ความมีกับความไม่มีในศาสนาพุทธ อันลึกซึ้ง.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความมีกับความไม่มีในศาสนาพุทธ อันลึกซึ้ง พ่อครูว่า... อาตมายังมีเรื่องที่คิดจะอธิบายอยู่ 2 เรื่อง วรรณะ 9 กับวิญญาณฐีติ 7 แต่พระไตรปิฎกที่นำมามีเรื่องปัญญา 8 กับเรื่องความมีกับความไม่มี ความมีกับความไม่มีเป็นเรื่องลึกซึ้งสูงสุดมันจบอยู่ในตัวเลย มันสุดยอดเลย พระพุทธเจ้าตรัสว่า ส่วนมากคนเราก็อาศัยความมีกับความไม่มี แต่ไม่รู้ตัวกัน ศาสนาเทวนิยมหรือคนทั่วไป มีอวิชชา เขาจะไม่รู้จักรู้ดีในเรื่องความไม่มี และเขาก็ไม่ค่อยเข้าใจ ถึงแม้ว่าจะหลงนิพพาน อาตมาใช้คำว่าหลงนิพพาน คืออยากจะได้นิพพานนั่นแหละ แต่หลงนิพพานไปเป็นความมี มันไม่เป็นความไม่มี ความไม่มีนี้สุดยอดเลย พุทธเจ้าตรัสว่าสุดยอดคือความไม่มี ที่ท่านตรัสว่า ลงท้ายว่า ส่วนสุด ความมีในโลกย่อมไม่มี ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี 2 ประโยคนี้จบด้วยความไม่มีทั้งนั้น เท่านั้นเอง จบจริงๆด้วยความไม่มี จะมีก็จบที่ความไม่มี จะไม่มีก็จบที่ความไม่มี แล้วคนที่จบ รู้สภาวะที่เป็นโดยไตรลักษณ์ก็ดี ด้วยความรู้ก็ดี โดยเฉพาะทำจิตตัวเองให้กิเลสไม่มีในจิต นั่นแหละเป็นสูงสุดที่ความไม่มีที่บรรลุอนัตตาธรรมของตนเอง แต่ธรรมดาโลกนี้ก็ต้องเข้าใจให้ได้ว่า มันก็มีความมีความไม่มีอยู่เป็นธรรมดาธรรมชาติ ใครมีอะไรใครไม่มีอะไร แม้ในโลกนี้มีพระอรหันต์ มีคนที่ไม่เป็นพระอรหันต์ มันก็มีเป็นธรรมดา นอกจากโลกที่มันไม่มีศาสนาพุทธ ในเทวนิยมหรือในตะวันตก ตะวันออกกลาง เทวนิยมทั้งหลาย มันไม่มีพระอรหันต์ ความไม่มีมันไม่มี มันก็เลยมีนิรันดร พระเจ้านิรันดร อัตตานิรันดร ไม่มีนิพพาน ไม่มีปรินิพพาน คนที่บรรลุสูงสุดมีนิพพานแล้ว จะตายอย่างปรินิพพานเป็นปริโยสาน ตายแล้วก็แยกธาตุจบไปเลย ไม่มีจิตนิยามของตัวเองอยู่ในกาละ อยู่ในเอกภพมหาจักรวาลแล้ว หมดไปจากวัฏสงสารเลย ได้ หรือจะยัง ผู
อ่านต่อ
้บรรลุอรหันต์ทำได้แล้ว แต่ยัง อย่างอาตมานี้ บรรลุอรหันต์ได้แล้ว แต่ยังไม่ยอมจบ จะไปเรื่อยๆก่อน จนกว่าจะสูงสุดถึงขั้นสัมมาสัมโพธิญาณสูงสุดเท่าที่พระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งจะมีภูมินั้น ซึ่งเป็นพุทธวิสัย อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็พอรู้ แต่พูดกับพวกเราก็เท่านั้น เพราะพุทธวิสัยของพระพุทธเจ้า พูดไปคนก็ไม่รู้ด้วยได้ ก็ไม่พูดดีกว่า ศาสนาพุทธนี้พระพุทธเจ้าตรัสรู้ อัตภาพหรือว่าคนที่ได้ความเป็นจิตนิยามขึ้นมา ตั้งแต่เริ่มต้นเป็นสัตว์ จิตนิยามเป็นสัตว์ทั้งนั้น ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียวเริ่มต้นแล้ว แล้วก็พัฒนาขึ้นไป ยังไม่ถึงขั้นเป็นสัตว์ก็เป็นพืช พีชะ ซึ่งก็มีความแตกต่างกันใน อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม จัดการได้ด้วย กรรม ด้วยธรรม ธรรมะเป็นแกนตั้ง กรรมะเป็นแกนเคลื่อน เป็นภาวะ 2 ปฏิบัติเรียนรู้จนกระทั่งสามารถที่จะ ศาสนาพุทธพระพุทธเจ้ามีเป้าหมายอยู่ จริงๆมี 2 ประเด็นหลัก ประเด็นที่ 1. สอนให้คนมีจิต มีปัญญา มีสำนึก ให้รู้ว่าโลกียะเขามีดีและชั่ว แล้วดีและชั่วเป็นความไม่เที่ยงเป็นโลกีย์ อยู่ในสังคมใดสิ่งแวดล้อมใดมันก็ยึดถือต่างกัน เขาว่าอะไรดีชั่วก็ต้องรู้ว่าดีและชั่วอย่างไร ก็ต้องทำดีไม่ทำชั่วนี่เป็นประเด็นที่ 1 2. ให้รู้จบให้รู้หมดเลย ว่าอัตภาพคืออะไร อัตตาคืออะไร เกิดมา ชีวะไม่เป็นชีวะ อุตุนิยาม พีช จิต เป็นอย่างไร แล้วเรียนรู้ให้จบปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ นี่คือที่สุด ส่วนโลกียะเรียนรู้แต่ดีแต่ชั่วและไม่เป็นหลักประกันแน่นอน ว่าจะเมื่อใดก็เป็นคนดีไม่ทำชั่ว ดีตลอด ทำกับโลกียะก็ดีตามสมมุติเขาหมด จึงเป็นหลักประกันของคนที่เรียนรู้จากทฤษฎีของพระพุทธเจ้าแล้วจะไม่เป็นคนชัวเลย ถ้าโลกียะสูงกว่าโลกียะ มีสุขมีทุกข์ มีนิพพาน อันนั้นสุดยอดเป็นโลกุตระธรรมไปเลย ซึ่งโลกที่จะรู้จักโลกุตรธรรมมีจำนวนหนึ่งมีน้อย ในโลกเทวนิยมที่เป็นโลกีย์มีเยอะ ก็เป็นธรรมดา แม้โลกุตรธรรมจะมีอยู่เขาก็เรียนรู้ไม่ได้ เพราะยังไม่มีบารมี เข้าใจไม่ได้หรอก พยายามจะเรียนอาจจะเก่งได้แค่ภาษาบัญญัติ 641103_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ วิญญาณฐิติ 7 อธิบายอย่างพิสดาร