สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัจจะหนึ่งเดียวของโลกและอัตตา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.65 KB
วันที่แก้ไข26 กรกฎาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัจจะหนึ่งเดียวของโลกและอัตตา อำนาจของศาสนาพุทธที่ไม่ใช่อำนาจของตัวเอง ไม่ได้เป็นอำนาจเบงข่มทำให้คนอื่นกลัว อำนาจที่เป็นธรรมาธิปไตยเขาจะเกรงแต่ไม่ใช่กลัว จะมีความรักบูชาเชิดชูแต่ไม่ได้กลัว นักรัฐศาสตร์บอกว่าการเมืองคือการแย่งชิงอำนาจ อาตมาว่านี่คือความล้มเหลวตั้งแต่ต้น แต่ที่จริงต้องไม่แย่งชิงอำนาจจากประชาชนเป็นผู้ยอมรับให้เขาได้ใช้อำนาจเพราะว่าพวกนี้ 1 มีปัญญา 2 ไม่มีอัตตาโต ไม่บังคับข่มเหงไม่เบียดเบียนใคร มีแต่ช่วยคนอื่นเสียสละ ผู้นี้ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ มีแต่คุณค่าประโยชน์ คนผู้นี้จึงถือว่ามีอำนาจสุดยอดแห่งอำนาจ จึงเรียกว่าธรรมาธิปไตย ท่านเป็นอย่างนั้นได้เพราะว่าท่านเข้าใจเรื่องโลกและอัตตา

พระพุทธเจ้าท่านได้สอน อธิปไตยมีสาม 1.โลกาธิปไตย 2.อัตตาธิปไตย 3.ธรรมาธิปไตย ท่านสอนเท่านี้ แต่มีความจบสมบูรณ์สุด โลกคือสภาพที่ร่วมกับคนอื่น อัตตาคือเรื่องของตัวเองไม่ร่วมกับใคร คนที่มีความร่วมกับผู้อื่น เอาผู้อื่นเป็นหลัก ถ้าเอาผู้อื่นเป็นหลักโดยไม่เอาเราเลย เราก็โง่ไปกับโลก เช่น ในสังคมตอนนี้คนมีกี่แบบมีจำนวนมาก หากเอาคนมากเป็นหลักไม่เอาเราถ่วงเลย กิเลสก็จะเป็นใหญ่ เราต้องมีความถ่วงดุลโลก เราจะถ่วงได้ คนในโลกนั้นจะต้องยอมรับเรา ว่าคนนี้ซื่อสัตย์สุจริตไม่ลำเอียง ไม่เห็นแก่ตัว ฉลาดรอบรู้มีสมรรถนะช่วยผู้อื่นได้อย่างมากที่สุด เท่าที่จะมากได้ เขาก็จะยกให้ตามจริง ใครที่มากที่สุดยกให้เป็นเบอร์ 1 รองลงมาเป็นเบอร์ 2 เป็นสัจจะ ท่านผู้ที่มีอำนาจจะไม่ได้อยากได้อำนาจแล้วไม่ยึดติดว่าเป็นอำนาจของเราด้วย คนอื่นยกให้ท่าน นี่คืออำนาจโดยธรรมว่า คนนี้ซื่อสัตย์สุจริตมีความรอบรู้มีความเมตตามีความไม่ลำเอียง ชัดเจน เหมาะสม เป็นนักอภิบาล เป็นนักบริหารที

อ่านต่อ

่ยิ่งใหญ่เพราะว่ามีธรรมะเป็นอำนาจ จึงอภิบาล บริหารปกครองดูแล ช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างเป็นธรรม เพราะมีธรรมะเป็นอธิปไตย จึงทำธรรมาภิบาลได้ คนจะไปอภิบาลคนอื่น ถ้ามีธรรมะเลอะเทอะก็อภิบาลอย่างเลอะเทอะ ผู้ที่รู้โลก รู้สิ่งผสมกันร่วมกัน ตั้งแต่ 2 สิ่งจนถึงเป็นล้านสิ่ง จัดการร่วมกันอยู่ อยู่ร่วมกันก็พยายามปรับปรุงกัน เรียกว่าสังขาร ปรุงแต่งกันแยกแยะสังเคราะห์ อะไรไม่ดีก็มาตกลงกันนะว่าไม่เอาก็ปฏิสังเคราะห์สังขารตลอดเวลา แล้วเหตุปัจจัยไม่เที่ยง แต่ละวินาทีแต่ละนาที แต่ละองค์รวม มีข้อมูลใหม่มาเร็ว ยิ่งตอนนี้ ข้อมูลใหม่มาเร็วเยอะด้วย เราก็ต้องรู้ทัน ใครเก็บข้อมูลได้ครบก็ดี ผู้ที่รู้เรื่องโลก อธิบายเรื่องโลก ว่าจะต้องมีการผสมกับคนอื่น อัตตา อยู่แต่ตัวคนเดียว ไม่เกี่ยวกับใครก็อยู่ในภพ หลับตา อยู่คนเดียวจริงๆ ต่อให้คุณเก่งทางอาเทศนาปาฏิหาริย์ สามารถส่งจิตไป แต่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใครเลย ใครจะมารับรองคุณ ก็ไม่มีประโยชน์กับใคร อันนี้ตีทิ้งได้เลย จริงหรือไม่จริงไม่รู้ คำว่าจริงของโลกต้องมีสอง พระพุทธเจ้าตรัสว่าสัจจะมีหนึ่งเดียว แต่ถ้าสองคนรับรองว่าตรงกันเป๊ะก็หนึ่งเดียวกัน สามคน ห้าคน ร้อยคน ตรงกันเป๊ะ แสนคน ล้านคนก็ยืนยันตรงกันเป๊ะ สัจจะมีหนึ่งเดียว ยิ่งคนอื่นรับรองกันมากขึ้นก็ยิ่งจะตรงกันเป็นสัจจะตรงกันมีหนึ่งเดียว แต่ถ้าคุณคนเดียว ก็รับรองไม่ได้ แต่ถ้ามีสองคน อีกคนรับไม่ได้ก็ไปไม่ออก สัจจะมีหนึ่งเดียวไม่ใช่ว่าสัจจะกูคนเดียว แต่สัจจะคือคนอื่นเห็นร่วมได้มากก็เป็นสัจจะเท่านั้น คนเถียงกัน เอาเหตุผลมามุมไหนก็ได้ ความรู้แล้วถึงไม่เถียงกัน ความเห็นของคุณก็ของคุณ ของเราก็ของเรา โลกจะต้องมีสองแต่ความเห็นต้องเป็นหนึ่งเดียวกันจึงจะเป็น สัจจะเป็นหนึ่งเดียว อัตตา อัตตาตัวตน ถ้านั่งหลับตาสะกดจิต อยู่คนเดียวต่อให้เป็นยอดรู้สักเท่าไหร่ แต่ไม่ร่วมกับคนอื่นเลยก็ไม่ถือเป็นสัจจะในโลก เพราะฉะนั้นจะมีหรือไม่มีก็ต้องให้คนอื่นร่วมรับรู้ ตั้งแต่ 2 คนเป็นต้นไปรับรอง แต่ 2 คนก็จะน้อยไป ในโลกนี้มีคนเป็นล้านคนจะต้องมีคนรับรองมากพอสมควร แม้คนจะมีโลกีย์อวิชชามากก็ตาม จำนวนคนที่ควรก็มีพอสมควร 600726_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สัจจะหนึ่งเดียวของโลกและอัตตา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน