หทยรูปอยู่ที่ไหน.docx
เนื้อหาในไฟล์
หทยรูปอยู่ที่ไหน _หายโง่...ขอโอกาสฝากคำถามพ่อครูในรายการ'สัมมะปี๋' ค่ำนี้ ดังนี้ค่ะ...น้องสาวของดิฉันมีเนื้องอกที่หัวใจ..หมอเอาหัวใจออกมาจากร่างตัดเนื้องอกออกแล้วใส่หัวใจเข้าไปใหม่ องค์ความรู้ด้านนี้ภาษาอังกฤษคือ Cardiology พจนานุกรมศัพท์แพทย์เรียกว่า..หทัยวิทยา..คำถามคือ...ก้อนหัวใจขณะที่ออกจากร่างขณะนั้นเป็น'พีชะ'ใช่ไหมคะ เพราะยังกลับเข้าไปทำงานกับประสาทได้..ยังไม่ตาย..และก้อนเนื้อหัวใจนี้มีความสัมพันธ์กับหทัยรูป,หทัยวัตถุหรือไม่..อย่างไรคะ..กราบขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า..พวกเรานี้ถามลึกละเอียดนะ หทย ในหทัยรูป รูป 28 เป็น 1 ในรูป 28 มันไม่ใช่วัตถุ ไม่ใช่ตัวก้อนหัวใจ สิ่งที่ถูกรู้เรียกพยัญชนะว่า หทยรูปมันไม่ใช่วัตถุ มันไม่ใช่ก้อนเนื้อ มันหมายถึง อาการของจิต ที่เราจะต้องใช้สัญญากำหนดสัมผัส สัมผัสอาการของจิต แล้วรู้ได้ สัญญาจะรู้ รู้ว่ามันมีชีวะ ชีวิตินทรีย์หรือไม่มีชีวิตินทรีย์ มันก็มี1 ชีวิตินทรีย์ของชีวิต 2 ชีวิตินทรีย์ของกิเลส ชีวิต ความเป็นชีวิตของคุณที่เป็นจิตนิยาม ทีนี้คำว่าจิตนิยามนี้มันหมายความรวมถึงหมดเลยในความเป็นชีวิตอัตภาพของคุณ ส่วนชีวิตที่เป็นชีวิตินทรีย์ของกิเลส คุณจะต้องมีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ สามารถแยกสภาพ 2 ของคำว่าเป็นชีวิต หนึ่งชีวิตองค์รวมของจิตนิยาม 2 ชีวิตที่รองลงมาคือชีวิตของกิเลส เป็นนามธรรม เป็นนามรูป ตัวปลอม คุณแยกได้ เรียนรู้เวทนาในเวทนาแยก เคหสิตเวทนา จับกิเลสได้ ทำออก เรียกว่าเนกขัมมะ กดข่มไว้ วิกขัมภนปหาน มันไม่ถาวรไม่ตลอดกาลและสัญชาตญาณของคนก็จะทำอยู่แล้ว แต่คนเก่งจริงๆจะไม่ข่ม เอ็งมาเต็มรูปเลย แต่ถ้าไม่เก่งก็ต้องกดข่ม เพราะฉะนั้น สมถะจึงมีอุปการะมาก คุณต้องใช้สมถะโดยทำก่อนแต่คุณเก่งไม่ต้องข่มไม่ต้องสมถะเลย วิกขัมปนะ แปลว่า การข่มเหมือนก
อ่านต่อ
ัน สมถะคือความสงบที่ถูกข่มไว้สนิทเลย วิกขัมปนะคือการเอามาปฏิบัติ เพราะฉะนั้นคุณ ข่มไว้บ้างช่วยคุณ แต่ให้ปัญญารู้ พลังประสิทธิภาพของปัญญา ปัญญามันแหลมลึก สัมมปัปปัญญา อภิปัญญาที่ยิ่ง เป็นพลังงานของปัญญา คือ ฌานนี่แหละ ซึ่งจะมีความรู้ตั้งแต่วิตกวิจารจนลึกซึ้งในเรื่องของสังกัปปะ 7 เรียนรู้วิตกวิจาร เรียนรู้ 1.ตักกะ คือ static 2.จาร คือ dynamic พลังงานของจิตโดยเฉพาะของกิเลส เพราะฉะนั้นเราต้องรู้พลังของตัวเองเหตุนี่คือตัวที่มันเป็นมิจฉาทิฐิ ตัวที่มันเป็นอกุศลเจตนา คือเจตนาไปทาง กาม หรือเจตนาไปทาง อัตตา คือกิเลส ซึ่งมันแยกออก เจตนาที่เป็นภวตัณหา เจตนา มี 3 กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา กามตัณหาคือตัวหยาบแต่ต้นๆ หมดกามแล้วเหลือรูปภพ หรือรูปาวจรของกิเลส คุณก็ต้องรู้สภาวะของ รูปาวจร คือยังมีการดำเนินอยู่นะ อวจร มีบทบาทอยู่นะ กามหมดแล้วได้แล้วก็หมดกามาวจร ผู้หมดกามภพ เป็นอนาคามีก็ยังสัมผัสอยู่กับกามภพ มีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอยู่ แต่เรื่องที่จะไปปรุงแต่งที่จะมีความสุขความทุกข์มีบทบาทที่จะเอามาเสพไว้ให้แก่ตนไม่เอาแล้วไม่เสพไม่เสวยแล้ว แต่มันเหลือดุ๊กดิ๊กอยู่ข้างในเป็น รูปาวจร ต้องจับอาการที่เหลือนี้ก็ต้องชัดเจนว่าคุณอยู่ในฐานะของอนาคามีไม่ใช่กามภายนอกนะ ข้างนอกไม่เอาแล้วเหลือแต่ข้างใน ไม่ต้องข่มมากนัก ตัวคุณ จะมีมากหรือน้อยต้องรู้ของคุณเอง แล้วก็เรียนรู้ให้ได้ เอ็งอย่ามาหน้าแสลน เอ็งมันของเก๊ เดี๋ยวเองก็หายไป ตอนนี้เอ็งทำเป็นหลอกข้า แต่ข้าไม่กลัวเอ็งหรอก คุณจะอยู่กับมัน มันไม่อยู่นานหรอก เดี๋ยวมันก็พักยกไป แต่มันไม่หายขาดมันก็กลับมาอีก คุณก็ว่าอย่าแหลมหน้ามาอีกมันจะมีพลังงานปัญญาชัดเจนว่าไม่ให้มันมาอีก ถ้าพลังงานปัญญามีอำนาจสูงมันจะเร็วมี อุณหธาตุ มันจะตายเร็วมันจะไม่มาอีกมันดักได้ขาดได้จริงๆ นามธรรมที่อาตมาขยายเป็นภาษาให้ฟัง ผู้ที่ยังไม่ถึงก็จินตนาการตาม พูดที่ใกล้ก็จะรู้เข้าใจเยอะ ผู้ที่ยิ่งเรากำลังทำอยู่แท้ๆยังไม่เสร็จนี่ได้บ้างไม่ได้บ้างแล้ว คนที่ยิ่งได้แล้วก็ โอ้โห ใช่เลย คนที่ยิ่งได้แล้วก็เข้าใจใช่เลย ตรงเป๊ะเลยคุณก็ได้ เพราะฉะนั้นคนที่เลยอนาคามี ตอนนี้อธิบายฐานของอนาคามี คนที่เลยอนาคามีฟังแล้วก็รู้ว่าใช่เลย สำหรับเหตุแต่ละเหตุ เหตุหยาบ ตั้งแต่ของชั้นต่ำแต่ละคน คุณก็ตรวจสอบดูจะมี ของโลกชั้นต่ำที่คุณไม่ได้ยุ่งไม่ได้เกี่ยวข้อง เกิดมาชาตินี้ไม่ต้องไปยุ่งกับของชั้นต่ำขนาดนั้นใช่ไหม หลายคนพวกเรา หยาบขนาดนั้นชาตินี้ก็ยังมีวิบากต้องไปร่วมอีก ขาดมาได้จะชัดเลย คนนี้จะยิ่งชัดเพราะอยู่ในชาตินี้เราก็ไปเกี่ยวข้องแล้วเราก็ดับได้เลือกได้ในชาตินี้ด้วย ชัด อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นสภาวะธรรมที่ศึกษาให้ดี อาตมาว่า อาตมาสบายใจ อาตมารู้สึกว่าดีจังเลยได้อธิบายพวกนี้ มันเป็นเรื่องสภาวะธรรมแท้ๆนะ เป็นโลกุตระแท้ๆ พวกคุณก็จะรู้ว่าชัดดีใช่ คุณปฏิบัติจริงก็จะได้จริง มันเป็นเรื่องไม่ใช่ของลอยลมเพ้อฝันเพ้อเจ้อ พูดไปแล้วอะไรวะ ไม่ใช่ แต่มันมีผู้รู้ ผู้เป็น ผู้ที่ได้จริง แล้วเราก็รู้อันนี้ใช่ในเรื่องของปรมัตถ์ในรูปของจิตเจตสิก มันใช่เลย เพราะฉะนั้นการเรียนรู้พวกนี้แหละ เมื่อกี้นี้อธิบาย หัวใจ หทยรูป มันไม่ใช่ก้อนแท่งรูปหัวใจ ที่ถามมา แท่งก้อนหัวใจออกมานั้น อาตมาแยกกายแยกจิต ตั้งแต่เล็บ มันรู้ง่าย หัวใจก็คล้ายกัน เหมือนกัน หัวใจนั้นเป็นกายหรือไม่ใช่กายของเรา ถ้าเผื่อว่าหัวใจนั้น มันยังยึดว่าเป็นเรา คุณเจ็บ หากคุณไม่ยึดว่าเป็นเราแล้ว คุณไม่เจ็บ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง อยู่ข้างนอกเข้าใจได้ง่ายแต่หัวใจมันอยู่ภายใน ถ้าคุณไม่ยึดถือว่าหัวใจเป็นอวัยวะของเรา มันเป็นอุปกรณ์ที่เราอาศัยใช้สอยในร่างกายของเราเท่านั้น คุณไม่เจ็บ แต่ถ้าคุณยึดว่าเป็นเรา คุณเจ็บ ขนาดมันไม่ใช่เรา ลูกเรา ลูกเจ็บคุณเจ็บ เจ็บกว่าลูกด้วย อย่างนี้เป็นต้น เรื่องยึดกับไม่ยึดนี่ พีชะ มันไม่มีความยึดถือว่าเป็นเราเป็นของเรา มันจึงไม่เจ็บ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นชีวะ อยู่ในตัวเรา เมื่อธาตุที่มันเป็นจริงแล้ว อย่างข้างนอกอธิบายได้ชัดเจน อย่าง ผมขนเล็บฟันหนัง มันออกมาข้างนอกแล้ว มันไม่เจ็บแล้ว เมื่อมันไม่เจ็บแล้วมันไม่เกี่ยวกับประสาท อันนี้แหละมันงอกอยู่ภายนอก ส่วนในหัวใจนั้นประสาท มันเนียนมากมันลึกมันละเอียด หรือแม้แต่ในหนังในเนื้อมันก็เนียนเข้าไป หัวใจแท่งก้อนหัวใจมันเป็นเนื้อ เพราะฉะนั้นจะอธิบายเหมือน ผมขนเล็บฟันหนัง อาตมาว่า คุณจะฉลาดเกินกว่าพระอรหันต์ไปแล้ว อย่าให้อาตมาอธิบายเลย มันจะฉลาดเกินกว่าพระอรหันต์ไปแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าไปรู้เลยมันเกินไปแล้ว เอาแค่เป็นพระอรหันต์พอไหม คุณหายโง่ ที่คุณถามเกิน พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่าพวกคุณถามเกินปัญหา ล่วงเลยปัญหา มันเวอร์ไปแล้ว เกินเขตของปัญหา ทำไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะเป็นหรือไม่เป็น ก็ไม่เกี่ยวกับอันนี้หรอก หัวใจมันจะเจ็บหรือไม่เจ็บก็เหมือนกับชีวะ ที่มันเป็นพืชหรือมันเป็นจิต อยู่ที่คุณเองยึดถือเป็นเราเป็นของเราหรือไม่ ถ้าหัวใจยังเป็นของเรา แน่นอน ถ้าหัวใจกับเล็บมาเทียบกันคุณต้องยึดถือหัวใจมากกว่าเล็บ หากคุณไม่ยึดว่าหัวใจเป็นของเราคุณก็ไม่ยึด เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ยึดว่าชีวิตนี้ก็ไม่ใช่เรา จะไม่เจ็บง่าย บางคนที่เจ็บป่วยอยู่ขนาดนี้ ฟังนะ ถ้าไม่ยึดถือเป็นเราเป็นของเรา จะไม่เจ็บปวดมาก และจะมีพลังด้วย ก็ขอสรุป หัวใจของน้องสาวคุณ ไม่ต้องไปพูดหรอกเขายังไม่ได้ศึกษาแม้แต่คุณเองก็อย่าถามเลยปัญหาไป เพราะฉะนั้นหัวใจนั้นยาก จะเป็นหรือไม่เป็นมันเป็นกรณีเป็นเรื่องที่เขาเอาหัวใจออกมามัน กรณีน้องสาวหรือของคุณมันมีน้อยนัก เพราะฉะนั้นเอาที่ทั่วๆไปมาพูดกันจะดีกว่านะ สรุปแล้ว เอาที่ข้างนอกที่ไปยึดลมๆแล้งๆ อย่าว่าแต่หัวใจเลย ดีไม่ดีไปยึดถือวัตถุภายนอกมาเป็นของเรา แม้มันเป็น พีชะแล้ว โดยเฉพาะ ผมขนเล็บฟันหนัง พระพุทธเจ้าท่านแยกแยะให้ชัด ให้มาศึกษา คุณก็เข้าใจชัดว่า ขีดนี้มันไม่ใช่เรา ขีดนี้ไม่ใช่กาย กายต้องมี 2 ถ้ามันไม่ใช่กายแล้วมันมี 1 เป็น พีชะ มันไม่ทุกข์ไม่สุข นี่เป็นเกณฑ์ของการตรัสรู้เป็นอรหันต์ หมดสุขหมดทุกข์ เอาตรงนี้ไม่สำคัญ ในจิตของคุณจะไปยึดถือสิ่งใดก็แล้วแต่ เป็นเราหรือไม่เป็นเรา ถ้ายึดเป็นเราก็คือเป็นกาย ถ้าไม่เป็นเรามันไม่เป็นกาย สู่แดนธรรม...คนทั่วไปอธิบาย รูป 28 ไปเป็นรูปธรรมไปหมด ไม่มีนามร่วม พ่อครูว่า...กายเขามี1 เดียว เป็นรูปวัตถุหมด กายแยกนามแยกรูปขาดจากกันไม่ได้ 630615_รายการเอื้อไออุ่นออนไลน์(สำมะปี๋ซี่วิต) ครั้งที่ 7ศาลีอโศก ทะเลธรรม ชเลขวัญ