หัวใจของศาสนาพุทธอยู่ที่เวทนา(1).docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.88 KB
วันที่แก้ไข30 กันยายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

หัวใจของศาสนาพุทธอยู่ที่เวทนา พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงวิชชาและจรณะ แต่อัมพัฏฐะ ไม่รู้เรื่องได้แต่ท่องภาษาไปทางเดียรถีย์ เข้าใจแบบมิจฉาทิฏฐิ มันก็เลยไม่ได้เรื่องอะไร พระพุทธเจ้าบอกว่าไม่ใช่อย่างนั้นไม่ถูก ให้มาทำอย่างนี้สิถึงจะถูก แล้วก็จะได้ผลจริง ให้มาสู่สัมมาทิฏฐิ แต่ยังไม่ได้ให้สัมมาทิฏฐิให้กับ อัมพัฏฐะ ซึ่งเขายังไกลจากสัมมาทิฏฐิ ท่านก็อธิบายย่นย่อเข้าหา สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญะ แล้วก็มีสันโดษ 4 ตัวนี้ มีศีลอันเป็นอริยะ มีสำรวมอินทรีย์อันเป็นอริยะ มีสติสัมปชัญญะอันเป็นอริยะ มีสันโดษอันเป็นอริยะ อธิบายมาตั้งแต่สามัญญผลสูตรแล้ว พระสูตรที่ 2 อธิบายมาแล้ว 4 ข้อนี้ ปฏิบัติศีลแล้วก็ให้สัมพันธ์กับสติปัญญา ลดกิเลสได้เป็นวิมุติ นี่เรียกว่าอาริยะ สำรวมอินทรีย์คือตาหูจมูกลิ้นกาย ต้องเปิดรับสัมผัส แล้วก็รู้จักสภาวธรรมได้ แยกกิเลสได้ เรียกว่าการสำรวมอินทรีย์ มีสติสัมปชัญญะรู้ดี สัมผัสแล้วก็จับอาการสังขารวิญญาณนามรูปได้ แล้วไปถึงตัวเวทนา เวทนาเป็นฐานที่ตั้งแห่งกรรมฐาน เป็นฐานที่ตั้งแห่งการปฏิบัติ ซึ่งอาตมาก็ไม่รู้จะย้ำยืนยันอย่างไร ถ้าคุณไม่มีเวทนา ไม่มีฐานที่ตั้ง พระสูตรแรกคือพรหมชาลสูตร พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ ถ้าไม่มีเวทนาไม่มีผัสสะก็ไม่มีฐานแห่งการปฏิบัติ มันจะมีความดิ้นรนแส่หาของกิเลสตัณหา เท่านั้น มันปฏิบัติอะไรไม่ได้หรอก ถ้าไม่มีเวทนาให้อ่าน ท่านสรุปลงเป็นหัวใจเลยว่า ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 เป็นหัวใจในการปฏิบัติธรรม ปฏิบัติธรรมโดยมีภาวะ 2 เทวธัมมา เวทนาก็เป็นเวทนา 2 เราต้องรู้ความรู้สึกที่สัมผัสกับอะไรทางตาหูจมูกลิ้นกาย มันเป็นภาวะจริงของความรู้สึก แล้วมีภาวะผีหลอก ภา

อ่านต่อ

วะเก๊ เวทนาผีหลอก เวทนาเก๊ เป็นคู่กัน เป็น2 เป็นเทวเยน เวทนายะ ก็เรียนรู้เวทนาที่มันเกิดจากตัณหาอุปทานเรานี้ เมื่อสมใจมันก็ชอบหรือชัง ไม่สมใจก็ชังหรือโกรธ ก็ต้องรู้ตัวเหตุที่เป็นตัณหาที่ออกมาจากอุปทาน เป็นตัวนิ่ง เมื่อมันเคลื่อนที่ออกมาก็เป็นอาการของตัณหาเป็นตัวเคลื่อนที่ขึ้นมา จับอาการของมันให้ได้ แล้วพิจารณามัน มันเป็นอาการหลอก อาการไม่เที่ยง มันเป็นตัวปลอม มันมา นอกจากเราหลงและอวิชชาเข้าใจผิดว่ามันทำให้เราเป็นอย่างนี้ ติดมันมาหลงมันมารู้สึกว่าเป็นสุข ที่จริงแล้วไม่มีหรอก มันไม่มีตัวสุขตัวทุกข์ แต่มันมีแต่ความรู้สึกเวทนาที่เป็นตัวจริง เห็นก็เห็นอย่างนี้เหมือนกันหมดไม่ว่าใครเห็นเหมือนกัน จะเรียกเป็นภาษาอะไรต่างๆก็แล้วแต่ แต่คนรู้ด้วยสภาวะธรรมก็จะรู้เหมือนกันหมด เช่น ส้มโอลูกนี้ คุณสัมผัสด้วยตา ก็จะเห็นเหมือนกัน มันมีรูปร่างผิวพรรณสีสันอย่างนี้ ถ้ามันมีกลิ่นก็จะรู้กลิ่นเหมือนกัน สัมผัสรสชาติก็จะเหมือนกัน ที่มันเป็นจริง ไอ้จริงนั้นคือเหมือนกันทุกคน อันนั้นคือเวทนาจริง แต่คุณรู้สึกว่า พอสัมผัสแล้ว มันไม่สวย มันไม่น่าดู รสชาติไม่เข้าท่า กลิ่นไม่ถูกใจหรือว่าถูกใจ กลิ่นดี รสดี สีดี รูปดี ก็แต่ละคนไม่เหมือนกันเลยอันนั้น เป็นเรื่อง เก๊ เวทนาเก๊ เวทนาปลอม เวทนาผีหลอก เราก็เพ่งตัวผีหลอก เอ็งเป็นสองนะ มายา มาหลอกข้านานมาแล้ว ฉะนั้นเราต้องฆ่าผี หรือจอมมายาให้มันหายไป พอเราเห็นความจริงว่ามันไม่เที่ยงหรอก ตัวนี้มันมาหลอก ถ้าเราไปติดมันก็ได้สุข มันก็คู่กับความทุกข์ เดี๋ยวไม่ได้มันก็จะทุกข์ หรือได้มาไม่สมใจมันก็จะเกิดความทุกข์ ไม่ได้มาก็จะโหยหา เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปเป็นสุขเป็นทุกข์หรอก มันมีก็คือมี มันไม่มีก็คือไม่มี และกิเลสตัวนี้ พอเราปฏิบัติไปจริงๆแล้ว มันจะไม่เกิดในจิตเรา ถึงขั้นจิต เวทนาเก๊ ไม่เกิด แม้เราสัมผัสส้มโอ จะลูกเดียวหรือกี่ลูกมาสัมผัสก็ไม่เกิดกิเลสเลย ไม่มีความผลักหรือดูด เห็นความจริงตามความเป็นจริง จะเป็นรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสอย่างไรก็เป็นอย่างนี้ ไม่มีอาการของเวทนา 2 เกิดเลยมีเวทนาเดียว เอกสโมสรณา รวมได้เป็นเอกหนึ่งเดียว ไม่เกิดเวทนา 2 ไม่เกิดผีหลอกตัวนี้เลย ก็อยู่ในองค์รวมของ เทวะ ตากระทบรูปก็เป็นภาวะ 2 จมูกได้กลิ่นก็2 ลิ้นรับรสก็2 ที่แปลในพระไตรปิฎกว่า ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นหนึ่งเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 คนที่ศึกษาแต่ภาษาไม่มีสภาวะก็ไปท่องสอบเปรียญ 5 แต่ลักษณะจริงจะเป็นอย่างไร ก็ไม่รู้เรื่องหรอก ไม่เข้าใจสภาวะของแท้ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 เขาแปลไม่ผิด แต่มันไม่ได้ขยายความอย่างที่อาตมาขยายความให้เป็นสภาวะอย่างนี้ รวมเป็นอันเดียวกับเวทนา เอกสโมสรณา คำว่า เทวะ สอง จึงเป็นความยิ่งใหญ่ที่สุดเลย ต้องตีแตกแยกทีละคู่จนเหลือ 1 ทำให้รวมเป็นหนึ่งได้สำเร็จ ภวันติ สำเร็จเรียบร้อยแล้วมันก็ยังมีสองอยู่นั่นแหละ ตากับรูป สองในภาวะของโลก ที่เราไม่มีเราก็รู้ ในแบบโลกโลกีย์ แต่คนโลกๆ คนอื่นเขามี เขายังติดอยู่ เขาก็ยังมีรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสที่เป็นเวทนา 2 เวทนาหลอก เขาก็มีอยู่เราก็รู้ เราจะไม่งง กับความมีและความไม่มี ส่วนเราเอง ไม่มีแล้ว แล้วเราก็รู้ว่าเราอยู่กับคนอื่นที่เขามีเวทนาตัวที่ 2 ซึ่งเป็นเวทนาเก๊ แล้วเราสัมผัสกับสิ่งที่เป็นเหตุที่สัมผัสกับตัวเรา กับสิ่งเหล่านี้ในโลก เรายังไม่ตายยังไม่ปรินิพพานเป็นรอปริโยสาน เราก็ต้องมีการสัมผัสอยู่กับโลกกับองค์ประกอบรอบล้อม เราสัมผัสแต่ต้องเกิดเห็น เกิดได้ยิน เกิดได้กลิ่น เกิดได้รับเสียงได้สัมผัสอยู่อย่างนี้ แต่ตัวสำคัญคือ กิเลสหรือเวทนาเก๊มันไม่มีแล้ว มันไม่มีตัวตนจริงๆเลย ยืนยันเมื่อไหร่สัมผัส จะทีเผลอมันก็ไม่เกิดจะรู้ตัวมันก็ไม่เกิด มีสติสัมปชัญญะรู้ แม้ไม่รู้ตัวทีเผลอ ตอนนั้นตอนนี้ก็แข็งแรงตั้งมั่นหมดเลย จิตใจมีลักษณะ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) เป็นคุณสมบัติวิเศษที่สำเร็จแล้วเที่ยงแท้มั่นคงแล้ว ไม่เป็นอื่นแล้ว อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) สิ่งเหล่านี้ค่อยๆศึกษาไป ก็จะรู้สภาวะต่างๆเหล่านี้ได้ มันไม่น่าเบื่อหรอกมันเป็นเรื่องรื่นเริงในธรรม ถ้าเข้าใจในสภาวะดีๆแล้ว แม้ต่อให้คุณเป็นอรหันต์หมดแล้วก็จะฟังได้ เหมือนกับคุณชอบฟังเพลง ชอบฟังเพลงนี้ เมื่อไหร่ฟังมันก็ดี ฟังเมื่อไหร่มันก็เพราะ ไม่มีปัญหาอะไร คนอื่นร้องหรือเราเองร้องมันก็ชอบ มันก็ยินดีอย่างนี้เป็นต้น มันก็เป็นไปได้ 630729_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมบรรยาย อัมพัฏฐสูตร ตอน 12

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน