สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน การชุมนุมประท้วงแนวใหม่.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์16 KB
วันที่แก้ไข30 ตุลาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน การชุมนุมประท้วงแนวใหม่ ประชาธิปไตยของเมืองไทย ข้ามพ้นการเลือกตั้งไปแล้ว แต่คนก็ยังเอาการเลือกตั้งมาเป็นหลัก ขอท้าวความไปอีก เหมือนกับอาตมาพูดว่าตนเองหลงตัวเอง แต่อาตมาได้ไปทำประชาธิปไตยเป็นประชาชนคนหนึ่ง มีผู้นับถือ มีผู้พอเข้าใจก็นำหมู่พวกไป ก็ไปแสดงสภาวะความจริง คนอื่นเขาไม่ได้ศรัทธา แต่เขาเห็นว่าอาตมาพาไปทำความจริงโดยนำพาประชาชนกลุ่มหนึ่ง เรียกว่าชาวอโศกออกไปทำ ประชาชนคนอื่นเขาก็เห็นดีเห็นด้วยเขาก็มาร่วม มาร่วมกินร่วมนอนร่วมสนุกสนานก็มี ก็ไม่เป็นไรมาเป็นมวลไปตามกัน แต่คนมีปัญญาเห็นว่าเข้าท่าก็มีคนเห็นทำตามแล้วพาพวกมาสมทบ อาตมาจำไม่แม่น มีผู้ก่อหวอด แล้วอาตมาก็มาทำทีหลัง มีหลายรัฐบาล ตกลงแล้วใครจะเป็นก่อนหรือหลังก็ไม่มีปัญหา แต่มาร่วมทำการเมืองประชาธิปไตยกัน เข้าใจอย่างนี้กันก็ได้ ใช้ได้ ก็ออกไปร่วมกันทำพลังงานของประชาชนเรียกว่าอำนาจของมวลประชาชน ชนะต่อสู่ด้วยความสงบ ด้วยความจริง ก็มี Motto ว่า “ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆหมด” อย่างนี้เป็นต้น แล้วยังมีหลักเกณฑ์อะไรอีกสารพัดที่อาตมาตั้งเอง Neo Protest การชุมนุมประท้วงแนวใหม่ “สันติ อหิงสา ซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ คมลึก แม่นประเด็น” เป้าหมายของการชุมนุม 1. ไม่มุ่งหาปริมาณเป็นเอก แต่ มีปริมาณการแสดงออกเป็นประชาธิปไตย 2. แสดงคุณภาพของความเป็น ประชาธิปไตย (จิตที่มีธรรมะ) 3. เพื่อมาแสดงสิทธิ์ร่วมชุมนุม ยืนยันอำนาจอธิปไตยของมวลประชาชน 4. ไม่มุ่งหมายชนะหรือแพ้ ให้ความรู้ความจริงเป็นตัวตัดสิน 5. เอาวิถีชีวิตความเป็นสาธารณโภคีมาแสดง(มีทรัพย์สินเป็นของส่วนกลางให้ทุกคนต่างร่วมกินร่วมใช้ได้) ยุทธวิธีการชุมนุม 1. สุภาพ สงบ และเรียบร้อย 2. ไม่มีความรุนแรง 3.

อ่านต่อ

เสนอ ความรู้ และความจริง 4. ไม่หยาบ ไม่ผิด กล่าวคำแรง เสียงดัง เท่าใดก็ได้ อาตมาพาออกไปชุมนุมตั้งแต่ปี 2549 ที่สนามหลวง ทำมาเรื่อยๆจนกระทั่งเป็นหมู่มวล ก็ไปยึดที่ถนนราชดำเนิน จนกระทั่งเป็นเรื่องราวผ่านมาเรื่อยๆ ต่อมาคุณสุเทพ เทือกสุบรรณมาจับกลุ่มกันที่สามเสน เริ่มต้นที่สามเสนออกมา เสร็จแล้วเห็นว่าอันนี้ดี ประชาธิปไตย คุณสุเทพเป็นนักการเมืองเต็มตัวอยู่แล้ว เขาเรียนรัฐศาสตร์ทางนี้มาด้วย ก็เลยไปทำวิธีการของเขา ได้มวลชนมา นำมาเลยก็ใช้วิธีที่เขาศึกษาก็ได้รับมวลชนมาเป็นล้าน เต็มถนนราชดำเนิน ยาวไปตั้งแต่สนามหลวงไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สรุปเราก็ใช้วิธีนี้ออกไปตั้งหลายเที่ยว รัฐบาลตั้งหลายรัฐบาลตั้งแต่รัฐบาลทักษิณ แล้วก็มีนอมินีมาเป็นรัฐบาลสมัคร เราก็ไปทำด้วยวิธีการเป็นประชาธิปไตยอันวิเศษ ประชาธิปไตยของประเทศไทยมีวิธีการประท้วงวิธีการรบอย่างมือเปล่า เอาความจริงกับความรู้และความอดทน ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆหมดๆ คนพวกนั้นจำนนแก่ความจริงทั้งนั้น เขาแพ้เพราะว่าเขาผิดจริง เราชนะ เพราะเราถูกจริงดีจริง เขาไม่ถูกไม่ดีก็แพ้ไป เรามีศาลยุติธรรมก็ช่วยกันด้วย ขออภัยจะต้องพูดอีกว่ามีทั้งเบื้องบนช่วยด้วย เพราะของพวกเรามีเบื้องบนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ เราเป็นประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ใช่ประชาธิปไตยขาเดียวที่คัดเลือกใครก็ได้มาเป็นประธานาธิบดี แล้วเขาก็มองเองว่าอย่างนั้นเป็นประชาธิปไตยแท้ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ แต่เขาไม่รู้ลึกถึงองค์ประกอบทางจิตวิญญาณ ไม่ได้ศึกษาจิตวิญญาณ ที่มีสภาพกรรมวิบาก มีการสืบทอดของกรรมของวิบากต่างๆมายาวไกล คนที่จะได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินนี่ไม่ใช่ว่าใครก็เป็นได้ คนไม่มีบารมีไม่มีกุศลหรือไม่มีโลกุตรธรรม เป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ไม่มีกุศล ไม่มีทศพิธราชธรรมก็เป็นพระเจ้าแผ่นดินเละๆเทะๆไปได้เหมือนกัน แต่พระเจ้าแผ่นดินที่มีทศพิธราชธรรม แล้วก็มีโลกุตรธรรม อย่างในหลวงรัชกาลที่ 9 ประเด็นที่ชัดที่สุดคือ พาให้คนมาสงบ มามักน้อยสันโดษเอาแบบของเรานี่แหละไม่ต้องเอาตามต่างประเทศ เราพออยู่พอกินของเรานี่แหละ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ตรัสเอาไว้มีเยอะแยะเอาไปศึกษาให้ดีๆ อาตมายืนยันว่าในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นธรรมิกราชองค์หนึ่ง ที่เกิดมาในยุคนี้ ซึ่งท่านไม่อยู่แล้ว ตอนนี้ต่างประเทศก็ยอมรับไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระอะไร ยอมรับอย่างเทิดทูนด้วยนะไม่ใช่ยอมรับกันโดยธรรมดาเลยนะ แต่เขาทำแบบนั้นยังไม่ได้เขาก็จะเอา เพราะฉะนั้นสรุปแล้วสากลต่างประเทศ นักปราชญ์ผู้รู้ต่างๆเขาก็ยอมรับแล้ว เป็นเค้าเงื่อนของประชาธิปไตยของประเทศไทย เมื่อเราทำการประชาชนปฏิวัติได้สำเร็จ นายกตู่ก็เป็นทหารเต็มตัวมาเลย นายกฯตู่กำลังจะก้าวย่างสู่โพธิสัตว์แต่ไม่บอกว่าโพธิสัตว์ระดับไหน เพราะว่า พระโพธิสัตว์มี 9 ระดับ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.อรหันต์โพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ 7.นิยตโพธิสัตว์ 8.มหาโพธิสัตว์ 9.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเอาตัวปลอมมาทำไม่ได้นะ ทำไม่ได้หรอก สรุปง่ายๆ …. ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยโลกุตระที่แท้จริง เพราะว่าปลูกฝังเชื้อทางจิตวิญญาณไว้ เป็นความรู้มาจากพระพุทธเจ้า เมืองไทยเป็นเมืองพุทธมาแต่อ้อนแต่ออกตั้งแต่เกิดประเทศไทยมาถึงวันนี้ เพราะฉะนั้นเชื้ออันนี้อยู่ในนี้ อยู่ในประเทศไทย อาตมาแม้จะเคยเกิดเป็นเจ๊ก เป็นอินเดียมาก่อนก็ตาม แต่ตอนนี้ต้องมาเกิดเป็นไทย อย่านึกว่าอาตมาไม่เคยเกิดเป็นคนอินเดีย เกิดเป็นคนประเทศจีน แต่ตอนนี้ต้องมาเป็นคนไทยมาสืบทอดอันนี้เพราะว่าเป็นสาระของโลก สาระของวัฏสงสาร ส่วนร่างกายตัวตนนี้ปัดโธ่มันเล็กน้อยเวียนตายเวียนเกิด ใครตั้งใจทำงานเพื่อจะรู้วัฏสงสารให้มากยิ่งขึ้นก็เชิญ พระพุทธเจ้าตรัสทฤษฎีไว้แล้ว ใครอยากจะทำก็ทำ หากไม่อยากเป็นเป็นอรหันต์แล้วก็จะปรินิพพานปริโยสานไปเลยก็ได้ แต่คนที่รู้ว่าเราไม่ทุกข์แล้วก็ฝึกฝน สร้างภูมิไปเรื่อยๆ มันก็น่าจะเป็นพระโพธิสัตว์ต่อไปนะ ไม่น่าจะต้องตายสูญ เคยอธิบายไว้หลายทีแล้วว่าเมื่อเป็นพระอรหันต์แล้วก็จะเบาสบายขึ้นก็จึงจะต้องคิดว่าจะไปต่ออย่างไร เอาน่าพูดไปก็เท่านั้น ก็จะรู้เอง บางคนก็มีความคิดเอียงจะตายแล้วสูญ

ตอนนี้การดำเนินไปของประชาธิปไตยเมืองไทยนายกตู่ก็อยู่มาขึ้นปีที่ 6 แล้ว ที่จริงแล้วนายกตู่ไม่ได้ปฏิวัติแต่เป็นการสืบทอดอำนาจจากประชาชน ประชาชนเป็นผู้ปฏิวัติได้อำนาจมาเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ไล่รัฐบาลเก่าออกไปหมด 4-5 รัฐบาลแถมรัฐบาลอภิสิทธิ์ด้วย ประชาชนปฏิวัติทั้งนั้น เป็นอำนาจประชาชน แน่นอนมี error มีประชาชนตายบ้าง แน่นอนข้างเราไม่ได้ทำ แม้ขณะนี้ก็ยังคาราคาซังอยู่ในศาลว่าใครยิงกันแน่ เราทำการปฏิวัติโดยประชาชนเสร็จ นำฎีกาไปถวายที่สำนักพระราชวังฯ แต่เขาเอามาคืนไม่เอาใบฎีกาไปทูลเกล้าก็ไม่ถึงพระหัตถ์ เราก็ถอยกลับมาทำต่ออีก เรายึดได้แล้ว นี่คือความไม่ลงตัวในความรู้ปัญญาประชาธิปไตยของประเทศไทย ถ้าเป็นตอนนี้ประชาชนปฏิวัติเสร็จแล้วและทูลเกล้าถวายฎีกา รับรองว่าจะได้ แต่สุดท้ายก็จบที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มายึดอำนาจ ก็เลยทำให้เขาเข้าใจรูปแบบง่ายๆตื้นๆว่าทหารปฏิวัติ แม้แต่ประชาชนก็ต้องมีตำแหน่งหน้าที่บ้าง ที่จริง ตอนแรกจะให้พลเอกปรีชา ประกาศเป็นผู้สืบทอดแต่เขาก็ไม่ยอม เพราะเป็นคนแก่ปลดเกษียณไปนานแล้ว พลเอกประยุทธ์มีน้ำหนักกว่าพลเอกปรีชา เอี่ยมสุพรรณ วันที่ 11 กันยายน นั่นแหละ พลเอกปรีชาบอกว่าขอยึดอำนาจขึ้นบนหลังคารถ 6 ล้อเลย ให้เขามารายงานตัว ไม่มีใครมาสักคนเลย มันเลยดูตลกแต่เป็นเรื่องจริง เอาไปสร้างหนังน่าจะสนุกมากเลย มาถึงวันนี้แล้วเป็นประชาธิปไตยที่ทำเพื่อประชาชนเป็นใหญ่ ใจสะอาดบริสุทธิ์ แม้จะไม่สมบูรณ์แต่ก็ไม่เหมือนผู้นำประเทศอื่น ประเทศเรานี้สมพร้อม ทั้งตัวบุคคล วัฒนธรรมศาสนา ทั้งระบบของการเมือง ที่มีการบริหารกันมา ในหลวงรัชกาลที่ 9 บริหารมา 70 ปี ประชาธิปไตย 70 ปีที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 บริหารและทรงงานมา เป็นการปลูกฝังประชาธิปไตยให้เป็นตัวอย่างในการรับใช้ประชาชน โดยที่ไม่ได้พูดเป็นภาษา แต่ทำจริงๆเลย รับใช้ประชาชนจริงๆเลย มันเป็นความลึกซึ้งซับซ้อน เพราะฉะนั้นข้าราชบริพารทุกวันนี้ถึงได้เทิดทูนและทำตามเท่าที่บารมีของแต่ละคนจะทำได้ นอกจากพวกที่กระหือรือที่จะไม่เอา เสร็จแล้วก็ไปไม่ได้ก็ต้องหมกเม็ดไว้ก่อนไม่พูดว่าจะไม่เอาสถาบันกษัตริย์ แต่จิตใจลึกๆของเขานั้นไม่อยากเอาสถาบันกษัตริย์หรอก เขาไม่ได้ต้องการหรอก แต่เขาต้องพูดแบบนี้ เขารู้แล้วว่าสังคมยังไม่ยอมรับได้ ถ้าทำเขาจะไม่ชนะ เขาจึงต้องเอาชนะให้ได้ก่อนและออกกฎหมายให้ได้จึงต้องล้มกฎหมายรัฐธรรมนูญ จะบอกว่ารัฐธรรมนูญไม่บริสุทธิ์ลำเอียงเข้าข้างกษัตริย์ คุณก็ว่าไปเถอะ เพราะว่าประเทศไทยนี้เป็นประชาธิปไตย 2 ขา มีกษัตริย์เป็นประมุข คุณไม่เข้าใจภาษาคนหรือไง กษัตริย์เป็นประมุข ประมุข แปลว่า หัวหน้า เป็นหัวหน้าเผ่า หัวหน้ารัฐ หัวหน้าประเทศชาติ นี่เป็นสัจจะนะ แล้วก็ไม่ได้มีความหมายว่ากษัตริย์ จะไม่มีที่มาที่ไป กษัตริย์นั้นมีที่มาที่ไป ซึ่งพวกประชาธิปไตยขาเดียวไม่มีความรู้ ไม่เข้าใจเรื่องจิตวิญญาณ ไม่เข้าใจเรื่องกฎมณเฑียรบาล ไม่เข้าใจเรื่องสืบสันตติวงศ์ ซึ่งต้องมีจารีตประเพณีวัฒนธรรมการศึกษา ต้องประพฤติและบำเพ็ญตนต้องเรียนรู้ แม้แต่ในกษัตริย์ก็ยังมีการคัดเลือกในระหว่างกษัตริย์เอง ในสันตติวงศ์ของกษัตริย์ก็ต้องมีการคัดเลือกผู้ที่เหมาะสมมาเป็นกษัตริย์ อย่าว่าแต่จากประชาชนเลย แล้วก็ต้องฝึกฝนอบรมเรียนรู้ ไม่ใช่อยู่ดีๆ มันยังไง โดนัลด์ ทรัมพ์ หากินทางทุนนิยมอยู่ แต่เมื่อมีเงินมีอำนาจก็ได้มาเป็นประธานาธิบดี ไม่ว่าจะเป็นโอบาม่าก็ตาม อำนาจที่ให้ประชาชนกับอำนาจที่ข้าเป็นใหญ่ก็เป็นความจริงที่ต่างกัน ซึ่งมันซับซ้อนลึกซึ้งมาก อาตมาไม่ได้รู้ความหมายเหล่านี้มาจากภาษาหรืออ่านจากตำรา ไม่ใช่ อาตมาผ่านชีวิตตอนนี้มาเอง เกิดตายเกิดตายเป็นกษัตริย์เป็นผู้บริหารมาทั้งนั้นแหละ ขออภัยที่พูดมาก พูดอย่างที่พวกคุณไม่สามารถเอาหลักฐานมายืนยันได้ อาตมาก็ไม่สามารถเอาหลักฐานมายืนยันได้ แต่อาตมาพูดความจริงไม่โกหกเพราะว่าโกหกมันเป็นบาปเป็นวิบากของอาตมา อาตมาจะไปโกหกทำไม และก็บอกเขาว่าอาตมาไม่เป็นผู้บริหารจะเป็นนายกหรอกแบบทางโน้นอาตมามาทำงานทางธรรม เหมือนพระพุทธเจ้า ให้ไปเป็นเจ้าจอมจักรพรรดิ์ท่านไม่ไปทำ อาตมาก็เป็นลูกพระพุทธเจ้าแท้ๆ อาตมาไม่สงสัยหรอกทางโลกไม่ได้อยากเป็นเจ้าจอมจักพรรรดิ์ เพราะผ่านมาแล้ว จอมจักรพรรดิที่มีอำนาจโหดด้วย ผ่านมาแล้วและจะไปเป็นอีกทำไม อาตมาไปตามทำนองครรลองของพระพุทธเจ้า อาตมากำลังเดินทางอยู่ มีนัยลึกซึ้งว่า หากจะไปมีความบริบูรณ์สูงสุดเท่ากับพระพุทธเจ้าก็กำลังทำ หากจะไม่ไปก็ไม่มีความสงสัย แต่เนื้อหาของศาสนาพุทธที่ต้องใช้ทั้งคำอธิบาย ยืนยันของแท้ที่มีได้เป็นได้ อาตมาพาทำมา 40-50 ปีมาแล้ว ทำทางนามธรรมเป็นหลัก ในหลวงทำรูปธรรม ทางนามธรรมละเอียดละออมากกว่ายากมากกว่ามาก ในหลวงทำมา 70 ปีท่านทำสำเร็จ หากอาตมาทำไปอีก 20 ปี ทางนามธรรมยากกว่า แล้วจะคอยดูผลว่าจะเป็นอย่างไร อีก 20 ปีอาตมาก็อายุ 105-106 ก็คอยดูตอนนั้น ไม่ได้พยากรณ์นะ แต่พูดตามเนื้อหาสัจธรรม มันอาจจะไม่ดีก็ได้ ถ้าไม่ช่วยกัน ...จะช่วยอาตมาไหม ...ช่วย (ตอบกันเสียงดัง) คนที่เข้าใจรู้อยู่แล้วก็มาช่วยมาเป็นมวลคนละนิดคนละหน่อย เราก็ภาคภูมิใจที่เราได้มีพัฒนาการ จิตวิญญาณมนุษย์ชาติเป็นอย่างนี้สุดประเสริฐแล้ว ขอสรุปซ้ำซากว่า เกิดมาเป็นมนุษย์ ไม่มีอะไรดีกว่าทางธรรมะ ที่จะเอามาใช้กับมวลมนุษยชาติกับสังคม รวมศาสตร์ต่างๆวิชาการความรู้ต่างๆอยู่ในนี้หมดแล้ว จะไปเก่งวิชาการศาสตร์ต่างๆ เก่งเฉพาะด้านก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก ก็ได้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขเท่านั้นเอง แม้จะเก่งทางด้านโลกีย์เป็นคนดีคนเก่ง เป็นศาสดาแต่ลดอัตตามานะไม่ได้ ทำความสมบูรณ์ในเรื่องโลกุตรธรรมไม่ได้ มันก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่หรอก เพราะฉะนั้นความเป็นมนุษย์ในจิตวิญญาณนั้นความเป็นโลกุตรธรรมนั้นสูงสุดแล้ว เพราะฉะนั้นก็จะมาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คนใดที่เกิด อัญญธาตุ ก็จะเริ่มต้นเข้าสู่กระแสของโลกุตรธรรม อัญญ แปลว่าอื่น โลกียะ คือ ความวนสูงต่ำดีชั่ว แต่จะไม่เข้าใจความสุขความทุกข์ที่เป็นอริยสัจที่เป็นความประเสริฐยิ่งใหญ่ ความดีความชั่วไม่ใช่อริยสัจ เป็นสมมติสัจจะ ไม่ใช่ปรมัตถสัจจะไม่ยิ่งใหญ่เท่า ความสุขความทุกข์เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่สุดเพราะว่าความสุขความทุกข์เป็นเรื่องของการติดยึดอัตตา จะล้างอัตตา ต้องมาเรียนรู้ความสุขความทุกข์ ความดีความชั่วเป็นการแข่งขันเสริมอัตตาเท่านั้น คุณต้องดีกว่าเขาไปเรื่อยๆ แต่ความสุขความทุกข์นั้น ล้างความสุขความทุกข์ออกจากความยึดติด หรืออัตตา คุณล้างสุข ล้างทุกข์ออก อัตตาคุณก็ลดลง แต่หากคุณเพิ่มดีๆๆๆ อัตตาคุณไม่ลดหรอก หากคุณดีใครก็ต้องยอมให้ คุณก็ยึดถือไว้ แล้วคุณก็ต้องทำดีต่อไปอย่าปล่อยปละละเลยหากไม่มีดีแล้วเสียเลยนะ แต่ความสุขความทุกข์ไม่มีปัญหาคุณปล่อยความสุขก็ได้ปล่อยความทุกข์ก็ได้ ปล่อยไปเลยหมดเลยความสุขความทุกข์ แจ๋วมาก สูญเลย เห็นไหมว่าความดีความชั่ว ความสุขความทุกข์ นั้นมันต่างกันมีนัยยะลึกซึ้งมาก ศาสนาที่มีอัญญธาตุ ก็มาเข้าสู่กระแสเรียนรู้ความสุขความทุกข์ ยิ่งเป็นสุขนิยม เทวนิยม สุขสูงสุด สบายที่สุด ใหญ่ที่สุด รู้ที่สุด เก่งที่สุด เป็นพระเจ้า ขออภัยนะ ไม่รู้เรื่อง “ที่สุด” ก็คือพระเจ้า หรือไม่มีใครรู้จัก “ที่สุด” เลยคือพระเจ้า อย่างเก่งก็มีพระบุตร นำคำพระเจ้ามาประกาศ ตัวเองก็ยังไม่รู้ตัวเองเลยพระบุตร บอกว่าเอามาจากพระเจ้าไม่ใช่ของตัวเองหรอก คนนั้นยังไม่รู้ตัวเองยังไม่รู้จักอัตตาของตัวเอง ศาสดาทุกองค์มีของตัวเองมีภูมิเท่านี้ ศาสดาแต่ละองค์ก็มีแนวคิดความรู้ของแต่ละองค์ ก็ตราหลักธรรมของตัวเองของแต่ละศาสดา ไม่ว่าจะเป็นเหล่าจื้อ ขงจื้อ หรือทางได้อินเดียก็ใครต่อใครมาก็แล้วแต่ ศาสดาเทวนิยมต่างๆ จนถึงพระบาฮาอุลลาห์ จะเอาเทวนิยมรวมกับอเทวนิยม พระบาฮาอุลลาห์ เป็นศาสดาของศาสนาบาไฮ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะรวมเพราะเป็นคนละตระกูล นิกายยังรวมไม่ได้จะรวมแต่ละศาสนาได้อย่างไร ทุกวันนี้ศาสนาแต่ละศาสนาจะพยายามทำงานร่วมกัน ก็ได้ ได้แต่เปลือกโลกีย์ แต่เอาปรมัตถ์จิตวิญญาณรวมกันไม่ได้ แต่จะมีแนวร่วมมา “จน” โอ้โห.. ชาวพุทธนั้นจนสู้ศาสนาเชนไม่ได้นะ “จน”กระทั่งผ้านุ่งเขายังไม่เอาเลย มีแต่ชามใส่ข้าวกิน เอาแส้ปัดสัตว์เล็กสัตว์น้อยออก แต่สัตว์ที่มันมีวิบากต่างๆกันนั้นมีรายละเอียด เป็นความมากความน้อยของกรรมวิบาก ขอย้ำอีกทีเรื่องสัตว์ คนไม่ได้เข้าใจง่ายๆเลยเรื่องของ “สัตว์” พระพุทธเจ้าไม่ฉันเนื้อสัตว์ แล้วท่านก็สอนไม่ฉันเนื้อสัตว์ เพราะว่าเป็นบาปเป็นอันมาก ในชีวกสูตร 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60 พ่อครูยกสีหสูตร ที่อเจลกะ ได้ กล่าวตู่โพนทะนาว่าพระสมณโคดมฉันเนื้อสัตว์ที่เขาเจาะจงฆ่ามาให้ฉัน เป็นการยืนยันว่า ปกติพระพุทธเจ้าไม่ได้ฉันเนื้อสัตว์ ดังนั้นการบริหารประเทศจึงต้องนำเรื่องจิตวิญญาณและกรรมวิบากมาใช้ด้วยจึงจะสมบูรณ์ ยกตัวอย่างความรู้เรื่องจิตวิญญาณ จรณะ 15 แม้แต่ผู้ที่ปฏิบัติเรียนรู้ธรรมะเป็นเทวนิยม ไม่มีความรู้ของจรณะ 15 ไม่มีอปัณกปฏิปทา 3 ไม่มีศีลเป็นหลักเกณฑ์ตามลำดับ อย่างน่าอัศจรรย์ อัจฉริยะ อัพภูตธรรม ไม่มีความรู้เรื่องเหล่านี้ไม่สามารถที่จะเข้าใจลำดับ ที่เป็นความสลับซับซ้อนอันน่าอัศจรรย์ที่สุดเลย มีทฤษฎี มีระบบ เป็น algorithm เป็นชุดของลำดับขั้นตอนที่แน่นอน ซึ่ง ใช้ในการแก้ปัญหา หรือชุดของคำสั่งสอนที่กำหนดไว้อย่างเป็นขั้นตอนเพื่อใช้ในการแก้ปัญหาพัฒนาชีวิตให้เจริญ Algorithm เป็นชุดทฤษฎีความรู้ที่มนุษย์คิด มนุษย์สร้างขึ้นมา เขาไปใช้ทางวิทยาศาสตร์ด้วย เขาใช้ศัพท์คำว่า Artificial intelligence ย่อว่า AI เป็นกลุ่มความรู้ที่เดี๋ยวนี้เขาพยายามสร้างกัน ความเป็นลำดับของเขานั้นเป็นแต่เพียงวัตถุ แต่ของพระพุทธเจ้าเป็นลำดับทั้งทางด้านนามธรรมและวัตถุ จึงสลับซับซ้อนกว่ามาก เช่น อนุสัย 7 อาสวะ 10 อย่างนี้เป็นต้น หรือศีล สมาธิ ปัญญา แจกเป็นจรณะ 15 วิชชา 8 แจกให้เห็นตั้งต้นด้วยศีลแล้วปฏิบัติให้อยู่ในหลัก 3 นี้คือ สำรวมอินทรีย์ 6 ต้องกำกับกว่า 6 จึงจะไปทำการประมาณการกินการใช้เรื่องโภชนามัตตัญญุตา แม้แต่ชาคริยา คุณต้องตื่นไม่ใช่หลับอยู่ในทวารเดียว ตื่นเต็มทั้ง 6 ทวารต้องมีทั้งนอกมีในจึงเรียกว่ามีการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย คนไม่เข้าใจก็ไม่รู้ว่าวิโมกข์ กาย คืออะไร แต่รู้ว่ากายคือภายนอกอย่างเดียวก็ไปไม่ออกแล้ว เข้าใจกายแค่ 1 ไม่เป็น 2 แล้ว กายเป็นเทวะ คือมีคู่ตั้งแต่รูป นาม ต้องมีธาตุรู้เกิดขึ้นมาแล้ว ตั้งแต่อณูสองอันก็เป็นเทวะแล้ว การแยกกายได้ เมื่อไหร่เป็นกายเมื่อไหร่ไม่เป็นกาย ง่ายไหม? ลองถามคุณหน่อย ใครสามารถอธิบายแยกกายแยกจิตได้แน่นอนชัดเจน...ยกมือ… (พอเข้าใจแต่อธิบายไม่ไหว) ใครแยกจิตให้เป็นอุตุได้เลยนี่โอ้โห สมณะเดินดินสรุปจบ620906_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ล้างอัตตาเทวนิยมได้จึงเป็นประชาธิปไตยสูงสุด

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน