สัทธาวิมุตติ ก็นับเป็นพระอาริยะขั้นต้น.docx
เนื้อหาในไฟล์
สัทธาวิมุตติ ก็นับเป็นพระอาริยะขั้นต้น _สว่างแสง ขวัญดาว · สัทธาวิมุตติ พวก(2)ที่มีสัมมาทิฏฐิมีปัญญานี้จะเป็นอาริยะบุคคลด้วยไหมคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า... สัทธาวิมุติ อาตมาอธิบายเป็น 2 นัย นัยหนึ่ง พวกยังไม่สัมมาทิฏฐิ สายศรัทธาส่วนมาก จะไม่มีปัญญาเข้าใจยังไม่สัมมาทิฏฐิ ก็จะทำวิมุติ ประเภทกดข่ม เป็นการดับ เป็นการทำกิเลสให้ลด ประเภทกดข่มไว้ เขาก็ทำกันจริง สายหลับตาเป็นต้น ซึ่งไม่มีทางจะเป็นทางสัมมาทิฏฐิได้หลับตา หลับตาปฏิบัติไม่บริบูรณ์มันเป็นคนพิการ ก็ไม่มีทางที่จะเป็นสัมมาวิมุติได้ ก็เป็นสัทธาวิมุติ ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิไปตลอด ต้องลืมตา พวกลืมตาปฏิบัติแล้วถึงจะเกิดวิมุติด้วยปัญญา ศรัทธาถ้าเผื่อว่าไม่มีปัญญาเติมเลย อย่าง อุภโตภาควิมุติ อันดับที่ 1 ไล่ไปถึง สัทธานุสารี ตัวที่ 7 อุภโตภาควิมุติ ต้องมีปัญญาเข้าไปเติม สายศรัทธาได้ไปมากแล้ว ก็จะเติม สัทธานุสารีเริ่มเป็นโสดาปัตติมรรค พอมาสัทธาวิมุติ ก็จะเริ่มรู้จักอริยสัจ 4 เริ่มจะปฏิบัติเข้าไปหาอาริยะ จึงจะเป็น ทิฏฐิปัตตะ เข้าถึงได้ด้วยทิฏฐิที่เป็นสัมมา เท่าที่สายศรัทธามี พระพุทธเจ้าถึงยังกำกับว่า ไม่เหมือน ทิฏฐิปัตตะเขา สัทธาวิมุติ จะได้เห็นอริยสัจ 4 ก็ตาม แล้วก็ทำอาสวะสิ้นได้เพราะเห็นด้วยปัญญา แต่ก็จะต่างจาก ทิฏฐิปัตตะ อย่างนี้เป็นต้น จะไม่เหมือนกันทีเดียว จะค่อยสูงขึ้น สัทธานุสารี คือผู้ที่พยายามติดตามหาความรู้ที่จะเป็นสัมมาทิฏฐิเข้าไปสู่ โสดาปัตติมรรค และก็ได้โสดาปัตติผลต่อไป พอเจอหรือได้โสดาปัตติมรรค ก็จะปฏิบัติจนเกิดผลได้ไปเรื่อยๆ ธัมมานุสารี ก็ตามหาโสดาปัตติมรรค แต่เป็นสายปัญญา จะเห็นเร็วและรู้ได้ง่ายกว่าศรัทธา มันเป็นสัจจะของธาตุ ฐานของจิต เป็นจริตของมนุษย์ เป็นศรัทธาจริต พุทธิจร
อ่านต่อ
ิต มาแต่ไหนแต่ไรก็จะเป็นไปตามนั้น เมื่อเป็นทิฏฐิปัตตะแล้ว สัทธานุสารีก็ตาม กว่าจะไปถึงทิฏฐิปัตตะ ก็จะต้องสัมมาทิฏฐิ มีมรรคมีผลจนทำอาสวะสิ้นได้ ไปเป็นลำดับๆ สายนั้นต้องมีปัญญาจึงจะทำให้อาสวะสิ้นได้ แต่สายปัญญานั้นมีปัญญาอยู่แล้วจึงทำอาสวะสิ้นได้เลย สายศรัทธา ต้องมีกายสัมผัสวิโมกข์ 8 ส่วนทิฏฐิปัตตะสิ้นอาสวะบางอย่างด้วยปัญญา แต่สัมผัสวิมล 8 ด้วยกายมาตลอด ส่วนกายสักขีนั้น มีการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายมาตั้งแต่ทิฏฐิปัตตะแล้ว เพราะฉะนั้นมีกายแล้ว ออกไปขั้นที่ 6 มีปัญญาวิมุต ถึงมีบาลีกำกับว่า นเหวโข ไม่ต้องกล่าวว่าจะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายอีก แต่ในภาษาที่เขาแปลว่า มิได้ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จึงเป็นภาษาที่ผิด สิ้นอาสวะไม่ได้ จะสิ้นอาสวะได้ จะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย อาตมาเห็นภาษาบัญญัติแล้วเลยรู้ว่าอันนี้แปลผิด มันก็รู้ว่าผู้นี้ไม่เข้าใจ แล้วก็ไม่ได้แปลกันคนเดียวนะ แล้วเขาก็เรียนกันอย่างนี้ด้วยเรียนกันผิดๆมา ที่อาตมาว่ามันเสื่อมศาสนาพุทธ มันมีแต่พยัญชนะ สภาวะมันเข้าไม่ถึง อาตมามีสภาวะจึงรู้ว่ามันเป็นไปได้อย่างไร คุณจะชี้ขาวแล้วบอกว่าดำ แล้วไปชี้ดำแล้วบอกนี่ขาว อาตมาก็เห็นชัดๆอยู่แล้วว่าก็ดำคุณจะบอกว่าขาว ขาวคุณจะบอกว่าดำ มันจะได้เรื่องอย่างไร _สู่แดนธรรม... ถ้าพ่อท่านแปลก็จะแปลว่า ไม่จำเป็นต้องสัมผัสวิโมกข์อีก พ่อครูว่า... น เหวโข คือไม่ต้องอีกแล้วนั่นแล คือผ่านแล้ว มีแล้ว ไม่ต้องไปกล่าวคำว่ากายอีก ละไว้ในฐานที่เข้าใจ ไม่ต้องกล่าว สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายอีก เพราะว่าผ่านมาตั้งแต่ ทิฏฐิปัตตะ กายสักขีแล้ว ก็ท่านไปแปลง่ายๆเข้าใจลวกๆว่ามี น ต้องบอกว่าไม่เลย ตีทิ้งเลย _สู่แดนธรรม... แปลอย่างท่านก็แปลผิดเลย แปลว่า ไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายสักหน่อยเลย พ่อครูว่า... ที่จริง ผู้สัมมาทิฏฐิแล้วไม่ต้องพูดเลย ท่านปฏิบัติทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ลืมตามาตลอดไม่ได้ไปหลับตาทำ แต่ทีนี้ เพราะเขามิจฉาทิฏฐิในเรื่องปฏิบัติธรรมหลับตา มันก็เลยมั่วซั่วไปหมดเลย แปลพยัญชนะ ก็เลยไปกันใหญ่เลย คนละวาที อาตมากับฝั่งโน้น คนฟังดูก็เลือกเอา แยกแยะตัดสินเองว่าอันไหนเป็นธรรมะอันไหนเป็นอธรรม ก็แล้วแต่คน ที่สุดก็คือตัวเองเป็นผู้ตัดสิน คุณสว่างแสงว่ามานี้ก็ต้องเป็นอาริยบุคคล มีปัญญาก็เห็นทุกข์อริยสัจ เป็นอริยบุคคลไปตามลำดับ 60619 เป็นอรหันต์แล้วจึงหมดผีปอบ รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #26 ราชธานีอโศก