สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_ปัญญา) ตอน ปัญญานัยยะของศีลข้อ 4.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_ปัญญา) ตอน ปัญญานัยยะของศีลข้อ 4 ปัญญาจะเกิดได้จากการปฏิบัติมรรค มรรคคืองานหลัก เรียกว่าอาชีพ เป็นพลังงานกาย วาจาใจ เรียกว่ากัมมันตะ อาชีพคือรวมเป็นผลที่จะได้ผลผลิตออกมา เอามาใช้เป็นประโยชน์ เป็นของกินของใช้ อุปโภคบริโภค ก็สร้างขึ้นมา สร้างอุตสาหกรรม เป็นประโยชน์ก็ทำ ไม่ทำอุตสาหกรรมแบบเป็นโทษ ทำการกสิกรรมก็ให้เป็นประโยชน์คุณค่าที่แท้ ไม่เป็นโทษภัย สร้างเสริมกันไป เมื่อทำอาชีพ มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ทุกอย่างจัดสรรให้ดี แม้ที่สุดเฉพาะแต่วาจา ก็อย่าให้เกิดวาจาที่เป็นโทษภัย ไม่ให้มีความเพ้อเจ้อสูญเปล่า หรือเป็นผลเสียส่อเสียด สร้างสงครามให้แก่สังคม หรือแม้แต่คำหยาบ คำหยาบก็กระทบ แต่ส่อเสียดเกิดสงคราม ส่อเสียดเลวร้ายกว่าหยาบ ถ้าหยาบก็คือแรง ทื่อ ถูกตัวเขาเจ็บกระทบกระเทือน ก็ไม่ต้องหยาบได้ ก็เรียบร้อยขึ้นได้ ก็อย่าตลบแตลงโกหก อย่าหลอกลวง โกหกนี้เป็นตัวซับซ้อน กลับไปกลับมา เป็นตัวที่ช้าที่สุด ถ้าโกหกนิดเดียว คุณจะตกนรกไปอีกนาน ซับซ้อน เพราะฉะนั้น โทษภัยของการโกหกนี้แรงกว่า หยาบ พูดหยาบนี่ก็ยังแรงกว่าเพ้อเจ้อ บางทีหยาบกับส่อเสียด ถ้าหยาบแล้วไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ก็ไม่เสียหายเท่าไหร่ แต่ถ้าหยาบที่มีเล่ห์เหลี่ยม เลวร้ายกว่าส่อเสียด ส่อเสียดทำให้เกิดความเดือดร้อน เกิดสงครามวุ่นวาย แต่ถ้าหยาบ ถ้าตนเองไม่มีอะไรแฝงซ่อนอยู่ในนั้น มะลื่อทื่อ เหมือนกับนักเลงโต ที่ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม มีแต่แรงอย่างเดียว บื้อๆทื่อๆ สรุปแล้ว คุณจะมีชีวิตอยู่ทำงาน สร้างอุปโภคบริโภค เป็นนักทำงาน คุณก็ทำงานสร้างอาชีพที่ดี สร้างสิ่งที่กินใช้ เป็นอุปโภคบริโภค เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ กับเครื่องกินเครื่องอยู่ เมื่อเราสามารถเป็นประโยชน์ เกื้อกูล 1. รับใช้ด้วยแรงงาน 2. รับใช้ด้วยความรู้
อ่านต่อ
แรงงานกับความรู้ หากความรู้ที่เป็นโลกุตระนั้น จะเหนือกว่าแรงงาน ผู้ที่ทำแรงงานได้มาก เป็นประโยชน์ต่อโลกมากก็ดี แต่ถ้าเป็นความรู้โลกุตระ แม้มีน้อย ก็จะเหนือกว่าแรงงานเป็นต้น 600214_ทวช.พุทธาภิเษก#41 ปฐมอโศก สมาธิของศาสนาพุทธ ตอนที่ 3