สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัมมาทิฏฐิ 10 เน้นไปที่ทาน.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัมมาทิฏฐิ 10 เน้นไปที่ทาน เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา). 1.ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) ถ้าทานแล้วทำใจในใจผิดก็ลงนรกเลย ทำทานแล้วได้นรก ไม่ได้อานิสงค์คือนิพพาน ศาสนาพุทธเราไม่ได้ไปเอาสวรรค์เป็นอานิสงส์ ถ้าทำใจในใจให้ลดตัวตน คือสัมมาทิฏฐิ แต่ว่าคนไปทำทานแล้วเขาสอนให้ตั้งจิตไว้ผิด คือทำทานแล้วได้ภพชาติ นอกจากว่าทำทานแล้วไม่หวังว่าจะได้ ทานของพระพุทธเจ้าต้องให้ทำแล้วเลยไปเลย จบ ไม่ต้องคิดหวังว่าจะได้อะไรจากการทาน ไม่มีไอ้หวัง ไอ้หวังตายแน่ ใครทำทานแล้วไม่มีการสร้างความหวังในจิตเลย คือการทำทานแล้วมีผล ถ้าทำทานอย่างนี้ ทำใจในใจว่าหวังว่าจะได้อะไรก็แล้วแต่ จากการทาน จบเห่เลย ไม่เกิดผลในการทาน เขาสอนกัน ทำทานแล้วเอาใส่ตระกร้า แล้วสั่งสมไว้ ใส่เซฟไว้ สันนิธิ แล้วนอนหลับฝันไปว่าจะได้เอาไว้เสวยในชาติต่อๆไป คือนรกทั้งสี่ชั้น แต่เขาอธิบายสวรรค์ 6 ชั้นก็คือนรก 6 ชั้น สวรรค์ในศาสนาพุทธนั้นไม่มี อุทิศทำอย่างไม่เอาสวรรค์เลย ไม่ตั้งจิต ให้เกิดในภพชาติไหน พุทธนั่นแหละไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก เป็นพระอรหันต์ ต้องรู้ใจตัวเอง อย่าให้จิตใจตัวเองมีอาการ มีความหวัง อาการหวัง คืออาการผูกพันในความหวังนั้น คือปฏิพัทธ์ แล้วสั่งสม สันนิธิเปกโข สั่งสมเป็นกองทุนเลย ดีไม่ดีจดจำ จำแล้วจำอีก ดีไม่ดีจำแล้วไม่พอ ไปเอาของคนอื่นมาจำ ขี้โกง อีก แล้วเข้าใจเป็นภพชาติ ว่าตายไปแล้วจะได้อย่างนั้นอย่างนี้ การสอนแบบนี้สอนทานผิด ไม่มีอานิสงส์เลย มีแต่ผล แล้ววัดไหนบ้างสอนให้ทำทานอย่างไม่ตั้งจิตหวังผล ..วัดอโศกไง สู่แดนธรรมว่าได้ผลมาก แต่ไม่ได้อานิสงส์ พ่อครูว่า ผล ก็ได้นรกไง แต่ไม่ได้อานิสงส์ คือไม่ได้ประโยชน์ ถ้าตั้งจิตมีความ
อ่านต่อ
หวัง มีสาเปกโข ทานแล้วมีหวัง ก็ไม่เป็นอานิสงส์แล้ว แต่ว่ามีสมมุติว่าเอาข้าวไปให้พระฉันก็ได้ประโยชน์ เอาเงินไปให้คนอื่นก็ได้ประโยชน์ คนได้เอาไปใช้ประโยชน์ ไม่เป็นปรมัตถ์แต่เป็นสมมุติ ก็ทำอย่างนั้นก็มีผล แต่ไม่เป็นผลถึงโลกุตระ หรือแม้แต่ว่า ทำทานเพราะว่าเห็นว่าพระท่านไม่มีเงินทอง ไม่สะสมข้าวของอาหารก็ทำทานให้ท่านได้ฉัน อาตมาตั้งแต่ออกมาทำงานนี้ ไม่ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว ไม่ลงใต้ดินแม้ครึ่งเมล็ดงา อาตมาสงสาร โลกียะที่ต้องวนเวียน ศาสนาเทวนิยม ไม่มีทางตัดวัฏสงสารของตัวเอง มีแต่วัฏสงสารจะกว้างจะมากขึ้น หลง สูงสุดไปอยู่กับพระเจ้า ทำดีๆๆสูงสุดเต็มบ้อง จะไม่เข้าใจเลยว่าศาสนาพุทธนั้นไม่เอาทั้งดีและชั่ว รู้ดีรู้ชั่ว แต่ไม่ทำชั่วทำแต่ดี แต่ไม่สะสมยึดติดว่าดีเป็นของตัวเอง ตัวเองไม่มีทั้งดีและชั่วได้ เป็นภาษาที่พูดแล้วคนเข้าใจได้ยาก เป็นเรื่องซับซ้อนลึกซึ้ง คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) เราเป็นชาวพุทธเป็นคนไทย มีพุทธศาสนาที่เป็นเนื้อแท้ยังไม่หมด มีคนที่เป็น 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) 3. สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) 4. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ . (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) . . 5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ . . 6. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ . 7. มารดา มี (อัตถิ มาตา) . . . 8. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) . . 9. สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) . . . 10. สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) . . . . . (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 257) มาอธิบายธรรมะ แม้จะไม่เหมือนกับคนอื่นเขาอธิบาย แต่ก็มีของตัวเอง สยังอภิญญา มาอธิบายให้แก่คนในยุคนี้ก็คืออาตมานี่แหละ ไม่ได้อธิบายเหมือนที่เขาอธิบายกันซึ่งเหมือนแกะดำหลงฝูง เหมือนตัวประหลาดอยู่ในวงการศาสนาพุทธ อาตมาก็รู้ดี จึงทำอย่างมุ่งมั่นทำไปจนกว่าจะตาย ไม่มีปัญหา เป็นแต่เพียงว่า อาตมารู้ว่า ปางนี้ อาตมาไม่ถูกฆ่าทางด้านธรรมะหรอก ตอนสมัยพระพุทธเจ้าแสดงธรรมแบบนี้ตายกันเป็นเบือแล้ว พระโมคคัลลานะก็ตายไม่รู้กี่ที เพราะว่ามันทวนกระแสเขา ไม่เหมือนเขา ผู้ที่ยังฟังธรรมะของพระพุทธเจ้าเข้าใจ เป็นกุศลอย่างยิ่งของตัวเอง ยิ่งคุณศึกษาปฏิบัติเข้าใจเรื่องบุญ แล้วปฏิบัติบุญอย่างสำเร็จประโยชน์ อนุโมทนาสาธุเป็นอย่างยิ่ง คุณทำความเป็นบุญให้กับตัวเองได้ ไปได้เรื่อยๆ จนหยุดจบ ไม่ต้องทำแล้วบุญอีก ก็สมบูรณ์จบ เราพูดกันในชาวอโศกแบบนี้ ที่อื่นเขาจะไม่พูดแบบนี้เลย เพราะเขามุ่งสั่งสมบุญ ไม่เข้าใจบุญกันแล้ว 600724_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เข็มทิศของศาสนาพุทธ