ปวงชน”แก้ วิกฤตได้ฉันใด
(๒) พัฒนาไทยหากพร้อม “เทฺวธรรม” หนึ่ง“ประเทศ”มี“ผู้นำ” ประเสริฐแท้ สอง“จิต”อาริยะสำ- คัญคู่ กันเอย “อธิปไตย”สองเลิศแล้ “ชาติ”ทั้ง“คน”เจริญ
(๓) หากเผินแค่“เลือกตั้ง” บริหาร เรื่อง“วิบากวิญญาณ” ไป่รู้ “ตาย-เกิด”วุ่นยืนนาน ข้ามชาติ จบ“ชาติเดียว”อั้นตู้ เลิกรู้ไปเลย
(๔) ไม่เคยเรียนรอบรู้ เรื่อง“จิต” เป็น“สัจจะ”เจ้าชีวิต ที่แท้ “พระเจ้า”จักปกาศิต “กรรมวิบาก” ได้ฤา “คนพึ่งตน”จึ่งแก้ ทุกข์ได้โดยตน
(๕) มีผลรู้“ชาติห้า” พาเจริญ [“ชาติ ๕”มี ชาติ,สัญชาติ,โอกกันติ,นิพพัตติ,อภินิพพัตติ] สร้าง“นิพพัตติ”ให้เดิน แกร่งกล้า ทุก“ปัจจุบัน”เผชิญ พิสูจน์เหตุ กันแฮ มี“จรณะ ๑๕” ครบทั้ง ๘ วิชชา
(๖) พาชีวิตมนุษย์ได้ มรรคผล ทั้งส่วนตน-ชุมชน เกิดแท้ ชีวิตสุขสงบสน- ใจศึก- ษาเลย แปลก..ที่เป็น“ผู้แพ้” แต่ล้วนจิตสราญ
(๗) การเมืองการบ้านครบ คุณธรรม สอง“อธิปไตย”สำ- เร็จพร้อม เทฺว“โลก-อัตตา”กำ- กับเหมาะ ควรแล ต่าง“รับใช้”กันน้อม “จิต”ล้วนกตัญญู
(๘) “จิต”อยู่ในอำนาจได้ วสวัตติ พ้นมิจฉาทิฏฐิ ยิ่งไซร้ “สัจจะ”ปริสุทธิ เหนือโลก จริงจริง “แพ้”ลด“อัตตา”ให้ สยบด้วย“ปัญญา”
“สไมย์ จำปาแพง” ๕ ก.ย. ๒๕๖๒ โลกต้องมีผู้ขัดแย้งเป็นธรรมดาประชาธิปไตยต้องมีความขัดแย้งที่พอเหมาะ หากไม่มีผู้ขัดแย้งเลยคนจะหลงเหลิง แต่ยิ่งมีผู้ขัดแย้งคนก็จะต้องพยายามปรับปรุงแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นอะไรที่เราผิดเราก็ต้องแก้ไข จึงจะได้ปรับปรุงพัฒนามากยิ่งขึ้น ถ้าใครยึดมั่นถือมั่นเอาตัวเองเป็นหลัก คุณเป็นศาสดาเป็นพระพุทธเจ้าแล้วหรือ อาตมาเป็นพระโพธิสัตว์ ระดับ 7 นี่นะ ไม่รู้กี่ล้านๆชาติที่เกิดมา ขออภัยที่ต้องพูด ผ่านการเป็นผู้บริหารมาไม่รู้กี่ชาติ เป็นจอมจักรพรรดิก็เป็นมา จอมจักรพรรดิแบบโหดก็เป็นมาแล้ว จอมจักรพรรดิที่ดีมาเรื่อยๆตามฐานะอาตมา ก็ผ่านมาอยู่เรื่อยๆเป็นเรื่องซับซ้อน เพราะจะต้องมีความซับซ้อนที่ให้คนพัฒนาขึ้นมา มันไม่ใช่เรื่องตื้น เหมือนการเกิดตายเกิดดับของมหาจักรวาลของมนุษยชาติ มันนับอายุเวลาไม่ถ้วน ที่มันวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารนี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าการเกิดของคน 500 ปีตาย 100 ปีตายตอน 1 กัป มันน้อยมาก เพราะอายุคนนั้น ในพระไตรปิฎกมีกล่าวไว้ว่าอายุถึง 8 หมื่นปี ล้านปีเป็นไปได้ มันเกินที่จะคิด คนจะไปอยู่ได้อย่างไรอยู่เป็นแสนปี 8 หมื่นปี 5 หมื่นปี จะอยู่กันได้อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่สุดวิสัยที่จะคิดตาม เพราะฉะนั้นคนที่เขาไม่ได้ศึกษาดีๆ เขาไม่เชื่อ อย่างอาตมานี้ฝืนสังขารมาก และพยายามที่จะสร้างสิ่งที่จะสร้างได้ในความเป็นโลกโดยทฤษฎี ทฤษฎีสากลที่เป็นวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ทางรูปธรรม ทางวัตถุ ทางนามธรรม อาตมาก็เอามารวมกัน ศาสนาพระพุทธเจ้าสอนทั้งรูปทั้งนาม ทั้งวัตถุและจิตทำได้ทั้ง 2 อันก็เอามารวมกันจนกระทั่งกลายเป็นองค์ประกอบของ 2 อย่าง พลังงานบวก พลังงานลบ พลังงานอิตถีภาวะ ปุริสภาวะ เอามาสังเคราะห์สังขารกันโดยเราเป็นประธาน เดินลักษณะความเป็น 2 แล้วก็เป็น 3 เกิดวงจรเรียกว่า cyclic สภาพของปรมาณูใดๆเป็นสภาพที่จับตัวกันและทำงานกันโดยไม่รู้ตัวก็ตามมันเป็นวัตถุ เป็นอุตุนิยามมันมี 2 แล้วมันเป็นพลังงานรวมที่เกาะยึดมีแม่เหล็กเป็นประธาน วัตถุมันไม่รู้เรื่องหรอก แม่เหล็กเป็นประธานดึงดูดกันอยู่ แล้วมันก็ทำงาน ปฏิสังเคราะห์ ปฏิสังขารกันอยู่ยิ่งเล็กยิ่งมีพลังอย่างที่ไอน์สไตน์เขาค้นพบและเอามาใช้ อย่างพลังงานนิวเคลียร์ พลังงานนิวเคลียร์ ถ้ารวมกันอยู่ได้ก็นิวเคลียส ระเบิดกระจายออกไปเรียกว่านิวเคลียร์ แรงมากอย่างที่ได้ทำกัน มันเป็นความละเอียด จะบอกว่าเป็นดินน้ำไฟลมก็อยู่ในตัวมันครบ แต่มันละเอียดมากจึงไประเบิดดินน้ำไฟลมอื่นๆแม้แต่ชีวะ ชีวะจะขาดเยื่อใยก่อนเพราะเปราะบางกว่าดินน้ำไฟลม ชีวะของสัตว์ถ้าโดยตัวมันเองแล้วตายง่ายกว่าพืช แต่ถ้าโดยตัวสัตว์มันฉลาดทำให้พืชตายก่อนตัวมันอย่างนี้เป็นต้น เป็นความซับซ้อนสิริมหามายากลับไปกลับมา เราต้องรู้ทันเมื่อไหร่พูดถึงอะไรนำ อะไรเป็นรอง อะไรเป็นนำ ยิ่งการบริหารปกครองที่เป็นการเมืองมันพร้อมไปด้วยดินน้ำไฟลมและมีมนุษยชาติเป็นหลัก มีทั้งพืช ทั้งอุตุซ้อนในนี้ พระพุทธเจ้าศึกษาจึงรู้ละเอียดหมดเลยตั้งแต่อุตุ พีชะ จิตนิยามแล้วมาควบคุมกรรมนิยาม กรรมเป็นตัวพาเกิดพาเป็นสูงสุดเลย ของแต่ละอัตภาพที่มีจิตวิญญาณเป็นเจ้าของ เจ้าของจิตเรียกว่าอัตภาพหรืออาตมันหรืออัตตาในภาษาบาลี ควบคุมเอง เพราะฉะนั้นก็จะจัดการกับกรรม กรรมเป็นสภาพสภาวะที่เคลื่อนไหว ส่วนธรรมะเป็นส่วนที่เป็นแก่นแกนเป็น Static กรรมก็สั่งสมลงเป็นธรรมะเป็นแกน ก็เป็นภาวะคู่ระหว่างกรรมกับธรรมะ กรรมกับธรรมะ เป็นภาวะที่คนเรียนรู้แล้วก็ใช้ในโลกนี้ ในธรรมะจะแบ่งเป็นธรรมะกับธาตุ เป็นภาวะ 2 อาตมาอธิบายมามากแล้ว ตอนนี้ธรรมยังไม่ลงรายละเอียด ธาตุนั้นจะลึกละเอียดยิ่งกว่าธรรมะ สุดท้ายสามารถแตกธาตุได้ไม่เหลือคู่ ธรรมะนั้นจะเป็นสภาพที่เป็นคู่ แต่ถ้าแยกละเอียดเป็นธาตุนั้นก็เป็นสภาพเดี่ยว เพราะฉะนั้นคนที่รู้จักนิพพานธรรม หมายความว่าธรรมะยังมีคู่อยู่เป็นนิพพานเต็มๆ ถ้าเป็นนิพพานธาตุก็หมดเลย ไม่เป็นคนแล้ว ไม่เป็นธรรมะแล้ว นิพพานธาตุก็แตกธาตุเป็นศูนย์ ถ้าเป็นธาตุก็แยกไป แม้แต่สุญญธาตุก็แทบไม่มีชื่อเรียกแล้ว หรือใช้คำว่าเอกธาตุเป็นธาตุหนึ่งธาตุเดียวก็ทำปฏิกิริยาอะไรไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็เรียนรู้สภาวะของ 3 ทำให้เป็น 2 เรียนรู้ภาวะของ 2 ทำให้เป็น 1 สภาวะของ 1 ทำให้เป็น 0 นี่เป็นวิทยาศาสตร์ของศาสนาพุทธ อาตมาอธิบายได้เพราะเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 แม้จะไม่สูงสุดแต่ก็อธิบายได้ละเอียดกว่าใครในยุคนี้จึงเรียกว่าเป็นไก่ตัวพี่ เจาะกระเปาะไข่ออกมาได้ก่อนใครในยุคนี้ ซึ่งยุคนี้ความรู้มันเลือนมันเลอะ ซึ่งสังคมต้องการความรู้แบบนี้ควรจะแสวงหาความรู้แบบนี้มีเยอะ อาตมาไม่กลัวว่าคนที่ชังอาตมา คนที่ไม่รักอาตมาจะมีเยอะ แต่คนที่กลางๆที่จะรับสิ่งที่ดีๆนั้นมีเยอะกว่าคนที่ชังอาตมา นี่เป็นน้ำหนัก คนที่ยังไม่รู้แต่ต้องการอยู่จะมาอีกเยอะ แต่เขาจะไม่รู้หรอกเพราะอาตมาไม่ได้ทำให้เขากระเทือน แต่คนที่ชังอาตมาเขากระเทือน แต่คนที่แสวงหาก็ไม่ค่อยรู้ แล้วเขาก็จะมา สังคมในยุคนี้เข้าใจแล้วว่า ความรู้องค์รวมนั้นต้องการความรู้ที่เป็นสุดยอดเรียกว่าโลกุตระ อันนี้ โลกุตระอยู่ในเมืองไทย เกิดจากพระพุทธเจ้าค้นพบ เพราะฉะนั้นจะยังไม่มีที่อื่น ยังไม่ขยายไปสู่ประเทศอื่นจนกว่าประเทศไทยจะแข็งแรง แล้วประเทศอื่นจะเรียนรู้ตาม แล้วก็ไปสร้างประชาชนที่จะมีมากตาม แต่ประชาชนที่จะมีมากก็ตามจะเอาจากประเทศไทยไปสร้างของเขา ความซื่อสัตย์สุจริตเขาก็จะรู้ว่าเขาเอามาจากประเทศไทย ประเทศไทยเป็นแม่เขาเขาจะไม่อกตัญญู แม้แต่ประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก ประเทศใหญ่จะมาเอาอันนี้ไป เช่นจีน แต่ก็จะเคารพประเทศแม่ อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งน่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะว่าจีนเป็นประเทศที่กตัญญูต่อพ่อแม่มาก เป็นธาตุของประเทศจีนเขาอยู่แล้ว เป็นธาตุวิญญาณของจีน สัจจะเหล่านี้ที่อธิบายไปตามลำดับมันจะค่อยเป็นไป ที่พูดนี้จะเรียกว่าเป็นคำพยากรณ์ก็ได้ จริงหรือไม่จริงก็ไม่ต้องไปเชื่อก่อน ดูไปก็แล้วกัน คุณปฏิบัติของคุณเองก็แล้วกันติดตามไป แล้วต้องปฏิบัติให้ดี ทำตนให้อย่ารีบตาย อยู่ไปนานๆ อาตมาอยู่ 150 พวกคุณอยู่ไปสัก 200 อย่างนี้เป็นต้น ไม่แน่นะทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เขาก็ช่วยเยอะนะคุณจะไปนึกว่าตัวเองไม่สามารถ แต่วิทยาศาสตร์ทางโลกเขาช่วยได้เยอะ พวกคุณอาจจะอายุยาวกว่าอาตมาก็เป็นได้ อย่าไปทำเล่น แต่ทำดีๆตั้งอกตั้งใจพากเพียรไป ก็ขอสรุปเรื่องการเมืองอีกทีนึงว่า ที่อาตมาพูดนี้เป็นความจริงใจ บริสุทธิ์ใจไม่ได้ไปลบหลู่ประเทศอื่น แต่พูดโดยวิชาการว่าประเทศไทยมีประชาธิปไตย ที่เป็นประชาธิปไตยตามแบบพระพุทธเจ้า ซึ่งคนนักประชาธิปไตย นักรัฐศาสตร์ที่จบปริญญาเอกมาก็ยังไม่รู้หรอกขอยืนยันว่ายังไม่รู้ ขออภัยที่พูดเหมือนดูแคลน ยังไม่รู้ว่าประชาธิปไตยของพระพุทธเจ้านั้นคืออย่างไรที่บริบูรณ์ ที่ครบพร้อม แต่อาตมารู้ ว่าเป็นอย่างไร เอามาพูดในยุคนี้ ในยุคของพระพุทธเจ้ายังแสดงออกต่อมวลสิ่งประกอบต่างๆไม่ได้ เพราะสังคมโลกมีข้อจำกัด เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มนุษย์ไม่รู้จักสิทธิส่วนตัว สิทธิมนุษยชน ยังเป็นสังคมทาส สิทธิ์ที่จะต้องมีในสมบัติวัตถุ จะต้องเป็นเจ้าของในความรู้ความสามารถ สิทธิในการพูดสิทธิในการแสดงออก สิทธิในอะไรสารพัด ยังไม่รู้เรื่อง คนยุคนี้รู้เก่งกว่าอาตมาด้วย พวกเรียนรัฐศาสตร์จะรู้จักสิทธิพวกนี้ เอามาเรียบเรียงเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญก็มีพวกสิทธิพวกนี้แบ่งเป็นไม่รู้กี่หมวด 620906_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ล้างอัตตาเทวนิยมได้จึงเป็นประชาธิปไตยสูงสุด