สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท_ภพ) ตอน มีเจตนาแต่อย่าอยาก ทำอย่างไรจึงไม่สร้างภพ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท_ภพ) ตอน มีเจตนาแต่อย่าอยาก ทำอย่างไรจึงไม่สร้างภพ พ่อครูว่า...อนาคตที่พระพุทธเจ้าพูดไว้ ก็คือปัจจุบันยุคนี้แหละ ตอนนั้นยังไม่เสื่อมนะ พระพุทธเจ้าเพิ่งจะเริ่มประกาศโลกุตรธรรม ยังไม่ได้เสื่อมอะไร และนี่คือ คำทำนายพยากรณ์ไว้ ก็น่าสงสาร อาตมาก็ต้องมารื้อฟื้น เตือนสติให้รู้ว่า โลกุตรธรรมคืออย่างไร อาตมาก็อธิบายธรรมะ เป็นโลกุตระอยู่ตลอดเวลา อาตมาไม่ได้พูดถึง โลกียธรรม ที่ให้ไปหารวยลาภ รวยยศ รวยไม่เสร็จ รวยสารพัด ชิตังเมโป้งรวย ซึ่งคำเหล่านั้น คนก็ไปนิยมชมชอบคำเหล่านั้น ซึ่งเป็นความจริง อันค้านแย้งกับคำสอนพระพุทธเจ้า ไม่ใช่โลกุตระ มันเป็นศาสนาที่มีภพชาติ เป็นศาสนาที่ทำให้หลงภพเทวดา ทำให้อยากเกิดเป็นเทวดา ศาสนาพระพุทธเจ้า สอนไว้ชัดเจนว่า ไม่ให้ตั้งจิตมีภพเลย แต่ทุกวันนี้คำว่า ภพ ก็ไม่รู้ว่าคืออะไร คำว่าภพคือต่อไปจากความคิดนึกเราว่า น่าจะได้อันนั้นอันนี้ อยากได้อันนั้นอันนี้ก็เป็น ภพแล้ว คำว่าอยากคือตัณหา คือกาม คือความใคร่อยาก ก็เกิดกามภพแล้ว คุณคิดดำริเมื่อไหร่ ว่าอยากได้อันนั้นอันนี้ ก็เกิดภพทั้งนั้น ยิ่งอยากได้อย่างทุจริต ถ้าอยากได้อย่างสุจริตก็พอทำเนา สุจริต ถ้าจะให้ลึกที่สุด ก็คือไม่มีกิเลส อยากได้แต่ไม่มีกิเลส อันนี้ไม่ใช่ง่าย เป็นความต้องการ เรียกว่า ฉันทะ ธรรมดาหรือว่าอากังขาวจร หรือเป็นอิจฉาวร เป็นจิตดำเนินไปกับ ความปรารถนาสามัญ อันไม่มีกิเลสร่วม แล้วก็ทำด้วยสามัญของความประพฤติ ก็จะได้ลาภมาโดยธรรมเรียกว่า ลาภธัมมิกา เกิดได้ลาภ ตามที่เรามีเจตนา อิจฉาวร ต้องการทำสิ่งนี้ขึ้นมาโดยสุจริต โดยธรรมเหตุปัจจัยในการปฏิบัติ กายกรรม วจีกรรม สัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะของเราไป ก็ไม่เกิดทุจริตผล แต่ถ้าอยากได้มาก ก็ดีใจเป็นกามภพ เป็นเทวดา อยากได้มาก ก็แย่
อ่านต่อ
งเขาด้วยวิธีการอันเป็นกิเลส ก็เป็นเทวดาจตุมหาราชิกา เป็นเทวดามีง้าวหอกแยกเขี้ยว ไปรุกรานคนอื่น แต่ถ้าไม่ไปแย่งใคร ไม่ไปรุกรานคนอื่น ทำตามจิตของเรา ที่มีสัมมาธรรมดา มีความปรารถนาธรรมดา อย่างที่ใช้ศัพท์ว่าเป็น อากังขาวจร หรือเป็นอิจฉาวจรธรรมดา เป็นความตั้งใจธรรมดา และปฏิบัติตามเหตุปัจจัยที่สุจริต เป็นสัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ มันก็ไม่เกิดบาปกรรมอะไร แต่ถ้าจิตไม่รู้จักสวรรค์ ไม่รู้จักนรก ไม่รู้จักภพชาติ คุณก็ไปอยากได้ อยากมี อยากเป็น เมื่อได้มา 1. ตั้งความหวัง อยากได้ ถ้าไม่ได้ก็ทุกข์ ถ้าได้ก็สมใจ ก่อเกิดสุข เกิดความสุขทุกข์ ก็เป็นสวรรค์นรก จริงๆแล้ว ทุกคนไม่อยากได้นรก ไม่อยากได้ความทุกข์ แต่เมื่อไปเกิดความปรารถนาแรงมาก ก็เป็นทุกข์ แม้ทำสุจริต แต่อยากได้มากแรง ก็ร้อนใจ ก็ทุกข์ ถ้ายิ่งทุจริตเข้าไปอีก ก็ยิ่งผิดเพี้ยนไปใหญ่ ขนาดอยากได้ ก็เป็นภพชาติ ได้มาก็เป็นสวรรค์ แม้จะเป็นสวรรค์โดยสุจริต ก็เป็นภพชาติ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาดับภพจบชาติ เป็นศาสนาที่ไม่มีสวรรค์ไม่มีนรก ดับสวรรค์ดับนรก จริงๆแล้ว ก็ดับแต่สวรรค์ แล้วมันก็จะไม่มีนรก ลดสวรรค์ให้บางเบาลง จนไม่มีสวรรค์ นรกก็ไม่มี เป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์ คือผู้ไม่มีนรกไม่มีสวรรค์ เรียกว่า เป็นผู้ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ หรืออุเบกขา ความที่จิต มีอาการไม่มีสุขไม่มีทุกข์เลย หรืออุเบกขา เรียกว่าอทุกขมสุข อย่างสัมมาทิฏฐิ แล้วทำให้กิเลสเลิก ลดไปได้ ผู้ปฏิบัติอย่างนี้ได้ คือมีเวทนาเป็นกรรมฐาน แล้วสามารถที่จะทำให้จิตเป็น เนกขัมมะสิตอุเบกขา เป็นอุเบกขา อย่างออกจากโลกีย์ ออกจากกิเลสกาม โทสะ โดยเฉพาะออกจาก กิเลสกามออกมาได้ แม้ที่สุดออกจากอัตตา ออกได้หมด เป็นอุเบกขาที่เจริญ เป็นเนกขัมมะสิตอุเบกขา คนที่ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า จะมีสัญญามีปัญญา มีความรู้ความเห็นความเข้าใจ และปฏิบัติจนเกิดปัญญา เกิดความรู้ได้ด้วยของจริง ว่ากิเลสเป็นเช่นนี้ อ่านอาการกิเลสที่จิต แล้วมีวิธีลดกิเลสได้ คือผู้ทำเนกขัมมะเป็น ท่านแปลเนกขัมมะว่า ผู้บวช ผู้บวชก็คือ ผู้นี้เจตนาทำให้กิเลสลดลง ถ้าไม่ใช่เจตนาอย่างนี้ ก็เป็นเพียงแต่ไปแต่งเครื่องแบบศาสนา แล้วไปอธิบายเลอะเทอะ ไปหากินเลี้ยงชีพ ก็ได้แต่บาปเท่านั้นเอง ผู้ที่บวชเป็นภิกษุ แล้วมีสัญญากับประชาคมว่า เราจะไม่แสวงหาลาภยศสรรเสริญ โลกียสุข เราจะมาล้างโลกธรรม ที่อยากได้ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ปฏิญาณ บวชคือปฏิญาณกับสังคม สังคมก็ให้บวชเลย แล้วประชาชนก็จะเลี้ยงไว้ แต่เสร็จแล้วมาขบถ ไม่ได้ปฏิบัติจริง ไม่ได้เรียนรู้ปฏิบัติจริง อย่างสัมมาทิฏฐิ ได้แต่หลอกคน ให้มาเลี้ยงไว้ อุปการะไว้ ผู้ที่มาอุปการะพระไว้ โดยไม่เข้าใจว่า เราจะมาบริจาคมาให้ แล้วเราก็ปฏิบัติการให้ เรียกว่าทาน โดยทำใจในใจยังเป็นโยนิโสมนสิการหรือไม่ ทำใจในใจอย่างถ่องแท้ ไม่ให้จิตมีจิตสร้างขึ้นเป็น สาเปกโข ไม่ให้มีความหวังในจิต ไม่ให้ต่อเนื่องแต่ ปฏิภัทจิตโต สัมพันธ์กับความหวัง มีมากขึ้น จนสั่งสมลงเป็น สันนิธิเปกโข เป็นการสั่งสม การอยากได้ผล จนกระทั่งกลายเป็น ผลนี้แหละ เราจะได้เอาไว้กินต่อไป เมื่อเราตายไปแล้วเป็นภพชาติหน้า ซึ่งเป็นคำสั่งสอนของศาสนาอื่น เป็นการตั้งจิตไว้ผิด ผู้ที่ตั้งจิตไว้ผิด แล้วก็สอนกัน จึงกลายเป็นโจรหัวโจก เข่นฆ่าโจรหัวโจกกัน คือสอนให้ตั้งจิตไว้ผิด ทิโส ทิสํ ยนฺตํ กยิรา เวรี วา ปน เวรินํ มิจฺฉาปณิหิตํ จิตฺตํ ปาปิโย นํ ตโต กเร. โจรกับโจร หรือไพรีกับไพรี พึงทำความพินาศให้แก่กัน ส่วนจิตที่ตั้งไว้ผิด พึงทำเขาให้เสียหายยิ่งกว่านั้น. (พุทฺธ) ขุ. ธ. ๒๕/๒๐. ยกตัวอย่างธัมมชโย ก็หลอกกัน อยู่ในธรรมกาย ต่างเป็นโจรทั้งนั้น ก็ทำความฉิบหาย ทำความทุกข์แก่กันและกันตลอดเวลา ความฉิบหายนั้น พระพุทธเจ้า บอกว่าคือจิตที่ตั้งไว้ผิด พึงทำให้เกิดความพินาศให้แก่กัน ส่วนจิตที่ตั้งไว้ผิด พึงทำเขาให้เสียหายยิ่งกว่านั้น. ได้วิมานเฟสสองเฟสสามนั้น คือโจรหลอกโจร จริงๆแล้วเขาเป็นคู่เวรกรรม ที่สร้างความฉิบหายแก่กันและกัน คนตั้งจิตไว้ผิด อย่างนี้เลวกว่าโจรหัวโจก ร่วมกันทำความฉิบหายแก่กันอีก อันนี้เลวกว่า สำนักใดๆที่ไม่สัมมาทิฏฐิ ก็จะสอนกันผิด สอนการทำทานก็สอนผิด ว่ามาทำทาน แล้วจะได้สวรรค์อย่างนั้น ได้บุญอย่างนี้ ทำทานที่ตั้งจิตไว้ผิดคือ ทำทานแล้วเกิดจิตมีภพชาติ ไม่มีบุญใดเกิด ไม่ได้ชำระกิเลส มีแต่สร้างกิเลส สร้างภพชาติใส่จิต แต่บุญคือการชำระกิเลสในจิต ชำระภพชาติ แต่ทำทานแล้วได้กุศล ได้กุศลผสมไปกับกิเลส ได้กุศลที่เป็นกิเลส เรียกว่า ได้ลาภที่เป็นทุกข์ เรียกว่า ทุกขลาภ คุณทำทานด้วยวิบาก คุณให้ก็เป็นเจ้าหนี้เป็นกุศล ไม่ใช่ทำทานแล้วไม่มีกุศลใด ก็มีกุศลวิบาก แต่คนทำทานแล้วไม่มีปัญญา ทำจิตในจิตไม่เป็น ทำทานแล้วก่อกิเลสเพิ่มขึ้นๆ จึงเป็นคนสร้างภพใหญ่มาก กิเลสเพิ่มขึ้น ภพสวรรค์ใหญ่เท่าไหร่ ภพนรกก็ใหญ่เท่านั้น นรกกับสวรรค์มันอันเดียวกัน สอนให้คนติดสวรรค์ = สอนให้ได้นรก สอนให้ยึดสวรรค์ = สอนให้ยึดนรก สวรรค์คือคู่นรก แยกกันไม่ออก ถ้าคุณดับสวรรค์ ลดสวรรค์เมื่อไหร่ เรียกว่าอสังสัคคะ คือไม่ประกอบสวรรค์ แต่เขาไปแปลว่า ไม่เกี่ยวข้องกับหมู่คณะ ไปแปลเป็นบุคคลอีก แต่ทั้งที่ คณะคือกองกิเลส ต่างหาก
600131_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก สมาธิพุทธ ตอน 1
https://youtu.be/Trgz_vQuBp8