190304-B อาริยสัจจ์4โดยพิสดาร ตอน2-พ่อท่าน-แดนอโศก.txt
เนื้อหาในไฟล์
เราคงเคยได้ฟังกันมานานแล้วเกี่ยวกับหมวดธรรมอริยสัจ 4 ซึ่งเป็นหมวดทำหลักในพระพุทธศาสนาแต่น่าแปลกใจหรือไม่ที่เราไม่สามารถได้ประโยชน์จากความรู้เหล่านั้นจนกระทั่งพาตนสู่ความพ้นทุกข์ได้ตามลำดับขั้นครั้งนี้อาจเป็นเพราะอริยสัจ 4 ที่เราเคยฟังมานั้นไม่ลึกซึ้งละเอียดพอที่เราจะนำไปปฏิบัติได้มักได้ผลแต่อริยสัจ 4 โดยพิสดารที่ท่านจะได้ฟังต่อไป เราเชื่อว่าจะทำให้ท่านสว่างกระจ่างใสได้หลักปฏิบัติชัดเจนทีเดียวพ่อท่านได้แสดงธรรมไว้นานแล้วตั้งแต่ปี 2519 ที่ธรรมสถานไดโนเสาร์ระบบเสียงค่อนข้างไม่ชัดเจนแต่การบรรยายธรรมนั้นดีมากครับผู้จัดทำหวังในประโยชน์ของผู้ฟังเพื่อที่จะให้พวกเราได้ฟังการบรรยายธรรมในอดีตของพ่อท่านบ้างจึงได้จัดทำออกมาขอเชิญท่านเรียกเป็นศาลาธรรมได้ณบัดนี้ก็มาต่อ ต่ออริยสัจอันต่อไปเมื่อวานนี้เราได้พยายามที่จะทำความเข้าใจในเรื่องอริยสัจอันที่ 1 ที่ว่าด้วยทุกข์ซึ่งก็คิดว่าจะคงจะเข้าใจกันได้พอสมควรทีเดียวก็ได้ว่ากันละเอียดละออเป็นจนกระทั่ง 2 ชั่วโมงเศษๆเฉพาะตัวทุกข์คำเดียวซึ่งความหมายความอธิบายพุทธองค์สักเอาไว้ก็พอสมควรสั้นๆไม่ยาวนักแต่ผมก็ได้พยายามที่จะคลี่คลายซักไซ้ไปมาเพื่อที่จะให้เข้าใจให้ได้ว่าการที่เราเข้าใจกันอยู่ ทุกข์นั่นน่ะเราจะได้เข้าใจกันไปถึงขนาดไหนอ่ะทีนี้ก็ต่ออริยสัจอันที่ 2 ภิกษุทั้งหลายอริยสัจว่าด้วยเหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างไรเล่าคือเพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขารเพราะมีสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณเพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูปเพราะมีนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีอายตนะ 6 เพราะมีอายตนะ 6 เป็นปัจจัยจึงมีผัสสะเพราะมีผัสสะเป็น ปัจจัยจึงมีเวทนาเพราะมีเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหาเพราะมีตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปทานเพราะมีอุปทานเป็นปัจจัยจึงมีภพเพราะมีภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติเพราะมีชาติเป
อ่านต่อ
็นปัจจัยจึงมีชรามรณะโสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสขึ้นครบถ้วนกองทุกข์ทั้งสิ้นย่อมเกิดมีขึ้นได้ด้วยอาการอย่างนี้ที่สุดทั้งหลายนี่แหละอริยสัจว่าด้วยเหตุให้เกิดทุกข์สำหรับพระพุทธเจ้า ไม่เอาปฏิจจสมุปบาทนั่นแหละเป็นตัวสำคัญเหตุให้เกิดทุกข์ก็คือกายจะต้องตรัสรู้หรือว่าจะต้องรู้แจ้งในปฏิจจสมุปบาทเพราะมันเกี่ยวโยงกันแล้วก็เผื่อว่าเราเคยได้ยินได้ฟังมาแล้วเราก็จะบอกว่าเหตุให้เกิดทุกข์นั้นก็คือสิ่งต่อไปสิ่งหนึ่งสิ่งต่อไปสิ่งหนึ่งเป็นเหตุอันนั้นเป็นเหตุจึงทำให้เกิดทุกข์เพราะเรียกว่าสมุทัยสั้นๆเราเรียกว่าสมุทัยสั้นๆทีนี้ถ้าเผื่อว่าเราบอกว่า เหตุที่เกิดทุกข์ก็คือตัวต่อไปเฉยๆนิดเดียวมันก็จะเห็นยากมันก็จะสร้างคำหาตัวก็ไม่เคยเจอเพราะเรานี่มันทุกข์และอะไรอ่ะที่เป็นเหตุแห่งทุกข์และความหาไปก็ควานต่อไปเรื่อยๆๆๆๆมันจะต่อเรื่อยๆไปเพราะฉะนั้นเหตุแห่งทุกข์จึงไม่ใช่สั้นๆเลยสมุทัยก็คือปฏิจจสมุปบาททั้งสายสมุทัยคือปฏิจจสมุปบาททั้งหลายโปรดโทรแล้วเมื่อวานนี้เราได้สรุปลงไปตามที่พระพุทธเจ้าท่านกษัตริย์ไปแล้วเรื่องย่อลงไปแล้วคือขันธ์ 5 ที่ยังมีอยู่นี่แหละ แล้วเราก็ไปยึดถือมันเข้ามาเป็นของเราก็เป็นตัวตนของเรารูปก็คือความจริงดินน้ำไฟลมบนเกาะกลุ่มกันข้าวมันก็แต่งขึ้นมาเป็นตัวลูกนอกจากรูปไปนอกจากแท่งก้อนร่างกายของเรานี้น่าจะรู้ห่างไกลไปตั้งเยอะเป็นวัตถุเป็นสมบัติเป็นอะไรต่ออะไรเราก็ไปเอาไปหวงเป็นห่วงไปยึดไปคิดเยอะไปสมมุติไว้ว่าเป็นของของเราเป็นของเราเพราะความหวงความห่วงว่าเป็นของของเราเพราะความที่จะไม่ยอมให้มันพลาดไปเพราะมันพลาดไปก็รู้สึกว่าเป็นทุกข์ของที่ไม่รับของที่ไม่รักประสบกับข้าว ขอเป็นทุกข์ของที่รักจะพรากไปก็ว่าเป็นทุกข์ความคำว่ารักนี่ก็คือความคิดว่าเป็นตนความความว่าไม่รักก็คือความยึดไว้ว่าเป็นตนอีกส่วนหนึ่งจะไม่ให้สิ่งนั้นมาสัมผัสกับตนซึ่งมันห้ามไม่ได้เราจะไปที่ได้ห้ามอย่างนั้นอย่างนี้นั่นน่ะห้ามยากเพราะห้ามได้อยู่ที่ความจริงเราไม่ใช่ไปห้ามสิ่งที่มันจะพอผัสสะรู้อยู่บางสิ่งบางอย่างที่มันไม่ควรจะผัสสะเราก็หลีกเลี่ยงหรือว่าหลบเลี่ยงไปเสียตามปัญญาไปใช้ปัญญาเป็นเครื่องนำพอสมควรแต่ว่าถ้าเผื่อว่ามันจะสัมผัสมันจะมากระทบมาประจวบมาประสบ พระจันทร์มาเผชิญอะไรก็ตามแต่เราก็ไม่ใช่ว่าเราจะต้องไปกลัวมันหรือว่าไปทุกข์กับมันมันก็เป็นอย่างนั้นอย่างนั้นมันจะร้อนแรงมันจะร้ายแรงมันจะรุนแรงถึงขนาดขั้นถึงตายมันก็เป็นที่สุดก็คือพรากสูญสลายแยกจากกันมันก็เป็นเรื่องธรรมดาเพราะฉะนั้นของเน่าๆตัวเราจะไปเห็นว่ามันเป็นของของเราไปยึดกับของเราก็ยิ่งแย่แม้แต่เนื้อหนังมังสาที่มีอยู่กับตัวแล้วเราเองเราก็มีความรู้สึกคือใจของเราอยู่กับตัวมันเนี่ยเราก็จะต้องเข้าใจให้ได้ว่าแม้มันจะแยกออกมันจะเหี่ยวเฉามันจะหลุดร่วงไปเดี๋ยวนี้มันก็เป็นธรรมดาแต่ ยาธรรมดาไม่ใช่เรื่องของเราของเขาที่ไหนไม่ใช่ทุกข์ที่ไหนถ้าเรายังหวงห่วงอยู่แม้จิตน้อยหนึ่งเราก็จะไปแสวงหาต่อรูปขันของเราสลายไปแล้วหนอเสียดายจึงโอดโอยห่วงหาแม้นิดนึงมันก็จะต้องไปต่อไปหากันต่อจิตมันไม่ใช่ของเล่นจิตไม่ใช่ปากพูดมันจะไปเอาเพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าแม้แต่ตายก็วางขันรูปร่างกายขันนี้ดินน้ำลมไฟแท่งนี้ที่มันอยู่ที่ตัวเราที่ว่าเป็นเนื้อหนังมังสากระดูกกระเดี้ยวทั้งหมดเนี่ยมันจะปล่อยมันจะละลายลงไปเดี๋ยวนี้มันก็ละลายไปจิตใจผู้นั้นวางได้สนิทปล่อยสนิทไม่ใช่ของของ เน็ตจริงๆมันก็เป็นธรรมดาจริงๆก็มีปัญหาอะไรสำหรับผู้นั้นเพราะฉะนั้นอย่าว่าแต่ห่วงร่างกายนี้อีกแม้แต่เป็นห่วงเอาอยู่ในความรู้สึกของความรู้สึกเองเวทนาเป็นตัวจิตที่มันรู้มันรับรู้อย่างนี้มันก็สมมุติขึ้นว่าสุขรู้อย่างนี้มันก็สมมุติขึ้นว่าทุกข์ถ้าทุกข์มันก็ไม่ชอบใจอึดอัดขัดเคืองถ้าส่งมันก็จะชอบใจดึงเอาไว้ยึดเอาไว้อยากได้อยากมีอยากเป็นถ้ามีความรู้สึกอย่างนั้นแล้วล่ะก็มันก็ยังจะต้องดูดไว้สำหรับสิ่งที่ลึกกว่าสุขนึกว่าของจะเอามันก็จะ ออกแล้วก็จะพยาบาลเจอกันไม่ได้เจอกันจะผลาญกันจะทำลายกันเป็นพยาบาลเรียกว่าทุกข์จะต้องไม่มีไม่เป็นมันจะเป็นความรู้สึกอย่างนั้นอยู่ตลอดเวลาเราจะต้องเข้าใจให้ได้ว่าไม่ต้องเอาอารมณ์อย่างนั้นไว้ต้องเปลี่ยนอารมณ์มาเป็นอุเบกขามันเป็นสัตว์ทุกชนิดให้เป็นอารมณ์ที่เป็นยอดอุเบกขาเป็นอารมณ์ที่ยอดสุขถ้าพูดได้จับรถได้ว่ารถของอุเบกขาหรือรถของอาทุกคนมาสุขนั้นน่ะเมาง่ายยิ่งกว่ารถของสุขเมาง่ายยิ่งกว่ารถของความดึงดูดความเหนียวไว้ความพอใจไว้ เต่างอยดีกว่าเราก็จะรู้ระดับของมันว่าถ้าทุกข์ความรู้สึกของจิตนั้นน่ะก็ทุกข์อับเฉาขัดเคืองหรือว่าไม่ชอบใจหนักหน่วงใจอย่างไรก็ตามแต่อารมณ์อย่างนั้นเป็นอารมณ์เลวที่สุดของความรู้สึกเราจะไม่ให้มีอารมณ์เลวนั้นอยู่ในความรู้สึกไม่ว่ากรณีใดๆถ้ามันผ่านเข้ามามันเกิดขึ้นที่จิตเราอย่าไปยึดเอาไว้เกิดขึ้นแล้วเขวี้ยงทิ้งเกิดขึ้นแล้วปลาทิ้งหรือตัดปล่อยถ้าภาษาพูดมีเยอะแยะจะเรียกมันว่าเขวี้ยงทิ้งตัดปล่อยสละสละคืนวางขาดดับฆ่าอะไรก็ตามแต่เยอะแยะอย่าให้มันมีนั่นดิไม่ให้มันมีอารมณ์อย่างนั้น ไม่ให้มันมีอาการอย่างนั้นไม่ให้มันมีความรู้สึกอย่างนั้นเราต้องจับตัวเวทนาด้วยความรู้สึกนี้ให้ชัดให้ชัดทีเดียวว่ามันเป็นอย่างนั้นอย่างนั้นความรู้สึกของเรามันไม่มีของคนอื่นของเราเองนี่แหละต้องเค้าเคลียร์ต้องอ่านต้องพยายามกำหนดรู้ให้ชัดทีเดียวเพราะมันเป็นอย่างไรถ้ามันมีตัดออกเลยเป็นบรรทัดต้นเป็นตัวต้นอย่าให้มีทีเดียวจิตใจเราจะเบิกบานแจ่มใสแม้จะมีในเชิงที่เรียกว่าชอบใจกินดีมันเป็นความยินดีชอบใจยังยึดไว้น้อยๆ อนุโมทนายังมีความยินดีน้อยๆมันก็ยังเป็นสุขมันก็ยังเป็นสภาพที่ดีกว่าสภาพทุกข์มีอะไรจะพ้นทุกข์ตัวแรกเราจะพ้นทุกข์ตัวแรกที่จิตตัวนี้ที่เวทนาตัวนี้ถ้าใครจับเวทนาในเวทนาไม่ถูกแล้วก็กำหนดความรู้สึกของตัวเองไม่ออกแม้ตัวเองจะทุกข์ขัดเคืองอยู่ยังยึดยึดไว้หมดใจหนักใจทุกข์ใจปวดใจเจ็บใจก็ยังดึงเอาไว้ยังไม่ยอมพลาดอย่างเดียวไว้อย่ากดดึงถูกไม่ยอมปล่อยคนนั้นก็ว่ากันไปก็ตีกันอยู่เองอ่ะก็ตัวของตัวเองอ่ะจะตีดันฟันแทงจะสู้ทน อร่อยยังไงก็เชิญนี่เลยเรียกว่ามันโง่มันโง่นักโง่จริงๆมันโง่อะไรกันนักหนาเพราะจิตตัวเองมันไม่สบายใจตัวเองแล้วยังอุตส่าห์ดันทุรังเอาไอ้สภาพนี้ไว้ที่จิตมันโง่อะไรกันนักหนาเนี่ยถึงบอกว่ามันน่าจะเรียกมีภาษาที่หนักกว่านี้ก็น่าจะเรียกได้อวิชชาหรือโมหะที่ว่าโง่มันมันน่าจะมีภาษาถิ่นหนักยิ่งกว่านี้ร้ายกาจยิ่งกว่านี้จึงมาเรียกมันโง่จริงๆมนุษย์นั่นเองคนตัวเรานั่นเองเอาไว้ทำไมเอาไว้ทำไมมันเจ็บมันปวดมันทรมานมันทุกข์ร้อนมันอึดอัดมันหนักหน่วงมันไม่สบายใจแล้วมันอะไรก็ไม่รู้ภาษาเรียกมีสภาว่าอย่างนั้นน่ะ มีสภาวะหรือมีความรู้สึกอย่างนั้นน่ะกำหนดรู้ให้ชัดนะว่ามันแปลอึดอัดหนักหน่วงแล้วเอามันไว้ทำไมก็รู้อยู่ว่าตัวไม่สบายตัวไม่สบายนะเรียกมันว่าไม่สบายเอาไว้ทำไมล่ะตัดสินใจทิ้งยังไงที่เคยทิ้งอะไรมาก็ตามแต่เคยปรับเปลี่ยนจิตมาไม่ให้มีตัวนี้เอาจิตตัวที่ไม่ใช่อย่างนี้มาไว้ใช้แทนไปติดตัวไม่ใช่อย่างนี้มาไว้ใช้แทนขึ้นมาปุ๊บโดยแทนไอ้ตัวนี้ทิ้งไปไม่เอาเลยเปลี่ยนปั๊บขึ้นมาให้มันเป็นคนอีกคนละคนคนอย่างที่มันหม่นหมองที่มันเศร้าสร้อยที่มันโสกะที่มันมีพิรัยร่ำไรที่มันจะต้องผูกยึดอารมณ์ต้องแต่งอะไรกันอยู่อย่างเงี้ยไม่เอาทั้งนั้นแหละโยนทิ้งเลยไม่ต้องคิดโยนเลย เปลี่ยนเลยหัดดูให้ชัดแล้วก็หัดโยนให้คล่องหัดรู้ให้ชัดๆให้คล่องตัดเที่ยวปล่อยเชียวการเล่นกับจิตอย่างนี้เรียกว่าอานาปานสติอานาปานสติพระเผื่อว่าไม่รู้จิตก็ไปนั่งอยู่คนเดียวรู้จิตรู้จิตแล้วก็ตัดปล่อยมันมีความหม่นหมองอย่างไรมีความอึดอัดอย่างไรก็ตัดปล่อยให้ชัดตัดบ่อยแล้วก็รู้ตัวตัดปล่อยนั้นให้จริงทำให้แคล้วค้องเสมอๆอยู่คนเดียวก็จัดเมื่ออยู่คนเดียวทำได้แล้วก็หัดมารับสัมผัสบ้างมารับผลจากคนนั้นคนนี้แล้วก็อยู่กับจิตอย่างจิตอย่าเอาจิตของเราอย่าเผลอจิตของเราแม้ผัสสะอย่างนี้ปั๊บแล้วก็รู้จิตของเราอ่ะ มีอาการหม่นหมองไม่ชอบแล้วมีอาการเศร้าขึ้นมามีอาการอึดอัดใจมีอาการไม่ชอบใจมีอาการกังวลใจรู้ให้ทันพอรู้ทันถ้ามันไม่มีมันมีการไม่ชอบใจมีอาการนิดนึงน้อยนึงก็ความไม่ชอบใจก็ตามก็ให้หัดตัดปล่อยลงไปจริงๆก็เป็นการปฏิบัติอานาปานสติในขณะลืมตาโพลงๆในขณะในขณะที่มีสติปัฏฐานมีวิปัสสนานี่แหละตัวแท้ๆเลยถามจริงๆทำอยู่ทันทีเดี๋ยวนี้ในสภาพที่ทำจริงๆเลยนี่แหละคือความกระทำที่เรียกว่าปฏิบัติธรรมความกระทำในการปฏิบัติธรรมแท้ๆน่ะนี่แหละตัวนี้ถ้าไม่จริง นาปานที่ไม่ใช่ของเล่นไม่ใช่ของไปนั่งหลับตาเอาเฉยๆแล้วก็นั่งเล่นกันลมลมออกลมเข้าลมเหนือลมใต้ลมข้างบนลมข้างล่างเล่นไปจนกระทั่งอย่างที่เขาอธิบายกันอยู่นะอาจารย์บางอาจารย์เล่นลมเหนือลมบนลมล่างลมอะไรแล้วก็ไปเที่ยวสอดส่องเอาจิตไปเล่นลูกนั้นรูปนี้ปั้นรูปขึ้นมาปั้นรูปนั้นปั้นไอ้นั่นไอ้นี่ไปเล่นเป็นวิมานพี่หมื่นเป็นเล่นไอ้โน่นไอ้นี่มีนรกมีสวรรค์มีตัวตนมีตับไตไส้พุงก็ไปสอดส่องเป็นตาเอกซเรย์เป็นอะไรต่ออะไรมันไม่ใช่ไม่ใช่อานาปานสติไอ้นี่ไม่ใช่อานาปานสติไอ้นั่นมันขยายอาณา ชีวะสติขนายขยายอาณาชีวจิตเติมคำว่าขยายเข้าหน้าด้วยแล้วก็อานานี่คือขอบเขตปานโตไปเป็นชีวะด้วยขยายอานาชิมีสติจะเรียกว่าสติก็เป็นสติอย่างที่ได้อธิบายมาแล้วผ่านมาแล้วที่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าถ้าปฏิเสธว่าไอ้ที่ว่าสัมมาสตินั้นจะว่าไม่มีก็ไม่ได้มันมีอยู่ทุกคนนั่นแหละแต่สตินั้นมันเป็นไปโดยที่เรียกว่าตัวเองยึดตัวเองก็นึกว่าสัมมาขณะใดที่กำลังเล็งปืนใส่ตาคนแล้วก็กำลังเล็งอย่างแท้จริงเลยก็มีสติไม่มีสติจะเล็งเล็งปืนสายตาคนได้มีสติแต่ว่าไม่ใช่สัมมาสติอันนี้เขาเรียกว่ามิจฉาเป็นสติที่จะทำเลวก็ไม่รู้ไม่มี สัมปชัญญะไม่มีความรอบรู้เรียกว่าไม่มีสัมปชัญญะเพราะงั้นจึงเป็นผู้ที่มีสัมมาสติของเขานั่นแหละเขายึดของเขาเขาก็ว่าสัมมาสติของเขาเขากำลังจะยิงเก่งเขาก็เร่งแจ้งมีสตินะไม่ใช่ไม่มีสติไม่มีสติและจะเป็นแหล่งได้แล้วเขาก็ยิงเปลี่ยนอีเก้งตายเขาก็ว่าเขาสัมมาสติเขาจะฆ่าสัตว์อยู่แท้ๆเขาก็ว่าสัมมาสติมีสติดีมีปัญญารู้หรอกก็ได้เก่งมานี่อะไรเนี่ยมันเป็นเรื่องความเห็นแก่ตัวมันเป็นเรื่องของความเบียดเบียนเป็นเรื่องของพยาบาทตามว่าฉันทะเต็มไปหมดทั้ง 3 อันอย่างเงี้ยซึ่งมันผิดตรงนั้นถ้าพูดใดมีสติแล้วก็ทำสตินั้นไปในทางที่ไม่ขยายความเกิดโดยที่เรียกว่ามา เอาขยายความเกิดแต่ไม่ยึดเป็นเราเนี่ยเป็นที่สุดแต่นี่ขยายความเกิดให้เป็นชีวะอันโตอาณาเขตโตขึ้นโดยที่เราไปหลงเลยนะจิตใจไปเห็นว่าดีว่าเก่งว่าชอบด้วยว่าฉันเก่งจริงขณะนี้กำลังใช้จิตเล่นกำลังใช้จิตเข้าไปเที่ยวสวรรค์ไปรู้นรกไปเล่นอะไรต่ออะไรต่างๆนานาซึ่งเป็นอัตภาพมันเป็นอัตตาทั้งสิ้นปั้นเอาเป็นมโนระยะอันตรายปั้นขึ้นมาเห็นจริงๆเลยนะเป็นรูปเป็นร่างเลยนะไม่ใช่เอารูปธรรมดาด้วยเอารูปมันยังไม่เป็นรูปแท้มันยังไม่ชัดเจนนี่ปั้นขึ้นมาอย่างเก่งกว่ารูปด้วยปั้นขึ้นมาเป็นตัวตนเป็นภาพเป็นสีเป็นเรื่องเป็นราวเลยเชียว นรกก็เป็นอย่างนั้นเป็นสวรรค์ก็อย่างนั้นเรียกชื่อเรียกเสียงมีตัวมีตนอันชัดเจนเลยแล้วก็ว่าเราเก่งจิตใจมันเก่งมันปิติมันติดมันนึกว่าไอ้นี่เป็นวิชามนุษย์ว่าไอ้นี่เป็นวิชามันหลงเข้าใจผิดว่านี่คือวิชาซึ่งมันออกนอกเวทนาออกนอกจิตจิตมันโตไปอีกกลายเป็นจิตที่มีอะไรเสริมปั้นรูปปั้นรางขึ้นไม่ใช่จิตแท้ที่จะดังลงไปในจิตย้อนจิตลงไปหาความรู้สึกของจิตที่ยังผูกยึดหรือว่าที่ยังมีอาการซ้อนอยู่ในจิตอีกว่าเป็นอาการสุขอาการทุกข์อย่างไรในจิตนั้นมัน เวทนามีสุขมีทุกข์อย่างไรแล้วก็ใช้สุขใช้ทุกข์นั้นตามกาลโดยเฉพาะตัวทุกข์เรารู้มันเป็นที่สุดประการอย่างนี้เป็นความทุกข์เป็นโสเภณีเทวะเป็นโทมนัสถามเป็นความลำบากลำบนเป็นอุปราชเป็นความคับแค้นใจเป็นตัวอุปราชแท้รู้ให้ชัดรู้ให้จริงอยู่เป็นอาการอย่างนั้นแล้วเราไม่ให้มีอาการอย่างนี้ในจิตผู้ใดอย่างจิตเข้าไปรู้อย่างนี้ได้ผู้นั้นก็เป็นผู้ตัดทุกข์แต่เบื้องต้นบรรทัดที่ 1 ถ้าตัดทุกบรรทัดที่ 1 แล้วเรายังไปหลงปิติเรา ความยินดีเรายังไปหลงความสุขความโสมนัสโดยไปสั่งสมไม่รู้แล้วไม่รู้อาการยังไม่มีจิตอีกตัวนึงซ้อนลงไปติดใจฟังดีๆตอนนี้ไปติดใจน่ะไปติดใจในเวทนาตัวสุขขเวทนาหรือตัวโสมนัสเวทนาอโศกมนัสเวทนาก็ตามไปติดใจพอไปติดใจแล้วมันก็จะต้องจำไว้แล้วมันจะต้องอยากได้อย่างนี้อีกเจ็บมันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆเมื่อติดใจอยากได้อย่างนี้อีกมันก็เกิดโดยเราเองไม่รู้เป็นอวิชชาเพราะฉะนั้นตัวปิดติดวิสัยตัวที่จะหยั่งลงเป็นวิสัยอย่างลงเป็นสิ่งที่ เราเองเราเกิดเลยเสมอๆไม่เอาเราจะต้องค่อยๆถอนล้างจางทำให้มันอ่อนอย่าให้มันมีรสชาติแก่กล้าอย่าให้มีรสชาติจัดจ้านมันมีรสชาติปิติได้ยินดีมากลดลงทีเดียวมีความรู้สึกมีความรู้ตัวมีสติรู้ว่าอ่านี่รสชาติแก่กล้าแล้วมันเป็นความสุขมันเป็นความชอบที่กล้าลดให้จางคลายวิราคาลงเพราะไม่เที่ยงแต่เราไปยึดเข้าแล้วก็เดี๋ยวเธอไม่ได้อย่างนี้ก็เดี๋ยวจะเป็นทุกข์อีกมันเป็นอนิจจาเป็นอันนี้จังมันไม่เที่ยงหรอกถึงแม้ได้อย่างนี้ประสบเดี๋ยวนี้เกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ปัจจุบันนี้อีกก็อย่าไปหมั้นหมายว่าอย่างนี้เป็นของคนได้ควรมีคนเป็นเมื่อเรา หมาดอยู่แล้วซ้ายเราจะลดดังที่เรามีสูตรมีทฤษฎีบอกไว้เลยว่าอ๋อนี่รถดีดีแฮะจัดจ้านดีแฮะเป็นสุขแค่สบายอร่อยแฮะต้องรู้ตัวทันทีมีสติเข้าไปติดปรับเข้าไปเลยว่าไม่ได้นะขืนไปติดข้าวคืนเป็นหลงเข้ามายินดีเข้ามากมายไม่ได้ต้องอนุโมทนายินดีน้อยลงมาจางลงมาเวลาภาณุปัดสีให้ถึงพร้อมประกอบพร้อมไปด้วยการจางคลายต้องให้การคลายสภาพจิตของเราจริงๆนี่แหละเราชอบต้องลดช่อลงมาอร่อยรสอร่อยสภาพจิตอย่างไรเรามันจะเปลี่ยนไปเป็นไม่อร่อยหรือว่าเฉยๆกับมันเสียลดลงไม่ติดใจคำว่าไม่ติดใจเนี่ย ไม่ติดใจไม่เสวยไม่เสพปล่อยวางจางลงมีราคาให้จางลงนิโรธารามอยู่เหนือมันปล่อยเฉยได้แม้มันจะสัมผัสอยู่อย่างไรก็ตามแต่ไม่ว่ารูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสนอกสัมผัสในขณะนี้เรารู้ในนั่นแหละเรารู้จิตใจของเรานั่นแหละมันจะมาจากนอกอยู่เชื่อมต่ออยู่เป็นกายนอกกายเข้ามาจากลิ้นเข้ามาทางลิ้นเข้ามาผัดฉ่าแล้วก็ไม่รู้จิตใจจากตาเห็นภาพอยู่แล้วก็ตาเข้ามาหาที่ใจจากเสียงรับรู้เสียงนี่อยู่แล้วก็เข้ามาหาที่ใจหรือกลิ่นหรือสัมผัสกายก็ตามเข้ามาถึงใจเราจะอยู่เหนือจิตของเรารู้อยู่เป็นเวทนาตัวรู้รู้ยิ่งกำหนดรู้เป็นสัญญารู้ชัดหมายว่าอันนี้คือสวยที่โลกเขาเรียกหรือว่าสี สีแดงเหลืองเขียวอย่างไรก็ตามสีสว่างสีมืดอะไรก็ตามเสียงอย่างนี้หมายความว่าอย่างนี้อย่างนี้อย่างนี้กำหนดรู้เสียงอย่างนี้ชัดเจนหมดกลิ่นสัมผัสรถทั้งลิ้นก็ตามอย่างนี้เป็นขมเป็นเปรี้ยวเป็นหวานรู้ชัดเจนแต่เรายกจิตขึ้นอยู่เหนือมันหรือดับความรู้สึกที่ชอบหรือชังระดับความรู้สึกที่ชอบหรือช่างลงไปสิกลับลงไปสิอย่าให้มันมีปรุงอย่าให้มันมีสังขารนอกจากเวทนาเราดับทุกข์ได้แล้วพ้นทุกข์เป็นบรรทัดที่ 1 แล้วต่อไปนี้เรากำลังจะรู้กับสุขแล้วจะเล่นกับสุขโดยที่เราจะไม่ติดสุขหรือไม่ มันสั่งสมฟังดีๆนะเนี่ยอธิบายให้ฟังละเอียดๆจะไม่ให้ตัวสุขนี่มันสั่งสมหรือติดสุขหรือยึดถือนี่แหละอุปทานขันธ์ 5 กำลังไล่อุปทานตัวชัดๆจะไม่ให้ยึดถืออุปทานจะไม่ให้ยึดถือขันธ์ 5 นี้เข้ามาเป็นเราเพราะเวทนามันเป็นทุกข์เราตัดแล้วดีแล้วพ้นทุกข์แล้วแต่ยังไม่พอปิติวิสัยยังจะไปนั่งติดอีกยึดเอาตัวสุขมาเป็นตัวเราเข้าไปอีกประเดี๋ยวเถอะประเดี๋ยวจะลำบากในโอกาสภายหลังเพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้ทันแล้ววางจางคลายลงเป็นเวลาคานอุปสรรคสีเป็นนิโรธสีให้ได้เป็นนิโรธารามอยู่เหนือมันหรือดับความรู้สึกกับความรู้สึกชอบ กับความรู้สึกชังยินดีก็ไม่ยินดียินร้ายก็ไม่ยินร้ายถ้าไม่มีความเฉยเป็นอรรถทุกคำสุขเราทำได้เท่าใดเราทำได้เด็ดขาดเท่าใดจงรู้อาการนั้นจงรู้สภาพนั้นลงรู้สภาวะของจิตอย่างนั้นมีรสอย่างนั้นแหละเป็นเราเรียกว่ารถของวิมุติรถเป็นฐานของนิทานเป็นฐานของนิพพานซึ่งเคยอธิบายกันมาตั้งแต่ปีแรกก็พูดถึงแต่ไม่ได้อธิบายละเอียดถึงป่านนี้ปีแรกเราก็พูดถึงว่าฐานอุเบกขาๆนี่ทำให้อุเบกขาฐานไม่ได้เป็นที่ยึดเป็นที่พักเป็นที่เกาะ เป็นฐานของนิพพานแล้วทำไม่ได้จนถึงขั้นอุเบกขาฐานวางเฉยอรรถทุกคำว่าสุขสภาพจิตของเราเป็นอย่างนี้กำหนดรู้ให้ได้ว่าเป็นอย่างนี้สัญญาให้มันเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธเวทนาอย่างไรหรือจะเรียกว่ามันแตกต่างกับโสมนัสเวทนาอย่างไรแตกต่างกับโทรมานัดเวทนาอย่างไรรู้สภาพกำหนดลงไปให้ชัดอ่านลงไปให้ชัดเลยทำการเคล้าเคลียรู้จิตสภาวะอย่างนี้รู้อาการอย่างนี้รู้รสชาติของจิตอย่างนี้ให้ชัดไม่มีใครมารู้ได้แทนเราไม่ เราต้องรู้ของเราเองรู้จริงๆรู้ชัดๆแล้วอย่าปรุงอย่าสังขารทำให้มันได้เก่งๆอย่าไปเอาอาการสูดอาการทุกข์อะไรมาสังขารอย่าไปเอาอาการชอบอาการชังอะไรมันสังขารให้มันเป็นอุเบกขาฐานนี้ไปให้มั่นคงเป็นตัวรักษาเป็นตัวปฏิบัติเป็นตัวฝึกไปเรื่อยๆๆๆเราจะอยู่ในอารมณ์อย่างนี้เสมอถ้าจะเกิดถ้าจะเกิดทีนี้ถ้ามันกดข่มไว้ไม่ไหวมันจะอยู่เฉยนี่ไม่ได้ก็ให้มันมาหาสุขให้มันมาหากินดีอย่าให้กลายเป็นคนยินร้ายถ้าผู้ใดเพิ่มความยินร้ายใส่ตัว โทษผู้นั้นอนุสัยเจริญยิ่งอาสวะเจริญยิ่งถ้ามันจะกดไม่ไหวแล้วอุเบกขาไม่ไหววางไม่ไหวแล้วเฉยไม่ไหวให้มันมาหาสุขหรือให้มันมาหาสวรรค์ให้มันมาหาเบิกบานแจ่มใสอยากให้ไปหาหม่นหมองอึดอัดขัดเคืองถ้าขืนหมุนกลับไปหาหมอหม่นหมองอึดอัดขัดเคืองเราก็เป็นคนเรียนไม่รู้อริยสัจอยู่นั่นเองไม่รู้ทุกข์ทุกข์บรรทัดที่ 1 ก็ยังไม่รู้ยังจะวิ่งไปหาทุกบรรทัดที่ 1 อยู่ไม่เอาเราจะอยู่ในฐานเบิกบานแจ่มใสแต่เราก็จะต้องรู้เท่าทันมีสติรู้ขอบเขตของความสุขเขาเวทนานี่มันเอียงเข้าไปหาสุขกับเวทนา ถ้าไปติดมันย่ามใจฉันจะต้องได้อย่างนี้เสมออาการอยู่ในสภาวะผัสสะอย่างนี้เป็นไปอย่างนี้ฉันจะต้องได้อย่างนี้เสมอไม่ได้คิดอย่างนั้นไม่ได้ทำความเห็นอย่างนั้นเกิดขึ้นไม่ได้จริงๆเพราะฉะนั้นเอียงเข้ามาหาเธอเข้ามาหาความหมดเทเข้ามาหาความวางเทเข้ามาหาความปล่อยเทเข้ามาหาความจางคลายเทเข้ามาหาความจืดสนิทเธอก็มาหาความไม่มีรถแม้แต่สุขแม้แต่กินดีแม้แต่ติดใจให้มันเทเข้ามาหาจุดนี้เรื่อยๆนี่เป็นการปฏิบัติแล้วก็ทำอยู่เสมอจนมั่นใจแน่ใจแล้วแล้วเราก็จะมีความแคล่วคล่องจะเป็นคนที่ไม่มีความเศร้าหมองจะไม่มีความขุ่นเคืองจะ ความกังวลจะไม่มีความอึดอัดจะไม่มีความเดือดร้อนจะไม่มีเลยจิตใจที่มันจะเป็นไปโดยทุกข์แม้บรรทัดที่ 1 ก็ไม่มีเลยไม่มีตัวบรรทุกอย่าว่าบรรทัดที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่หนาแน่นมากมายจนกลายเป็นโทสะจะกลายเป็นเดือดร้อนอย่างใหญ่หลวงกลายเป็นรุนแรงเข่นฆ่าอะไรจะไม่มีเลยในคนคนนั้นเป็นการดับทุกข์สนิทสิ้นนี่เรียกว่าดับทุกข์สนิทสิ้นถ้าไม่รู้ทุกข์เวทนาออกอย่างนี้แล้วแล้วจะไปดับทุกข์กันที่ไหนมีขันธ์ 5 นะนี่ตัวเวทนาขันธ์ 5 ทุกขเวทนาตัวความรู้สึกว่าความตัวรู้ที่จิตเรารู้แล้วตัดปล่อยเล่นก็จิตอย่างนี้จริงๆเมื่อถึงนี่เราภาณุปัดสีแล้ว ก็สลัดคืนเป็นปฏิปทาอุปศรีเมื่อได้แล้วแน่ใจแล้วชัดเจนแล้วเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธรู้ในความจริงหรือรู้ในความดับสิ้นซึ่งทุกข์เด็ดขาดแล้วและรู้ชัดเจนว่าอย่างนี้ก็เรียกว่าสุขเวทนาทุกขเวทนานั้นดับสนิทสิ้นไม่เวียนกลับเราไม่มีอีกเลยในบัตรใดบัดนั้นเราแน่ใจที่สุดว่าจิตของเราเมื่อกระทบสัมผัสอะไรแล้วเสร็จจิตของเราจะไม่มีตัวสภาวะหรือตัวตนของความทุกข์นี้เป็นอันขาดเรากำหนดเองไม่มีใครกำหนดเราเป็นคนตัดปล่อยเองไม่มีใครตัดปล่อยเราเป็นคนกระทำให้ตนเองไม่มีใครกระทำให้เราเราจะ ยางกับตนเองทีเดียวว่าเราหมดสิ้นแล้วสิ้นทุกข์ดับสิ้นแล้วซึ่งทุกข์สูญสิ้นแล้วซึ่งทุกข์แล้วทีนี้เราก็ปล่อยใจวางใจได้สบายใจได้สลัดคืนสิ่งที่จะต้องไปพากเพียรนั้นอยู่อีกเพื่อตนทำได้แคล่วคล่องจนคุณแน่ใจเลยไม่สังขารไม่ปรุงไม่โดยเฉพาะไม่เอาทุกข์มาคุมกับจิตแล้วไม่มีความรู้สึกทุกข์อย่างนี้รู้แน่รู้หน้าตามันชัดเลยไอ้ตัวทุกข์เป็นอย่างนี้เพราะฉะนั้นแม้จะผัสสะว่าจะรู้การเกิดก็เป็นธรรมดาต่อไปนี้สลัดคืนจะทำความเกิดโดยไม่ให้อับเฉาโดยไม่ให้หมองใจโดยไม่ให้เหน็ดเหนื่อยใจโดยไม่ให้หนักใจเจตสิกกระทบร้านเด็ด ตั้งแต่บัตรใดผู้ใดตัดสินผู้นั้นเป็นพระอรหันต์เมื่อนั้นผู้ใดตัดสินให้แก่ตนได้ผู้นั้นเป็นพระอรหันต์เมื่อนั้นเด็ดขาดรู้ไม่จริงรู้ให้ชัดอ่านให้เด็กอ่านให้เด็ดเดี่ยวทำความเข้าเคลียร์ซาบซึ้งตัวสภาวะที่ว่านี้ให้ชัดเจนสัญญาเวทยิตนิโรธ แต่จะลำบากใจนั้นต้องรู้ว่าความลำบากคืออะไรลำบากคือความทนแต่ถ้าเราปล่อยผิดนิดเดียวมันก็ไม่ทนแล้วมันก็ไม่ต้องทนอะไรแล้วเหนื่อยมันคือความเหนื่อยเป็นธรรมดาคิดก็คือความคิดเป็นธรรมดาแต่คิดมากๆหน่อยความร้อนเกิดขึ้นที่สมองสมองเท่านั้นมันร้อนตัวจิตเองมันไม่มีร้อนมันไม่มีหนาวด้วยซ้ำไปจิตมันไม่มีร้อนมันร้อนที่สมองที่หัวร้อนที่เนื้อติดตัวตัวจิตเองมันไม่มีร้อนไม่มีเย็นด้วยซ้ำไปจะคิดมากส่วนใดมันก็ไม่ร้อนไม่เย็นตัวจริงแต่สมองมันร้อนหัวร้อนอ้าวก็เป็นการเปลี่ยนไปเป็นไปได้ลูกรูปทนไม่ไหวแล้วหัวร้อนมากกายก็จนกระทั่งมันฟ้องร้องจนกระทั่งเหงื่อมันออกจนกระทั่งมันเปรี้ยงแล้วจะยกก็ไม่ไหวจะจับก็ไม่ได้จะค้อนก็ไม่ขึ้นแล้ว มันเห็นชัดๆอยู่แล้วมันหมดกำลังอัดก็เปลี่ยนมันพักมันเสียเป็นกายิกกระทู้รู้อยู่ก็เลยกลายเป็นทุกข์อันใหญ่ๆกายิกเป็นความประชุมที่เห็นชัดๆว่ามันความประชุมนี้ชักไม่มีเรี่ยวแรงที่จะประชุมกันหนาแน่นจนกระทั่งทำเรี่ยวแรงได้แล้วเขาก็พักมันให้มันมีกำลังใหม่ให้มันประชุมกันใหม่มันชักหลวมลงไปแล้วก็เปลี่ยนมาทำใหม่แล้วทีนี้เราจะทำความเกิดได้อย่างสบายเพราะเรารู้เท่าทันความเกิดก็เป็นธรรมดาคนประยุทธ์เท่านั้นจึงทุกข์ความชราก็เป็นธรรมดาคนไปยึดเท่านั้นจึงทุกข์ความตายก็เป็นธรรมดา จะไม่ประชุมกันมันก็เป็นจริงก็เราทำงานไปนิดหน่อยมันก็ชักจะไม่ค่อยประชุมกันแล้วกายก็ชักจะอ่อนๆเพลียๆจะไม่ชมกันนั่นแหละสมองก็ชักจะประชุมกันชักไม่ค่อยได้ซะแล้วเกิดความร้อนมีช่องว่างมากขึ้นความแน่นลดน้อยลงความหลวมเกิดขึ้นมันก็เป็นธรรมดาเรียกว่าชรามันก็เปลี่ยนไปหรือแม้ที่สุดมันตายมันไม่ประชุมกันล่ะทีนี้มันจะแยกสลายออกจากกันแล้วมันจะไม่เป็นชิ้นเป็นอันแล้วแต่ขอเรียกว่าตายโดยภาษาคำว่าตายซึ่งไม่ต้องไปเอาลึกซึ้งที่เขามาเกิดตายแปลว่าเกิดด้วยความประโยชน์ที่เกิดก็ไม่มาเอาเสื้อขนาดนั้นตายคือมันจะสลายมันจะไม่ทำการไม่ก่อการร้ายอีกต่อไปแล้ว มันก็ไม่มีปัญหาอะไรมันก็เป็นความธรรมดาเพราะฉะนั้นจิตของเราเท่านั้นไปยึดไว้มันจึงเป็นทุกข์ไปถือไว้ไปเอาไว้ไปถือไว้ไปเอาไว้เป็นเหนี่ยวไว้เป็นของเราจะเป็นอย่างนี้นะจะอยู่อย่างนี้ให้ได้นะอยู่ตลอดเวลามันจึงทุกข์ถ้าไม่มีก็เอามันจะคลายมันจะปล่อยมันจะเลิกกันไปก็เอาแม้แต่ร่างกายที่จะเลิกกันโอเคก็เลิกกันแล้วจะจิตรับความรู้สึกนี้มันจะเป็นสวรรค์เออไม่ได้สวรรค์นี้เออก็ไม่ว่าอะไรมันก็ไม่มีปัญหาแม้จะบอกว่าไอ้นี่มันหนักนะเออปล่อยหนักซะไม่ใช่มันปล่อยเองด้วยแล้วปล่อยมันก่อนด้วยซ้ำไปมันหนักมันหน่วงมันถ่วงใจอยู่มันทุกข์ใจหรือมันไม่สบายใจแล้ว มันเองด้วยอ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive