191025-B อวิชชาสูตร ตอน2-พ่อท่าน-สันติอโศก.txt

โฟลเดอร์2519 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร กำลังจัดหน้า
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์183 KB
วันที่แก้ไข24 เมษายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันที่ 15 ตุลาคมพุทธศักราช 2519 แต่เดี๋ยวนี้ไปเพราะท่านพระพุทธชินราชได้นำหมู่พวกเราทำวัตรเช้าที่พุทธสถานสันติอโศกวันนี้เราก็มาทำวัตรต่อเมื่อวานนี้ที่เราได้พูดถึงอวิชชามีอาหารอาทิตย์นี้ก็จะขอเติมขึ้นไปอีกนิดนึงจากว่าอวิชชามีอาหารเองก็เป็นอาหารของภาวะตัณหาภวตัณหามีอวิชชาเป็นอาหาร ไม่ใช่ไม่มีอาหารอวิชชามีนิวรณ์เป็นอาหารนิวรณ์นิวรณ์ 5 ก็มีทุจริต 3 เป็นอาหารทุจริต 3 ก็มีการไม่สำรวมอินทรีย์เป็นอาหารการไม่สำรวมอินทรีย์ก็มีความไม่มีสติสัมปชัญญะเป็นอาหารความไม่มีสติสัมปชัญญะต้องมีการกระทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายเป็นอาหารการกระทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายก็มีความไม่มีศรัทธาเป็นอาหารความไม่มีศรัทธา มีการไม่ฟังสัทธรรมเป็นอาหารการให้ฟังสัทธรรมก็มีความว่ามีการไม่พบสัปบุรุษเป็นอาหารมองก็ไปจับต้องพิการไม่ครบสักรูปเป็นอาหารย้อนทวนเพราะการไม่คบกับตำรวจที่บริบูรณ์ก็ย่อมยังให้การไม่ฟังสัจธรรมให้บริบูรณ์พระบุตรก็คือไม่คบผู้ที่จะเป็นที่พึ่งได้เป็นผู้ที่มีอาชีพปัญญามีสมาธิมีศีลอย่างแท้จริงก็ว่าไม่มีการฟัง ทำให้บริบูรณ์ก็ย่อมยั้งการไม่ฟังสัจธรรมให้บริบูรณ์เพราะว่าผู้ที่จะแสดงธรรมหรือแสดงสัทธรรมได้ก็ต้องเป็นผู้ที่เป็นสัปบุรุษเป็นปราชญ์หรือเป็นครูอาจารย์ที่มีสิ่งที่เกิดอธิปัญญาจึงรู้จริงถ้าพูดไปถึงทวนแล้วก็มันก็ไปจบที่มีวิชานั้นเองถ้าย้อนทวนไปแล้วมันก็จะมีวิชานั้นเองปัญหาหมดและปัญหาก็ไม่ได้เอาแค่กล้ามาหาเลยเอาถึงขั้นเพราะว่าปัญหาท่านหมายถึงปัญหาที่ในใจภพชาติของใจระดับหรือสับปะรดเรียกอันใดก็เรียกได้นะเรียนได้อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่ง เป็นบุรุษผู้ที่มีปัญญาลึกซึ้งมีความละเอียดเชิงชั้นต่างๆรู้ในสภาวะรู้ในปัจจัยต่างๆเมื่อไม่ฟังการไม่ฟังสัทธรรมที่บริบูรณ์ก็ย่อมยังความไม่มีศรัทธาให้บริบูรณ์ความไม่มีศรัทธาที่บริบูรณ์ก็ย่อมอ

อ่านต่อ

ย่างการทำไว้ในใจโดยไม่แยกขายให้บริบูรณ์การทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายที่บริบูรณ์ก็ย่อมยังความไม่มีสติสัมปชัญญะให้บริบูรณ์ความไม่มีสติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ย่อมยังการไม่สำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์ การไม่สำรวมอินทรีย์ให้บริบูรณ์ก็ย่อมยังทุจริต 3 ให้บริบูรณ์ 3 ที่บริบูรณ์ก็ย่อมจังมีบอล 5 ให้บริบูรณ์วันนี้วอ 5 ทีบริบูรณ์ก็ย่อมยังไงอวิชชาให้บริบูรณ์มันก็นำประโยชน์อวิชชาที่บริบูรณ์ก็ย่อมยังให้ภาวะตัณหาให้บริบูรณ์ก็ไปจบที่ภาวะการหาก็เกิดปัญหาเพราะอวิชชาอวิชชาจึงมีปัญหานี่ก็เป็นระดับเป็นเครื่องโยงใย LINE กันไปเป็นช่วงเป็นตอนเกี่ยวเนื่อง เพราะว่าตัณหามีอาหารอย่างนี้และบริบูรณ์อย่างนี้ฉันไม่ชอบครูอ้วนทบทวนที่มันเกี่ยวโยงที่มีภาวะปัญหาลงไปอีกนั้นก็เป็นการต่อให้ไปอีกจากมีปัญหาสูตรเมื่อวานนี้เราพูดในอวิชชาสูตรสูตร 2 สูตรที่เหมือนกันมีความเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นแต่เพียงว่ามีภาวะปัญหาหรือมีตัวตัณหาเพิ่มขึ้นมาเป็นคำอธิบายเพิ่มเข้าไปในตัวหัวเท่านั้นเองนอกจากนั้นเหมือนกันหมดคำอธิบายนอกนั้นเหมือนกันหมดกับในอวิชชาสูงในปัญหาที่เราต่อดู พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ในเชิงอนุโลมอย่างนั้นโดยคำว่าเป็นคำอธิบายที่อธิบายถึงตัวตัวร้ายอภิชาตัวตัณหาทีนี้เป็นปฏิทินเดือนกรกฎาคมภิกษุทั้งหลายเรากล่าววิชาและวิมุตว่ามีอาหารมีแต่กล่าวว่าไม่มีอาหารก็อะไรเป็นอาหารของวิชชาและวิมุตติควรกล่าวว่าพวกช่อง 7 วิชาและวิมุตนี่แหละมันเป็นตัวนิพพานแท้เราจะเรียกว่าคำว่านิพพานซึ่งเป็นคำย่อเป็นคำสุดของศาสนาหรือว่าเป็นเป้าหมายของ สัปบุรุษทั้งหลายสัตบุรุษทั้งหลายก็คือวิชาและวิมุตเป็นสภาพรู้กับสภาพหลุดเดี๋ยวเรียกภาษาไทยง่ายๆเรียกว่าญาณและวิมุตก็ได้ญาณก็รู้มีมดก็หลุดดอกไม้ขาวเหมือนกันเราต้องมีสภาพ 2 ส่วนจะเลือกไปจนกระทั่งถึงคำสุดท้ายว่ะปัญญาวิมุติและเจโตวิมุตติซึ่งเป็นสภาพของอุปกรณ์ 2 ส่วน 2 ลักษณะของสภาพถ้าเรามีสภาพ 2 สภาพนี้อยู่ในจิตเราก็เรียกว่าเป็นผู้ที่นิพพาน นิพพานมันต่างกันที่ผ่านมาต่างกันกับสภาพของความว่างที่โวหารด้วยความไม่สุขไม่ทุกข์ที่มั่วนี่เป็นเพราะสภาพของพุทธะหรือสภาพของศาสนาพุทธมันต่างกันอยู่ไม่ทุกข์ไม่สุขหมดทุกข์หมดสุขจิตว่างอย่างโวหารมีจิตว่างอย่างของศาสนาพุทธนั้นไม่ใช่ว่างอย่างโมหะไม่สุขไม่ทุกข์อย่างโมหะไม่ใช่คิดว่าของศาสนาคนนั้นมีญาณและมีปัญญามีประตูภาคการมีญาณที่ปัญญา ไม่สุขไม่ทุกข์เหมือนกันพวกโมหะเนี่ยเขาไม่สุขไม่ทุกข์เหมือนกันไม่มีสุขไม่มีทุกข์เพราะจิตปัญญาเขาอ่านไม่ออก 1 2 ก็ไม่ไหวรู้ไม่ไหวรู้ไม่สั่นสะเทือนเลยเฉยอันนี้สำคัญมากที่สุดของศาสนาโดยวิธีต่างๆกับความเข้าใจผิดที่เป็นมิจฉาทิฐิอยู่ตรงนี้มีเยอะเดี๋ยวนี้อธิบายธรรมะกันโดยให้คิดว่าธุรกิจไม่มีทุกข์ไม่มีสุขอธิบายกันอยู่เยอะเหมือนกันแต่ไม่อธิบายเน้นเข้าไปจุดที่แท้จริงให้มันเข้าใจได้แล้วก็เลยเถียงกันอยู่ 2 ฝั่งพวกเชิง เชิงปัญญานี่ก็เข้าใจเข้าใจว่าว่างยังไงวิมุตเขาว่าวิมุตยังไงหลุดยังไงไม่เกี่ยวข้องยังไงเพราะปัญญานี้เชิงไม่เกี่ยวข้องหรือว่าไม่ไม่แตะแต่ใจจริงนั้นผู้มีปัญญานั้นยังไม่มีเจโตหรือว่าไม่มีมีความละเอียดอย่างลงไปถึงอัศวะไม่รู้จิตของตัวไม่รู้แท้นึกว่าจะวางนึกว่าตัวว่างแต่จิตแท้ของตัวเองในภาวะเหล่านั้นเนี่ยในภาวะสภาพนั้นเป็นตัววางปล่อยโดยความรู้เป็นปัญญารู้ว่าเออเราวางเถอะก็เป็นความรู้สึกเท่านั้นในช่วงนั้นในช่วงนั้นแต่โดยแท้จริงแล้วไม่ใช่ถึงขั้นจิตไม่มีเจโตไม่หมดก็จะเพียงแค่คาดเดาแต่เพียงใช้ความรู้เป็นอัตราเร่งเรียกว่า อัตตวาทุปาทานอัตตวาทุปาทานก็มีคนเข้าใจผิดอยู่ทุกวันนี้พวกปัญญานี่อธิบายถึงไปเลยและทุกตำราทุกเล่มเลยเห็นแต่อัศวาอุปาทานว่าเป็นพวกยึดตัวตนเท่านั้นผิดไม่พอมันยึดตัวตนจริงด้วยอัตตะบอกอุปาทานแปลว่ายึดตัวตนแต่เขาอาจแปลความหมายเผินก็ทิ้งวาทะนี่หมายความว่ามีสภาวะหนึ่งได้ยินมาแต่เพียงเป็นวาทะหรือนิรุตติหรือภาษาหรือสมมุติบัญญัติ แล้วก็เอาอันนั้นแหละมาตั้งมั่นไว้เป็นกสิณเป็นภาษาเออมันมีอะไรตลกใจเฉยๆประโลมนะไม่ใช่เจโตวิมุติเอาคำพูดนั้นก็ปลอบใจเออแล้วคลายใจเถอะคลายใจเธออย่าถือสาหรือว่าแล้วเราก็ได้ก็ทำมันว่างลงได้เหมือนกันแต่ไม่ใช่สมุดเช็คมันว่างไม่ชั่วคราวเป็นแต่เพียงแบบฝึกหัดมันได้เป็นประธานกับประหารคือชั่วคราวใช้ปัญญาจึงเรียกว่าเป็นปัญญาวิทย์เท่านั้นเจโตยังไม่ดังถึงอนุสัยอาสวะยังไม่จับสภาวะแท้ของจิตเรามีความละเอียดอ่อนจิตเรามีอะไร ที่จ่ายค้างอยู่ที่ใจอยู่หรือเปล่าเรียกว่าอนุสัยมีค้างอยู่หรือเปล่าเพราะปัญญานี่ไม่ฉลาดในการยังสภาวะจิตจับจิตไม่มั่นเกาะจิตไม่มั่นโชคปัญญาส่วนพวกแกต่อก็ปัญญาไม่แรงเพราะจิตมั่นกับจิตมั่นดีเจโตวิมุตได้แต่ไม่มีปัญญารู้ว่าโสดไม่มีปัญญารู้ว่าตัวเองหลุดพ้นแล้วตัวเองได้ดีแล้วได้สิ่งนี้แล้วได้เพราะเหตุผลอะไรได้และได้เพราะเหตุผลอะไรไม่รู้ด้วยเพราะฉะนั้นเจโตไปมุดเนี่ยเป็นลักษณะของพวกฤาษีขี่ขายที่แบบเอาแต่ใช้แต่บาปทำไปเลยรีบ ไปจนกระทั่งจิตใจโตแห้งเกาะเลยนะแต่ไม่รู้ด้วยเหตุผลใดตีเหมาหมู่ไปเลยลักษณะของพวกนี้ก็คือมันก็ยังบ้านเนี่ยแล้วมีไอ้โจรอยู่ในนี้อยู่ในบ้านเขาไม่รู้ว่าไอ้โจรหน้าตาอย่างไรแต่เขารู้ไปหมดเลยว่าบ้านนี้มีไอ้โจรเพราะฉะนั้นเขาจะทำยังไงเผาบ้านเลยทั้งบ้านไอ้โจรตายไปด้วยลักษณะอย่างนี้เรียกว่าไม่มีความรู้ไม่แน่ทีหลังก็เลยไอ้โจรนี่หน้าตาเป็นอย่างนั้นอย่างนั้นเขาไม่อยู่ในบ้านเขาไปข้างนอกพอเข้าไปเจอไอ้โจรเขาก็ไม่รู้ว่าไอ้โจรเขาหาไก่ชนใหม่ฟังดีๆนะเขารู้ว่าไอ้โจรอยู่ในบ้านแต่ก็ไม่เคยรู้เลยว่าไอ้โจรหน้าตาเป็นยังไงไม่มีเหตุผลไม่รู้ลักษณะจิตที่มันเป็นกิเลสตัณหาเป็นยังไงไม่รู้ รู้แต่ว่าไอ้โจรอยู่ในบ้านเพราะฉะนั้นอยากอะไรเลยเผาบ้านทั้งบ้านเลยไม่เจอก็ตายจริงๆอยู่ในสภาวะเทียบเสียงให้ฟังสมมุติไอ้โจรก็ตายแต่ว่าเขาไม่ได้ตายเพราะเขารู้ด้วยปัญญาเขาไม่ได้ตายตัวเองก็เผาลักษณะคล้ายๆนี้เผาบ้านไอ้โจรตายแต่คำว่าไอ้โจรตายนี่เป็นสภาพบุคลิกฐานสมมุติตัวจริงแล้วจิตของเราเนี่ยเราจะต้องให้รู้ว่ากิเลสคืออะไรแล้วเราล้างกิเลสออกกิเลสจะตายคำว่าตายนี่เป็นประชาชนแต่เขาไม่รู้ว่ามันจะเกิดเมื่อไหร่อะไรคือรูปร่างมันจะเกิดก็ไม่รู้เพราะฉะนั้นพอเข้าไปเจอสภาวะข้างนอกอีกอันนึงซึ่งเป็นตัวจริงเลยเป็นตัวกิเลส ดูหน้าตาเห็นหน้าตาตัวกิเลสเขาไม่รู้จักเขาบอกหาสัตว์กิเลสตัวที่คุณนึกว่าเขาฆ่าตายนั่นแหละเขาเป็นแต่เพียงว่าทำเจโตทำกดไปเลยทั้งดวงเลยจิตดูจิตไม่มีจิตสัมผัสหนีไปเลยคิดไม่ได้เก็บค่าเก็บไอ้ตัวนี้เถียงกับนักพระพุทธทาสเขาคึกฤทธิ์เถียงกันเหลือเกินแล้วคิดว่าก็ไม่มีจิตถ้าพระพุทธเจ้าก็บอกว่าวันที่ว่างจากกิเลสตัณหาอุปาทานต้องฉลาดต้องรู้ไปถึงกิเลสตัณหาอุปาทานเพราะมีลักษณะแตกต่างกันยังไงอยู่ในจิตแต่จิตนี้เป็นลักษณะของจิตแต่ว่าไอ้กิเลสตัณหาอุปทานเป็นลักษณะของลักษณะอีกอันนึงอยู่ในจิตแต่มันไม่ใช่จิตมันเป็นธรรม มันไปเจอแต่สิ่งที่กระทำเท่านั้นมันไม่ใช่จิตแต่มันก็เป็นอาการนั่นแหละถ้าไม่มีจิตมันก็เกิดไม่ได้แต่ใจสิ่งนี้ไอ้สภาพสภาวะอากาศถ้าไม่มีจิตมันก็เกิดไม่ได้มันเกิดได้เพราะมันมีจิตแล้วมันเกิดเพราะมันอาศัยอันนี้คือแล้วมันก็ไม่ได้เรื่องมันเลวมันทำผิดแล้วเพราะฉะนั้นจึงอ่านให้มันชัดจะต้องอ่านให้มันชัดอ่านไม่ชัดอ่านชัดแล้วค่าโดยเฉพาะอันนี้ทำให้อันนี้ไม่มีเท่านั้นมันทำให้อันนี้ไม่มีแล้วสะอาดเกลี้ยงแล้วในจิตแล้วทุกอย่างก็บริบูรณ์จิตยังมีภาษาของศาสนานี่มันสอนพอ สุดท้ายแล้วมันซ้อนไม่ผ่านแล้วตายแล้วเป็นยังไงตายแล้วเป็นยังไงดับแล้วเป็นไงทราบแล้วเกิดที่ผ่านคอมพิวเตอร์ดับเหลือเกินเป็นยังไงไม่มีหมดเลยใช่ไหมหมดใช่หมดแล้วก็มีไม่มีแล้วมีภาษามันไม่มีภาษาที่จะเรียกอยู่แล้วคือสิ่งใดมีอยู่ก็คือจิตมันมีอยู่ถ้าไม่มีธาตุรู้มันก็มีธาตุรู้ธาตุรู้นี่แหละคำที่ผ่านได้จะไปทำนิพพานในจิตในหินไม่ได้เพราะฉะนั้นพวกเราไปอธิบายก็ไม่มีกลายเป็นหินไปทานไม่มีปัญญาอย่างนี้ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ไปศาสนาเดียวสักทีเพราะฉะนั้นปัญญาคิดก็ไม่ทำให้จิตนี้หยุดได้จริงจนกระทั่งทะลุถึงร่วงส่วนเป็นเจโตแท้อนุสัยอาสวะรู้ละเอียดไปจนกระทั่งถึงที่สุดและดับเกลี้ยงไม่เหลือเศษรับเรื่องไม่เหลือเศษธุลีหมดธุลีต่างๆละเอียดยิบแพทย์ปัญญานี่รู้โดยภาษาบัญญัติง่ายมันอยากจัดโลกเข้าใจลึกแหลมเข้าหมายความว่าอะไรแต่สภาก็คือตัวเองไม่ค่อยเก่งแย่งไม่ถึงทะลุไม่ถึงตัวจิตแท้ได้แก่จึงดับจิตสนิทไม่ได้ง่ายๆสนใจโตนั่นแหละดับจิตเป็นแต่ก็ไม่เก่งตรงที่ให้มันเกิดอยู่นั่นแหละเก่งกับตัวจิตแต่มันไม่ละเอียดดูไม่รู้ โดยจุดหมายพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าจึงเอาอุปสรรคต้องเป็นพูดถึงจุดแท้และสายตรงเข้าพระพุทธเจ้าเดินจงเดินปัญญานำแก่ตัวเป็นที่สุดเพราะฉะนั้นไม่ผ่านของไปสมัครแต่ต่อมนุษย์ใดศาสนาพระพุทธเจ้าท่านจึงหมายเอาให้ครบส่วนจิตก็ให้จัดเก็บให้ถูกรู้ก่อให้รู้เหตุผลรู้ให้ละเอียดเพื่อไม่ประมาททั้งหมดเลยมันลึกซึ้งศาสนาพุทธลึกซึ้ง ลึกซึ้งละเอียดละออแล้วจะจับให้ตัวจริงจับรู้เราด้วยเราเองเราเป็นผู้รู้จุดหมายเอาตรงไหนปัญญาหมายเอาตรงไหนเราต้องเป็นผู้รู้ไม่ใช่คนอื่นรู้เป็นดาวส่งไม่ได้หรอกแล้วลูกเค้าจริงๆเพราะฉะนั้นเมื่อรู้ครบแล้วเราถึงจะรู้ได้ว่าพวกเอาแต่คิดว่าตัดมีหัวจิตวิมังสาจากที่หัวหินพวกนักคิดคาดคะเนด้นเท่านี้ปัญญาแหลมมีแทรกอยู่ในอะไรก็ไปทุกวันแต่ไม่จริงไม่เรียกว่าผลนักวิชาการท่านเรียกสมัยใหม่เรียกว่านักวิชาการแต่ทำไม่ได้จริงฝีไม้ลายมือความสามารถในสิ่งรู้บอกไอ้นั่นไอ้นี่ถูกเรียกชื่อเก่งทฤษฎีความคิดทบทวน นักปรัชญาคำว่าปรัชญาคำภาษานี้เดี๋ยวนี้เป็นภาษาใหม่ภาษาใหม่คำว่าปรัชญานี้เขาหมายความว่าเป็นพวกเฟ้อคิดเล่นคิดอะไรเลยเธอเมาสร้างบ้านในอากาศลอยไม่ต้องใช้เสานี้การ์ตูนเว้ยการ์ตูนพวกสมัยเขาบอกว่าการ์ตูนยุคอวกาศพวกเนี้ยบ้านสร้างลอยอยู่ในอากาศไม่มีสาวหรอกแต่ก็จะทำอะไรก็ได้ซึ่งเป็นพวกที่คิดคิดได้คิดสร้างบ้านอากาศหรือแม้แต่นักกวีแค้นขวัญนุชไว้กับกิ่งฟ้าสมมุติขึ้นมาเลยว่ามี แขวนขวัญนุชไว้ที่กิ่งฟ้าเพื่อไม่ให้ใครไปเอื้อมถึงจะได้ไม่ไปหาโดมไลค์ไม่มาเกี่ยวข้องได้อย่างเงี้ยเป็นความเพ้อฝันเป็นจิตที่พยายามสมมุติสมมุติก็เอาพรรษาหรือเอาความคิดหรือเอาความว่างๆอะไรเนี่ยมาความว่าประกอบขึ้นเอาความไม่มีอะไรประกอบคือประกอบขึ้นประกอบขึ้นเขาเรียกว่าภาวะปัญหาเรียกว่าภาวะปัญหาเพราะฉะนั้นในนี้มิจฉาเรามีมดเนี่ยไม่ได้เริ่มด้วยเพราะว่าปัญหานะเมื่อกี้นี้เติมไปแล้วเพราะตัวภาวนานี่แหละมีได้เพราะมันมีอวิชชาเป็นทหาร ไม่เอาวิชาคือไม่รู้จริงไม่รู้ที่สุดจึงต้องเกิดภาวะปัญหามันบ่นกันอยู่ 2 อันเกิดปัญหาได้ก็มีอวิชชามีอวิชชาน่ะสิจึงเกิดปัญหาหรือเปล่าถ้าใช้คำว่าภาวะเลยเพราะปัญหามันเป็นภาพมันไปพบกับจิตจะได้จิตมันคิดนักคิดแล้วพวกนักคิดเนี่ยจึงไม่ใช่พวกปัญญาวิทย์แต่เป็นจะเป็นได้บางคนบางครั้งคิดได้และเป็นจริงแต่นี่ไม่ได้ชั่วคราวไม่นิรันดรไม่ใช่วิมุตอย่างสนิทเป็นประธานเขามีมดเป็นประธานก็ประหารได้ชั่วคราวเป็นพวกมีภพชาติอยู่มีเพราะว่ามีพบมีอัตราและอัตราเหล่านี้ประกอบไปด้วยวาทะ นิรุตติต่างๆด้วยถึงเรียกว่าอัตตวาทุปาทานเท่าที่ผมดูตรวจดูตามหลักฐานแล้วตามคำแปลเป็นไทยในตำราสรรพตำราต่างๆแม้แต่พระพุทธทาสว่าเป็นปราชญ์คุณก็แปลคำว่าอัตตวาทุปาทานว่ายึดตัวตนเท่านั้นเองไม่ได้อธิบายลงไปในรายละเอียดของบาลีคำนี้จนครบเลยทิ้งวาทะคำว่าวาทะไปทั้งตัวอันตรายทุกประการมาจากคำอธิบายทิ้งไปทั้งตัวเลยคิดว่าถ้าไปทั้งตัวทุกกำลังใจในการเขียนอธิบายละเอียดเข้าไปแทงทะลุสุดท้าย ประธานกับอัตตานุทิฏฐิไม่เหมือนกันอัตราอนุทิฐิเป็นความคิดเห็นซึ่งจะว่าไปแล้วละเอียดยิ่งกว่าอาตมาทุกปาทานคำว่าอัตตานุทิฏฐิอาจารย์ทำความหมายที่หมายไปชัดเจนจนกระทั่งไปถึงตัวทิฐิคือความคิดเห็นไม่ชัดเจนวาทะหรือว่าถ้าได้เป็นบัญญัติเป็นภาษาเป็นคำพูดเป็นบัญญัติเป็นนิติยาวกว่าถ้าเป็นกองส่วนอาวาสและส่วนอัตตานุทิฏฐินั้นคืออัตโนมัติซึ่งมันมีคำความหมายอยู่ในนั้นที่อธิบายตัวสภาวะธรรมชัดและก็ลึกยิ่งกว่าตรงที่ว่าคำว่าทิฐิคือตัวจิตแท้ทิฐิเนี่ยมันหมายถึงตัวจิตแท้ตัวความเห็นตัวจิต แม้จะเป็นตัวรู้ของเราจะรู้น้อยรู้มากจะเหลือเศษเล็กเศษละเอียดขั้นคำว่าอนุโมทนาแปลว่าน้อยเล็กหรือตามหรือมีอะไรตามความเห็นนั้นมาอีกความเห็นนี้แล้วก็จบที่ความเห็นถ้ายังไม่จบที่ความเห็นยังมีอะไรตามมาอีกเรียกว่าอนุหรือมีเศษน้อยอะไรที่เป็นสัมผัสสภาพเป็นสันติเป็นตัวที่ต่อออกไปอีกเป็นตัวอะไรอีกจะมีเศษอะไรออกไปอีกแม้อย่างนั้นก็ต้องรู้ให้ได้ว่าเป็นอัตราเพราะฉะนั้นคำว่าอัตราและวิธีจะเป็นคำอธิบายตัวอัตราที่จบสูงกว่าแม้จะอัตภาพด้วยซ้ำไปมันก็จะเอาคำนี้คำว่าอัตราต่างๆที่เป็นภาษาบาลีที่ท่านหมายไม้แทนสภาวะหรือเป็น บัญญัติที่เอามาเรียกคำต่างๆพวกนี้เอามาเรียกสภาวะต่างๆพวกนี้มันละเอียดที่เกิดขึ้นเพราะถ้าเราไม่รู้จิตจริงแยกสภาวะความละเอียดที่ละเอียดยิ่งแล้วถ้าผู้ใดไม่มีสภาวะที่ไม่มีปัญญาจำแนกออกไปมันก็ไม่ละเอียดมันนึกว่าไม่ได้มันไม่มีอาวุธปัญญานี่เป็นอาวุธที่จะถามนี่คือแล้วความคมความบางความแหลมที่จะชำรุดไม่มีแล้วไม่มีแล้วก็รู้ได้เฉพาะขนาดที่พวกนั้นมีปัญญาแล้วพวกนั้นมีอาวุธที่จะสามารถแยกได้ตอนนั้นอีกแยกไม่ได้เพราะไม่รู้จริงๆถ้ารู้ว่ามีสภาวะแล้วไม่มีปัญญาซื้อมาใส่ใหม่ให้คนอื่นรู้ด้วย ถ้ำในสภาวะแล้วจริงแล้วมันมีสภาวะและจริงแล้วนี่พอบัญชาที่ท่านมีแล้วโอ้ยเอามาเลี้ยงได้ครบเลยมีสภาวะแล้วนะมาเรียนรู้มียาจำนวนยาอยู่แล้วมาติดฉลากยาที่ท่านเคยทำกันไว้ง่ายง่ายและผู้ปฏิบัติและมาเรียนปริยัติง่ายที่สุดไม่ยากผู้ได้รับอนุญาตแล้วไปปฏิบัติอย่างทำอีกนานทำให้ถึงนานหรือจะให้กินแล้วเราก็เรียนปฏิบัติธรรมให้เป็น 3 ขั้นตอนและปฏิบัติตามพระเจ้าพิมความแทนความกว้างไปตามลำดับผู้ปฏิบัติการแล้วแต่ปัจจุบัน เซลล์พืชและประหยัดตามปฏิบัติไปด้วยดีที่สุดเร็วที่สุดลักษณะของพระพุทธเจ้ามีเพียงปริญญาและปฏิบัติไปตามลำดับเร็วที่สุดเพราะเรื่องนี้ปั๊บทดสอบวันนี้เลยไม่ต้องทิ้งช่วงโหลดที่สุดในสภาพของศาสนาพุทธและศาสนาพุทธมีละเอียดละออต้องมีวิชชารู้ไม่ใช่นิทาน วิมุตติญาณทัสสนะเธอรู้ได้ปัญญาเลยโดยปริยัติยังไม่เที่ยงมาจากวิมุติยังไม่แน่ว่าจะมีมดคนรู้นี่ด้วยความวิมุตแต่ไม่มีปัญญาก็ยังไม่รู้แต่จริงหรือเปล่าจนกระทั่งถึงวิมุตติญาณทัสสนะจึงจะต้องรู้จึงจะเป็นจริงว่าทางวิมุติอยู่ในเราทั้งญาณีอยู่ในเราหรือวิชาก็มีอยู่ในราววิมุตก็มีอยู่ในราวพระพุทธเจ้าจึงเรียก 2 อันนี้ไว้รวมกันเรากล่าวว่าวิชชาและวิมุตติมีอาหารมีแต่กล่าวว่าไม่มีอาหารเป็น 2 คำพระลักษณะผู้ที่มีใจโตตัวเองว่าตัวเองวิมุตแต่พูดไม่ได้บอกไม่เป็นอธิบายไม่ถูกไม่เข้าใจนึกว่าตัวเองเนี่ย บทดับแล้วก็ตัวเองไม่มีจิตหวั่นไหวจริงๆด้วยผมไม่มีสิทธิ์ฝันร้ายจริงๆด้วยแต่ไม่รู้ว่าเราไม่หวั่นไหวอะไรไม่รู้ทางมันพรากมันจากมันเพราะพวกนี้จะอยู่ในป่าเขาถ้ำจะอยู่ในที่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับสภาวะอะไรจะอยู่ในที่ปลอดอยู่ในที่ว่างของตัวเองนั่นแหละดีอยู่ในที่ว่างของตัวเองนั่นแหละมีบุญได้อยู่แต่ถ้าออกมาจากที่ว่างของตัวเองแล้วมาสัมผัสกับโลกอีกนะเปลี่ยนกลับเพราะไม่รู้ไม่รู้โลกไม่รู้โลกียะมันมอมเมามันหลอกเอาไม่รู้ตัวเพราะไม่รู้หน้าตาของไอ้พวกนี้ไม่รู้สภาวะของไอ้พวกนี้ไม่รู้ฤทธิ์แรงของไอ้พวกนี้ไม่รู้แต่ตัวเองไปดับจิตแล้วก็ทำลืมไปหมดหรือว่าทำไม่รู้เรื่องไปหมดแล้ว ไปห่างนี่พวกนี้พวกนี้พวกฤาษีเดียรถีย์ต่างๆที่อยู่ในป่าในเขาในถ้ำมีเยอะนี่เป็นพวก 1 ศาสนาหรือพระพุทธเจ้าเจอมาเยอะในป่าไปเรียนกันด่าบทฤาษีตอนแรกท่านก็เข้าป่าเหมือนกันซึ่งจริงอันนี้เป็นของของโลกแต่สภาพพวกที่อยู่ห่างไม่เอาถ่านอะไรเลยเห็นแก่ตัวแล้วก็ออกไปแล้วก็อยู่ป่าอยู่เขาจะทำศาสนาอย่างนี้เป็นศาสนาของโลกศาสนาคือทำตัวให้เป็นก้อนหินเพราะก้อนอิฐก้อนหินสภาวะก็อีกก้อนหินมีครองโลกชั้นใดคนที่ทำตัวให้เป็นก้อนอิฐก้อนหินก็ครองโลกอยู่ชั้นนั้นมันจะไปยากอะไรต้องฆ่าตัวตายไปเลยก็เหมือนกันถ้าตายเมื่อไหร่ตัวเองกลับเพราะว่าอนุสัยมันขึ้นมาทำงานช่วงหน้ายังไม่ตายเหมือนเมล็ดพืชมันยังไม่ดับมันเลยพูดมันยังไม่ได้เอาตัวเชื้อออก LINE ทิ้งเอามาเผาอวสานฉันใดก็ฉันนั้นวิมุตในป่าในเขาในถ้ำแบบนี้มีลูกค้าเริ่มหมดทำตัวเป็นก็อีกก้อนหินไม่มีปัญญารู้อะไรก็ไม่รู้ถ้าไม่สุขมันว่าไม่รู้เรื่องยิ่งเป็นอสัญญีเลยดับจิตเลยยิ่งไม่รู้เรื่องเลยอย่างนั้นไม่เรียบตามพระพุทธเจ้าอยู่ระหว่างกลางระหว่างรู้ความหลุดความวางที่แท้จริงความที่ไม่หวั่นไหวคิดตังค์ยัดสัตว์โลกจะทำให้พุทธศาสนากับโลกจริงทำมีทำ โลกจัดทำมีโลกธรรมะโลกธรรมมีแปลว่าแพ้ตัวจริงนะจริงๆไม่ใช่คิดเอาพุทธสโรกับธัมโมโลกธรรมไปสัมผัสกับโลกธรรมเขาแท้ๆพุทธสโรการทำปฏิจิตนั้นไม่มีวันไหนเลยจิตนั้นไม่กระเทือนไม่อะไรรู้ทั้งรู้แล้วก็เฉยยิ่งวางว่างจึงจะเรียกว่าเป็นผู้ที่รู้แท้ถึงขนาดนั้นพระพุทธเจ้ายังไม่ปล่อยต่อเลยยังสูงกว่านี้มีอีกนอกจากพุทธสโรกับธรรมเนียมกิจกรรม โลกธรรม 8 ต้องไปเป็นมงคลลาเป็นคนเราทำที่อยู่ในมงคลสูตรเป็นบุคคลละธรรมข้อตั้งถึง 35 อโศกกะต่อไปอีกวีรชาติต่อไปอีกครับแล้วก็เขียนมาตัวสุดท้ายเกมมาเป็นตัวบริบูรณ์ที่สุดของมงคลธรรมมี 10 สตางค์มันมีเศษเสี้ยวอะไรอีกบ้างไหมล่ะที่เกี่ยวกับเรื่องของความโสดในภาษาไม่มีที่ใช้แล้วเหมือนกับคำว่ารู้เพราะคำว่ารูปแล้วอีกสิ่ง มันก็เป็นรูปอีกเหมือนกันแต่เป็นรูปละเอียดเหลือเกินไม่มีภาษาจะเรียกไม่รู้จะเอาอะไรมาใช้ก็เรียกว่าคำว่าอรู้ไม่มีรูปหรอกแต่ที่จริงมีลูกคำว่าเอารูปนี่คือรูปฟังให้ดีนะคำว่าเอารูปนี่คือรูปแปลว่าเป็นรูปที่ละเอียดลงไปไม่มีปัญหาเรื่องแล้วจะละเอียดกี่ระดับก็ตามเท่าที่เราสามารถจะยังได้เช่นเดียวกันกับคำว่าไอ้สิ่งนี้มันไม่ส่งไม่ทราบแล้วล่ะแต่มันยังมีอะไรที่หมอมีอะไรที่หมวกที่หรือไม่ถ้ายังมีอะไรอีกมวยอยู่อีกนั่นแหละเราเรียกว่าอักษรตั้งแต่จิตที่จบตั้งแต่สบายแล้วตั้งแต่ ทักษะโลกะทมิจิตตังยะสะนะสัมปะติจิตไม่หวั่นไหวซึ่งเป็นมงคลธรรมข้อที่ 35 แล้ว 36 อโศกกลับ 37 38 เขมรนี่มันคนละสูตรอยู่ในมงคลสูตรมงคลคนละคำธรรมะที่สูงอย่างอุดมที่สุดอุดมขั้นอันติมาอุดมการณ์ปลายยอดจุดปลายยอดปลายยอดสุดแล้วถ้าถึงขั้นที่บอกว่ามันไม่หวั่นไหวแล้วมันก็สบายแล้วที่จริงอโศกอ่ะมันก็สบายมีรสชาติมันก็สบายแค่นั้นมันก็สบายมีอะไรกันนักหนาที่อธิบายเหลือเกินอโศกอ่ะอย่างพวกเราอโศกมัน สบายแล้วแล้วยังไม่จบหรอกนะยังมีอีกนะมีให้รู้ให้ยอดไปเลยทีเดียววิระชักไม่มีเศษเสี้ยวของราชาราชาก็แปลว่าเสพอะไรก็ตามแต่ที่จะเป็นความความช่วยเหลือเชื้อชีวิตของพระรเรือนี่คือจิตเสพติดอะไรที่มันมีตัวมีตนเป็นชีวะดูให้ยิ่งอย่าให้มีคำว่าพี่นี่แปลว่าดูให้ยิ่งอย่าให้มีมันแปลว่ายิ่งก็ได้มันแปลว่าไม่ได้ทีนี้ไม่ก็คือไม่อะไรเราไม่ต้องการยิ่งยิ่งอะไรที่เราเห็นว่าควรจะเป็นไปเรียกว่ามี 7 จำนวนดีมีอิจฉาที่อธิบาย อย่างลึกซึ้งอิจฉาเดี๋ยวนี้ก็แปลความไปตามเคยปากเพราะมันไปใกล้สัตว์คำว่าอิจฉาซึ่งแปลว่าริษยาอิจฉาของภาษาไทยๆก็เลยมาที่จริงมันอิจฉาเองมันไม่ได้ถึงขั้นขนาดปราถนาต้องการอะไรไม่ใช่ที่จริงมันแปลว่าความเจตจำนงไปนี่แหละมันมีจุดมุ่งเป้าหมายว่าต้องการแต่มันไม่ถึงขนาด 13 เลยจะไปโอนเงินให้หมดภาษาไทยนี่มันภาษามาจากรากเหง้าภาษาลาวภาษาอีสานภาษาไทยเดิม 13 13 อยู่ที่มาลีเนี่ยรับมาพอรับมาต่อมาเมื่อมาถึงพอไทยไปเที่ยวอิจฉาไอ้นี่แล้วอิจฉาแปลว่าที่สยามมาลีก็ไม่ได้แปลว่าริษยาเลยอิจฉาเขาบอกอิจฉาเขาธรรมดาเป็นคำกลางๆ นักบุญศักรินทร์ไม่มีเพศไม่บอกว่าข้างไหนไม่บอกว่าข้างดีข้างชั่วทำผิดเช้าไม่ได้บอกว่าข้างดีทั้งชั่วเป็นความเจตจำนงเจตจำนงดีก็ได้เจตจำนงชั่วก็ได้คำว่า 7 จำนวนหรือว่ามีเจตนาที่จะให้เป็นไปอย่างนั้นแต่มันจะกินเลทเป็นไปอย่างนั้นไม่ต้องเพื่อเราก็ได้แม่แก่เราก็ได้นี่เจ็บจนร้องไห้เป็นอย่างนั้นเพื่อใครก็ได้ขอให้เกิดเท่านั้นเองเพราะว่าจุดลึกสุดแล้วของจิตจะต้องมีจิตแล้วก็รู้ความพลางรู้คำว่าก็ว่างว่าอะไรว่าว่างจากโรงพักโทสะโมหะเสร็จแล้วก็ต้องรู้มีญาณรู้รู้ว่าเราว่างจากโรงพักโทรศัพท์โมหะ หมดทุกข์หมดสุขและรู้ด้วยว่าเรากำลังมีชีวิตมีการมีงานมีปกติธรรมดาไม่ใช่ป่ะๆเผลอๆไม่เอาใจใส่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรหลุดอะไรไม่หลุดอะไรเป็นยังไงไม่รู้ไม่ใช่ศาสนาพุทธสูงตรงนี้คนคิดแต่เผลอๆคิดไม่เป็นจริงก็รู้แล้วคนที่ดัดโดยไม่รู้ว่าอะไรดับไม่รู้ส่วนอะไรที่เป็นส่วนที่ชัดเจนแต่ละเอียดลงไปจนกระทั่งถึงอนงค์ถ้าขนาดอโศกกับวิรชาสอนลงไปอีกซ้ำย้อนลงไปอีกไม่มีอะไรหมอไม่อาจจะมีอะไรหมอนะทวนอีกทวนดูมีรสชาติไม่มีเศษเสี้ยวของเศรษฐกิจแล้วไม่มีทั้ง 2 ส่วนสภาวะตัวเองก็มันคืออวกาศก็ไม่มีมีรสชาติความรับรู้ที่จังหวัดอะไรก็ไม่มี มีจริงๆในการไหวแบบเพราะฉะนั้นว่าไม่หวั่นไหวณคำปฏิหมายความว่าไม่หวั่นไหวแล้วนะแต่ว่าไม่ปกติแต่ว่าหวั่นไหวไม่หวั่นไหวแล้วจริงแล้วก็ต้องทวนดูอีกนะว่าไม่มีอะไรมั่วอะไรหมออีกนะคุณรู้จริงหรือเปล่าคุณแทงทะลุถึงจริงๆหรือเปล่าว่ามันมีมวลมีหมอหรือเปล่าอโศกอะแล้วอย่าๆก็ว่าไม่ตกแล้วแต่ๆลงไปอีกบอกว่าโสดจริงๆหน่อยหรือว่าเศร้าสร้อยอะไรนิดหน่อยไม่มีนอกจากอโศกกลับไม่มีแล้วยังมีเบิกบานแจ่มใสร่าเริงด้วยซ้ำไปยินดีอยู่ที่เปรมอยู่ด้วยซ้ำไปแต่พี่เปรมมากเกินไปกลายเป็นเดรัจฉานตอนนี้ก็ปรารถนาอยากให้ละเอียดมากซ้อนและซ้อนอีกตลกไปหมดอย่าหลงในอะไรสภาพอยู่ในสภาพเบิกบานแจ่มใสยินดีร่าเริงอยู่ แต่อยากให้ร่าเริงจนกระทั่งไม่รู้เท่าทันในความยินดีเบิกบานแจ่มใสอันนั้นอย่าต้องรู้เท่าทันความยินดีเบิกบานแจ่มใสอันนั้นแล้วเราไปหลงว่าจะต้องเป็นอย่างนี้ได้อย่างนี้เที่ยงแท้อย่างนี้ไม่ได้บางครั้งเราอาจจะรู้สึกว่าหนักรู้สึกว่าเหนื่อยรู้สึกว่าต้องต่อสู้ในขณะต่อสู้เนี่ยก็ต้องรู้ให้ได้แม่กำลังต่อสู้นิครับต้องหนักต้องยืดต้องลำบากแต่ถึงเกิดนั้นก็ตามเราก็จะเอาสภาพที่เรียกว่าเบิกบานแจ่มใสเข้ามารู้ตัวเองเป็นโมฆะยักษ์ปราโมทย์ปาโมชปราโมทย์ร่าเริงอยู่ไม่เศร้าไม่หมองไม่อับเฉาเอาสภาวะธรรมชาติในปัจจุบันทุกปัจจุบัน เราจะใช้สภาวะที่เจริญที่สุดให้กับตัวเราเองตลอดเวลาจึงจะถึงสภาพสุดท้ายแล้วบอกเขมะเขมะโยธินสุดท้ายแล้วเขมะคืออะไรเกิดมันว่างจากที่เรารู้แล้วว่าว่างจากอะไรเรารู้เราว่าว่างจากอะไรว่าว่างจิตนั่นแหละมักมีจิตว่างความว่าเกิดความว่างได้แล้วคิดวางวางปล่อยสะอาดโปร่ง โลงจากความมัวหมองความมัวความหวังมีแต่ความใสแจ่มสว่างชัดว่างจากสิ่งที่เอามาดูดเอามาเป็นตัวเป็นตนหรือไปยินดีจนกระทั่งเป็นหลงกับมันว่างหมดไม่มีวินัยชาติไม่มีอโศกอ่ะอย่างแท้จริงไม่เห็นจะเป็นที่สุดสะอาดเพราะละเอียดเหลือเกินธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ไม่มีอะไรที่จะย้อนแย้งอีกถ้าแพงไม่รู้จักถ้าแทงไม่ถึงธุรกิจแล้วจะรู้แต่ภาษาแต่เขียนว่าภาษานี่มันมากมายคนมักคิดแต่ภาษาไม่แทงถึง 10 ปีก็จะได้แต่ภาษาอังกฤษไม่ได้เพราะกว่าจะได้จิตที่ละเอียดตามประสานให้ด้วยบริ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน