สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สัมมาทิฏฐิสู่สัมมาสมาธิ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.25 KB
วันที่แก้ไข25 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอนสัมมาทิฏฐิสู่สัมมาสมาธิ ใน อาชีวะ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ ใน 4 อย่างนี้ เป็นกรรม อาชีวะก็เป็นการทำงานปกติ ของชีวิตคน ใครมีอาชีพ ที่ทำเป็นประจำ เพื่อเลี้ยงชีพ ในทั้ง 4 กรรมนี้แหละ ให้มีสติ แล้วก็พยายาม พยายามที่จะทำอะไร ก็แล้วแต่ 1. ถ้าเราจะเป็นคนดี เราทำการให้ เรียกว่า ทาน เป็นคนดี คือคนทำให้ ถ้าคนทำแล้ว ทำเอามา ยึดถือเป็นเรา เป็นของเรา นี่คือคนชั่ว ถ้าทำงานอาชีพเพื่อให้ ทำกรรมกิริยา กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ก็เพื่อที่จะให้ มีวาจาพูด ก็พูดเพื่อให้ มีการนึกคิด ก็คิดเพื่อให้ ไม่ใช่คิดเพื่อ เอามาเป็นเรา เป็นของเรา แต่คิดเพื่อให้ คิดเพื่อให้เกิดเป็น สาธารณโภคี พูดขึ้นมาก็เพื่อ ให้เกิดสาธารณโภคี การกระทำทุกอย่าง ก็กระทำเพื่อ ให้เกิดสาธารณโภคี ทำงานอาชีพ ใครมีหน้าที่ทำสวน ก็ทำ คนมีหน้าที่ทำครัวก็ทำ คนมีหน้าที่ทำยา ก็ทำ ใครมีหน้าที่ทำปุ๋ยก็ทำ ใครมีหน้าที่ คั่วงาก็ทำ พูดถึงปฐมอโศกนะ ใครมีหน้าที่ ตรงนั้นตรงนี้ก็ทำ แม้แต่มีหน้าที่ล้างส้วม ก่อนล้างไป ปัดกวาดเช็ดถู ทำหน้าที่ อันเป็นงานที่ควรพึงกระทำ เป็นกัมมันตะ สัมมากัมมันตะ ไม่ใช่มิจฉา ในขณะที่ทำทุกอย่าง ก็เพื่อให้เพื่อการทาน ผู้ที่ทำแล้วสำเร็จผลตรงนี้ ทุกคนในชาวอโศก ในชุมชนชาวอโศก ทุกคนทำแล้ว ปลูกผักก็ไม่ได้ชื่อว่า ไปขาย เอาเงินเข้ากระเป๋าเรา ทำยา ทำเสร็จแล้วได้เงิน แล้วก็เอาเงิน มาเข้ากระเป๋าเรา ก็ไม่ใช่ ทำปุ๋ย ทำเสร็จแล้ว ได้เอาไปขาย ขายแล้ว เอาก็มาเข้ากระเป๋าเรา ก็ไม่ใช่ ในสังคมชาวอโศกไม่ได้เป็นเช่นนั้น หรือว่าจะเป็น นาแรงรักแรงฝัน มีทั้งนาทั้งสวน ปลูกแล้วเสร็จสรรพ มีผลหมากรากไม้ เกิดมาแล้ว ก็เอาไปขาย เอาเงินเข้ากระเป๋า ก็ไม่ใช่ มีแต่เอาเข้าส่วนกลางทั้งหมด เป็นสาธารณโภคี ทำเพื่อให้ทุกคน ได้กินไ

อ่านต่อ

ด้ใช้ร่วมกัน ไม่ใช่ทำเพื่อ เข้ากระเป๋าเรา ชาวอโศกได้ปฏิบัติ ตามพระพุทธเจ้า สำเร็จแล้ว ด้วยประการฉะนี้ ทำสำเร็จเป็นทาน ข้อที่ 2 ยิฏฐัง คือหลักเกณฑ์ หรือศีลพรต ทำแล้วเพื่อ ให้เกิดผลเป็นผู้ให้ ในการปฏิบัติธรรมทั้งหมด หรือเรียกว่า พระบารมี 10 ทัศ เพราะฉะนั้น ผู้สามารถเข้าใจองค์รวมจุดหมาย จุดสำคัญ จุดสูงสุด ของการปฏิบัติธรรม เข้าใจชัดเจนได้แล้วว่า ปฏิบัติเป็นไปเพื่อให้ อย่างเดียว ให้แล้วก็อุเบกขา ในบารมี 10 ทัศ ข้อหนึ่งก็คือ การทำทาน ข้อที่ 10 ก็คืออุเบกขา ผู้ที่บรรลุบารมี 10 ทัศ ก็มีชีวิตเพื่อให้ ให้อะไร ให้การช่วยเหลือผู้อื่น เรียกว่า พรหมวิหาร 4 คือปรารถนา ให้คนพ้นทุกข์ มีความสุข แล้วลงมืออย่างมี อาชีวะ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ เพื่อให้คนพ้นทุกข์ และมีความสุข เรียกรวมว่า เป็นคนมีจิตเมตตา ในบารมี 10 ทัศ เมตตาและอุเบกขา เป็นผลของการบำเพ็ญบารมี ผู้ที่สูงสุดแล้ว ก็มีชีวิตอยู่ด้วย เมตตา และอุเบกขา เมตตาและอุเบกขา คืออะไร คือชีวิตที่ให้ เพราะฉะนั้น เมื่อยังไม่สำเร็จบรรลุ ดังกล่าว เป็นชีวิตที่มี ทานเมตตาบารมี ก็ต้องฝึก ด้วย 1. ศีลพรต วิธีปฏิบัติหรือยิฏฐัง 2. ปฏิบัติโดย มีจิตที่เอากิเลสออก เรียกว่าเนกขัมมะ ชีวิตคนบรรลุสูงสุด ก็เพื่อให้ อาตมานึกถึง อาจารย์กฤษดา แกมีแซ่ให้ เลยตั้งนามสกุล ตระกูลว่า ให้วัฒนานุกูล สรุปแล้ว คนเราเกิดมา มีชีวิตเพื่อให้ คนที่ทำให้เสร็จ คนนั้น วัฒนานุกูล มีสกุลที่เจริญแล้ว วัฒนานุกูล คือเป็นผู้ที่ให้ วัฒนานุกูล สรุปแล้ว ชีวิตนี้จะต้องเป็นผู้ให้ ให้แล้ว กฤษดาไปทั่วโลก คือให้กึกก้องเลื่องลือ กระจายไปทั่วโลก นี่เป็นเรื่องจริง เป็นสัจจะ เมื่อฝึกผลได้ก็ หุตัง ทานก็ดี ยิฏฐัง ทฤษฎีวิธีการ ปฏิบัติต่างๆก็ดี ก็เพื่อปฏิบัติให้จิตของตนเป็นผู้ให้ ให้สำเร็จ ปฏิบัติตามหลัก บารมี 10 ทัศ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา ทาน ศีลคือยิฏฐัง แนวปฏิบัติให้เกิด เนกขัมมะ มีความรู้ตลอดว่า ต้องปฏิบัติอย่างนี้ รวมแล้ว ศีล เนกขัมมะ ปัญญา คือไตรสิกขา ให้ผลอะไร ก็คือ ผลให้เกิดจิตให้ จิตใจเป็นทานเอาออก ไม่ใช่ทำเพื่อเอา หรือสะสมเป็นเรา เป็นของเรา จะทำเพื่อให้ ยอดสูงสุด ของพระพุทธเจ้า คือสาธารณโภคี ทำแล้วมีอาชีพ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ คือ สุกฏทุกตานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก ทำแล้ว เอามารวมส่วนกลาง เป็นการให้ ชาวอโศกมีพลเมือง มีนักเรียน มาศึกษา มาเรียน ก็เรียนตามที่อาตมา ได้พาศึกษา พาประพฤติ ในอาชีวะ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ แล้วมามีกรรมกริยา ทั้ง 4 อย่างนี้เพื่อให้ จึงเกิดคนเช่นนี้ อยู่รวมกัน เป็นชาวอโศก มารวมกันทำเพื่อให้ มารวมกัน เป็นสาธารณโภคี เป็นส่วนกลาง นี่คือผลสำเร็จ อันยิ่งใหญ่ของ สังคมมนุษยชาติ ทำงานก็มีลาภ เป็นลาภธัมมิกา เราไม่ทำมิจฉาอาชีวะ กัมมันตะ วาจา สังกัปปะ เราจะทำกรรมกริยา ทำอาชีพต่างๆ แม้แต่แค่วาจาก็ตาม หรือแม้แต่ความนึกคิด ก็ไม่ได้นึกคิด เพื่อจะเอามาเป็นของตน หรือทำร้ายใคร เป็นพยาบาท หรือเบียดเบียน ผู้หนึ่งผู้ใด เป็นวิหิงสา เป็นมิจฉา 3 ในสังกัปปะ ไม่พูดให้เป็นมิจฉาวาจา 4 พูดปด พูดเสียดสี พูดเพ้อเจ้อ พูดหยาบอะไร มีกรรมกริยาต่างๆ ไม่เป็นไปเพื่อ ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร ในมิจฉา กัมมันตะ 3 ไม่อยู่อย่าง มิจฉาอาชีวะ 5 ไม่กุหนา คือทุจริตหยาบ ลปนา ไม่พูดเพื่อทุจริตวาจา ปฏิบัติต้องฝึกฝน เรียกว่า เนมิตกตา สร้างทำตนเองให้เจริญ ทำตนเอง ให้อยู่ในกรอบ ของสุจริตธรรม อยู่ในสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ โดยเฉพาะ สัมมาสังกัปปะ จะต้องรู้ถึงวิธีของจิต แล้วก็จัดการ วิธีของจิตเป็น 600213_ทวช.พุทธาภิเษก#41 ปฐมอโศก สมาธิของศาสนาพุทธ ตอนที่ 2

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน