ความเชื่อเรื่องการเกิดใหม่ rebirth อย่างเป็นตัวเป็นตน ก็เป็นสัมมาทิฏฐิอย่างหนึ่ง.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความเชื่อเรื่องการเกิดใหม่ rebirth อย่างเป็นตัวเป็นตน ก็เป็นสัมมาทิฏฐิอย่างหนึ่ง _กิ่งธรรม กราบนมัสการพ่อท่านที่เคารพและศรัทธายิ่ง...วันก่อนลูกได้สนทนาธรรมกับญาติธรรมใหม่คนหนึ่งเขาไม่ค่อยเชื่อสนิทใจเรื่องตายแล้วไปเกิดใหม่เป็นคนโน้นคนนี้..แต่เขาเชื่อเรื่องกรรมปัจจุบันเท่านั้น เชื่อว่าทำดีก็ได้ดีในชาตินี้แล้ว เท่านั้น ที่พิสูจน์ได้ เขาถามลูกว่าลูกเชื่อไหมว่าตายแล้วเกิดเป็นตัวตนแบบนี้ ลูกว่า เชื่อ เขาถามว่ามีสภาวะอะไรจึงเชื่อ ที่เขาไม่เชื่อเพราะเขาไม่มีสภาวะ เขาระลึกชาติไม่ได้ พ่อครูว่า... พระพุทธเจ้าก็ตรัสในพระไตรปิฎกก็มีเยอะ โดยเฉพาะพระพุทธเจ้าท่านพยากรณ์ไว้มีเยอะ เรื่องนี้ โดยเฉพาะในสายพุทธ ตายแล้วกลับมาเกิดเป็นคนนั้นคนนี้ก็ดี ด้วยก็ rebirth การเกิดแล้วก็เวียนวนเกิดใหม่มาเกิดเป็นคนนั้นคนนี้ ก็ขอขยายความตรงนี้ให้ฟังนิดหนึ่งว่า การเกิดนี้เกิดด้วยวิบาก ตายแล้วมาเกิดอีกก็มีวิบากหนุน วิบากสนับสนุน เพราะฉะนั้น คนที่มีกุศลวิบากที่เข้ากับพวก ที่จะต้องเกิด มันเป็นสัจจะ คนที่จะมีวิบากไปกับพวกบาปพวกนรกด้วยกัน เขาก็จะเกิดกับพวกบาปพวกสัตว์นรกด้วยกัน คนที่มีกุศลเป็นกุศล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นโลกุตระ เป็นอาริยะบุคคล ก็จะมาเกิดในกลุ่มที่เป็นอาริยบุคคล แม้วิบากจะพาเขาให้ไปเกิดไกล วันหนึ่งเขาก็จะต้องเดินทางมาสู่กลุ่มที่เป็นอาริยะด้วยกัน อันนี้เป็นสัจจะ เพราะฉะนั้นที่คนกล่าวกันว่า คนนี้มีจิตวิญญาณเก่าของคนนั้นมาเกิด มาเป็นคนนั้นคนนี้ มันไม่ผิดหรอก แต่มันไม่รู้กันได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้นก็เดากันไปเดากันมาเท่านั้นเอง แล้วก็ไม่ควรจะต้องไปเดา เราจะสามารถรู้ พระพุทธเจ้าไม่ใช่ไปรู้เอานั่งทำญาณ เป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์ รู้ว่าคนนี้ชาติก่อนเป็นจิตวิญญาณเก่าเป็นใครเป็นอาเทสนาปาฏิหาริย์เป็นรูปธรรมเลย
อ่านต่อ
ไม่ใช่ มันจะรู้จักกันเมื่อ พระพุทธเจ้าท่านตรัสอันนี้เหมือนกันว่าจะรู้ได้ด้วยการคบคุ้น อยู่ด้วยกันไป เหมือนคนที่มีมาเก่า ถ้าตายอายุแก่มาเกิดเป็นเด็ก มันก็จะมีลักษณะเหมือนผู้ใหญ่ แซมอยู่ในสภาพเป็นเด็กนั่นแหละ หรือโตขึ้นมาเป็นหนุ่มเป็นสาว มันก็จะรู้จักอีกอย่าง คือมองออกว่า สภาวธรรม ที่ติดอยู่ในจิตวิญญาณนั่นแหละมันจะมาแสดงออก ไอ้ตัวแสดงออกนั้น สิ่งที่เป็นธรรมะมากติดตัวมาจนกระทั่งไม่ต้องทำอะไรมาก มันก็จะแสดงบทบุคลิก หรือกิริยาอาการออกด้วยตัวมันเอง ลักษณะบุคลิกที่แสดงออกมาเองนั้นเราเรียกว่าสัญชาตญาณ ติดมาจากสัญญาแล้วมาออกบทบาท โดยที่ตัวเองก็ไม่มีเจตนาแต่มันจะออกมาเป็นอัตโนมัติ ก็จะเห็นได้ง่าย เป็นคุณธรรม เอาหลักธรรม เอาธรรมวินัย เอาศีลมาจับได้เลยมันจะเป็นคุณธรรม เป็นโลกุตระ ผู้ที่มีภูมิธรรมก็จะยิ่งเห็นชัดได้ อย่างอาตมามองคนอยู่ไกล ไม่ได้มาอยู่ในชาวอโศก มีคุณธรรมคนที่เป็นโพธิสัตว์ตามที่อาตมาพูดไป คนที่เด่นชัดอย่างนั้นด้วยซ้ำไปที่อาตมาได้พูด คนที่มีไม่มากนัก ไปบอกไปชี้ก็ยาก ขนาดคนที่มีมาก อาตมาบอกชี้ คนก็ยังรู้ตามได้ยาก ก็เป็นธรรมะเป็นสัจธรรมอันหนึ่งที่เลียนแบบกันไม่ได้ มันอวดเก่งได้แต่อวดเก่งและผิด ผิดเป็นไงก็หน้าแตก คนที่พยากรณ์โดยไม่แน่จริงไม่ถูกจริงก็หน้าแตก ไม่ใช่เรื่องที่ควรจะพูดเล่นๆไปพยากรณ์เล่นๆไม่ควร มันจะหน้าแตกนะ _ ลูกเองก็ระลึกชาติไม่ได้แล้วจะเอาสภาวะมาจากไหน ลูกก็ได้แต่บอกว่าที่เชื่อเพราะเคยอ่านเรื่องการระลึกชาติของคนอื่น.. พ่อครูว่า... ไปอ่านดูมีเยอะในพระไตรปิฎก โดยเฉพาะในชาดกมีเยอะมาก _และจากที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ซึ่ง พระพุทธเจ้าเองก็สอนไม่ให้เชื่อแบบนี้ พ่อครูว่า... คือไม่จำเป็นจะต้องไปคิดเรื่องนี้เท่าไหร่หรอก _ถ้าจะถามเรื่องสภาวะก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร เขาเองก็บอกว่าอยากได้รับฟังคำอธิบายจากพ่อท่านให้เขาเข้าใจสภาวะเพื่อจะได้เชื่ออย่างสิ้นสงสัยว่าคนเราตายแล้วเกิดเป็นตัวตนจริงๆเพื่อว่าถ้าเชื่อแล้วจะได้ทำให้เขาปฏิบัติธรรมได้ดียิ่งขึ้นค่ะ..สำหรับความคิดของลูกนั้น ลูกว่าจะเชื่อหรือไม่ก็ไม่สำคัญ แค่ปัจจุบันเรามุ่งมั่นทำความดี ละกิเลสให้ได้ตามกำลัง..ผลก็ได้ตามที่เราทำ แม้แค่ชาตินี้เราก็สบายแล้ว ถ้าไม่มีชาติหน้าจริง..เราก็สบายในชาตินี้ก็คุ้มแล้ว คิดแบบนี้ถูกต้องไหมคะ พ่อครูว่า... คิดอย่างคุณกิ่งธรรมนี้ก็ดี แต่ถ้าเผื่อว่าผู้ใดเชื่อ โดยไม่ใช่เชื่ออย่างงมงายนะ เชื่อว่าตายแล้วมาเกิด จะเป็นคนไหนก็แล้วแต่ คนนั้นคนนี้ และถ้ามันมีจริง สัจจะมันมีจริง ฉะนั้นคุณเชื่อบ้างแล้วก็ต้องอ่านจากสภาวะของคนนั้นๆ ที่ว่าจริงมันจริงอย่างไร คุณรู้แค่ไหน ถ้าคุณรู้ว่าเหมือนกับคนนี้ พูดง่ายๆ คนนี้ตายไป มีคุณธรรมขนาดไหน เสร็จแล้วมาเกิด บอกว่ามาเกิดเป็นเด็กคนนี้ เข้ามาอยู่ในหมู่เรา มันมีการแสดงออกทางกาย ทางวาจา มันก็มาจากจิตเป็นประธาน มันเหมือนกับคนนั้นที่เรารู้จักมาก่อนที่ตายไปแล้วมาแสดงออกคนนี้ มันเหมือน มันคล้าย มันมีลักษณะแสดงออก มันก็เป็นจริง ประเด็นที่บอกว่าจะเชื่ออย่างไร พระพุทธเจ้าท่านตรัสขนาดนี้คุณยังไม่เข้าใจ ยังไม่เชื่ออีกว่า การเวียนตายเวียนเกิดมีจริง แล้วคุณจะมาปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าได้อย่างไร เอาละอาตมาไปบังคับให้คุณเชื่อไม่ได้หรอก แต่ลองคิดดีๆสิ ถ้าเผื่อว่า กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ กรรมที่คุณทำแล้วมันก็สั่งสมเป็นธรรม สั่งสมเป็นวิบาก มีอย่างนี้คุณทำอย่างนี้ เอาที่จะรู้ง่ายก่อน เช่น คุณมีอาริยธรรม หรือมีโลกุตรธรรม ชาตินี้คุณเกิด คุณมีแล้วในตัว คุณตายไปแล้วมาเกิดต่อ เกิดในร่างเด็กคนนี้ เด็กคนนี้ก็มาเกิดอยู่ในนี้ มันก็จะมีวิบากคนที่ตายที่ติดตัวเด็กคนนี้มา แน่นอนเด็กยังไม่แสดงออกเต็มตัว เพราะมันยังไม่เดียงสา ปฏิภาณปัญญายังไม่มีวุฒิภาวะพอ มันก็จะแสดงเป็นเด็กๆไปก่อน แต่มันจะมีการส่อแสดงบ้าง บางทีมันพูด อันนี้มันพูดได้อย่างไร ภาษาอย่างนี้มันเป็นคนโตคนอาริยะ ภาษา โลกุตระ พูดมาบางทีเรายังไม่พูดถึงขั้นนี้เลย บางทีจะพบ เด็กคนนี้พูดอย่างนี้ได้อย่างไร _สู่แดนธรรม... ผมมีตัวอย่างเด็กพวกเรา เขาพูดตอนเขาอายุ 7-8 ขวบ พูดว่า ไม่อยากกลับมาเกิดเป็นเด็กใหม่ เดี๋ยวจะต้องมาเรียนหนังสือกันใหม่อีก มันลำบากมากเลย การเรียนหนังสือนี่ ผมก็เคยคิดอย่างนี้แต่คิดตอนผมโตแล้ว ตอนเด็กผมไม่เคยคิดอย่างนี้ได้เหมือนเขาเลย ผมว่ามันเป็นสัญญาที่จำมาจากอดีตของเขาครับ พ่อครูว่า... มันเป็นนามธรรมมาก เพราะฉะนั้นมันต้องมาศึกษาดีๆแล้วก็จะมีญาณหยั่งรู้ของเรา ญาณหยั่งรู้ของเราจะมีมากหรือมีน้อย เราก็พอจะค่อยๆเกิดจริง ญาณหยั่งรู้ มันจะไปซื้อเอาตามร้านขายยา ตามห้าง Supermarket ห้างใหญ่ๆมันไม่มี มันต้องสร้างสั่งสมเป็น กัมมัสโกมหิ กรรมเป็นของของตน ตนเองเป็นทายาทของกรรมตนเอง มันจะมีเหตุปัจจัยต่อเนื่องมาจนสั่งสมเป็นตัวรากเหง้า เป็นตัวนำเป็นตัวพาเกิดเรียกว่า กรรมพันธุ์ พาเราเป็นอย่างนั้น มันไม่เป็นอย่างอื่นไปได้ เพราะมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ของเรา เป็นเผ่าพันธุ์โลกุตระเป็นต้น มันก็จะมาเกิดอยู่ในเผ่าพันธุ์โลกุตระ มันไม่ไปเกิดอยู่ในดงโลกียะ มันอยู่กับเขาไม่ได้ง่ายๆหรอก 1.วิบากพามา 2.คุณจะแสวงหาเอง ก็จะมาอยู่กับหมู่โลกุตระจนได้แหละ นอกจากวิบากคุณหนักแล้ว คุณไม่ได้พากเพียรมาก มันก็อาจจะนาน แต่ถ้าพากเพียรด้วย วิบากไม่มาก คุณก็เข้ามาง่าย น้ำจะไหลไปหาน้ำ น้ำมันจะไหลไปหาน้ำมัน เป็นสัจจะ ไม่ใช่เรื่องปลอมแปลงหรือมาขี้ตั๋วเอา ดัดจริตเอา มันไม่ใช่ เป็นสัจจะ หมู่กลุ่มของชาวอโศกเป็นหมู่กลุ่มชาวโลกุตระ เป็นหมู่กลุ่มของสัจธรรมชนิดจริง แล้วอยู่กันได้จนกระทั่ง อาตมาว่า คนมันเสื่อมจากธรรมะพระพุทธเจ้าเยอะจริงๆ จนเขามองไม่เห็น ทั้งๆที่อาตมา ว่าเราเป็นกลุ่มโลกุตระที่ชัดเจนมากมีถึงขั้นสาธารณะโภคี สาราณียธรรม 6 แล้วมี พฤติกรรมเนื้อหา สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ แม้แต่วรรณะ 9 ก็มีจริงๆเลย แล้วก็มาเรียนรู้เป็นสังคมที่มีศีลก็รู้ มีสมาธิก็จริง แต่คนเขามิจฉาทิฏฐิในสมาธิเขาก็เลยไม่รู้ว่าชาวอโศกนี่แหละคือพวกที่มีสมาหิโต มีสมาธิจริง เขาก็ไปหลงว่าสมาธิหลับตาของเขาเป็นสมาธิจริง เขายึดอย่างนู้นว่าเป็นของถูก ของอโศกไม่มีสมาธิ ปฏิบัติธรรมอะไรไม่ได้นั่งภาวนา ไม่ได้เกิดสมาธิกันเลย เขาก็ว่าอย่างนั้น เขาก็เข้าใจสมาธิของเขาอย่างมิจฉาและเอามาวัดพวกชาวอโศก มันจะได้อย่างไรเอามิจฉาสมาธิมาวัด มายืนยันเป็นเครื่องยืนยันว่า มันต้องเป็นอย่างนั้นถึงจะเป็นสมาธิ ไอ้นี่มันไม่ใช่ มันตรงกันข้าม มันเป็นสมาธิลืมตา เป็นสมาธิที่มีสติสัมปชัญญะเต็ม ยิ่งเป็นสมาธิยิ่งจิตสว่าง ยิ่งแคล่วคล่องว่องไว เป็น กายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา แล้วมันก็รู้ทันกิเลสอย่างเร็ว ตัดกิเลสก็ได้ไว หรือกิเลสมารอหน้าไม่ได้ อย่างนี้ต่างหากเป็นสมาธิของพระพุทธเจ้า มันเป็นอจินไตย เป็นฌาน อจินไตย เป็นสมาธิ อจินไตย ซึ่งเขาเข้าใจไม่ได้ในทางมิจฉาทิฏฐิ ทางพวกที่ออกนอกรีตพระพุทธเจ้าแล้ว เขาเข้าใจยาก 60619 เป็นอรหันต์แล้วจึงหมดผีปอบ รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #26 ราชธานีอโศก