สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4_นิโรธ) ตอน นิโรธ ความว่าง อย่างจูฬสุญญตสูตร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์17 KB
วันที่แก้ไข12 มิถุนายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4_นิโรธ) ตอน นิโรธ ความว่าง อย่างจูฬสุญญตสูตร มาอ่านเล่ม 14 ข้อ 333 จูฬสุญญตสูตร วันนี้ขึ้น 3 ค่ำเดือน 3

1. จูฬสุญญตสูตร (121)

[334] พระผู้มีพระภาครับสั่งว่า ดูกรอานนท์ แน่นอน นั่นเธอสดับดีแล้ว รับมาดีแล้ว ใส่ใจดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว ดูกรอานนท์ ทั้งเมื่อก่อนและบัดนี้ เราอยู่มากด้วยสุญญตวิหารธรรม เปรียบเหมือนปราสาทของมิคารมารดา (สามีของวิสาขา)หลังนี้ ว่างเปล่าจากช้าง โค ม้า และลาว่างเปล่าจากทองและเงิน (โสดาบันก็ว่างจากอบายภูมิ สกิทาคามีก็ค่อยว่างจากกามภพ จนหมดกามภพ ก็เป็นอนาคามี ก็ล้างรูปภพ อรูปภพ หมดอรูปภพ ก็เป็นอรหันต์จ้อย ง่ายจะตาย ได้แล้วก็ง่าย คนไม่ได้ก็ยาก พูดให้ขำกันหน่อย ว่างจากกิเลสชั้นต่ำสุดคืออบาย แล้วก็ต้องมาว่างจากกามภพ แล้วมาว่างจาก รูปภพอรูปภพ เป็นลำดับ ไม่ใช่ว่าอะไรก็ว่างไปหมด ไม่รู้ว่าว่างอะไร พวกเราอนาคาริกชน ทิ้งทรัพย์ศฤงคารลาภยศ มาอยู่กับพวกเรา มีโภคักขันธัง ปหายะ ญาติปริวัฎฎัง ปหายะ แต่หลายคน มาแล้วก็อยู่สบาย ข้าวมีกิน ดินมีเดิน พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ แต่ไม่ช่วยงานอะไรก็แย่) ว่างจากการชุมนุมของสตรีและบุรุษ (คนเขาว่า ชุมนุมแล้วเฮฮาสนุกสนานกับโลกีย์ แต่เราชุมนุมกันแล้วก็ไม่เหมือนเขา) มีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียว เฉพาะภิกษุสงฆ์เท่านั้น ฉันใด ดูกรอานนท์ ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ไม่ใส่ใจสัญญาว่าบ้าน ไม่ใส่ใจ ( มาจากคำว่า อมนสิการ ที่จริงไม่ได้แปลว่า ไม่ใส่ใจ แต่ที่จริงทำใจ จนหลุดพ้นแล้วไม่ต้องทำใจในใจอีก เราใส่ใจว่านี่คืออะไร คือบ้านคือคน แต่เราไม่ยึดถือเป็นเราเป็นของเราเลย) สัญญาว่ามนุษย์ ใส่ใจแต่สิ่งเดียว เฉพาะสัญญาว่าป่า (คำว่าป่าคือความสงบ ออกจากบ้านเรือน คือเคหสิตะมาเป็นเนกขัมมะ เป็นผู้หลุดจากสิ่งเหล่านั้นมา)

อ่านต่อ

จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใสตั้งมั่น และนึกน้อม (อธิมุติ อธิโมกขโข คือจิตเข้าสู่อันนี้ ออกมาสู่ตรงนี้ ไม่ได้หมายถึงสถานที่) อยู่ในสัญญาว่าป่า เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในสัญญาว่าป่านี้ ไม่มีความกระวนกระวาย (คือยังทุกข์ บาลีว่า ทรถะ) ชนิดที่อาศัยสัญญาว่าบ้าน และชนิดที่อาศัยสัญญาว่ามนุษย์เลย มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือภาวะเดียวเฉพาะสัญญาว่าป่าเท่านั้น เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าบ้าน สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่ามนุษย์ และรู้ชัดว่า มีไม่ว่างอยู่ ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่าป่าเท่านั้น ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้น ด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย และรู้ชัด เช่นเรากัดแอบเปิ้ลกิน รู้ว่ามีรสมีสัมผัสอย่างไร แต่ไม่มีรสบำเรอใจเลย มีแต่เวทนาแท้ ไม่มีเวทนาเท็จอยู่เลย มันมีอย่างเดียวเท่านั้นไม่มีสอง มีแต่เวทนาแท้ไม่มีเวทนาเท็จ ในความกำหนดรู้ในสัญญาของเราเลย สัญญานี้เป็นปัญญาแท้ๆชัดเจน มันทิ้งไปแล้ว รู้ชัดสิ่งที่เหลือในสัญญา ก็กลับไปมีอีก คือเรายังมีชีวิตมีธาตุรู้ เรายังเป็นอาริยะ พ้นความมีได้แล้ว แต่ยังมีรูปนามชันธ์ 5 ยังมีทุกข์ส่วนที่เหลือ สิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้น อันยังมีอยู่ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ (โสดาบันออกจากอบายภพแล้ว แต่อยู่กับอบายได้ จิตมีสัญญากำหนดรู้ในปัจจุบัน แล้วอ่านใจเราออกว่า ใจเราไม่มีเวทนาเทียม มีแต่เวทนาแท้ รู้สิ่งไม่มีแล้วรู้สิ่งที่มี) [335] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจสัญญาว่ามนุษย์ ไม่ใส่ใจสัญญาว่าป่า (คือทำใจในใจเสร็จแล้วไม่ต้องทำอีก รู้ว่ามนุษย์ก็คือมนุษย์ ป่าก็คือป่า เราไม่ได้ผูกพันติดยึดอีกแล้ว) ใส่ใจแต่สิ่งเดียว เฉพาะสัญญาว่าแผ่นดิน จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อม (คือระดับอธิมุติ อธิโมกโข ยังไม่ถึงขั้นวิโมกข์นะ) อยู่ในสัญญาว่าแผ่นดิน เปรียบเหมือน หนังโคที่เขาขึงดีแล้ว ด้วยหลักตั้งร้อย เป็นของปราศจากรอยย่น ฉันใด ดูกร อานนท์ ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกันแล ไม่ใส่ใจแผ่นดินนี้ (อมนสิการในแผ่นดิน) ซึ่งจะมีชั้นเชิง มีแม่น้ำ ลำธาร มีที่เต็มด้วยตอหนาม มีภูเขาและพื้นที่ไม่สม่ำเสมอ ทั้งหมด ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะสัญญาว่าแผ่นดิน จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในสัญญาว่าแผ่นดิน (เหลือ แต่แผ่นดินเท่านั้น ที่เราจะต้องทำ ที่เป็นเราเป็นของเราอยู่) เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในสัญญาว่าแผ่นดินนี้ ไม่มีความกระวนกระวาย ชนิดที่อาศัยสัญญาว่ามนุษย์ (ไม่มีคือสิ่งที่ยึดมั่นถือมั่น ว่าเป็นเราเป็นของเรา ก็หมดไปเป็นลำดับ แต่สิ่งเหล่านั้น ก็ยังมีอยู่ เราก็ยังอยู่ แต่เราก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งเหล่านั้นแล้ว) และชนิดที่อาศัยสัญญาว่าป่า มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือภาวะเดียวเฉพาะสัญญาว่าแผ่นดินเท่านั้น เธอ (ทุกอย่างก็ยังมีเหมือนเดิมทั้ง แม่น้ำ ลำธาร มีที่เต็มด้วยตอหนาม มีภูเขา แต่จิตใจเราเกลี้ยงไม่ติดยึดสิ่งเหล่านั้น) รู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่ามนุษย์ สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าป่า และรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ ก็คือสิ่งเดียว เฉพาะสัญญาว่าแผ่นดินเท่านั้น ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึง พิจารณาเห็นความว่างนั้น ด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย (เรากำหนดหมาย มีแต่เวทนาแท้ไม่มีเวทนาเท็จ สัญญาที่ยึดถือเป็นตัวเราของเรา คือสัญญาเท็จ แต่สัญญาที่ไม่ยึดถือเป็นเราเป็นของเรา ก็เป็นสัญญาแท้ เหมือนเวทนาแท้และเวทนาเท็จ) และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้น อันยังมีอยู่ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ ( น้ำก็ยังมีน้ำก็ยังมี ช้างม้าวัวควายก็มีให้เห็นหมด) [336] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจสัญญา ( เขาแปล อมนสิการ กับอาตมาแปล อมนสิการ ก็ไม่เหมือนกัน เขาแปลว่าไม่ใส่ใจ แต่อาตมาว่า ไม่ต้องทำใจในใจแล้ว เพราะมันทำได้แล้วในสิ่งนั้น ต้องทำใจในใจกับสิ่งที่ยังเหลืออยู่ ยังไม่ว่าง) ว่าป่าไม่ใส่ใจสัญญาว่าแผ่นดิน ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะ อากาสานัญจายตนสัญญา จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใสตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ใน อากาสานัญจายตนสัญญา เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในอากาสานัญจายตนสัญญานี้ ไม่มีความกระวนกระวาย ชนิดที่อาศัยสัญญาว่าป่า และชนิดที่อาศัยสัญญาว่าแผ่นดิน มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือภาวะเดียวเฉพาะ อากาสานัญจายตนสัญญา เท่านั้น เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าป่า (ถ้าอรหันต์ระดับปัญญาวิมุติจะมีทรถะอยู่ แต่ระดับอุภโตภาควิมุติ ไม่มีทรถะแล้ว) สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าแผ่นดิน และรู้ชัดว่า มีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะ อากาสานัญจายตนสัญญาเท่านั้น ( ยังไม่ว่างจากทรถะ) ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้น ด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย (ความทรถะในอากาสานัญจายตนะ ก็ไม่มีแล้ว) และรู้ ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้น อันยังมีอยู่ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ของภิกษุนั้น ฯ (ตอนนี้อากาสานัญฯก็ไม่มีทรถะ แต่ยังมีเหลืออีก) [337] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจสัญญาว่าแผ่นดิน ไม่ใส่ใจอากาสานัญจายตนสัญญา ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะวิญญาณัญจายตนสัญญาจิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในวิญญาณัญจายตนสัญญา เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในวิญญาณัญจายตนสัญญา นี้ไม่มีความกระวน กระวาย ชนิดที่อาศัยสัญญาว่าแผ่นดิน และชนิดที่อาศัยอากาสานัญจายตนสัญญา มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือภาวะเดียวเฉพาะ วิญญาณัญจายตนสัญญา เท่านั้น เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากสัญญาว่าแผ่นดิน สัญญานี้ว่างจาก อากาสานัญจายตนสัญญา และรู้ชัดว่า มีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะวิญญาณัญจายตนสัญญา เท่านั้น ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้น ด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้น อันยังมีอยู่ ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ (คนที่จิตว่าง จึงยังไม่ว่าง เพราะมีรูปนามขันธ์ 5 อยู่ โดยเฉพาะยังไม่เป็นอรหันต์ ก็มีตัวตนอยู่ ต้องตรวจแล้วตรวจอีก ส่องแล้วส่องอีก พระพุทธเจ้า ละเอียดละออมาก เหมือนคนส่องเพชร ว่ามีอะไรตำหนิไหม เหมือนนักแทงบิลเลียด ฝนหัวคิว) [338] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจอากาสานัญจายตนสัญญา ไม่ใส่ใจวิญญาณัญจายตนสัญญา ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะอากิญจัญญา ยตนสัญญา จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในอากิญ จัญญายตนสัญญา เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในอากิญจัญญายตนสัญญา นี้ไม่มีความกระวนกระวาย ชนิดที่อาศัยอากาสานัญจายตนสัญญา และชนิดที่อาศัย วิญญาณัญจายตนสัญญา มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือภาวะเดียวเฉพาะ อากิญจัญญายตนสัญญา เท่านั้น เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจาก อากาสานัญจายตนสัญญา สัญญานี้ว่างจากวิญญาณัญจายตนสัญญา และรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือ สิ่งเดียวเฉพาะ อากิญจัญญายตนสัญญา เท่านั้น ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้น ด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้น อันยังมีอยู่ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาดบริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ (พ่อครูว่า...ความว่างนั้น มีลำดับมาตั้งเท่าไหร่ ขอเตือน ผู้ที่เข้าใจแนวว่างอย่างไม่ได้ปฏิบัติอะไร แค่ตรรกะ เพราะธรรมวินัยของพระพุทธเจ้านี้ มีลำดับอันน่าอัศจรรย์ ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล ไม่โกรกชันเหมือนหุบเหว คำว่าไม่ใส่ใจนี้ ในภาษาไทยเหมือนทิ้งไปเฉยๆ แต่น่าจะแปลว่า ทำใจในใจได้แล้วไม่ต้องทำอีก เราทำใจในใจจนไม่มีกิเลสเหลือ ไม่มีเศษธุลีเหลือต่างหาก) [339] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจวิญญาณัญจายตนสัญญา ไม่ใส่ใจอากิญจัญญายตนสัญญา ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะ เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา นี้ ไม่มีความกระวนกระวายชนิดที่อาศัย วิญญาณัญจายตนสัญญา และชนิดที่อาศัย อากิญจัญญายตนสัญญา มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวายคือภาวะเดียวเฉพาะ เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา เท่านั้น เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจาก วิญญาณัญจายตนสัญญา สัญญานี้ว่างจาก อากิญจัญญายตนสัญญา และรู้ชัดว่า มีไม่ว่างอยู่ก็คือสิ่งเดียวเฉพาะ เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา เท่านั้น ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้น ด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในสัญญานั้นเลย และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในสัญญานั้น อันยังมีอยู่ ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ของภิกษุนั้น ฯ [340] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจอากิญจัญญายตนสัญญา ไม่ใส่ใจเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะเจโตสมาธิ อันไม่มีนิมิต (ตอนนี้ไม่ต้องทำใจในใจแล้ว พ้นไปหมดแล้ว อรหันต์ไม่พ้นนิมิต จะนอนฝันอยู่ คือมีนิมิต คือมีภาพมีเรื่องต่างๆนานา แต่ต่อให้ฝัน ก็ไม่ฝันแบบพาทุกข์พาสุข แต่ว่าเคยมีอาการสุข อาการทุกข์เพราะเครื่องหมาย นิมิตอย่างนี้ แค่มีนิมิต เช่นคุณเคยเจอแอบเปิล แต่ก่อนกินมีสุข แต่ตอนนี้ ไม่สุขทุกข์กับแอบเปิลแล้ว ตอนนี้แม้ฝันว่ากินก็ไม่สุขทุกข์ เฉยๆ แม้คุณจะเคยมี จุดบรรลุสุดยอดสุขในสิ่งใด แต่ถ้าหลุดพ้นแล้ว ในฝันก็ไม่มี อารมณ์สุดยอด ก็ไม่มี แต่มีนิมิต มีเครื่องหมายอาการอย่างนั้นได้) จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ในเจโตสมาธิ อันไม่มีนิมิต เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในเจโตสมาธินี้ ไม่มีความ กระวนกระวาย ชนิดที่อาศัยอากิญจัญญายตนสัญญา และชนิดที่อาศัย เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา มีอยู่แต่เพียงความกระวนกระวาย คือความเกิดแห่งอายตนะ 6 อาศัยกายนี้เอง เพราะชีวิตเป็นปัจจัย (คุณยังมีชีวิต มีร่างกายมีขันธ์ 5 แต่ปราศจาก ตัณหาอุปาทานหมดแล้ว) เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจาก อากิญจัญญายตนสัญญา สัญญานี้ว่างจากเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา และรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือ ความเกิดแห่ง อายตนะ 6 อาศัยกายนี้เอง เพราะชีวิตเป็นปัจจัย ด้วยอาการนี้แหละ เธอจึงพิจารณาเห็นความว่างนั้น ด้วยสิ่งที่ไม่มีอยู่ในเจโตสมาธินั้นเลย (สิ่งที่ไม่มี คืออาการ คือความรู้สึกต่างๆ สุขทุกข์ที่รู้สึกถึงขั้นอรูป ก็ไม่มีเลย และเจโตสมาธิ เราก็แน่นอนอยู่ว่ามี สมาธิอันนี้คือ concentration ลืมตาเห็น ไม่ใช่ meditation) และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในเจโตสมาธินั้น อันยังมีอยู่ว่ามี ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ ก็เป็นการก้าวลงสู่ความว่าง ตามความเป็นจริง ไม่เคลื่อนคลาดบริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ [341] ดูกรอานนท์ ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุไม่ใส่ใจอากิญจัญญาตนสัญญา ไม่ใส่ใจเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ใส่ใจแต่สิ่งเดียวเฉพาะเจโตสมาธิ อันไม่มีนิมิต จิตของเธอย่อมแล่นไป เลื่อมใส ตั้งมั่น และนึกน้อมอยู่ใน เจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า (ไม่มีนิมิตก็ไม่มีเครื่องหมาย ไม่มีฝันเกิดในจิต ไม่มีภาพ เรื่องอะไร แม้กระทบสัมผัส แต่มีปัจจัยปรุงแต่ง) เจโตสมาธิอันไม่มีนิมิตนี้แล ยังมีปัจจัยปรุงแต่ง จูงใจได้ ก็สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง จูงใจได้นั้น ไม่เที่ยงมีความดับไปเป็นธรรมดา เมื่อเธอรู้อย่างนี้ เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว (จิตชัดเจนว่าทุกอย่างก็มีการปรุงแต่ง ตอนนี้เป็นอภิสังขารแล้ว คืออปุญญาภิสังขาร ไม่ต้องชำระกิเลสอีกแล้ว พ้นไปถึงอปุญญาภิสังขารแล้ว ในขณะนี้ หมดทั้ง กามภพ รูปภพ อรูปภพ ก็พ้นแล้ว) ย่อมมีญาณรู้ว่า หลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี เธอจึงรู้ชัดอย่างนี้ว่า ในญาณนี้ ไม่มีความกระวนกระวาย ชนิดที่อาศัยกามาสวะ ชนิดที่อาศัยภวาสวะ และชนิดที่อาศัยอวิชชาสวะ มีอยู่ก็แต่เพียงความกระวนกระวาย คือ ความเกิดแห่งอายตนะ 6 (เหลือที่เป็นภาระขันธ์ อายตนะ ขันธ์ 5) อาศัยกายนี้เอง เพราะชีวิตเป็นปัจจัย เธอรู้ชัดว่า สัญญานี้ว่างจากกามาสวะ สัญญานี้ว่างจากภวาสวะ สัญญานี้ว่างจากอวิชชาสวะ และรู้ชัดว่ามีไม่ว่างอยู่ก็คือความเกิด แห่งอายตนะ 6 อาศัยกายนี้เอง เพราะชีวิตเป็นปัจจัย ด้วยอาการนี้แหละ (พระอรหันต์หมดสิ้นภวาสวะ และอวิชชาสวะ แต่ยังมีตาหูจมูกลิ้นกายใจ มี ภาราหเวปัญจขันธา ยังมีขันธ์ 5 อายตนะ 6) เธอจึงพิจารณาเห็น ความว่างนั้นด้วยสิ่งที่ไม่มี (อวิชชาสวะไม่มี) อยู่ในเจโตสมาธินั้นเลย และรู้ชัดสิ่งที่เหลืออยู่ในเจโตสมาธินั้น อันยังมีอยู่ ว่ามี (คนที่ยังเข้าใจไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร พยายามปฏิบัติติดตามไป เมื่อเข้าใกล้แล้ว ก็จะพอประมาณได้ คนลงมาใกล้ๆ บันไดลงภูเขาที่มีหมื่นชั้น พอถึงชั้นที่หนึ่งพัน ของบันไดหมื่นชั้น ก็อาจจะรู้ คุณยังไม่ถึงชั้นที่หนึ่ง แต่ก็พอจะรู้ ถ้าเรายังไม่ถึง แต่เราเข้าไปใกล้ ก็พอจะเข้าใจ แต่ยังไม่ถึงก็คือยังไม่ถึง ยังพอคะเนได้ แต่ถ้ายังอยู่ไกลก็อย่าเดาเลย ไม่เห็นแน่นอน) ดูกรอานนท์ แม้อย่างนี้ เป็นการก้าวลงสู่ ความว่าง ตามความเป็นจริงไม่เคลื่อนคลาด บริสุทธิ์ ของภิกษุนั้น ฯ [342] ดูกรอานนท์ สมณะหรือพราหมณ์ในอดีตกาล ไม่ว่าพวกใดๆ ที่ บรรลุ สุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์ เยี่ยมยอดอยู่ ทั้งหมดนั้น ก็ได้บรรลุ สุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์ เยี่ยมยอดนี้เองอยู่ สมณะหรือพราหมณ์ในอนาคตกาล ไม่ว่าพวกใดๆ ที่จะบรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์ เยี่ยมยอดอยู่ ทั้งหมดนั้น ก็จัก บรรลุ สุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์ เยี่ยมยอดนี้เองอยู่ สมณะหรือพราหมณ์ในบัดนี้ไม่ว่าพวกใดๆ ที่บรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์ เยี่ยมยอดอยู่ ทั้งหมดนั้น ย่อม บรรลุ สุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์ เยี่ยมยอดนี้เองอยู่ ดูกรอานนท์ เพราะฉะนั้นแล พวกเธอพึงศึกษาไว้อย่างนี้เถิดว่า เราจักบรรลุสุญญตสมาบัติอันบริสุทธิ์ เยี่ยมยอดอยู่ ฯ (วิหารติ) พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระภาษิตนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ จึงชื่นชมยินดี พระภาษิต ของพระผู้มีพระภาคแล ฯ จบ จูฬสุญญตสูตร ที่ 1

สมาบัติคือการปฏิบัติที่เข้าถึงความเป็นนิโรธ นิโรธจึงไม่ใช่ความดับ ที่ไม่มีความรู้ แต่รู้เห็นแจ้งสว่างอยู่ คือนิโรธสมาบัติของพระพุทธเจ้า แต่ผู้หลงนิโรธโดยตรรกะ ก็จะคิดว่านิโรธคือความเวิ้งว้างดับมืด อย่างไม่มีตัวรู้ ดับตัวรู้ ซึ่ง นิโรธ มีแบบดับมืดกับแบบสว่างโล่ง สว่างจนกระทั่ง กลายเป็นพร่าไปหมด ไม่รู้อะไรว่าคือนิโรธ พวกอาภัสราเกินไป ไม่เห็นว่าเป็นอะไร กับแบบมืดดำไม่เห็นอะไรก็ไม่รู้ นิโรธคือดับกิเลส นิโรธไม่ใช่ดับมืด หรือดับสว่าง คุณต้องรู้ตัวตนของที่กิเลส หยาบ กลาง ละเอียด ใช้ภาษาแค่ 3 ขั้น แต่มี 3 ล้านอย่าง เป็นอย่างน้อย 3 ล้านล้านก็ได้ ถ้าดับได้ล้านก็เป็นอรหันต์ล้าน ดับได้สองร้อยล้าน ก็เป็นอรหันต์สองร้อยล้าน ดับได้พันล้าน ก็เป็นอรหันต์พันล้าน คุณจะเริ่มว่างจาก อบายภูมิ ที่คนหลงใหล เป็นเรื่องการพนัน เมาหัวราน้ำ ติดสิ่งเสพติด แล้วมาสนุกสนานอะไรต่างๆนานา มากมายหนักหนา จัดจ้าน เสียเวลา ทุนรอนแรงงาน ไม่ได้เรื่องราวอะไร เป็นสิ่งไร้สาระ คุณก็รู้ ก็มันเลิกได้ รู้ได้ก็วิมุติ เลิกได้อย่างจิตคุณขาดเลย แม้มันสัมผัสยั่วย้อมมอมเมา กระแทกกระทุ้งคุณให้ตกเป็นทาส อย่างแรงแล้วแรงอีกอย่างไร คุณก็ อสังหิรัง ไม่มีอะไรทำลายความสำเร็จบรรลุสูงสุด ของคุณได้เลย ไม่มีอะไรตีแตกตลอดนิรันดรอย่าง นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสฺสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) ผลของศาสนาพุทธ เป็นลำดับขั้น 2. มีความเด็ดขาด เป็นขั้นเป็นตอน พระพุทธเจ้าถึงตรัสว่า ความเป็นลำดับ ไม่ลักลั่น เรียงลำดับ เบื้องต้น ท่ามกลางบั้นปลาย เหมือนทรายที่ฝั่งทะเล มีความราบเรียบอย่างน่าอัศจรรย์ คุณจะเข้าใจความน่าอัศจรรย์เท่าไหร่ก็แล้วแต่ คนเราทำความละเอียดลออได้ขนาดนี้ อย่างสุดยอดเลย คำว่านิโรธหรือหลุดพ้น ไม่ได้หมายความว่าตรรกะ เวิ้งว่างว่างโดยไม่มีอะไรเทียบเคียงเลยไม่ได้ ต้องมีอะไรเทียบเคียง แล้วยืนยันกับโลก กับคนอื่นเขาได้ เห็นว่า อันนี้ต่ำสุดแล้วถ้าคุณได้ ของคุณก็มีของคุณ ที่มันสูงกว่าเขาตั้งเยอะ คนอื่นเขาได้ต่ำสุดตรงนั้นก็ของเขา ของเราสูงกว่าเขาก็ดีแล้ว บางคนได้ฟรี เราไม่เคยมีวิบากไปหลงติด ตั้งแต่ชาติไหนก็ไม่ติด ได้ฟรีอยู่แล้ว ไม่เคยไปเกิด ไปหลงมาก่อนเลย กี่ชาติๆก็ไม่ต้องทำอีกเลย แต่อันไหนที่ติดมาแล้ว ก็ต้องมาล้าง ล้างหมดแล้ว เกิดอีกกี่ชาติก็ไม่มี อย่างนี้เป็นต้น นิโรธของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ความดำความมืด หรือความสว่างจ้า แต่คือหลุดพ้นจากเหตุปัจจัย ที่ดับได้ ดับอะไรก็ดับกิเลส หลุดพ้นได้เพราะกิเลสมันดับ คำว่า หลุดพ้นกับนิโรธ ใช้แทนกันได้คนละมุม เราหลุดพ้นได้ เราพาจิตเราดับกิเลส ให้ตาย ไม่ฟื้นเลย ตายแหง๋แก๋ ตายจริงๆ สิ้นชีวิตินทรีย์ คุณจะต้องมีความสัมผัสรู้ว่ามันหมด สัมผัสรู้ว่า อินทรีย์ของชีวิตไม่มี ไม่มีชีวิตินทรีย์ ก็ชีวิตของกิเลส ชีวิตของพลังงานในจิต ที่มันไม่มีเวทนาเก๊ มีแต่เวทนาแท้ ชีวิตของเวทนาเก๊หมดไป แต่เรายังมีขันธ์ 5 อยู่ คนที่ดับกิเลส ไม่ใช่ดับอย่างไม่มีเวทนา ไม่มีความรู้สึก แต่ดับเวทนาเท็จ แต่เราก็มีชีวิตอยู่ มีชีวิตมีขันธ์ 5 อยู่ ก็ยังมีเวทนาแท้ ที่เป็นภาระ เป็นภาราหเวปัญจขันธา ต้องหาข้าวหาน้ำให้มันกิน หางานดีๆให้ทำ งานไม่ดีไม่ต้องหาให้ทำ เขาประมาณกันว่า บิลเกตต์ อีกสักกี่ปี เขาจะรวยถึงขั้นมีเงิน กี่ล้านๆเหรียญนะ ก็จำไม่ได้แล้ว ซึ่งยังไม่เคยมีเลยในโลก สามล้านๆเหรียญดอลล่าสหรัฐ เขาคำนวณ ตามรายได้ที่บิลเกตส์ได้แต่ละปี ยังไม่เคยมีคนทำได้มาก่อนในโลก ก็ปล่อยให้เขารวยให้เข็ด เราไม่ไปรวยแข่งกับเขาหรอก แล้วก็ไปนั่งเอาเปรียบเขาด้วยวิธีกลไกของทุนนิยม มีเงินปันผลอะไรซับซ้อนไม่รู้จักแล้ว มีแต่บอกว่า ให้ให้หมด แล้วอยู่กับมวลหมู่มิตร ต่างคนต่างอาศัยแรงงาน ความสามารถ และความขยันที่เรามี สร้างสรรค์กินใช้ร่วมกัน ไม่ต้องมีเงินสักบาทเลยยังได้ อยู่ในโลกนี้ ไม่ต้องใช้เงินสักบาทก็ได้ เพราะว่าเรากินน้อยใช้น้อยเป็น ปลูกเป็น ทำอาหารเป็น มีดินน้ำลมไฟ ก็ทำปัจจัย 4 ได้ ก็สบายแล้ว ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น มีลักษณะของพุทธธรรม 8 1. คัมภีรา (ลึกซึ้ง) 2. ทุททสา (เห็นตามได้ยาก) 3. ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) 4. สันตา (สงบระงับ อย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . 5. ปณีตา (สุขุมประณีต ไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6. อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) ต้องมาเป็นจริงตามขั้นตอน แล้วจะรู้รายละเอียด ของผู้ที่สูงขึ้นได้บ้าง ไม่อย่างงั้นไม่มีทางรู้ได้เลย 7. นิปุณา (ละเอียดลึก ถึงขั้นนิพพาน) 8. ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะ ผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริง เท่านั้น) (พระไตรปิฎก เล่ม 9 “พรหมชาลสูตร” ข้อ 26)

อาตมาเอง มาถึงวันนี้ขั้นนี้แล้ว ก็ขอยืนยันว่า อาตมาได้รับความจริงอันนี้จริง ในยุคนี้ ใกล้กลียุคมากแล้ว อาตมาพยายามทำงานมา จะขึ้น 47 ปีแล้ว ยังได้แค่นี้ ซึ่งอาตมามั่นใจว่า ที่ได้มาเป็นของจริง รับรองว่า สุดท้ายแล้ว พวกคุณจะหนีไปเหลือแต่อาตมา ก็ไม่ได้กลัวเลย ใครจะหนีก็หนีไป เพราะเรื่องจริงของคนเรา มันจริงใจ คนเรานี่ ถ้าจริงใจจริงๆแล้วเห็นว่า เรามาจนนี่ มันควรจะเป็นมนุษย์ที่ประเสริฐกว่า มนุษย์ที่ไปรวย ขาดทุนของเรา ถ้าขาดทุน มันควรจะมาเป็นคนขาดทุนมากกว่าไปเอากำไร อย่างใจจริงจริงใจ แล้วก็อยู่อย่างเป็นสุข ทุกวันได้ขาดทุนก็เป็นสุขแล้ว ขาดทุนแล้วจะเอาที่ไหนมารวย สร้างสรรค์ได้ทุกวัน ก็ขาดทุนได้ทุกวัน แต่ก็มีหมู่กลุ่มมิตรดีสหายดี มีกินมีใช้ แม้แต่เราป่วยเจ็บ เราแย่แล้ว ทำงานไม่ได้แล้ว เป็นอัมพาตก็ไม่ตายสักที เขาก็จะเลี้ยงดูเราไปตามควร ตามวิบากบารมี บางคนเขาไม่อยากเลี้ยงก็มี แต่ถ้าเรามีวิบากที่ดี ก็พิสูจน์กันไป วิบากที่ดี ก็จะคุ้มตัวเรา จะมีคนมาช่วยอยู่นั่นแหละ มันพิสูจน์ด้วยได้จริงๆเลย ยืนยันได้จริงๆ พวกเราจะพิสูจน์ได้ อะไรที่เรายังไม่ได้รับ ก็ถือว่า เรายังไม่ถึงถ้วน ไม่ดีพอ ก็ยังไม่ได้รับ แม้เราจะอยากได้ก็ตัดใจ ใจเราก็พอแล้ว ใจเราพอถึง 0 ก็ได้แล้ว ตายก็ได้ 0 จริงๆไม่มีใครให้ สุดวิสัยที่จะได้ ก็ตาย ตายแล้วก็ไม่สงสัย เราตายอย่างไม่ได้สร้างหนี้เลย แต่ถ้าเกิดมาอีกที ก็ไม่มีหนี้ มีแต่สิ่งที่เป็นกุศล จะมาสนับสนุนต่อ จะมีปัญญาภูมิธรรม มีความเฉลียวฉลาดที่สำคัญ

600130_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก นิโรธ ความว่าง อย่างจูฬสุญญตสูตร https://youtu.be/gk6olQdJOOk

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน