สื่อธรรมะพ่อครู(ไตรลักษณ์) ตอน ไตรลักษณ์ที่เป็นปัจจัตตลักษณ์.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข12 มิถุนายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

ไตรลักษณ์ที่เป็นปัจจัตตลักษณ์ มาอ่านของท่านมหาบัวต่อ… 7. เมื่อทำจนชำนาญ ต่อไปก็ลองแยกให้เป็นธาตุ 4 คือดิน น้ำ ลม ไฟ พิจารณาให้เป็น อนิจจัง(ไม่เที่ยง) ทุกข์ขัง (เป็นทุกข์) อนัตตา(ไม่ใช่ตัวตน) ทำเช่นนี้ สติปัญญาจะมากขึ้นเป็นลำดับ พ่อครูว่า...การที่จะพิจารณาไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้น ไตรลักษณ์ เป็นเรื่องของโลกีย์สามัญโลกๆ ไม่ใช่เรื่องของโลกุตระ ผู้ที่เข้าใจว่าทุกอย่างไม่เที่ยง ทุกอย่างเป็นทุกข์ ทุกอย่างไม่ใช่ตัวตน นั่นเป็นตรรกะ พิจารณาเข้าใจได้ไม่ยาก ใครก็เข้าใจได้ ก็ทุกอย่างมันไม่เที่ยง ทุกอย่างเป็นทุกข์ ชาติปิทุกขา หรือสัพเพธัมมาทุกขา สิ่งทั้งปวงเป็นทุกข์ สิ่งทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน ก็เข้าใจได้ มันไม่ใช่ตัวเราของเรา ก็เฉยๆได้ แต่ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความไม่มีตัวตนนั้น ถึงขั้นเป็นปัจจัตตลักษณ์ มันไม่ใช่แค่ไตรลักษณ์ ที่มีความไม่เที่ยง มีความเป็นทุกข์ความไม่มีตัวตน ตรรกะ ความเข้าใจของคน ก็ทำความเข้าใจได้ไม่ยาก พิจารณามากเข้าก็ได้ แต่คุณยังไม่สามารถที่จะบรรลุ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คนที่จะผ่านไตรลักษณ์ ไปถึงปัจจัตตลักษณ์ หมายความว่า มีลักษณะของความสว่างแจ้ง ในปัจจัตตลักษณ์ หรือ ลักษณะของการบรรลุด้วยตัวเอง บรรลุธรรม โดยไม่ใช่แค่ตรรกะ ความรู้ความเข้าใจ ว่านี่คือความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตา แต่ปฏิบัติแล้ว คุณปฏิบัติจนอ่านจิตในจิต อ่านเจตสิก จับตัวกิเลสออก กำจัดกิเลสได้ กำจัดเหตุคือกิเลสได้ จนกระทั่ง เห็นความจริงว่า พวกนี้นี่ ข้างนอกมันไม่เที่ยงก็ใช่ แต่ในจิตนี่สิมันไม่เที่ยง ก็เห็นความไม่เที่ยงว่า จริงๆแล้ว ความไม่เที่ยงนั้น ก็คือกิเลส กิเลสนี่มันไม่เที่ยง ไม่เที่ยงตรงที่ว่า คุณเองปฏิบัติแล้ว ก็ล้างกิเลสได้ แต่ก่อนมีกิเลส 100 พอมันโต 100 ก็มีวิธ

อ่านต่อ

ีปฏิบัติ โดยประหาร 5 ทำให้กิเลสลดลงเหลือ 50 หน่วย เหลือ 30 หน่วย กิเลสมันก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นว่าเที่ยง มันไม่ได้ตายตัว อยู่ที่ร้อยนิรันดร ทำอย่างไรก็ลดไม่ได้ ไม่ใช่แฮะ กิเลสคือเหตุแห่งทุกข์ เมื่อกิเลสลดลง ทุกข์ก็ยิ่งลด คนปฏิบัติแล้วจะมีปัญญา เห็นความจริงอย่างนี้จริงๆเล๊ย นี่แหละ จึงจะเห็นความจริงตามความเป็นจริง ไม่ใช่เห็นแค่เป็นตรรกะความรู้ จนเป็นอนัตตา กิเลสหมดสิ้นเกลี้ยง ไม่มีเลย ทุกข์ก็หมดไป จะชัดเจนว่า ความไม่เที่ยงนี้ ไม่ใช่ธรรมดาเลย มันทำให้สูญก็ได้ ไม่มีตัวตนก็ได้ นึกว่ามันจะมีตัวตนได้นิรันดร แล้ว อยู่ข้อหนึ่ง ที่ท่านมหาบัวว่า จิตเป็นนิรันดร 17….ตัวเราก็ว่าง เป็นวิมุต คือธรรมชาติที่แท้จริง จิตเป็นธรรมธาตุ เป็นภาวะนิพพาน จิตไม่เคยตาย ถึงธรรมชาติแล้ว หายสงสัยล้านเปอร์เซ็นต์ พ่อครูว่า นี่แหละ จิตไม่เคยตายเป็นอัตตา เพราะฉะนั้น เมื่อเข้าใจสภาวะ ไม่ลึกซึ้งๆหยาบคาย ก็สับสนปนเป มันก็เลยไปยึด จิตนี้คือกิเลส กิเลสคืออกุศลจิต เมื่อดับอกุศลจิตหมด ก็จะมีแต่จิตที่สะอาดจากกิเลส ก็จะบรรลุธรรมตามลำดับ โสดาบัน จนถึงพระอรหันต์ ดับได้หมดสิ้น สิ้นกิเลสไปจากจิต ผู้ปฏิบัติจะรู้ว่า จิตนี้มันเป็นนิรันดรหรือไม่ ผู้ที่นั่งหลับตา สะกดจิตให้จิตสงบ ก็จะไม่รู้อาการจางคลาย จนหมดไป ของจิตอกุศล จนจิตมันว่าง ถ้าคนทำอุเบกขาจิตได้สบายๆแล้ว ยกตัวอย่างอรหันต์ ทำจิตอยู่เฉยๆ ไม่รู้อะไรเลย นิ่งเฉย ถ้าหลับตาก็ไม่เห็นอะไร ถ้าลืมตาก็เห็นสิ่งที่อยู่เฉยๆตามตรง เห็นตรงหน้าแม้ไม่ต้องกล่าวว่านี่คือขวด ก็คือ ปฏิฆสัมผัสโสธรรมดา ปฏิคือ Action reaction ตากระทบ “ฆ” ก้อนของขวด ก็สัมผัสรู้ความจริง ตามความเป็นจริง ถ้าไม่เรียก อธิวจนะว่า ขวด ก็เห็นขวดสีเขียว มีน้ำอยู่ข้างใน นิ่งๆใสๆ ตามจริง ตามที่อันนี้ มีอันนี้ เป็นอันนี้อยู่ เท่านั้นเอง เฉย ไม่ปรุงไม่คิดไม่นึก ไม่เป็นอะไร มันก็เท่ากับ ถ้าไม่รับความรู้สึก ถ้าไม่ปรุงไม่สัญญาว่าอะไร คืออะไร ก็ไม่เห็นขวดด้วยซ้ำไป ก็หมายความว่า ดับความรับรู้ ดับความรู้สึก แม้แสงมี กำหนดอันนี้แล้ว แสงสะท้อนไปสู่กระจกตา ลอดไปถึงม่านตา retina เกิดภาพก็ไม่เห็น เพราะไม่ได้กำหนด คุณเคยเหม่อไหม อะไรผ่านตาก็ไม่รู้ คนเดินผ่านก็ไม่รู้ คงเคยเป็นกันทุกคน นอกจากไม่ได้สังเกต แต่ถ้าสังเกต ก็จะรู้ ว่ามันมีความเหม่อ ไม่ได้สัญญากำหนดหมาย ในภาวะกำหนดรู้ สัญญามีความสำคัญมาก ที่จะใช้เรียนรู้ไปทั้งหมด มีการพิจารณา ...ในข้อที่ 9 ที่ท่านมหาบัวบอกว่า 9. เมื่อถึงจุดหนึ่ง คราวนี้ให้กำหนดเป็นอสุภะ อสุภะก็คือกรรมฐานกองหนึ่ง ที่ทำให้เห็น ธรรมชาติของร่างกายคนเรา มีอยู่10 ระยะคือ ซากศพที่เน่าพองขึ้นอืดซากศพที่มีสีเขียวคล้ำคละด้วยสีต่างๆ

ซากศพที่มีน้ำเหลืองน้ำหนองไหลเยิ้ม (เน่าเฟะ) ซากศพที่ขาดออกเป็น ๒ ท่อน ซากศพที่ถูกสัตว์กัดกินแล้ว ซากศพที่กระจุยกระจายซากศพที่ถูกฟัน บั่นเป็นท่อนๆ ซากศพที่มีโลหิตไหลอาบอยู่ (จมกองเลือด) ซากศพที่มีหนอนคลาคล่ำเต็มไปหมด ซากศพที่เหลืออยู่แต่ร่างกระดูก หรือเหลือแต่ท่อนกระดูก

ในการกำหนดอสุภะนี้ ให้กำหนดภาพเหล่านี้ ขึ้นมาตรงหน้าเลย ทำให้ภาพนิ่งอยู่ตรงหน้าอย่างนั้น หมั่นเอาภาพอสุภะมาตั้งไว้ตรงหน้าเสมอ ตอนนี้ยังไม่ต้องทำอะไร แค่ให้จิตกำหนดภาพเหล่านี้ให้ได้ก็พอ

แล้วดูไป ดูอย่างเดียว เพ่งไปเลยอย่าให้คลาด เมื่อถึงจุดที่เพียงพอ จิตมันจะรู้ของมันเอง การเห็นแบบนี้ เป็นความเห็นรูปไม่เที่ยง แบบต้นๆตื้นๆเท่านั้น แต่พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ว่า เรื่องรูปนั้นใครก็เบื่อได้ง่าย แต่นามธรรมนั้น ถ้าไม่ใช่สัตบุรุษ จะเบื่อนามธรรมไม่ได้ง่ายๆ พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกาย อันเป็นที่ประชุมแห่ง มหาภูตทั้ง 4 นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ของร่างกาย อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ย่อมปรากฏ ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายนั้น แต่ตถาคตเรียกร่างกาย อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าจิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับ รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ตลอดกาลช้านานฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิตเป็นต้นนั้นได้เลย ฯ พ่อครูว่า...มีพยาบาล ที่ตรวจเมื่อเร็วๆนี้ บอกว่า พ่อครู ดูยังไม่แก่เลย อายุ 82 ปีแล้ว… หรือเป็นอย่างนี้ ตั้งแต่บวชมาเลย ไม่ไปไม่มา…. พ่อครูบอกว่า ตั้งใจจะอายุให้ถึง 151 ปี ตอนนี้ที่จริง ก็เหี่ยวไปตามเวลา ผมก็ขาว ฟันก็ยังดี มีบางซี่ถอนไปในฟันกราม ก็ยังเหลือใช้ได้ดี มันก็ไม่ค่อยจะขาดอะไร สรุปแล้ว ตามที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสคือ คนจะเบื่อหน่ายกายง่าย เพราะมันปรากฏความเปลี่ยนแปลงความเสื่อม ได้ง่าย แต่จิตที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ส่วนนามธรรมในจิต ….แต่ตถาคตเรียกร่างกาย อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง…. ถ้ากายคือมหาภูตรูปทั้ง 4 มันเปลี่ยนแปลง คนก็เบื่อหน่ายได้ง่าย แต่ตถาคตเรียกร่างกาย อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะไม่ได้สดับธรรมพระพุทธเจ้า แล้วเอาไปปฏิบัติ อย่างสัมมาทิฏฐิ พระพุทธเจ้าท่านท้าทายอย่างนี้เลย แล้วก็จริงด้วย ที่ของท่าน มหาบัวนี่ โดยเฉพาะเรื่องกายเรื่องจิต เรื่องสมถะ เรื่องวิปัสสนา เรื่องของอนาคามี อาตมาว่าจะอธิบายก็ไม่มีเวลาอธิบายแล้ว เรื่องเดินปัญญา ท่านใช้ภาษาได้ คนฟังแล้วงง เพ้อตามไปเลย ทั้งที่สมถะ นั่งหลับตา ไม่ได้ปฏิบัติสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ท่านก็บอกว่าเดินปัญญา มันจะเดินปัญญาได้อย่างไร และปัญญาท่านก็โผล่ออกมาเมื่อจิตสงบ มันก็ไม่ใช่ปัญญา มันเป็นเพียงสัญญาเท่านั้น แค่กำหนดสภาวธรรมของ สัญญากับปัญญาต่างกัน มันก็ไม่มีสิทธิ์ ที่จะบรรลุอาริยธรรม ของพระพุทธเจ้าแล้ว การไปเข้าใจกันว่า ท่านเป็นพระอรหันต์ จึงซวย เพราะแม้แต่สัญญากับปัญญา ก็ไม่รู้ว่าต่างกันอย่างไร ที่เกิดของสัญญา ที่เกิดของปัญญา ท่านก็ไม่รู้ ท่านก็ไปเดาเอาว่า หลับตาในภพ ไม่มีการสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกาย มันก็เกิดปัญญาได้ ถ้าไม่มีคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่มีกระบวนการเกิดของปัญญา ทั้ง 6 องค์ ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันไว้ชัดเจน แต่นี่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน อาตมาก็เลยนำมาอ้างอิง เพื่อให้เข้าใจว่า คุณเองเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ได้ครบถ้วนเลย เพราะฉะนั้น เข้าใจปัญญากับสัญญาจึงไม่ครบ การไปหลงสัญญา ว่าเป็นปัญญา ก็จบเห่ เพราะสัญญามันเป็นความจำภายใน กำหนดรู้อยู่ภายใน ถ้าจะครบเป็นปัญญา มันต้องออกมาข้างนอก มีการปฏิบัติ มัคคังคะ มีการกระทำ มีอาชีพ พิจารณาในกัมมันตะ วาจา สังกัปปะครบ นี่คือรายละเอียด ที่อาตมาพูดตามภูมิ เพื่อจะได้เห็นข้อแตกต่าง ในความผิดไปจากธรรมะพระพุทธเจ้า อะไรผิดหรืออะไรถูก ก็ฟังเอา อาตมาก็เน้นย้ำว่า นี่คือความเห็นของอาตมา สมณะเดินดินว่า...อาตมาเคยได้ยิน พระสายหลับตาบอกว่า เวลาไปพิจารณาอสุภะ แต่พอเปิดประตูออกมา เห็นพยาบาล ก็กิเลสก็ขึ้นมาใหม่แล้ว คือเขาไม่ได้พิจารณา อย่างมีผัสสะและใช้ปัญญา ได้แต่กดข่ม ทั้งสายขาวสายดำ พ่อครูย้ำว่า ถ้าไม่มี ผัสสะ ไม่มีเวทนา ก็ไม่มีกรรมฐานที่จะปฏิบัติให้บรรลุอรหันต์ได้ ..จบ

600115_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ วิพากษ์ทางปฏิบัติสายวัดป่า 1

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน