5.บทที่ 1.docx

โฟลเดอร์word
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์48 KB
วันที่แก้ไข27 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา อัตราการตายจากโรคมะเร็งนับวันจะสูงขึ้นทั่วทุกมุมโลก เป็นสาเหตุการตายประมาณ ร้อยละ 13 ของอัตราตายทั้งหมด องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่า ในปีพ.ศ. 2558 จะมีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นจากปีละ 10.10 ล้านคนเป็น 15.70 ล้านคนและในปี พ.ศ. 2563 จะมีคนตายด้วยโรคมะเร็งมากกว่า 11 ล้านคน โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักเป็นสาเหตุของอัตราการตายทั่วโลกเป็นที่ 3 ของชนิดการเกิดมะเร็ง สถิติในประเทศ จากรายงานทะเบียนมะเร็งระดับโรงพยาบาล (hospital-based cancer registry) พ . ศ . 2555 ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ พบว่ามะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักในเพศชายพบมากเป็นอันดับ 2 ( ร้อยละ 16.2) ของโรคมะเร็งที่พบบ่อย 15 อันดับแรก ช่วงอายุที่พบมากที่สุดคือ 55- 65 ปี และในเพศหญิงพบเป็น ลำดับ 3 ( ร้อยละ 9.48) และพบมากที่สุดที่ช่วงอายุ 50- 65 ปี จากข้อมูลสถิติที่ศูนย์มะเร็งแห่งชาติล่าสุดข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ปี พ.ศ. 2556 มีจำนวน 202 รายต่อปี ศูนย์มะเร็งชลบุรีข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ ปีพ.ศ. 2556 มีจำนวน 147 รายต่อปี ศูนย์มะเร็ง สุราษฎ์ ธานี ข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในปี พ.ศ. 2556 มีจำนวน 89 รายต่อปี ศูนย์มะเร็งอุบลราชธานี ข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ ปีพ.ศ. 2556 เท่ากับ 115 รายต่อปี ศูนย์มะเร็งลพบุรีตั้งแต่เดือนตุลาคมปีพ.ศ. 2556 ถึง ตุลาคมปีพ.ศ. 2557 เท่ากับ 216 รายต่อปี ศูนย์มะเร็งที่อุดรธานีข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ ปี พ.ศ. 2556 เท่ากับ 75 ราย เป็นชาย 43 ราย เป็นหญิง 32 ราย ศูนย์มะเร็งลำปาง ข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ ปี พ.ศ. 2555 เท่ากับ 53 รายเป็น ชาย 24 ราย เป็นหญิง 29 ราย เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่าการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่มีอุบัติการณ์สูงขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น

อ่านต่อ

( เกศิณี ธีรทองดี และคณะ . 2557 : 69) สถาบันมะเร็งแห่งชาติจัดโครงการรณรงค์มะเร็งลำไส้และทวารหนัก ในโอกาสครบรอบ 72 ปีกรมการแพทย์ประจำปี 2557 จัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ และบริการทางการแพทย์สำหรับประชาชนทั่วไป ณ . สถาบันมะเร็งแห่งชาติ บรรยายพิเศษเรื่อง “ มะเร็งลำไส้ใหญ่ ภัยร้ายใกล้ตัวคุณ ” ในวันที่ 11-14 มีนาคม พ . ศ . 2557 ( สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข . 2557) โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีแผนการดำเนินงานในโครงการบำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในวันคล้ายประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬา ภรณ์ วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี ในวันที่ 4 กรกฎาคมของทุกปี ซึ่งทางโรงพยาบาลมีการดำเนินการดังกล่าวอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยในปี พ . ศ . 2557 มีโครงการตรวจรักษาเฉพาะบุคคลในมะเร็งปอดและมะเร็งลำไส้ใหญ่จะเป็นการรักษาเฉพาะบุคคลจะทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่มีคุณภาพ และเหมาะสมกั บสภาพร่างกายของแต่ละคนมากขึ้น ( ไทยรัฐ ออนไลน์โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กับภารกิจสนองพระปณิธาน “ เจ้าฟ้าหญิงจุฬา กรณ์ ” ดึงคนไทยพ้น ..... “ มะเร็ง ” ร้าย . 2557) แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ( พ . ศ .2555-2559) มีวิสัยทัศน์ว่า “ ประชาชนทุกคนมีสุขภาพดี ร่วมสร้างระบบสุขภาพพอเพียง เป็นธรรม นำสู่สังคมสุขภาวะ ” หนึ่งในยุทธศาสตร์หลักในการพัฒนาคือการมุ่งเน้นการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกัน การควบคุมโรค และคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อให้คนไทยแข็งแรงทั้งร่างกาย จิตใจ สังคม และปัญญา มีคนเป็นศูนย์กลางพัฒนา โดยพัฒนาสุขภาพแบบยั่งยืนเพื่อให้เกิดความสมดุลและเน้นสร้างสุขภาพมากกว่าการซ่อมสุขภาพ จึงมีการส่งเสริมการออกกำลังกาย การควบคุมการบริโภค สนับสนุนลด ละ เลิกอบายมุข หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ เพราะสถานการณ์ปัญหาสุขภาพได้มีการเปลี่ยนแปลงไปอันเนื่องจากวิถีการดำเนินชีวิต พฤติกรรมการบริโภคและค่านิยมใหม่ในสังคมไทยที่เน้นการดูแลสุขภาพด้วยการใช้ยาและบริการทางการแพทย์ที่เกินความจำเป็น ( สำนักงาน สาธารณสุขอำเภอเมืองสุรินทร์ . 2556) ปัจจุบันพฤติกรรมของประชาชนเน้นสะดวกสบาย ขาดการเอาใจใส่ดูแลสุขภาพของตนเอง ทำให้พบว่ามีโรคร้ายต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะโรคมะเร็งซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญระดับหนึ่งของโลกเนื่องจากมะเร็งส่วนใหญ่รักษาไม่หาย ทำให้มีการสูญเสียชีวิต มีค่าใช้จ่ายโดยรวมในอัตราที่สูงโดยเฉพาะประเทศไทย โรคมะเร็งกำลังเป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยซึ่งนับวันจะมากขึ้นจนกลายเป็นสาเหตุการตายอันดับต้น ๆ ของคนไทย ซึ่งการรักษามะเร็งในปัจจุบันการแพทย์แบบแผนก็มีการจัดการกับมะเร็งด้วยวิธีใหม่ ๆ มากมายและการแพทย์แผนธรรมชาติหรือเรียกว่าการแพทย์ทางเลือกก็มีไม่น้อยที่ร่วมรักษามะเร็ง และได้มีการพิสูจน์วิจัยจนเป็นที่ยอมรับแล้วจาก องค์การอนามัยโลกหรือสถาบันมะเร็งแห่ง ชาติห รัฐอเมริกาในระดับหนึ่ง ( ธนากร โรจนทัพพะ . 2551 : 11) เนื่องจากคนไทยมีการรับประทานอาหารแบบตะวันตกกันมากขึ้น มีการปรุงแต่ง ดังนั้นจึงมีสารพิษที่ปนเปื้อนมากับอาหารในรูปแบบต่าง ๆ เช่น สารบอ แรกซ์ เป็นสารเคมีที่มีชื่อทางการค้าว่า น้ำประสานทอง เพ่งแซ่ หรือผงกรอบ เป็นต้น ( ชวัล รัตน์ สมนึก , เกษมศรี พรมมี และ ภา นุวัฒน์ ทองก้อน . 2554 : 107) จากการศึกษาทางจุลชีววิทยาของผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแห้งดิบและอาหารทะเลแห้งพร้อมบริโภคได้แก่ หมึกแห้ง ปลาแห้ง ปลาเส้นและหมึกปรุงรส กะปิ และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ โดยเก็บตัวอย่างจากตลาดหนองมน จังหวัดชลบุรีและตลาดบ้านเพ จังหวัดระยองในระหว่างเดือนกรกฎาคม - ธันวาคม 2550 จำนวนทั้งสิ้น 1,026 ตัวอย่างพบการปนเปื้อนของเชื้อราและยีสต์เกินมาตรฐาน 421 ตัวอย่าง ( บัญญัติ สุขศรีงาม และคนอื่น ๆ . 2553 : 87) อีกทั้งการรับประทานอาหารที่ให้พลังงานมาก ๆ เช่นอาหารพวกแป้ง น้ำตาล และไขมัน ทำให้มีร่างกายที่อ้วนน้ำหนักเกินมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่าที่มีร่างกายผอมหรือขนาดปานกลาง ( วิจิตร บุญะโห ตระ . 2542 : 54) จากรายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทย การบริโภคผักและผลไม้ในปริมาณที่เพียงพอส่งผลดีต่อสุขภาพทั้งในด้านการป้องกันและชะลอการเกิดโรคเรื้อรัง ทั้งนี้เนื่องจากผักและผลไม้เป็น แหล่งสำคัญของวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหารและพฤกษาเคมี (Phytochemical) หลากหลายชนิด จากการรายงานขององค์การอนามัยโลกระบุว่า การบริโภคผักและผลไม้ที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานในประเทศที่กำลังพัฒนาทำให้ประชากรเสียชีวิตมากกว่า 2.5 ล้านคนต่อปี และมียังความสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคเส้นเลือดในสมองตีบ พ . ศ .2543 -2547 คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปทั้งหญิงและชายรับประทานผักและผลไม้เฉลี่ยเพียงวันละ 3.4 และ 3.5 ส่วนมาตรฐาน ตามลำดับ ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่อนามัยโลกกำหนดไว้คือควรบริโภควันละ 5 -7.5 ส่วนมาตรฐานและใน พ . ศ . 2551-2552 คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปรับประทานผักและผลไม้น้อยลงอีกเฉลี่ยเพียงวันละ 3.1 และ 3.0 ตามลำดับ ส่วนมาตรฐานลดลงจากร้อยละ 21.7 ใน พ . ศ .2546-2547 และเป็นร้อยละ 17.7 (9 ล้านคน ) ใน พ . ศ . 2551-2552 ดังนั้นจะเห็นว่าประชาชนให้ความสำคัญต่อการบริโภคผักและผลไม้ลดลงเรื่อย ๆ ( สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวง สาธารณสุข . 2554 : 6) จากการศึกษาในตำราหรือทบทวนในวรรณกรรม และคำบอกเล่าจากประสบการณ์ของผู้ป่วยจะบอกว่า โรคมะเร็งเป็นโรคอันตรายใกล้เคียงกับความตาย นอกจากมีผลกระทบกับอาการเจ็บปวดจากทางร่างกายแล้ว ยังมีผลกระทบ ต่อผู้ป่วยทางด้านจิตใจด้วย ไม่ว่าจะมีอาการหดหู่ ท้อแท้ สิ้นหวัง วิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า อารมณ์เครียด หรือ การไม่ยอมรับความจริง และลดคุณค่าในตนลง ได้มีการทำการวิจัยในผู้ป่วยที่ทำการผ่าตัดลำไส้ผ่านทางช่องท้องพบว่า หลังจากการผ่าตัดมีอัตราการใช้ยาแก้ปวดมากที่สุด ส่งผลต่อการเกิดภาวะข้างเคียงต่อการฟื้นตัวของลำไส้ใหญ่อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และมีปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดการปวดคือ ปัจจัยทางด้านอารมณ์และจิตใจ ผู้ป่วยที่มี กลัว ความเครียด วิตกกังวล จะส่งผลต่อการหายใจ จะหายใจเร็วขึ้น ทั้งยังไปกระตุ้นให้กล้ามเนื้อเกร็งตัวค้าง ทำให้ให้เพิ่มระดับความเจ็บปวด และมีความอดทนต่อความปวดลดลง มีงานวิจัยที่พบอีกว่า ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีจะส่งเสริมให้มีการปรับตัวและอดทนต่อสิ่งเร้าได้มากขึ้น ( วร ลักษณ์ ฉิม วัย. 2552 : 1-2) ผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัดในโรงพยาบาลบ้านโป่งใน ปี 2547–2553 ร้อยละ 69.4 (59 ใน 85 ราย ) มีการกระจายของมะเร็งลำไส้ใหญ่ในตำแหน่งต่างกัน ทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาสที่จะทำให้หายขาด สภาพของโรค มีหลายรายที่ได้รับการผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่แล้วต้องทำการผ่าตัดทวารเทียมทางหน้าท้องแบบถาวร ทำให้ผู้ป่วยเสียภาพลักษณ์ เนื่องจากพยาธิสภาพของโรค ( ปิว วุฒิจริยากุล . 2554 : 749) การรักษาหลักของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่คือการผ่าตัด ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่ได้รับการผ่าตัดทำทวารเทียมไม่ว่าจะเป็นชนิดชั่วคราวหรือชนิดถาวร ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและการทำทวารเทียมเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ป่วยต้องมีการปรับตัวทั้งด้านร่างกาย จิตใจ จิตสังคม และจิตวิญญาณ ทั้งนี้เพราะการผ่าตัดเปลี่ยนช่องทางการขับถ่ายมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ จึงมีผลกระทบต่อจิตใจทันที อีกทั้งทางด้านร่างกายนั้นคือต้องถ่ายอุจจาระทางหน้าท้อง และจำเป็นต้องมีถุงรองรับอุจจาระติดไว้ที่หน้าท้องตลอดเวลา และผู้ป่วยที่มีทวารเทียมยังต้องเผชิญสี กลิ่น และก๊าซ ที่ออกมา รบกวน ภายในถุงมีอุจจาระซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่น่าดู จะเห็นว่ารูปแบบการดำเนินชีวิตที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกกำลังกาย การทำงาน การเดินทาง การพักผ่อน การเข้าสังคม ตลอดจนการขาดความรู้ในเรื่องการดูแลทวารเทียม เช่นการทำความสะอาดและการเปลี่ยนถุงรองรับอุจจาระ ( นว พร ชิตมน . 2549 อ้าง ถึง ใน ทิพวรรณ คุนุพันธ์ . 2553 : 2-3) ใจเพชร กล้าจน. (2553 : 45) ได้ทำวิจัยและได้อ้างในพระไตรปิฎกเล่มที่ 15 ข้อ 122 ว่า “ ทุกข์ย่อมไม่ตกถึงผู้หมดกังวล ” จะเห็นว่าทุกข์ย่อมไม่มีในผู้ไร้กังวล ควรฝึกลด ละ เลิกและหลีกเลี่ยงอารมณ์ที่ทำลายสุขภาพ หรืออารมณ์ที่เป็นพิษ ได้แก่ความไม่สบายใจ ความกลัว ความวิตกกังวล ความเครียด ความไม่โปร่งไม่โล่ง ความไม่พอใจ พยาบาท ความเร่งรีบ เร่งรัด ความโลภ โกรธ หลง ที่ยึดติดเอาแต่ใจ เป็นต้น เพราะผู้มีอารมณ์ดังกล่าว ร่างกายจะหลั่งสาร แอดด รีนารีนออกมาจากต่อมหมวกไต มันจะกระตุ้นเซลล์เนื้อเยื้อทุกส่วนของร่างกาย ผลิตพลังงานมากเกินความพอดีต่อร่างกาย ทำให้เผาทำลายเซลล์เนื้อเยื่อทุกส่วนในร่างกาย ร่างกายจะเกิดปฏิกิริยา รีเฟล็กซ์ เกร็งตัวเพื่อจะบีบเอาอารมณ์ที่เป็นพิษออก แต่ร่างกายไม่สามารถบีบออกได้ เพราะเป็นอารมณ์อยู่ที่จิต ที่อาศัยร่างกายอยู่เท่านั้น กล้ามเนื้อจึงเกิดเกร็งตัวอยู่ตลอดเวลา ทำให้เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก ตรงกันข้ามถ้าเราสามารถสลายอารมณ์ดังกล่าวได้ จิตใจมีความสุข รู้สึกเบิกบานแจ่มใส กล้ามเนื้อจะคลายตัวลง เพราะไม่มีพิษที่จะต้องบีบออก จะมีสารที่เรียกว่า เอ็นโดร ฟิน ก็จะหลั่งออกมาจากต่อมใต้สมองที่ชื่อว่า พิทูอิ ทารี สารนี้มีฤทธิ์ระงับปวดช่วยผ่อนคลาย ดังนั้นการสร้างความรู้ความเข้าใจต่อวิถีชีวิตของผู้ป่วยที่มีทวารเทียมและผู้เกี่ยวข้องจึงสำคัญมากอีกทั้งเพื่อทำความเข้าใจต่อความรู้สึกนึกคิดและทัศนคติของผู้ป่วยที่มีทวารเทียม ที่มีต่อความเปลี่ยนแปลงนั้น จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการปฏิบัติตน และสร้างกระบวนเรียนรู้ มีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกตสัมภาษณ์เจาะลึกผู้ป่วยที่มีทวารเทียม จากผู้ให้ข้อมูลจำนวน 11 ราย นำข้อมูลที่ได้มาถอดความแบบคำต่อคำ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา วิเคราะห์สรุปประเด็นสะท้อนแนวคิด และสอบถามข้อมูลผลการวิจัยพบว่า วิถีชีวิตของผู้ป่วยที่มีทวารเทียม ประกอบด้วย ความหมาย ความรู้ ความเข้าใจต่อวิถีชีวิตใหม่ของผู้ที่มีทวารเทียมของตนเอง ( สายสมร เฉลยกิตติและคณะ . 2556 : 31) มีการวิจัยเรื่องประสบการณ์ด้านจิตใจของผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะลุกลาม เป็นการศึกษาโดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพตามแนวคิดเชิงปรากฏการณ์วิทยา ทำการวิจัยผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะลุกลาม จำนวน 9 ท่าน ผลการศึกษาได้พบว่าประสบการณ์ด้านจิตใจของผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะลุกลามนั้น สามารถแบ่งเป็นประเด็น ๆ คือ 1. การประคับประคองชีวิตให้ดำรงอยู่ คือการดำเนินชีวิตอยู่อย่างมีความหวัง การปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงและการยอมรับสภาพที่เกิดขึ้น 2. ความทุกข์อันเนื่องจากโรคมะเร็งลุกลาม สร้างความเจ็บปวดทรมานทางด้านร่างกาย จิตใจถูกรบกวนด้วยความคิดถึงความตายและการพลัดพรากจากสิ่งที่รัก 3. ความต้องการด้านคุณภาพชีวิตเพื่อตอบสนองความพึงพอใจในชีวิต และการดำเนินชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพ ซึ่งประกอบด้วยการมีชีวิตเหมือนคนปกติ ได้รับ ความเคารพในคุณค่าศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ และความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ( ณฤ ดี กิจทวี. 2552 : ง) วิถีทางที่จะต้องรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงในชีวิต พฤติกรรมของมนุษย์นี้เองที่จะนำไปสู่ความต้องการให้เกิดความมั่นคงทางด้านร่างกาย (Physiological Integrity) ความมั่นคงด้านจิตใจ (Psychic Integrity) และความมั่นคงทางด้านสังคม (Social Integrity) ซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ จึงถือว่าบุคคลจำเป็นต้องมีการปรับตัว เพื่อรักษาความสมดุลของร่างกาย จิตใจ และสังคม ถ้าบุคลใดประสบความสำเร็จในการปรับตัวได้ ก็จะมีความมั่นคงในชีวิต ซึ่งพฤติกรรมที่แสดงออกให้เห็นก็คือการมีสุขภาพที่ดี ย อมรับความเป็นจริง มีความพึงพอใจในชีวิต ( สายพิณ เกษมกิจวัฒนา . 2525 : 29 อ้างถึงใน จิตรา จาวยนต์ . 2528 : 5-6) วิไลลักษณ์ ตันติตระกูล (2552 : 28) ได้ทำการศึกษาวิจัยใช้กรอบแนวคิดทฤษฎีความผาสุกทางจิตวิญญาณในสภาวะที่เจ็บป่วย (A Middle-Range Theory of Spiritual Well- BeinG in illness) ของ O’ Brien (2008) ค้นหาความหมายทางจิตวิญญาณจากประสบการณ์ความเจ็บป่วย ความทุกข์ทรมานจากสภาวะโรค เพื่อไปสู่ความผาสุกทางจิตวิญญาณ ให้ผู้ป่วยมีความสมดุลทั้งร่างกาย และ จิตใจ และจิตวิญญาณ โดยประกอบไปด้วยปัจจัยหลักคือ ความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติตนที่สัมพันธ์กับกิจกรรมทางศาสนา กับความผาสุกทางจิตวิญญาณ พบว่า ศาสนาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยคงไว้ซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยได้ และ จิตวิญญาณที่ดีจะเกิดขึ้นได้เมื่อบุคคลได้ทำความดี หรือจิตได้สัมผัสกับสิ่งที่มีคุณค่าอันสูงสุด เช่นการเข้าถึงพระรัตนตรัย การมีเมตตา การเสียสละ องค์การอนามัยโลกได้ให้นิยามของ “ สุขภาพ ” ว่า เป็นภาวะที่ไม่เพียงแต่ปราศจากโรค แต่ยังหมายรวมถึงความเป็นปกติสุขทั้ง กาย ใจ สังคม และปัญญา จะเห็นได้ว่านิยามนี้ครอบคลุมสุขภาพใน 4 ด้านอย่างสมบูรณ์ และเป็นภาพรวมของคนทั้งคน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็น “ ดุลยภาพของชีวิต ” ซึ่งนักวิชาการทางการแพทย์และสาธารณสุขในซีกโลกตะวันตกกลับมีวิธีคิด มุมมอง หรือกระบวนทัศน์ในเรื่องสุขภาพแบบแยกส่วน แนวคิดได้แพร่กระจายไปทั่วโลกตลอดระยะเวลาไม่น้อยกว่า 50 ปีที่ผ่านมา สุขภาพถูกครอบงำด้วยวิธีคิดที่ว่าคนเหมือนเครื่องจักร แยกเป็นส่วน ๆ จิตใจและร่างกายเป็นคนละส่วนกัน การคิดแบบนี้ทำให้เกิดการดูแลสุขภาพแบบแยกเป็นส่วน ๆ ก่อให้เกิดองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการรักษาเฉพาะทาง ลึกลงไปเป็นเรื่อง ๆ แต่ละอวัยวะ แต่ละโรค ไม่ได้สนใจความสัมพันธ์ขององค์ประกอบย่อย ๆ ของชีวิต ไม่ได้เป็นการดูแลคนทั้งคน สมเด็จพระ มหิตลาธิเบ ศร อดุลย เดชวิกรม พระบรมราชชนก ( หรือประชาชนรู้จักกันในนามกรมหลวงสงขลานครินทร์ และสมเด็จพระราชบิดาแห่งการแพทย์ ) พระองค์มีพระราชดำรัสกับนักศึกษาแพทย์ว่า “ ฉันไม่ต้องการให้เธอมีความรู้การแพทย์เพียงอย่างเดียว ฉันต้องการให้เธอเป็นคนด้วย ” จะเห็นว่าพระองค์ทรงเห็นสุขภาพเป็นแบบองค์รวม โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของสุขภาพ ร่างกายและจิตใจ และพระองค์ยังทรงเตือนนักศึกษาแพทย์ อย่ามัวรักษาแต่โรคหรือร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง แต่ให้คำนึงถึงการดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยทั้งคนอย่างองค์รวมทั้งกาย จิตใจ และครอบครัวสังคม ด้วยความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ( กรรณิกา ปัญญา วงค์ . 2556 : 6) ตามความหมายทางพุทธศาสนาและทางจิตเวชพุทธวิธีในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ได้แก่พุทธวิธีการดูแลรักษาและเสริมสร้างสุขภาพเช่นการออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์พอประมาณ การพักผ่อนโรคใช้ยาสมุนไพรไล้พอกทาหยอด และมีพุทธวิธีบำบัดโดยใช้พระธรรมโอสถซึ่งเป็นวิธีแห่งปัญญา เป็นสิ่งที่มนุษย์ปฏิบัติได้ด้วยตนเอง เช่น ฟังธรรม พิจารณาธรรมและปฏิบัติธรรม เป็นเหตุให้จิตผ่องใสผ่อนคลายทุกข์ได้ เป็นผลดีต่อสุขภาพ การสวดสาธยายบทธรรมมิใช่เพื่อความศักดิ์สิทธิ์แต่เพื่อให้ผู้ป่วยเกิดการเรียนรู้ มีปัญญาเข้าใจชีวิตมนุษย์ และธรรมชาติของชีวิต ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกเพราะการปฏิบัติธรรม การฟังธรรม พิจารณาธรรม เชื่อว่าผู้ปฏิบัติ ไม่เครียดจะผ่อนคลายร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มสูงและภูมิคุ้มกันจะต่อต้านโรคได้ โรคจะทุเลาเบาบางและหายลงไปได้ มนุษย์จะต้องพยายามดูแลรักษาเพื่อให้ร่างกายกลับสู่สภาวะปกติให้เร็วที่สุดวิธีการสำคัญที่ใช้ปกป้องสุขภาพนั้น คือการมีพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพที่ถูกต้องและ สม่ำเสมอ ( Palank . 1991) พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในความหมายของ เพนเดอร์ (Pender . 1996) หมายถึง การกระทำที่มุ่งการบรรลุระดับสูงสุดของสุขภาพและความผาสุก ( วรรณ วิมล เมฆวิมล. 2553 : 9) ซึ่งพฤติกรรมของมนุษย์สามารถที่จะพัฒนาได้ พระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงรูปแบบวิธีการพัฒนาไว้ว่า ความประพฤติสุจริต ทางกาย วาจาใจ และอาชีวะเป็นเรื่องของการฝึกฝนในด้านพฤติกรรม โดยเฉพาะพฤติกรรมที่เคยชิน “ศีล”จะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในขบวนการศึกษาและพัฒนามนุษย์ การดำเนินชีวิตของมนุษย์ที่อยู่ร่วมกัน “ศีล”จะทำให้เกิดความเป็นระเบียบในความเป็นอยู่ เอื้อโอกาสให้เกิดการพัฒนาจนเกิดพฤติกรรมเคยชินกับความดี ตามแบบอย่างของศีลที่เป็นกรอบให้ฝึกปรือในด้านคุณภาพและสมรรถภาพของจิต ทำให้จิตเกิดการพัฒนา มีความเข้มแข็งอดทน มีความกรุณาเอื้อเฟื้อ มีความเพียรพยายามและแน่วแน่ (พระอภัย อภิชาโต (ชูขุนทด). ( 2554 : 13-14) ดังนั้นการปฏิบัติรักษาศีลจะนำพาสู่ความผาสุกทางจิตวิญญาณได้ โดยทุกคนสามารถกระทำบทบาทของตนให้เหมาะสม ซึ่งพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพในความคิดของ เพนเดอร์ นั้น ครอบคลุม 6 ด้าน คือ ความรับผิดชอบต่อสุขภาพ กิจกรรมทางด้านร่างกาย การรับประทานอาหาร การมีสัมพันธภาพระหว่างบุคคล การจัดการกับความเครียด และการพัฒนาทางปัญญาได้สอดคล้องกับหลักการดูแลสุขภาพตามหลักธรรมทางพุทธศาสนา เพื่อสร้างคนในชุมชนให้มีสุขภาพดี ที่นโยบายของกระทรวง สาธารณสุขเน้นการสร้างคุณค่าให้กับบุคคลในการเรียนรู้และพากเพียรปฏิบัติ และนำประสบการณ์การปฏิบัติของบุคคลมาเปิดมิติใหม่ของการมีสุขภาพดีได้ด้วยตนเอง จากที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาการปฏิบัติตนด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง ว่ามีการดูแลสุขภาพด้วยทฤษฎี การปฏิบัติตนด้านสุขภาพของ เพนเดอร์ 6 ด้านที่สอดคล้องกับหลักคำสอนในพระศาสนา เป็นการดูแลสุขภาพโดยปฏิบัติตนด้วยความพากเพียรให้อยู่ในกรอบของศีล 5 คือ การลด ละ เลิกสิ่งที่เป็นพิษโทษภัยต่อสุขภาพและเชื่อในผลของการกระทำ แล้วสามารถดำเนินชีวิตเป็นปกติด้วยใจที่ผาสุก จนมีความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจและเกิดความผาสุกที่แท้จริงและยั่งยืนด้านสุขภาพ และผลที่ได้จากงานวิจัยนี้ จะก่อให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ในการปฏิบัติตนเพื่อส่งเสริม ความผาสุกทางจิตวิญญาณและนำความรู้มาประยุกต์ใช้หรือนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยมะเร็งต่อไป คำถามการวิจัย 1. การปฏิบัติตนด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้องเป็นอย่างไร 2. ความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้องเป็นอย่างไร 3. ความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติตนด้านสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้องเป็นอย่างไร วัตถุประสงค์ของการทำวิจัย 1. เพื่อศึกษาการปฏิบัติตนด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง 2. เพื่อศึกษาความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง 3. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติตนด้านสุขภาพ กับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง ขอบเขตการวิจัย 1. ขอบเขตพื้นที่ศึกษา การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณเลือกพื้นที่แบบเจาะจง ( Purposive S ampling) คือพื้นที่โรงพยาบาล พระมงกฎ เกล้า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลราชวิถี สถาบันมะเร็งแห่งชาติและโรง พยาบาลว ชิรพยาบาล 2. ขอบเขตเนื้อหา ผู้วิจัยทำการวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติตนด้านสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง การวิจัยครั้งนี้ศึกษาเจาะลึกในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ ระยะที่ 1 วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาเจาะลึกถึงข้อมูลทั่วไปและปัจจัยการปฏิบัติด้านสุขภาพที่มีความสัมพันธ์กับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง โดยอ้างอิงทฤษฏีการส่งเสริมสุขภาพของ เพนเดอร์ ( Pender et al., 1996) มาเป็นกรอบแนวคิดในการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปและปัจจัยการปฏิบัติด้านสุขภาพที่มีความสัมพันธ์กับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้องโดยศึกษาการปฏิบัติตนด้านสุขภาพของ เพนเดอร์ 6 ด้านดังนี้คือ ด้านความรับผิดชอบต่อสุขภาพ ด้านกิจกรรมทางร่างกาย ด้านการรับประทานอาหาร ด้านการมีสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ด้านการพัฒนาทางปัญญาด้านการจัดการกับความเครียดและความผาสุกทางจิตวิญญาณใช้ ของ พอลลูท เซียน และ เอลลิ สัน ( Paloutzian & Ellion . 1982) ได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนความผาสุกในศรัทธาที่ยึดมั่นต่อพระศาสนาและความผาสุกในสิ่งที่เป็นอยู่ซึ่งผู้วิจัยมีความสนใจจะศึกษาความสัมพันธ์ ระหว่าง การปฏิบัติตนด้านสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญาณของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง จากนั้นนำมาวิเคราะห์สาระองค์ความรู้และนำสู่การสร้างกระทงคำถามในระยะวิจัยเชิงปริมาณในขั้นต่อไป ระยะที่ 2 วิธีวิจัยเชิงปริมาณ นำการวิจัยเชิงคุณภาพมาสร้างกระทงคำถามเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติตนด้านสุขภาพกับความผาสุกทางจิตวิญญาณของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง และนำผลจากการศึกษามาใช้ในการวางแผนพัฒนาความรู้ในการปฏิบัติตนด้านสุขภาพของผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้องให้มีความผาสุกขณะปฏิบัติตนด้านสุขภาพในชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข 3. ขอบเขตด้านผู้ให้ข้อมูลและกลุ่มตัวอย่างการศึกษาครั้งนี้ ขอบเขตผู้ให้ข้อมูลและกลุ่มตัวอย่างโดยการเลือกแบบเจาะจง ( Purposive S ampling) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ ระยะที่ 1 วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ลงพื้นที่สนทนากับผู้ให้ข้อมูล โดยสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูล สังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม ในการปฏิบัติตนของผู้ให้ข้อมูล จำนวน 30 คนที่มีคุณสมบัติดังนี้ กลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้องทั้งเพศชาย และเพศหญิง ไม่จำกัดอายุ และตำแหน่งที่เกิดของมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยคัดเลือกเฉพาะเจาะจง ที่มารับการบริการที่ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลราชวิถี และ โรง พยาบาลว ชิรพยาบาล โดยใช้วิธีการบอกต่อแบบลูกโซ่ หรือสโนว์ บอล( Chain or Snowball Sampling ) คือผู้ป่วยท่านหนึ่งแนะนำผู้ป่วยอีกท่านหนึ่งที่ปฏิบัติตนในการดูแลด้านสุขภาพ โดยบอกต่อ ๆ กันไปจนครบ 30 คน ระยะที่ 2 วิธีวิจัยเชิงปริมาณ ลงพื้นที่สำรวจโดยใช้แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น กลุ่มตัวอย่างการวิจัยเชิงปริมาณ คือ ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้องที่สถาบันมะเร็ง แห่งชาติ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลราชวิถี และ โรง พยาบาลว ชิรพยาบาล กลุ่มตัวอย่างจำนวน 50 ราย เนื่องจากสถานที่พยาบาลต่าง ๆ มิได้ทำการเก็บสถิติผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ที่มีทวารเทียมหน้าท้อง ไม่สามารถทราบจำนวนประชากรที่แท้จริงทางสถิติได้ ดังนั้น การเลือกกลุ่มตัวอย่างที่ประชากรมีจำนวนนับไม่แน่นอน ( Infinite P opulation) จึงเป็นวิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยไม่ใช้หลักความน่าจะเป็น ( Non- P robability ) ดังนั้นจึงเลือกใช้ตัวอย่างแบบเจาะจง หรือเรียกว่าแบบพิจารณา ( Purposive หรือ Judgmental Sampling) การเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยพิจารณาจากการตัดสินใจของผู้วิจัยเอง ลักษณะของกลุ่มที่เลือกเป็นไปต

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน

word1.ปก.docx
19 พฤษภาคม 2565
wordภาคผนวก.docx
6 กันยายน 2564
word01 ปก พริ้วลมบุญ.docx
15 พฤศจิกายน 2563