191005-B สอบทานคุณธรรมพระอาริยะ ตอน2-พ่อท่าน-แดนอโศก.txt
เนื้อหาในไฟล์
[ข้อผิดพลาด: recognition connection failed: [Errno 32] Broken pipe] ควรเป็นผู้ที่สมควรบางคนก็ไม่สมควรบางคนก็ไม่เหมาะสมที่จะฝึกได้อยู่ในฐานะหลายๆอย่างไม่มีปัญญาเลยก็เป็นคนที่ไม่ควรจะฝึกไม่มีปัญญาไม่มีความรู้ไม่เข้าใจอะไรซะบ้างเลยก็ก็ไม่สมควรจะฝึกเพราะว่าเมื่อไม่มีปัญญาอะไรจะรับรู้อะไรได้ก็หมายความว่าเลิกกันไปพูดกันไม่รู้เรื่องอ่ะหรือไม่ก็มีปัญญามากไปอันนี้ปัญญามากไปคิดถึงตัวอดตัวเองยึดถือตัวถือตน ก็ต้องเข้าใจมีมานะทิฐิแปลงกล้าไม่ยอมรับฟังอย่างนั้นก็เป็นบุคคลที่เรียกว่าปล่อยให้เป่าปากขึ้นไปทั้งสิ้นมีมานะทิฐิแรงเพราะว่าถือตัวถือโดนจับหรือโง่ไม่รู้เรื่องปัญญามันไม่เกิดมันเป็นไปไม่ได้ก็เรียกว่าพวกต่อปลาต้องกินไปคือไม่สมควรเอาไปพูดที่ฝึกไม่ได้สอนไม่ได้เพราะผู้ใดที่พอฝึกได้แล้วพอเป็นไปได้ก็ฝึกได้แล้วก็ได้ดีด้วยว่าจะมาถึงพระพุทธเจ้าจะรู้จะเข้าใจทีเดียวว่าใครเป็นผู้ที่เหมาะสมจะควรฝึกหรือไม่สมควรฝึกการที่ท่าน จัดคนไว้ทั้ง 4 จำพวกนั้นเป็นพื้นฐานจำพวกที่จะปล่อยให้เต่าปลากินไปหรือจำพวกที่ต้องฝึกมากน้อยอบรมกันนานหน่อยจำชื่อฉันมากหน่อยหรือบางพวกก็ไม่ต้องมากนักอธิบายแนะนำหรือว่าให้กระทำให้รู้ไม่นานนักก็บรรลุหรือพวกที่ไวเร็วฝึกไม่นานเลยเดี๋ยวเดียวก็บรรลุได้แบ่งเป็น 4 ระดับคือบัว 4 เหล่าเขตเราก็คงจะได้เคยได้ยินได้ฟังมาแล้วอันนั้นเป็นความรู้ที่ซ้อนซ้อนอยู่ว่าเราจะต้องรู้ละเอียดไปเรื่อยไม่ใช่ ใครก็ได้หมดทุกคนถึงแม้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขนาดนั้นท่านยังไม่อาจหาที่จะกล่าวหรือว่าท่านไม่อาจหาญที่จะดูถูกหรือว่าอวดดีจนเกินขอบเขตไปถึงขนาดว่าจะฝึกได้อะไรก็ได้หมดใครๆก็จะฝึกได้หมดทุกคนก็เปล่าบางคนก็ต้องเนิ่นนานแต่บางคนก็เร็วบางคนก็ฟันกรามบางคนไม่ได้เลยต้องปล่อยทิ้งไปอย่างแท้จริงก็เป็นไปได้จริงและท่านถ้าเก
อ่านต่อ
ิดว่าท่านฝึกแล้วแล้วก็ท่านฝึกได้โดยที่ไม่มีใครยิ่งกว่าจริงๆเรียกว่าอนุโลมไม่มีใครเหนือกว่าท่านพูดเหมือนท้าทายไม่มีใครเหนือกว่าท่านท่านบอกว่าไม่มีใครเหนือกว่า อนุตตโรปุริสทัมมสารถิไม่มีใครเหนือกว่าท่านสามารถจะขับเคลื่อนหรือจะสามารถจะผลักดันให้ไปได้ตามที่ท่านมีเจตนาตามที่ท่านสามารถที่จะกระทำให้ได้ไม่มีใครเหนือกว่าท่านท่านคนอื่นทำก็ไม่ได้ถึงเท่าที่ท่านทำท่านยืนยันอย่างนั้นเลยทีเดียวอันนี้เป็นคุณธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหลักต้นเป็นอย่างนี้ผู้ที่เป็นสาวกผู้ที่เป็นผู้ร้องลงมาก็จะมีคุณธรรมอันเดียวกันนี่แหละแต่ว่าก็มีคุณธรรมน้อยกว่าเบากว่าเก่งน้อยกว่าสามารถน้อยกว่ารู้ลึกรู้ซึ้งได้น้อยกว่าลงมาตามลำดับตามท่านแต่ไปใน ทางเดียวกันถ้าต่อไปก็ศรัทธาเทวะมะนุสสานังศรัทธาเทวะมะนุสสานังเป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเป็นผู้ที่สอนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจากเอาไว้นี่ต้องสังเกตในที่นี้ถ้าไม่ได้กล่าวถึงจุดที่เรียกว่ามารเทวดานี่รวมได้พรหมก็อยู่ในเทวดาส่วนพวกต่ำลงไปอีกนะสมมติต่ำลงไปอีก เปล่าพวกสัตว์นรกพวกอะไรก็ได้แต่แท้จริงท่านสอนนะสัตว์นรกท่านก็สอนท่านสอนอยู่แต่ทีนี้ความเป็นสัตว์นรกที่ว่านั้นต้องมีขอบเขตมีขอบเขตถ้าตามเกินไปหรือว่ามันไม่ไม่ไม่ถึงขั้นที่ว่าจะต้องใช้คนอย่างเขาจะมาจากพระพุทธเจ้าไปสอนให้พระสาวกอื่นเช่นคำว่าอะไรเช่นอาจารย์บางคนมันพูดไปสอนใช้เวลาไปสอนเพราะว่าต้องจำใจหรือว่าต้องดึงขึ้นมาให้ขั้นตอนสูงขึ้นมาพอสมควรจะเข้าเขตขั้นที่ว่ามีจิตที่ดีพอสมควร 7 ขั้นเทวด รถติดคั่นมนุษย์ไม่ใช่ต่ำสักต่ำต้อยหรือว่ากเฬวรากซะจนเกินไปก็จะให้พระพุทธเจ้าสอนทั้งหมดก็ไม่ใช่เพราะฉะนั้นในที่นี้จึงมีเฉพาะลงไปว่าเป็นครูผู้สอนเทวดาเทวะเทวะมนุสสานังไม่ใช่เอามาหมดเลยยักษ์มารอะไรต่างๆนานาไม่ใช่ถ้าจะสอนผู้ที่อยู่ในขอบเขตพอสมควรในฐานะของท่านนี่เป็นคุณธรรมจะบอกว่าถือตัวถือตนก็ไม่ใช่ตามความเหมาะสมเมื่อผู้นี้เป็นศาสดาจารย์หรือเป็นอาจารย์ชั้นใหญ่ที่มีความรู้สูงคนอื่นไม่มีสูงเท่าขนาดนี้ เวลาจะมีคนที่จะต้องเรียนที่จะต้องสอนอยู่ในภูมิขั้นที่เรียกว่าสูงจะต้องใช้คนที่ภูมิสูงเหมือนกันสอนถ้าไม่พร้อมสูงละลายไม่จน LINE ไม่ทันหรือว่าให้ความรู้ไม่แตกละเอียดไม่ดีพอเพียงก็จะต้องใช้ครูที่มีคุณธรรมหรือว่ามีความรู้มีปัญญาเพียงพอที่จะใช้สอนให้เหมาะสมกันควรจะสงวนเวลาให้ท่านไปสอนพรุ่งนี้ไม่ใช่ถ้าไปสอนหมดเลยกไก่ขไข่อะไรสัตว์นรกอะไรที่มีกเฬวรากอะไรก็สอนเปรอะไปหมดจริงๆท่านก็สอนได้แต่ว่ามือคนที่รองกว่านั้นก็สอนได้แต่ให้ท่านมือให้มือรองรับไป 2 คนที่สูงยิ่งๆขึ้นไปสอน สอนไม่ได้มือไม่ถึงเพราะฉะนั้นก็แบ่งกันสิจัดๆๆสวดไหนเป็นขั้นตอนถ้าเราไม่สังเกตให้ละเอียดแล้วก็ไม่รู้หรอกแล้วทีนี้ภาษาที่ท่านอธิบายพระพุทธเจ้าท่านสอนหมดมามันยากอะไรก็สอนหมดเป็นผู้สอนต่างๆนานาตามบางครั้งบางคราวที่ท่านปรารถนาที่ท่านสอนเหล่านั้นก็ใช่เราเรียกว่ามาเรียกว่ายักษ์อะไรก็เรียกว่ามารยาททั้งนั้นแหละถ้าสิ่งใดที่เป็นสิ่งที่มันยังไม่ดีเราเรียกว่ามันมาทั้งนั้นเป็นสิ่งที่ยังทำลาย ไม่ทำลายเหลือน้อยละเอียดและขั้นสูงแล้วมันก็ยังเป็นขั้นนึกว่าขั้นทำลายอยู่นั่นเองแหละแม้จะสูงแล้วจะขนาดไหนก็เรียกว่าบาปเพราะฉะนั้นบาปจึงเป็นขั้นๆระดับๆเราต้องเข้าใจเป็นชั้นเชิงชั้นเชิงชั้นเชิงเข้าไปไม่ใช่ภาษาสองคำว่าบาปกับบุญมันก็มี 2 อัน 2 ลักษณะเท่านั้นเมื่อเราเป็นบุญไปแล้วในขั้นนี้มันก็มีบาปขั้นที่เรียกว่ายังสะอาดไม่พอยังสูงไม่พอยังดีไม่พออีกไอ้สิ่งที่ยังบกพร่องนั่นน่ะก็เป็นบาปต่อสิแล้วก็ LINE ออกไปอีกเอาบาปให้หมดไปอีกก็ได้สูงขึ้นไปอีกก็มาแยก LINE เหมือนกับไร่ขี้ทองไล่ขี้มันออกไป ระดับประดับใกล้ไปจนกระทั่งบริสุทธิ์ 100% จนกว่าจะถึงบริสุทธิ์ 100% มันก็เป็นขั้นตอนขั้นตอนไปงั้นจะต้องเข้าใจจุดนี้ซึ่งเราก็เคยได้พูดกันอธิบายกันแม้แต่ที่สุดบาปหรือว่านรกของพระพรหมก็มีเป็นที่สุดท่านพรหมขั้นสูงสุดก็ยังมีบาปมีนรกพอบอกนรกของพระสงฆ์ร้ายก็บอกปิดอบายตั้งแต่พระโสดาบันน่ะก็ใช่พระโสดาบันก็นรกขั้นต่ำต่ำสุดที่นรกท่านต่อไปต่อไปหรือว่าสบายขั้นต่อไปของใครของคันไหนคันไหนมันก็มีเป็นขั้นตอนไลน์ๆๆขึ้นไปจริงๆไม่ใช่ว่าไม่มีเพราะเราจะต้องพยายามเข้าใจให้ลึกซึ้งหรือว่าให้รู้ชั้นรู้เชิงอย่าไปหลงภาษาถ้าภาษา มันมีอยู่ 2 คำแค่นั้นมันมีแต่ดีกับชั่วมันมีแต่บาปกับบุญอธิบายยิ่งกว่านั้นก็คือนรกที่ต่ำกว่าทำบุญยิ่งกว่าขึ้นไปไอ้บุญน้อยๆก็เรียกว่าบาปของบุญเยอะๆบุญที่สูงขึ้นกว่าไอ้ที่บุญต่ำๆก็เรียกว่าเอาภาษามาแทนก็บาปให้บุญขั้นต่ำก็เรียกว่าบาปไอ้ข้างบนขั้นสูงเขาเรียกว่าบุญและบาปท่านบาปมากกระบะน้อยไอ้บาปน้อยก็เลยก็บุญได้บาปมากก็เรียกว่าบาปใหญ่ก็เรียกว่าบาปหนาบาปกรรมความหมายมันก็ต้องรู้ความจริงในจิตเป็นยารู้ความจริงในระดับอะไรต่างๆได้แล้วเราจะไม่สงสัยในภาษาพระพุทธเจ้าเป็นครูผู้ เทวดาสอนมนุษย์ใช้คำว่ามนุษย์ถ้ำหมายเอาโดยบุคลิกฐานก็คือคนธรรมดาและเทวดาก็คือจิตวิญญาณถ้าเผื่อว่าเราไม่เป็นสัมมาทิฏฐิไปเข้าใจเป็นมิจฉาทิฐิก็จะเข้าใจเราไปสอนเทวดาล่องลอยเป็นอัตภาพเป็นอะไรต่ออะไรอยู่ต่างๆนานาดังที่มีคนหลงไปนั่งซ้อนหลับตาเข้าไปแล้วก็ไปสอนเทวดาอะไรต่ออะไรเข้าไปใหญ่เลยอยู่เป็นเพราะเป็นชาติเป็นอะไรต่างๆนานาอยู่นึกว่าไอ้นั่นเป็นตัวตนที่นอกจากตัวเราแต่นึกว่าเป็นกุศลที่เราไปสอนเขาแล้วก็นึกภาพภูมิใจลงตัวหลงตนว่าเราได้ทำกุศลกับเขาแล้วก็ไปสมมุติอะไรขึ้นมาใหญ่เลย เทวดาพิลึกพิลึกเป็นเรื่องอะไรต่ออะไรต่างๆนานาเป็นตัวตนอัตภาพถ้าเผื่อว่ามันเป็นเรื่องของธรรมะและก็ขัดเกลาธรรมะเป็นคำสอนเป็นอะไรต่ออะไรต่างๆนานาที่มันขัดเข้าลึกขึ้นสูงขึ้นสูงขึ้นถึงแม้ผู้นั้นจะไปสมมุติอัตภาพเห็นเป็นภาพเทวดาแล้วตัวเองก็สอนเทวดาอยู่หลับตาก็ไปสอนใหญ่แต่ว่าเป็นเรื่องของธรรมะที่ได้ทบทวนที่ได้ขัดเกลาและมีความจริงด้วยว่าเป็นธรรมะที่ขั้นสูงขึ้นรู้มากขึ้นมากขึ้นก็ยังดีดีตรงไหนก็ตัวเองนั่นแหละได้รู้ธรรมะนั้นตัวเองนั่นแหละได้ทบทวนธรรมะนั้นนี่คือผลเท่านั้นเองส่วนจะบอกว่าไปช่วยสอน ไม่มีอัตภาพเรามันไม่มีหรอกวิญญาณของใครก็คือวิญญาณของใครแล้วมันก็ไม่มีตัวไม่มีตนอย่าไปจับมาเป็นตัวเป็นตนมันอยู่ที่ไหนมันก็อยู่ที่ไหนของมันไม่เกี่ยวของเราของเราแล้วของเราไปปั่นผ้าปั้นรูปฟันเลิกขึ้นมาแล้วเราไปหลงมันเป็นของคนนั้นของคนนี้เป็นไอ้นั่นไอ้นี่ไม่ใช่ของเราเองเราจะปั้นเป็นตัวตนอย่างนั้นอย่างนี้ก็เป็นขั้นเป็นตอนสมมุติเป็นรูปด้านล่างนี้เป็นเรื่องของเราทั้งนั้นเพราะฉะนั้นถ้าบอกว่าอัตถะสาระของมันเป็นการสอนเป็นการวิเคราะห์ทำเป็นการวิจัยธรรมะและเราก็ได้รู้ธรรมะอันนั้นทบทวนซ้ำแน่ๆยิ่งขึ้นมากยิ่งขึ้นก็จะเป็นการได้ทบทวนธรรมะให้แก่ตน หรือว่าได้เข้าใจเพิ่มขึ้นอีกพอวิเคราะห์มีอะไรต่ออะไรออกมามีหลักมีเกณฑ์มีเรื่องมีราวและเป็นผลที่ตัวเองสอนเขาทำทีสอนเขานี่แหละแต่ตัวเองในขณะสอนเข้าตัวเองก็ได้รู้เพิ่มเติมขึ้นมาในนั้นด้วยลึกซึ้งขึ้นเป็นจริงขึ้นและมีอะไรต่ออะไรมีแง่มีมุมได้รู้ได้อะไรขึ้นก็ตนนั่นแหละได้ประโยชน์อยู่ที่นั่นถ้าไปหลงผิดว่าตัวเองได้สอนเขาแล้วภาคภูมิแล้วก็ไม่เจ็บไม่ได้จำไม่ได้จดได้จำเอาความรู้นั้นหรือว่าไม่ได้เอาความรู้นั้นมาปฏิบัติประพฤติเป็นแต่เพียงสักแต่ว่าความรู้สักแต่ว่ามันอยากสักแต่ว่ามันเป็นสภาพนั้นเกิดขึ้นมาเฉยๆเป็นเรื่องเป็นราวแต่เราไม่ได้เอามาปฏิบัติก็แล้วไม่มีประโยชน์อะไรไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับคน ลักษณะการที่บอกว่าสอนเทวดาในลักษณะของมิจฉาทิฐิหาเรื่องเองและจิตใจตัวเองหลงเองแล้วคิดจะไปสอนไปช่วยเหลือเขาจะไปช่วยเหลือเขาแล้วเธอเช่นว่าไม่ใช่สอนเทวดาหน้านี้อธิบายเทวดาที่หลงเทวดาหรือวิญญาณอะไรก็ตามแต่เป็นวิญญาณสัตว์นรกเป็นวิญญาณอะไรแล้วไปหลงขึ้นมาก็ไปจะได้คิดว่าจะไปทำประโยชน์แก่เขาวิญญาณพวกนี้หิวโหยแล้วก็เอาอันนี้ไปอุทิศส่วนกุศลเอาไปให้เขาดีออกดีใจได้รับตื่นเต้นแค่ไหนก็สร้างหนังขึ้นมาแล้วก็ฉายหนังนั้นดูของเขาเองเป็นเรื่องนั้นเท่านั้นแหละมันไม่ได้มีวิญญาณวิญญาณอะไรได้รับแหวนนะเอาภาพไปให้ผมเอาข้าวไปให้กิน เอาอะไรไปให้อะไรต่ออะไรต่างๆทั้งนั้นเล่น YouTube เพลงอยู่อย่างนี้น่าหลงแบบหลงอัตภาพที่ไร้ประโยชน์นอกจากได้ประโยชน์และงมงายหลอกคนอื่นเป็นอนุชนรุ่นหลังถือเอาอย่างตามแล้วก็เละเทะมาจนกระทั่งทุกวันนี้ไม่ได้เรื่องอะไรแล้วถ้าเผื่อว่าอยู่ในฐานะบางคนที่บอกว่าเออสอนเทวดาแล้วก็ไปสอนเทวดาด้วยบางคนมันน่าจะเป็นอัตภาพแล้วก็ไปทำสอนอะไรถ้าเผื่อว่ารู้ตัวก็ได้ประโยชน์ถ้าไม่รู้ตัวก็เสียประโยชน์และจะได้โทษตรงที่ว่าหลงตัวเป็นหมาหน้าทิฐิว่าตัวเก่งสอนเทวดาเกิดมาณเกิดความหลงและตัวเองนั้นก็ยัง สิ่งนั้นงมงายอยู่นั่นเองเพราะสิ่งนั้นมาเป็นเทวดาจึงเป็นคนอื่นเป็นที่ไหนๆๆตัวตนบุคคลเราเขาอื่นๆมันไม่มีถ้าเข้าใจอย่างนี้ได้ว่าเทวดาคือจิตวิญญาณและจิตวิญญาณของเราก็คือของเราทายาเราจะหยั่งรู้จิตผู้อื่นเจ็บผู้อื่นดีจิตนั้นดีก็คือจิตเทวดาจิตผู้อื่นไม่ดีก็จิตสัตว์นรกจิตที่จะต้องปรับปรุงจิตบาปจิตนั้นจิตดีก็ดีเออดีแล้วเพราะฉะนั้นเองดีขนาดไหนขนาดไหนตามที่เรากำหนดก็รู้ก็รู้จิตผู้อื่นได้ก็เท่านั้นเองก็เจ็บที่อยู่ในคนนี่แหละอยู่ในชมพูทวีปอยู่ในมนุษย์ที่มีร่างมีตัวตนแล้วเราก็ช่วยกันส่วนจิตอื่นอะไรต่ออะไรนั่นน่ะมัน ไม่รู้เรื่องหรอกมันไม่ใช่สุระพาโวไม่ใช่มนุษย์ชมพูทวีปมันใช่สุรภาไม่ใช่สภาพที่มันมีภาวะที่เต็มแข็งเต็มสุระแปลว่ากล้าแปลว่าเต็มแปลว่าหยาบมันไม่มีรูปหยาบสุราษฎร์แปลว่าอยากแปลว่ากล้ามันไม่มีภาวะกล้าไม่มีภาวะหยาบไม่มีอินทรีย์ทั้ง 6 ไม่มีดินน้ำลมไฟไม่มีอะไรที่จะสัมพันธ์กันได้อย่างแน่แท้ไม่มีสติมันโตมนุษย์ชมพูทวีปเท่านั้นที่จะสอนกันไม่รู้จักกูจะวิ่งจากที่เราก็เคยเรียนมาแล้วมีสุราษฎร์ธานีมีสติมันโตที่จะพรหมจรรย์ มีมนุษย์ชมพูทวีปมีลักษณะ 3 มีสติเพียงพอที่จะสอนกันได้พูดกันได้มีสัมปชัญญะแล้วก็มีภาวะที่มีภาวะหยาบมีรูปหยาบและอิทพระพรหมจริยาอาโสจะบรรลุได้ที่นี่โลกนี้อิทกนี้อย่างนี้ไม่ใช่ภูมิต่างๆแปลว่าโลกนี้มีอะไรจะพรหมจรรย์ถึงจะบริสุทธิ์ได้ที่อยู่พรหมจรรย์ได้เป็นเครื่องอยู่แห่งพรหมจรรย์ได้ไม่ใช่สภาพอย่างน้อยสุดท้าย ประกิตเดี๋ยวนี้ไงเล่าก็เจ็บมันอยู่ในภพเรานี่มันก็จะละลายในนี้มันก็เสื่อมก็สูงถ้าผมว่าเราไม่เพิ่มอุปทานมันจะออกมาข้างนอกไม่กลับมาเกิดอีกมันก็หมายความว่าไม่ออกมาสู่โลกนอกมันอยู่โลกในโอปปาติกะสัตว์เป็นสัตว์ที่อยู่ข้างในนั่นแหละคนอื่นไม่เกี่ยวมันเรื่องของจิตประกิตเท่านั้นเองมันไม่เกี่ยวออกมาจนกระทั่งเราถึงตายถึงไม่จริงแน่นอนไม่เวียนกลับออกมาเป็นโทษเป็นไทยกับใครถ้ามันอยู่ในใจของเรามันก็ไม่ไปทั่วประเทศไทยกับใครมันทำทุกข์ก็ทำทุกจิตใจเราเท่านั้นมันรำคาญเดือดร้อนมันทำการหลงก็หลงอยู่ที่ใจเราเท่านั้นเองมาทำอะไรกับใครมันจะมาทำอะไรกับใครมันก็คือวจีแล้วตายเพราะโลกต้องนอนนี่ไม่ได้รักใครเลยไม่ถูกเบียดเบียนหรอกไม่ถูกเบียดเบียน คนคนนี้คนคนนี้ก็มีแต่กายกับบัญชีที่จะเบียดเบียนคนเลือกข้างนอกใจมันไม่มีใจมันก็เป็นใจของเราที่จะสั่งสมเราจะไปอาฆาตมาตราแล้วจะไปรับแล้วจะไปเกลียดอะไรอยู่เนี่ยมันก็ใจเราหรือเป็นตนแล้วถ้าเกิดว่าเราเองเราไปทำใจของเรามากๆๆเขาสะสมค่ามากๆๆมันก็มีปริมาณมากเข้าแน่นเข้าหนักเข้าก็บรรดาออกมาเป็นกลายเป็นว่าดีได้อีกก็ออกแบบคนอื่นได้เขาก็เบียดเบียนตนอยู่เท่านั้นแหละนี่ถ้ามาที่ฐานและเป็นปัจจุบันน่ะทำธนาคารมีก็คือไม่ออกมาจากตายออกมาทางกายไม่ออกมาทางบัญชีนี้อธิบายแล้วในทางเอกก็อธิบาย ความชัดเจนแล้วจะเป็น Google Assistant คนยังไม่เข้าใจก็เป็นหยาบๆไปงั้นก่อนเพราะมันเข้าใจกูกำลังจะถามนี่มานานแล้วเข้าใจอย่างนั้นมากลับมาเรื่อยๆจนกระทั่งมาถึงธรรมอธิษฐานแล้วเสร็จก็ไปปัจจุบันน่ะทำอยู่ที่นี่พระอนาคามีก็คืออย่างนี้กลายเป็นจีนบริบูรณ์แล้วเราก็รู้จิตในจิตของเราแล้วก็ทำการลดลงลดลงเพราะอนาคามีต้องรู้จิตในจิตก็เป็นโอปป้าจะต้องจับจิตได้แล้วก็รถติดจริงๆรถจริงๆนอกจากรถจิตแล้วก็รู้ด้วยว่าจิตนี่มีเรี่ยวมีแรงทำกายออกมายังไงทำให้จีนออกมายังไงก็ถ้าไม่รู้ไอ้กายว่า G ออกมาแล้วไปเบียดเบียนเขาแล้วอันนี้ก็ไม่ใช่อนาคตจิตตัวก็ติดตัวนั่นแหละจึงทำให้ออกมาทาง ทางบัญชีไปเบียดเบียนคนอื่นแล้วคนอื่นเห็นว่าไอ้นี่เกิดการไม่เข้าท่ากันแล้วเกิดรักกันมากไปเกิดชอบกันทางกันมากไปอะไรก็แล้วแต่แล้วก็เกิดการไม่เข้าท่าขึ้นมาในทางที่เรียกว่ามันไม่ดีมันเสื่อมมันเป็นภัยเป็นบาปอะไรขึ้นมาตัวเองก็ไม่รู้เพราะตัวเองไม่รู้จะปล่อยให้ออกมาทางกายทางบัญชีถ้าจะรู้ตัวก็บังคับได้นอกจากรู้แล้วก็ต้องบังคับได้อีกบางทีรู้แต่บังคับไม่ได้ก็ปล่อยไปเราไปก็แสดงว่ามันไม่ใช่อนาคตไปออกมาโลกนี้แล้วออกมาโลกนอกแล้วไม่อยู่ในโลกใจของเรารู้คนเดียวแล้วก็ทำคน ไปให้มันออกมาอย่าให้มันมาส่งผลมาถึงกลายถึงว่าจีบให้มันสงบอยู่ให้มันระงับอยู่ให้มันเป็นไปโดยงามโดยลื่นอยู่ไม่ต้องไปเบียดเบียนไม่ต้องไปกระทบใครไม่ต้องไปเป็นอะไรกับใครทำไมถึงจะเรียกว่ามันบริสุทธิ์นอกถ้าบริสุทธิ์ร่วมส่วนกันทั้งนอกและนายก็หมดไม่มีปฏิกิริยารู้เท่าทันจิตแล้วก็ทำสงบนับได้ในจิตพร้อมก็หมดทั้งนอกและในเพราะถ้าใครยังไม่ดีท่านถึงเอาสีมาให้ถือให้ยึดถ้าจะทำอย่างนี้ตามศีลมือไม้มาจีบก็เจออะไรมันก็ไม่ออกไปตามกฎหมายจะฆ่าสัตว์มึงอย่าฆ่าปากอย่าพูดอย่าไปบอกค่าสาธารณรัฐก็ได้ระมัดระวังให้ดี ใจแม้มันจะอยากฆ่าอยู่มันจะมีอารมณ์มันจะมีความคิดมันจะเป็นอะไรต่ออะไรอยู่ไม่ออกมามันก็ไม่มีใครรู้มันก็ไม่ได้ไปเบียดเบียนใครใจมันจะฆ่าเห็นงูมันได้ใจข้ามันแต่ว่ามือไม่ได้ฆ่าปากไม่ได้บอกให้ใครฆ่ามันก็ไม่มีปัญหาอะไรนั่นดีกว่าบริสุทธิ์ศีลแต่ไม่ใช่อริยสัจ 4 แต่สิ่งที่บริสุทธิ์ก็กลายเป็นวาจาเท่านั้นเองอัจฉริยะการตัดสินก็คือเป็นที่สุดเป็นอริยะขั้นสุดยอดไปหรือว่ายังไม่สุดยอดรู้เท่าทันกับรถมันอยู่รถมันอยู่อาศัยมิราคาลดงานรถมันเลื่อยเครื่องออกเป็นการพึ่งออกกินหมดจะยังมีราคาแล้วแต่เรื่องออกไปออกอยู่เสมอจางใครอยู่เสมอมันก็ลดลง โทรศัพท์มันหมดตอนนี้โทรทัศน์เสร็จสิ้นมันก็เป็นอริยสัจ 4 อันที่สุดก็ไม่มีข้างนอกมีทั้งในพระที่สุดแล้วล่ะก็มันมาจบที่มนุษย์มนุษย์โสหรือมนุษย์จ๋าเป็นมนุษย์นี่แหละคนเราบริสุทธิ์ที่สุดก็เป็นยอดยอดคนที่มีผู้มีใจอันเป็นของประเสริฐมนุษย์ผู้มีใจเป็นของระบอบบริบูรณ์กับกิเลสหรือวันละหน่อยคลายทำตนให้มันดีงามพระชั่วประพฤติดีได้ถึง 10 ขั้นสุดแล้วก็เป็นผู้มีจิตนั่นแหละเป็นของประเสริฐสุดและจิตนั่นแหละมันจะควบคุมกายไว้กี่ชั่วโมงเพราะจิตเป็นเอกเป็นประธาน มโนปุพพังเข้ามาทำมามโนเสฏฐามโนมยาจิตเป็นประธานแห่งสิ่งทั้งหลายทั้งปวงและจิตมันก็จะกระทำในประธานซึ่งมันลงตัวมันไม่มีปัญหาอะไรมันก็เราก็ทำให้เป็นเทวดาและให้ดีขึ้นเทวดาก็เป็นชั้นเป็นเชิงเทวดาไม่ใช่ว่าจิตสูงแล้วก็จะไปสูงจนกระทั่งทะลุหมดเป็นถึงขนาดพุทธะก็ไม่ใช่เทวดายังไม่ใช่พุทธะเทวดาก็รู้ไปตามชั้นตามเชิงดีแล้วล่ะแต่ยังจะต้องรู้ต่อและยังจะต้องดีต่อต่อไปต่อไปก็เกือบสถานะของเทวดาขึ้นไปสูงขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆเพราะฉะนั้นถ้าจึงถูกสอนอยู่เรื่อยเหมือนกันแต่สำหรับคนชั้นอย่างพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ท่านสอนผู้อื่นก็คือสอนเทวดาอย่างที่ว่าดูจิตดูจิตรู้ใจของเขาว่าจิตของเขานี่ขนาดนี้ชั้นนี้เป็นอย่างนี้อย่างนี้คนที่อยู่ขั้นดีหน่อยแล้วว่าเทวดามีจิตวิญญาณที่ได้พอสมควรและท่านก็สอนให้สูงยิ่งขึ้นสูงยิ่งขึ้นสูงยิ่งขึ้นสูงยิ่งขึ้นสูงยิ่งขึ้นไปใครจะบรรลุไปเรื่อยๆเรียกว่าซ้อนผู้อื่นส่วนที่บอกว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนเทวดาขยับก่อนปัญหากับเทวดาเขาไม่เรียกว่าสอนอันนั้นคือตอนที่เรียกว่ายามต้นก็อบรมสาวกยามกลางพยากรณ์กับปัญหากับเทวดายามปลายก็ตรวจสัตว์โรคจิตถึงจะเกิดจากท้าย หาพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากระทำการพยากรณ์ปัญหาต่อเทวดานั้นมีคนสงสัยกันมากสงสัยว่าไม่พระพุทธเจ้าทำยังไงถึงไม่หลับไม่นอนยามต้น 4 ชั่วโมงต้นตั้งแต่ 19:00 น ตั้งแต่ 6 โมงถึง 4 ทุ่มนี่เรียกว่ายามต้นสอนสาวกไม่สงสัยละอบรมสาวกไม่สงสัยจาก 22:00 น ไปหาตี 2 นี่เรียกว่ายามกลางที่พระพุทธเจ้าท่านพยากรณ์ปัญหาให้กับเทวดาทั้งหลายอันนี้คนก็บอกว่าพระพุทธเจ้าก็ไม่มีเวลานอน ก็คิดแต่ว่าพระพุทธเจ้าก็จะต้องเข้าฌานแบบที่เขาเล่ากันนะแล้วก็นั่งสอนเรียกเทวดามานั่งบำเพ็ญสอนกันไปเรื่อยอย่างนั้นและยามปลายก็ตรวจสัตว์โลกและที่จะเผยแพร่ที่จะสั่งสอนที่จะทำกับใครอะไรอะไรยังไงแล้วแต่ก็ตื่นแล้วเนี่ยตี 2 ถ้าจะตื่นเป็นสวดธรรมดาเพิ่งรู้เพิ่งควรจะทำงานอะไรนั่นเองพูดง่ายๆก็คือคุณควรจะทำงานอะไรควรจะมีอะไรต่อไปในสัตว์โลกทั้งหลายทั้งปวงมึงไหมคนไหนที่ไหนที่ควรจะไปโปรดไปทำงานนี่ก็เป็นพุทธคุณเป็นกิจของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ต่างๆที่มีไว้ในป้าลีเลยชัดเจนให้ผมเองก็ไม่ได้อ่านบาลีไม่ได้ท่องบาลีแต่เคยได้ฟังผ่านคนพูดแต่ผมยังไม่ได้จำยังไม่ได้ต้องตามหรอกแล้วก็ยังไม่เห็นในตำนานผมก็ยังไม่ได้คนแต่เคยได้ยินได้ฟังปู่เขารู้เขาเอามากล่าวว่าอะไรมาอะไรมาท่องให้ฟังก็มีผ่านหูผ่านหูอยู่ถ้าใครไม่เข้าใจถึงว่าการพยากรณ์ปัญหากับเทวดาก็จะเห็นพระพุทธเจ้านี่แหมทรมานจนถึงขนาดที่จริงจะเรียกว่าทรมานก็ทรมานอยู่สำหรับผู้ที่ยังทำไม่ได้เขาเรียกว่าทรมานหรือเคร่งแต่พระพุทธเจ้าทำได้แม้พยากรณ์ปัญหากับเทวดาก็ไม่มีอื่นก็นอน 4 ชั่วโมงนั่นแหละพระพุทธเจ้านอน 4 ชั่วโมงนั่นแหละ 4 ทุ่มถึงตี 2 ก็นอนนอนหลับแล้วท่าน ยังใช้สิทธิ์ของท่านทำงานอยู่ในการที่จะทบทวนปัญหาทบทวนนิรุตติทบทวนปฏิสัมภิทาญาณต่างๆเพื่อที่จะมีเหลี่ยมรู้ในนิรุตติในมุมในเหลี่ยมอะไรหรือว่าในมุมแง่ที่มันรับมาแล้วก็เอามาวิเคราะห์มาทำงานอะไรเพิ่มเติมขึ้นเพื่อที่จะให้มันเกิดจากกระจ่างขึ้นไปถ้าตั้งเครื่องไว้แล้วก็ทำอย่างนั้นมันก็เป็นการเพิ่มภูมิถ้าไม่ได้หยุดในการเพิ่มทุนต่างๆนี่เป็นพุทธศาสนาเทวดาก็คือเทวดาของท่านเองจิตอันสูงยิ่งของท่านนั่นแหละเทวดาท่านของท่านด้วยแล้วก็จะสอบถามแล้วก็จะทุนทรัพย์พึงซ้อมคุณมีอะไรต่ออะไรเพิ่มเติม เพราะฉะนั้นท่านก็จะรู้เพิ่มเติมขึ้นสูงขึ้นละเอียดขึ้นมีความสัมพันธ์อยู่มากขึ้นมากขึ้นไม่มีที่สิ้นสุดอนันตังอยู่เรื่อยใครจะไปตามท่านทันถ้าไม่ได้นอนด้วยไอ้สันดีพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้รับด้วยไอ้สันดีไม่ได้รับแล้วสัญญายังไม่มีจุดไหนที่ไหนเลยว่าพระพุทธเจ้าทำอะไรในตำราก็ยังไม่เคยมีพระพุทธเจ้าไปนิยมอาศัยอยู่ตรงไหนไม่มีแต่ถ้าเรารู้ถ้าเราทำได้ถ้าเรามีถ้าเราจำเป็นเพราะว่าคนอย่างเราบางทีต้องพึ่งพาชั้นดีความดับสนิทความไม่มีการปรุงการอะไรการหยุดพักอย่างมากก็ทำแล้วแต่คน แต่ถ้าบางคนไม่ต้องเลยก็ไม่มีปัญหาอะไรก็ทำทำไปเป็นประเภทที่ว่าจะหลับก็หลับมีการปลูกปัญญามีการกระทำงานอะไรอยู่อ่ะจุดนี้เข้าใจยากสำหรับผู้ที่ยังไม่มีภูมิสูงยังไม่ลึกซึ้งยังไม่ถึงพระเครื่องจุดที่สำคัญจุดนี้ถ้าเผื่อว่าผู้มีสภาวะจะเข้าใจครับผมเองผมมีสภาวะผมจึงได้เข้าใจอันนี้แรกๆก่อนๆผมก็สงสัยอยู่เหมือนกันเพราะมันคลานกันอันนี้คนมาถามเคยมีคนมาถามนี่ศาลายาส่งมาถามถึงเรื่องนี้เหมือนกันพระพุทธเจ้าท่านสอนเทวดาถ้าสอนเทวดาและเป็นบุคลิก ฐานมันค้านกันพระพุทธเจ้าท่านจะไปสอนเทวดาจะไปยังไงถ้าจะไปได้ยังไงถ้าจะไม่พักไม่ผ่อนเลยหรือยังไงฉันทำงานตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันทุกวันนี้ถ้าจะทำยังไงแล้วบอกว่าเดี๋ยวไปกิจวัตรของพระพุทธเจ้าบอกว่าตายมนุษย์สิ่งสำคัญผมอธิบายก็ฟังได้เพราะเราก็เคยพูดกันผมเคยพูดถูกฟังมานานแล้วปัจจุบันก็บอกเออเขาบอกว่าเขาเข้าใจถ้าเกิดว่าเป็นอย่างนั้นหรือพระพุทธเจ้าท่านวิจิตรทำงานอย่างนี้เองแล้วแต่ก็พักผ่อนแล้วก็นอนหลับนอนหลับแล้วก็มีเรื่องของท่านจะเป็นรูปจิตหรืออรูปประจิมของท่านเองไม่ คนอื่นจะเป็นยังไงก็ช่างแต่มันเกี่ยวอะไรมันไม่หนักหนาอะไรมันก็เหมือนเรานอนหลับฝันถ้าเรานอนหลับฝันไอ้ภาพที่เห็นนั่นคือรูปเป็นรูปพระจิตหรือจิตตะรูปจิตที่มันมีรูปและเราก็มีเรื่องมีราวแต่เรื่องราวของผู้ที่ยังมีกิเลสมันก็ไปตามรูปเรื่องของกิเลสทั้งหมดเราก็เรียกว่าฝันแต่ถ้าของพระอริยะของพระอรหันต์หรือของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นรูปเหล่านี้เราไม่ได้ฝันเราได้นิมิตเป็นนิมิตและมีมิตรที่มีอำนาจของจิตที่เหนือด้วยที่ตั้งให้เป็นอย่างนี้รหัสไปรษณีย์ถ้าเป็นรูปก็ไม่ต้องมีรูปร่างเป็นรูปพระจิตแล้วก็มีเรื่องที่รู้เหมือนกันมีสภาพที่จะรู้ได้เหมือนกันออกมาก็ได้แล้วได้ประโยชน์ตรงนั้นผมมีสภาวะผมเคยทำ เคยทำถ้าผมว่ามันไม่มีงานอะไรมากมันโปร่งมันสบายแล้วเราก็ต้องการทำประโยชน์ปรุงไปอยู่ในตัวแม้แต่กลางวันแม้แต่อะไรอยู่สบายก็ปรุงของเราธรรมดามันก็เหมือนสอนเทวดาอยู่นั่นแหละถ้าเราทำงานวิปัสสนาไปเรื่อยๆนี่คือการสอนเทวดาเราวิปัสสนาสร้างจิตเราให้สูงขึ้นเรื่อยๆนั่นแหละเทวดาสร้างวิญญาณของเราให้สูงขึ้นเรื่อยๆแล้วก็เกิดญาณเกิดมีมนุษย์ขึ้นเรื่อยๆเห็นจริงขึ้นเรื่อยๆในธรรมพิจารณากระทบสัมผัสกับพิจารณาไม่กระทบสัมผัสก็ใช้บุพเพนิวาสานุสติญาณหรือไม่ก็ใช้อะไรต่ออะไรต่างๆนานาไม่สัมผัสก็เอาบัญญัติเอาเรื่องราวอะไรเป็นมาวิเคราะห์วิจัยให้เกิดการเกิดปัญญาและก็การที่จิตของเราให้ชัดเจนจิตของเราเทียบเคียงเบา สบายจริงๆนี้ลงตัวอย่างนี้เรียกว่าบาปเรียกว่าบุญอย่างนี้เรียกว่าไม่สมควรที่จะมีอารมณ์อย่างนี้อารมณ์อย่างนี้ดีกว่าอย่างนี้ให้ชัดชัดเจนแล้วก็รู้อารมณ์ที่แน่นอนของเราจิตอย่างนี้เลยว่าจิตที่เยี่ยมที่สุดอ่ะสภาวะขนาดนี้อย่างนี้ทำได้ขนาดนี้เป็นอย่างนี้นี่เรียกว่าอาการสานี้เรียกว่าวิญญาณนันจาที่เรียกว่าเรารับรู้มีธาตุรู้นี่เรียกว่าว่างเลยไม่รู้อะไรเลยอยู่เฉยๆรู้ก็รู้ว่าว่างๆอย่างที่เคยยกตัวอย่างมองสาวก็สาวเฉยมองโลกไปก็โล่งเฉยแล้วนี่เราจะให้ได้นานก็เป็นความสามารถของเราที่จะทำสีติดทางความตั้งมั่นคงอยู่ได้อย่างนั้นนานๆก็เป็นเรื่องของเราเราถ้าไม่ได้นานพอมันเป็นอย่างนี้ได้สักครู่นึงแล้วมันก็เปลี่ยนไปแล้วมันก็แว๊บเดียวมันก็ตกมันก็หมดกำลัง ไปอื่นแล้วก็ตั้งใหม่อะไรนี่ก็เพี้ยนไปมันก็จะได้เองถ้าจิตของเรากิเลสน้อยและความเคยชินในรหัสทำอะไรในส่วนไหนมันก็จะทำได้เรื่อยๆนี่แหละเป็นเทวดาทีนี้พระพุทธเจ้าทั้งสิ้นคิดแล้วในการที่จะมาอ่านกิเลสตัณหาอะไรไม่มีภารกิจของท่านก็สอนเทวดาคือทำจิตของท่านให้มีปัญญาญาณมีแต่สัพพัญญูมากยิ่งยิ่งขึ้นไปอย่างเดียวไม่มีอื่นเลยมีแต่คนอยู่ที่มากทวีขึ้นหรือพระอรหันต์ก็ตามพระอรหันต์ก็มีแต่เพิ่มสัพพัญญูหรือเพิ่มโพธิญาณถ้าเราไม่ได้สัพพัญญูเรียกว่าโพธิญาณคือการที่จะเพิ่มไปตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกหรือว่าความสูงขึ้นไปอีกก็เหมือนกันเขาเรียกกันนั้นแหละเป็นอนันตา วิญญาณอันนี้ทัศนันท์อนันตังสะตุมันก็ไปไม่มีทางสิ้นสุดนี่คือทำจิตให้เป็นเทวดาเทวดาเทวดาที่ไปด้วยจิตให้สูงขึ้นเทวดาหรือเทวะนี่เป็นจิตวิญญาณที่มันสูงขึ้นด้วยสูงขึ้นเรื่อยสูงขึ้นด้วยไม่มีที่สิ้นสุดให้มันอุบัติเหตุในการเกิดสูงเกิด
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive