สื่อธรรมะพ่อครู(อาสวะ อนุสัย) ตอน อนุสัย 7 และความเมาหลายระดับ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาสวะ_อนุสัย) ตอน อนุสัย 7 และความเมาหลายระดับ เมื่อเรียนรู้แล้วจะรู้จริงว่า อ๋อ กิเลส หยาบกลางละเอียดหมดได้ มีพระบริสุทธิคุณ แล้วลงมือช่วยเหลือมนุษย์เป็นพระกรุณาธิคุณ อย่างมี พระปัญญาธิคุณ มีความฉลาดอย่างสะอาด มีความกรุณา ลงมือช่วยจริง พระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ พระกรุณาธิคุณ สามเส้าของตรีมูรติ นี่คือสามเส้า คุณสมบัติหรือคุณธรรมของพระเจ้าคือพระปัญญาธิคุณ พระบริสุทธิคุณ พระกรุณาธิคุณ เราก็พิสูจน์ความจริงอันนี้ได้ด้วยปรโลก โลกใหม่ โลกหน้าที่ไม่ใช่โลกียะ อย่างปุถุชนที่ไม่รู้จิตเจตสิก แต่รู้จักความไม่มีโลกียะ ดับไปๆๆ จนอรหันต์คือดับ หยาบ กลาง ละเอียดของโลกียะ
ท่านก็ไล่ อนุสัย 7 ที่สูงถึง 1. กามราคานุสัย (ความดึงดูดกำหนัดในกาม) 2. ปฏิฆานุสัย (ความผลักไส ขัดเคือง ขึ้งเคียด) 3. ทิฏฐานุสัย (ความยึดถือความเห็นเป็นตนของเรา) 4. วิจิกิจฉานุสัย (ความลังเลสงสัย ทำให้เนิ่นช้า) 5. มานานุสัย (ความถือตัวทั้งหลาย) ยังมีถือดีอยู่บ้างที่ไม่หยาบนะ ไม่ใช่มานะสังโยชน์(ถือดีที่หยาบกว่า) แต่มานานุสัย คือถือดีแต่น้อยกว่า เช่น มานะ อติมานะ เป็นต้น มานะก็หยาบ อติมานะก็คือละเอียดขึ้น ปมาทะคือไม่มีมานะแต่ประมาทอยู่ อติมานะ เป็นเรื่องอุปกิเลส 16 ปลายสุด มทะคือมอมเมาน้อยๆ สุราคือเมาหนัก เมรยะคือลดลงมา มัชชะ คือเหลือน้อยแล้ว เป็นลำดับที่สาม ลำดับที่สามแล้วยังลดลงไปอีกถึง มทะ ปมาทะ เรีกว่า มัชชะ คือยังเมา จากมัชชะไปเป็นตัวที่หนึ่งของเมาสามเส้าสุดท้ายคือ มทะ ปมาทะ มัชชะคือเมาในสามเส้าสุดท้ายอีก ปมาทะคือเมาน้อยสุด ต้องไม่ประมาทเป็นอันขาดระมัดระวังจริง คำว่าประมาทคือสุดยอดของความชั่วปลายสุดของความชั่ว หมดประมาทก็จบ ประมาท รวมตั้งแต่เล็กสุดถึงใหญ่สุด ความประมาทเ
อ่านต่อ
หมือนรอยเท้าช้าง รวมรอยเท้าสัตว์ต่างๆลงไปในรอยเท้าช้างได้หมด ถ้าในยุคไดโนเสาร์คงต้องเอารอยเท้าไดโนเสาร์ ในฟอสซิลที่หาได้ ยังไม่เห็นรอยเท้าไดโนเสาร์ไหนใหญ่เท่ารอยเท้าช้างนะ คำว่า อย่าประมาท คืออย่าเมาแม้น้อยแม้นิด พยายามรักษาอย่าให้สิ่งไม่ดีแม้น้อยแม้นิดเกิดขึ้น 6. ภวราคานุสัย (ความใคร่อยากในภพละเอียด) 7. อวิชชานุสัย (ความไม่แจ้งในอริยสัจ) (พตปฎ. เล่ม 23 ข้อ 11)
ในอนุสัยสุดท้าย มานานุสัย ภวราคานุสัย อันสุดท้ายคือ อวิชชานุสัย ละเอียดกว่าอวิชชาสวะ ความไม่รู้ในอนุสัย จึงเป็นตัวสุดท้ายสุดยอด อวิชชาสวะ คือระดับหนึ่ง หมดอวิชชาสวะ คือเป็นพระอรหันต์ในระดับ ปัญญาวิมุติ ดับอาสวะสิ้น ผู้จะดับอนุสัยหมด จึงเป็นพระอรหันต์สมบูรณ์เรียกว่าอุภโตภาควิมุติ ในอรหันต์สองแบบ ปัญญาวิมุติกับ อุภโตภาควิมุติ จึงมีรายละเอียดที่ต่างกันอย่างนี้ เป็นเรื่องอจินไตยที่เดาไม่ได้ ภวภพ อันมีรูปราคะ อรูปราคะในภวภพ แต่นี่ในอรูปภพอีกทีหนึ่ง การจะอธิบายอาสวะกับอนุสัยต่างกันอย่างไรจึงอธิบายไม่ได้ถ้าไม่มีสภาวะจริง สรุปแล้ว มานานุสัยกับมานะสังโยชน์จึงต่างกัน แม้คำว่า กามราคะคือกาม ที่ต้องเกี่ยวข้องกับภายนอก พอมาถึงภายในไม่มีกามราคะมีแต่รูปราคะ อรูปราคะ แล้วมันก็คือภวราคะไม่ใช่กามราคะ ภวราคะนี้เป็นภายในแท้ๆ ภวราคานุสัยกับภวาสวะ ก็ต่างกัน ภวราคานุสัยหมดก็จบในรูป ไม่เรียกรูปานุสัยกับอรูปานุสัย แต่เรียกภวราคานุสัยที่มีรูปอรูปในนั้นอีก มันเกือบจะไม่ถูกรู้แล้ว คืออรูป รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ อรูปก็แทบจะไม่ถูกรู้แล้ว ไหวแวบนิดๆๆๆ ของพระพุทธเจ้าท่านไม่ประมาท ละเอียดลออ มีเท่าไหร่ก็ตรวจสอบให้หมด)
600122_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ใครคือผู้จำแนกอาสวะกับอนุสัยได้ในยุคนี้
https://youtu.be/dcUH2xK8Kz8