สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน สิ่งที่คนเกิดมาควรได้เป็นสมบัติแท้.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน สิ่งที่คนเกิดมาควรได้เป็นสมบัติแท้ พ่อครูว่า...เราก็มาโอภาปราศรัยกับ sms ยุคนี้วันนี้จะหาคนมาใส่ใจในโลกุตรธรรมนั้นยาก คนไม่เข้าใจว่าเป็นของที่มีคุณค่าแล้ว ไม่รู้สึกว่ามันจะมีอยู่แล้วหรือ มันเป็นอะไร ไปเสียเวลาสนใจมันทำไม ไปบ้าอย่างนั้น น่าสงสาร คนไปห้อมล้อมกรี๊ดกร๊าดกับโลกียธรรม เถิดเทิง ไปชอบอะไรอย่างนั้น อาตมาให้เขาคิดว่า ถ้าสังคมใดหมู่ชนใด ให้ราคากับการละเล่นดารา ความฟุ้งเฟ้อ การประกอบ ปลอมแปลงมอมเมาสร้างวิมานให้เกิดการชื่นชม ระริกระรี้มากมาย สังคมนั้นกำลังเสื่อมต่ำ เช่นทุกวันนี้คนในโลกกำลังหลงใหลโอลิมปิกหลงใหลฟุตบอลโลก หลงใหลเกมกีฬา ชกกันฆ่ากัน แล้วราคาค่าตัว คนแสดง คนที่หลงใหลเจ็บเนื้อเจ็บตัว มุ่งมั่นกับสิ่งนั้น ก็โด่งดัง ได้ค่าตัวเพิ่มขึ้นราคาแพงขึ้น ส่อให้เห็นว่า โลกกำลังเสื่อมหนัก ตรงกันข้ามกับสัจจะเลย อาตมาให้ข้อคิดนี้คนจะสะดุดฉุกคิดหรือไม่แค่ไหน ยุคนี้เป็นยุคพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสร้างศาสนามาแล้ว ผ่านไปถึง 2600 ปี รวมทั้งที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานก็นับหนึ่ง เอาอีก 45 ปีที่ท่านตรัสรู้มาบวกเข้ากับ 2560 ก็เป็น 2605 เลยครึ่งที่เขาทำนายไว้ อาตมาก็รับด้วยว่า ศาสนาพุทธพระสมณโคดมมีอายุถึง 5,000ปี เลยจากนั้นไม่มีเชื้อของศาสนาพุทธแล้ว มันเสื่อมจนเกือบไม่เหลือเชื้อแล้ว เราก็ต้องมาเติมเชื้อ มาพยายามทำความถูกต้อง เอาสิ่งที่ผิดเพี้ยนไปมาแก้ไขปรับปรุง เตือนกันให้รู้จัก คนที่มีภูมิปัญญา เห็นจริงเห็นแจ้ง รีบแก้ไขปรับปรุง ส่วนคนไม่รู้สึกรู้สาก็ฟังผ่านหูไป คนจำนวนนี้มีเยอะ คนที่เห็นว่าเป็นสิ่งบ้าบอเลย บ้าอะไร คนก็เป็นอย่างที่เขาเป็นกัน หลงใหลได้ปลื้มกับโลกียะ ราคานักกีฬาค่าตัวแพงเท่าไหร่ หรือนักธุรกิจที่มีกำไรมากเท่าไหร่ นั่นคือความไม่เจริญ ประเทศไทยม
อ่านต่อ
ีพระโพธิสัตว์เจ้า พระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 9 ของเรา ตรัสว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา เขาฟังแล้วก็คงฟังแล้ว นักเศรษฐศาสตร์ฟังแล้วก็ว่าอะไร พูดอะไร พูดอย่างนั้นได้ยังไง ในหลวงท่านก็ตรัสเรียบๆซื่อๆ ตามพระทัยของพระองค์จริงๆ ท่านก็ตรัสไป ท่านตรัสว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา นักเศรษฐศาสตร์ ฟังแล้วก็ยิ้ม อาจนึกว่าในหลวงเพี้ยนไปแล้วแต่ไม่กล้าว่าในหลวงหรอก แต่ที่จริงแล้วคนที่ผิดเพี้ยนไปจากสัจจะนั่นแหละน่าสงสาร นักเศรษฐศาสตร์ที่เข้าใจไม่ได้ว่าขาดทุนจริงๆนี้คือกำไร นั่นน่าสงสาร ในมนุษย์มีความคิดกลับกันกับโลกปฏิโสตังทวนกระแสโลก นั่นคืออาริยะ ความเจริญกลับกันกับโลกีย์ แต่ผู้ที่มีความรู้สึกทวนกระแส อย่าไปแย่งลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ไม่ต้องแย่ง มาล้างกิเลสตัวเองดีกว่า (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) เรามาปฏิบัติล้างกิเลสตัวจริงในตน ก็ล้างออกๆ คนนั้นก็เจริญกลายเป็นอาริยบุคคล เป็นพระอรหันต์ได้ ก็จะอยู่ในโลกอย่างไม่มีโทษภัย เป็นคนที่โลกานุกัมปา เป็นคนช่วยโลกอนุเคราะห์โลก ส่งเสริมสนับสนุนรับใช้โลกตามบารมีแค่ละองค์ พาประชาชนเป็นสุขสงบเจริญพัฒนา สัจจะเหล่านี้เมื่อไหร่ก็จริง ผู้ที่ได้รับฟังเห็นจริงชัดเจนไม่มีเปลี่ยนแปลง ไม่ผิดเพี้ยนไป ไม่เสื่อม อยู่อย่างนั้นนิรันดร เป็นอมตะ ผู้ที่มีได้แล้วจะชัดเจนในตัวเอง แล้วสามารถเอามาถ่ายทอดประกาศ มาช่วยกันสร้างให้เกิดในคนเป็นจริงตามกันมาได้เรื่อยๆ ไม่มีอะไรดีเท่านี้หรอก เกิดมาเป็นคนแล้วถ้าไม่ได้สัจจะที่เป็นโลกุตรธรรมที่เป็นอาริยธรรม พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ก็จะวนเวียนสูงๆต่ำๆ ไม่เที่ยงแท้ จนกว่าจะได้เป็นพระโสดาบัน ก็เที่ยงแท้พอสมควร คือได้ 25% เป็นสกิทาคามีก็ได้ 50% เป็นอนาคามีก็ได้ 75% เป็นพระอรหันต์ก็ได้เต็มร้อย สัจจะนี้เป็นจริงทุกกาละ ได้อันนี้แล้วจะไม่หลงเลอะเทอะเสียเวลาทุนรอนแรงงานกับอันอื่น มาอยู่กับอันนี้ มีคนสนใจเท่าไหร่ก็เอา สองคน ร้อยคน พันคน หมื่นคนก็เอา ไม่เป็นล้านคนก็เอา เอาสัจจะ น้อยไม่ว่า ขอให้เป็นของจริง อาตมาเกิดมาในยุคไหน ก็คงเป็นความคิดเดิม ความเห็นเดิม ความเชื่อมั่นเดิม 600730_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ปริวิตกของพระโพธิสัตว์