วิญญาณฐิติ 7 อธิบายอย่างพิสดาร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์19 KB
วันที่แก้ไข3 พฤศจิกายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

วิญญาณฐิติ 7 อธิบายอย่างพิสดาร พ่อครูว่า... พ่อครูโหวต จะพูดเรื่องวิญญาณฐีติ 7 หรือวรรณะ 9 (ดช.ป่องเอี้ยมเลือกเลข 7) วิญญาณฐีติ 7 ที่อื่นๆใดๆเขาก็ไม่เรียนกันนะ วิญญาณฐีติเป็นฐานปฏิบัติของผู้ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ วิญญาณฐีติคืออะไร วิญญาณฐีติหมายความถึงผู้ที่ลืมตาปฏิบัติ ไม่ใช่หลับตาปฏิบัติ ผู้ที่หลับตาปฏิบัติจะเป็นสัตตาวาส 9 เป็นสัตว์อยู่ทั้ง 9 เลย หลับตาปฏิบัติ ซึ่งมิจฉาทิฏฐิเป็นเดียรถีย์ การหลับตาปฏิบัติมันไม่ใช่ศาสนาพุทธเลย มันไม่รู้ กะพร่องกะแพร่งตาหูจมูกลิ้นกายไปดับไม่รู้เรื่อง พระพุทธเจ้าก็ตรัสกับภิกษุ ไปหลับตาปิดหูก็เหมือนกับทำตาบอดหูหนวกสิ อาจารย์เธอสอนอย่างนี้หรือ สอนให้หลับตาปฏิบัติก็เหมือนคนตาบอดหูหนวกสิ ซึ่งเขาหลงผิดกันได้อย่างไร อาตมาก็นึกออกยากเหมือนกัน _“พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ ๑๐. อินทริยภาวนาสูตร [๘๕๔] พอนั่งเรียบร้อยแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสถามดังนี้ว่า ดูกรอุตตระ ปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกหรือเปล่า ฯ อุ. แสดง พระโคดมผู้เจริญ ฯ พ. ดูกรอุตตระ แสดงอย่างใด ด้วยประการใด ฯ อุ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ในเรื่องนี้ ท่านปาราสิริยพราหมณ์แสดงการเจริญอินทรีย์แก่สาวกทั้งหลายอย่างนี้ว่า อย่าเห็นรูปด้วยจักษุ อย่าได้ยินเสียงด้วยโสต ฯ พ. ดูกรอุตตระ เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่เจริญอินทรีย์แล้วตามคำของปาราสิริยพราหมณ์ ต้องเป็นคนตาบอด ต้องเป็นคนหูหนวก เพราะคนตาบอดไม่เห็นรูปด้วยจักษุ คนหูหนวกไม่ได้ยินเสียงด้วยโสต เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสแล้วอย่างนี้ อุตตรมาณพ ศิษย์ปาราสิริยพราหมณ์ นั่งนิ่ง เก้อเขิน คอตกก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ ฯ”

พ่อครูว่า... แต่โจรผู้ปล้นศาสนาอยู่ทุกวันนี้ อาตมาพูดเท่าไหร่เท่าไหร่ไม่

อ่านต่อ

เคยรู้สึก ไม่เคยเก้อเขิน นั่งนิ่งเหมือนกันแต่นั่งนิ่งไม่รู้จะเถียงอย่างไร แต่นั่งนิ่งอย่างดันทุรังไม่ได้คอตกก้มหน้า ยังหลงระเริงระรื่นอยู่กับการนั่งหลับตาอยู่นั่นแหละ มันจึงยากยิ่งกว่าปลุกนาคตัวที่อยู่ใต้ก้นบึ้งของมหาสมุทรจริงๆเลย จะปลุกอย่างไรให้ตื่นโว้ย อาตมาพูดอันนี้อยู่ย้ำซ้ำไปซ้ำมาเพราะสงสารมาก สงสารชาวพุทธที่ไปหลงอยู่เช่นนี้มาก ถ้าพวกนี้ตื่นได้จริงๆนะ ศาสนาพุทธจะพลิกมาเป็นอย่างชาวอโศก จะมีวรรณะ 9 จะมีสาราณียธรรม 6 กันได้จริง เพราะท่านทั้งหลายมีอิทธิพลเยอะแยะกว่าอาตมา อาตมายังให้พวกคุณยอมรับมาเห็นดีเห็นงามได้เท่านี้เลย ถ้าทางโน้นมันพร้อมจะเชื่ออยู่แล้วใช่ไหม เขาศรัทธาเลื่อมใสกันดีอยู่แล้ว ถ้าเผื่อว่ามีอาจารย์ที่สัมมาทิฏฐิเท่านั้นแหละ จะเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ เปลี่ยนสังคม เปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนเศรษฐกิจ เปลี่ยนการเมือง เปลี่ยนรัฐกิจต่างๆ เปลี่ยนสังคมไปเลย เพราะฉะนั้นสังคมที่มีวิญญาณฐีติ 7 เป็นสังคมที่มีสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติลืมตาเรียกว่าวิญญาณฐีติ หลับตาเรียกว่าวิญญาณสัมภเวสี วิญญาณไม่ได้ตั้งอยู่ที่ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น มีความรู้สึกมีสติสัมปชัญญะ ทุกทวารเปิด ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะ กระทบทุกอย่าง นี่คือวิญญาณฐีติ ส่วนสัมภเวสีคือหลับตานั้นวิญญาณอยู่ในภพนั่งหลับตาไม่ได้มีที่ตั้ง ไม่ได้เป็นวิญญาณฐิติ ไม่ได้มีที่ตั้ง วิญญาณอยู่ที่การกระทบหูตาจมูกลิ้นกาย มันล่องลอยไม่มีที่ตั้ง มันจึงไม่มีความจริง วิญญาณนั้นไม่เป็นวิญญาณ เป็นวิญญาณอยู่ในภพชาติ ลอยละล่องเพ้อเจ้อไป วิญญาณที่มีที่ตั้ง มีที่กำกับ มีธาตุรู้มีรูปมีนาม ขณะนี้ ปัจจุบันนี้ ยืนยันกับคนอื่นก็ได้ นี่รูปนะ (ยกกระดาษ) นี่รูปนะ รูปปากกา รูปผลหมกรากไม้ข้าวของก็เห็นรู้ด้วยกัน ใช้ภาษาที่สื่อรู้เรื่องกันได้หมด มันก็ศึกษากันได้ เรียนรู้ไปด้วยกัน แต่อันนี้คนหนึ่งอยู่ในภพคนหนึ่งก็อยู่ในภพ แล้วก็เรียนรู้กัน โอ้ ต่างคนต่างมีอาทิสมานกายไม่เห็นของใครของใคร ก็โมเมๆ จะพูดอธิบายกันขนาดไหนอย่างไรหนอ ท่านถึงจะตื่นถึงจะรู้ ลองฟังโพธิรักษ์บ้าง ไม่ต้องถึงกับศรัทธาเลื่อมใสเต็มที่หรอก แต่ให้ ปรโตโฆษะ อาตมาก็เอาพระไตรปิฎกมายืนยันอธิบายอ้างอิงไป แต่ท่านก็ฟังแล้วท่านก็ไขหู ฟังแล้วท่านก็กลับไปศรัทธาครูบาอาจารย์เก่า พากัน เป็นพญานาคอยู่ใต้ก้นบึ้ง คำ กาย กับ คำว่า สัญญา อยู่ในวิญญาณฐีติ 7 แม้อยู่ในสัตตาวาส 9 ก็กายกับสัญญาเป็นหลักเหมือนกัน แต่ว่า สัตตาวาส 9 มันเป็นมิจฉาทิฐิ ส่วนวิญญาณฐิติเป็นสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิรู้ว่า กาย คืออะไร สัมมาทิฏฐิคำว่า กาย พ้นสักกายทิฏฐิ พ้นกาย พ้นความรู้ที่ว่าความเป็นกาย คืออะไร คำว่า กาย คำเดียวนี่แหละ มิจฉาทิฏฐิเต็มบ้านเต็มเมือง มิจฉาทิฏฐิอย่างไร คือ เข้าใจว่า กาย นี่คือภายนอก คือ วัตถุ คือสรีระ อย่างเดียว ไม่มีจิตเข้าไปร่วมด้วยเลย นี่คือ มิจฉาทิฏฐิ 100% แล้วมาเป็นภาษาไทยด้วยนะ คำว่า กาย โดยผนวก กับ ภาษาไทยอีกคำว่า ร่าง เป็น ร่างกาย ร่างข้างนอกเท่านั้น ยิ่งบอกว่าร่างก็คือ สรีระ อยู่ข้างนอก ไม่เข้าไปหาในเลย นี่คือมิจฉาทิฏฐิในสังโยชน์ข้อที่ 1 ว่าเข้าใจเรื่อง กาย สัมมาทิฏฐิหรือยัง ถ้าเข้าใจคำ กาย ข้อที่ 1 ยังไม่ได้เลยสังโยชน์ข้อที่ 1 ยังไม่ได้ก็เข้าใจผิดไปหมดเลย เพราะว่ามิจฉาทิฏฐิในคำว่ากายคำเดียว แม้ในพจนานุกรมบาลีไทย ท่านก็ยังแปล กาย ว่า เป็นองค์ประชุม ไม่ได้แปลว่า 1 นะ กาย แปลว่า องค์ประชุมของเจตสิก เช่น เวทนาเจตสิก สัญญาเจตสิก สังขารเจตสิก เป็นต้น ในพจนานุกรมก็ยังแปลอย่างนั้นอยู่นะ ก็ยังดีมีหลักฐานที่ถูกต้อง แต่มามิจฉาทิฏฐิในคนไทยไปดิ่งๆว่า กายคือสรีระ เป็นร่างอย่างเดียว เป็นวัตถุอย่างเดียว ไม่มีจิตนิยาม ไม่มีความเป็นธาตุรู้หรือนามธรรมเข้าไปร่วมด้วยเลย นี่คือมิจฉาทิฏฐิอันที่ 1 เพราะฉะนั้น ที่ถูกก็คือกาย ต้องมี 2 และมีนามธรรมเป็นหลักด้วย กาย น่ะ พระพุทธเจ้าถึงตรัสว่า กายนี้ ตถาคตเรียกว่า จิต เรียกว่ามโน เรียกว่าวิญญาณ นี่ดีนะยังมีหลักฐานยืนยันในพระไตรปิฎก อาตมาหยิบขึ้นมาพูดนี้ก็คงว่ากันว่า พระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้ได้อย่างไร กายคือจิต คือมโน คือวิญญาณ เขาอาจจะบอกว่าพระพุทธเจ้าตรัสผิดหรือไม่ท่านน่าจะตรัสใหม่นะ คุณแปลกันเองไว้ในพระไตรปิฎกนะ เล่ม 16 ข้อ 230 ท่านตรัสเอาไว้ใน อัสสุตวตาสูตรที่ ๑ มหาวรรคที่ ๗ “[๒๓๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียก ภิกษุทั้งหลายว่า ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ ข้อ นั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตาย ก็ดี ของร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ ย่อมปรากฏ ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายนั้น แต่ตถาคตเรียก ร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้ เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าจิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับ รวบรัดถือ ไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ ตลอดกาลช้านานฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย คลาย กำหนัด หลุดพ้นในจิตเป็นต้นนั้นได้เลย ฯ”

ถ้าร่างข้างนอก เป็นมหาภูตรูป 4 มันเสื่อมไป เหมือนโพธิรักษ์ แต่ก่อนเป็นหนุ่มกว่านี้ไม่หย่อนยานไม่เหี่ยวอย่างนี้ เต่งตึงกว่านี้เยอะ มันก็เห็นๆ หน้าตาตอนนี้ยับยู่ยี่ลงไปเยอะ แต่ก่อนตึงเต่งกว่านี้ ใครก็ตามก็เป็นอย่างนี้ เห็นได้ง่าย ปรากฏให้เห็นได้ง่าย เพราะฉะนั้น ปุถุชนหรือใครก็ตาม แม้ไม่ได้สดับ ก็เบื่อหน่ายมันอยู่ ว่ามันไม่เที่ยง อยากให้มันตึงเต่งอยู่ตลอดเวลา เครื่องสำอางเขาเอามาขายให้ผู้หญิงหลง จนเขารวยกันเยอะแยะ ผู้ชายเดี๋ยวนี้ก็เอาด้วย พระพุทธเจ้า มุ่งหมายให้เรียนรู้ กาย ที่ จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ซึ่งเป็นความเสื่อมที่รู้ได้ยากกว่าดินน้ำไฟลม จิตวิญญาณก็เสื่อมได้ เสื่อมอย่างไร ผู้อวิชชา จะเสื่อมเพราะว่าจิตวิญญาณมันเลวลง โลภมากขึ้น โทสะมากขึ้น ซับซ้อนมากขึ้น โมหะจัดเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆแล้วก็เสื่อม เขาไม่รู้ตัวได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้นจะให้เจริญ จึงยาก เพราะเป็นนามธรรมด้วย เพราะฉะนั้น ปุถุชน ผู้มิได้สดับไม่อาจจะเบื่อหน่ายได้ง่ายเลย ทั้งๆที่มันเลวร้ายแต่ก็ไม่รู้ตัวเพราะมันเป็นนามธรรม โลภมากขึ้น คนรวย ยิ่งรวยยิ่งโลภ ยิ่งโลภยิ่งรวย รู้ตัวกันได้ที่ไหน แม้แต่คนสวย ยิ่งสวย ยิ่งจะสวยๆๆ ใช่ไหม ไม่อยากให้เสื่อมสวยเลย ใช่ไหม มันไม่รู้ว่า ที่จริงธรรมชาติมันไม่ต้องรวยหรอก จริงๆด้วยหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว คุณไปรวยนี่ คุณเบียดเบียนผู้อื่น คุณแย่งผู้อื่น คุณกักตุนไม่ให้คนอื่น คุณขี้โลภ เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ คุณเป็นคนเลวในเรื่องของเศรษฐกิจ “คนรวย นี่เป็นคนเลวในเรื่องเศรษฐกิจ ถ้าทำให้เป็นคนจนขึ้นมาได้นี่เป็นคนดีในเรื่องเศรษฐกิจ” พูดตรงๆอย่างนี้ ในหลวงท่านไม่กล้าอธิบายอย่างอาตมาหรอก เพราะจะไปกระทบใครต่อใคร ซึ่งท่านเป็นในหลวง แต่อาตมาไม่ใช่ในหลวง อาตมาจึงได้พูดสัจธรรมเหล่านี้ได้ดี ได้ง่าย ได้ครบ แต่ในหลวงท่านมีข้อจำกัด ท่านก็ตรัสได้แค่นั้น ตรัสกลางๆ มามีเศรษฐกิจพอเพียง แต่อาตมาให้มามักน้อย มากล้าจน มาจนเลย ตรงกับพระพุทธเจ้าท่านตรัส อัปปิจฉะ มักน้อย ก็คือมาจนนี่แหละ มีน้อยๆ อย่าไปมีมากนะ มีมากมันมักมาก หากมันมีมากไป ก็หยุด น้อยลงให้พอ สันตุฏฐิ นี้เป็นต้นอธิบายมาหมดแล้ว เพราะฉะนั้นในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจสังคม (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท... พ่อครูสอนให้เรามาจนมาสูญ ในด้านรูปนอกและภายในด้วย ทำให้เป็นคนโลกุตระเหนือโลกได้สามารถช่วยมนุษยชาติ พ่อครูว่า... ผู้ที่รู้สภาพกายคือสภาพ 2 กายจำไว้ว่าคือสภาพ 2 กาย เป็นหนึ่งเดียวไม่ได้ เป็นมิจฉาทิฐิ แล้วกายจะต้องมีนามเป็นหลัก เห็นไหมว่า เข้าใจผิดเป็นมิจฉาทิฐิกันหมด แต่คนไทย กาย มีรูป เป็นวัตถุเป็นหลัก ไม่เกี่ยวกับนาม ไม่เกี่ยวกับจิตวิญญาณด้วยซ้ำ เห็นไหมว่ามันมิจฉาทิฏฐิไปเต็มสภาพเลย บริบูรณ์เลย สมบูรณ์แบบเลย มันก็ไปไม่รอด เข้าใจคำ ว่ากาย ก็ผิดแล้ว ยิ่ง สัญญา ในคำว่าวิญญาณฐีติ มี 2 คำนี้ สัญญาก็เป็นมิจฉาทิฎฐิกัน สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส 3 วิปลาส ผู้ที่มี 3 วิปลาสนี้เต็มรูปเลย ก็จะไปเป็นสัญญาวิปลาสอีก 4 ไปวิปลาส เห็นความทุกข์เป็นความสุข เห็นความไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน เห็นความไม่เที่ยงว่าเที่ยง เห็นความไม่น่าได้ไม่น่ามี(อสุภะ) เป็นสุภะ เพราะฉะนั้นผู้ที่มีสัญญาวิปลาสอย่างนี้ มันเป็นเรื่องจริงของคนที่วิปลาส นี่ไปแสวงสุขหรือแสวงทุกข์กัน คนแสวงความสุขหรือคนแสวงความทุกข์กัน ...เขาก็แสวงแต่ความสุขกัน ซึ่งก็วิปลาส พระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ท่านก็พูดกันว่า ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป ความสุขทุกข์มันเป็นมายา มี 2 หน้าเอามาหลอกมันเอาหน้าสุขมาหลอก แท้จริงมันมีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป สุขมันไม่มีหรอก เป็นหน้ากระดาษหลอก ซึ่งตัวนี้แหละเข้าใจกันยาก มันเป็นมายาซับซ้อน ความสุขความทุกข์มันเป็นสภาวะคู่ เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธจึงเข้าใจมาได้เลยว่า ต้องดับสุขดับทุกข์ หมดเลย แต่ทุกวันนี้มิจฉาทิฏฐิจะดับแต่ทุกข์ ไม่ดับสุขกันนะ เขาจะต้องสุข ไปมีสุข เป็นเทวดา 6 ชั้น จตุมหาราช คือ เทวดาจะต้องแย่งชิงปล้นฆ่ามาให้ได้ทั้ง 4 ทิศ เป็นเจ้าแห่งโลกเรียกว่าจตุมหาราช ได้มาแล้วก็ชื่นใจ เป็นภพที่ 33 เรียกว่า ตาวติงสา เป็นภพพิเศษ ภพสร้างภพใหม่ ภพยินดี ยินดีได้ปล้นแย่งชิงคนอื่นมาได้สำเร็จก็เป็นสุข แล้วก็อยากให้ความสุขมันยาวยืนเรียกว่า ยามา ให้มีเวลาไปตลอด ยามะ มีเวลาไปเรื่อยๆ ไม่มีจบ ดุสิต เขาให้พักเป็นที่พัก ให้หยุดบ้างเว้นวรรคบ้าง ไม่วรรคเว้ย ไม่ยอมพัก ถ้าใครพักได้ก็ค่อยยังชั่ว แต่มันจำนนเพราะว่าเมื่อยมันก็ต้องพัก เพราะฉะนั้นอาศัยดุสิต ผู้ที่อาศัยดุสิต จริงๆแล้วพระโพธิสัตว์อาศัยการพักอยู่ในภพ ดุสิตเป็นแดนของพระโพธิสัตว์ที่เดียว ไม่มีจตุมหาราช ดาวดึงส์ ยามา นิมมานรดี ปรินิมิตวสวัตตี ไม่มีหรอก เพราะฉะนั้นจะได้ยินเสมอว่า พระโพธิสัตว์จะไปจุติอยู่ที่ดุสิตทั้งนั้น ไม่มีแดนอื่นหรอก จะจุติอยู่ที่แดนดุสิตทั้งนั้น ฉะนั้นผู้ใด กาย ก็วิปลาสมิจฉาทิฏฐิ สัญญาก็วิปลาส สัญญาก็มิจฉาทิฏฐิ เริ่มต้นตั้งแต่ข้อที่ 1 ในวิญญาณฐีติ 7 ต้องเรียนรู้ให้ดีๆเลยว่า กาย คือองค์ประกอบภายนอกภายใน มีจิตวิญญาณสัมผัสเรียนรู้อะไรต่างๆนานา เสร็จแล้วคุณก็มีสัญญาเป็นตัวกำหนด กำหนดอะไรต่างๆนานา อย่าวิปลาส ถ้าวิปลาสก็เป็นมิจฉาทิฐิ เป็นสัญญาวิปลาส แต่คนที่ไม่ได้เรียนรู้ ก็จะวิปลาสไปหมด ไม่มีใครสัมมาทิฏฐิ กายต่างกันสัญญาต่างกันไปหมดเลย เป็นผู้ที่อวิชชากันหมด เป็นผู้ที่มีมิจฉาทิฐิกันหมด ในข้อที่ 1 กายต่างกันสัญญาต่างกัน ข้อที่ 1 ของวิญญาณฐีติ จนกว่าจะมาได้เรียน เรียนให้รู้จักความสงบ เป็นความสงบจากกิเลส กิเลสท่านรวมไว้ว่ามันมี นิวรณ์ 5 กาม พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ผู้ใดเรียนรู้นิวรณ์ 5 ได้คล้ายกัน แต่ก็ยังมีสัมมาทิฏฐิและมิจฉาทิฏฐิ แม้แต่พวกมิจฉาทิฏฐิก็ทำให้ไม่มีนิวรณ์ 5 ได้เหมือนกัน โดยนั่งหลับตาสะกดจิตให้ไม่มีนิวรณ์ 5 ได้เหมือนกันก็เลยสัญญากำหนดหมายตรงกันว่าไม่มีนิวรณ์เหมือนกันก็ทำได้ แต่มันเป็นวิธีชั่วคราว คุณจะฝึกให้มันเก่งขนาดอุทกดาสสะกดไว้ได้นาน เท่าไหร่ก็แล้วแต่มันก็ต้องกลับคืนมาเพราะมันไม่ได้ล้างตัวเหตุที่มันทำให้ไม่สงบ เพราะฉะนั้นความไม่สงบของพระพุทธเจ้าไม่ต้องไปกด รู้เหตุดับเหตุ อยู่กับโลกลืมตาเห็นทุกสิ่งทุกอย่างหมด แต่มันสงบ เพราะฉะนั้น คำว่า สงบ ของพระพุทธเจ้าในปัญญาข้อที่ 3 ในปัญญา 8 ประการ เป็นความรู้ของผู้ที่รับความรู้จากของพระพุทธเจ้า จากสัตบุรุษ จากผู้เป็นครู แล้วก็ศึกษาฟังแล้วฟังอีกทวนแล้วทวนอีก จึงสามารถทำจิตให้สงบได้ ว่า ความที่จิตสงบมี 2 อย่าง อย่างที่เป็นโลกียะ สมถะเป็นความดับความไม่รู้ อีกอย่างหนึ่งดับสงบถาวร ดับที่ต้นเหตุเลยจึงได้ความสงบ 2 อย่าง ปัญญาข้อที่ 3 ผู้ที่เรียนรู้แบบหลับตาเขาไม่รู้หรอก ว่า ความสงบ 2 อย่างนี้คืออะไร เขาก็บอกว่าความสงบกายกับสงบจิต กายสงบคือ กาย ไม่กระดุกกระดิก จิตสงบเขาก็ว่าจิตไม่กระดุกกระดิกเหมือนกัน หยุดไปเฉยๆซึ่งไม่ใช่เลย ความสงบกาย ยิ่งคล่องแคล่วว่องไวปราดเปรียว อย่างโพธิรักษ์ พูดไป กาย ยิ่งกว่าลิง เรียกว่า กายปาคุญญตา คล่องแคล่ว แต่จิตสงบ ถ้ามันดับสนิทจากกิเลส จิตก็ยิ่งคล่องแคล่ว กาย มันเกี่ยวกับข้างนอกด้วย ทำให้จิตสงบด้วย ก็เป็นกายสงบหมดเลยครบบริบูรณ์ แค่ปัญญาข้อที่ 3 นี้ เขาก็ไม่เข้าใจแล้วว่า กายสงบ จิตสงบ หรือมีความสงบกายสงบจิต กายวูปกาเสนะ จิตวูปกาเสนะ ทำให้ถึงพร้อม ทำให้บรรลุ ทำให้เสร็จได้ เขาก็ทำไม่ได้หรอกเขาก็ทำให้ได้แต่ กายนิ่งไม่ขยับ จิตก็ทำให้จิตนิ่งซื่อบื้อ แต่ที่จริง จิตต้องคล่องแคล่ว กายก็คล่องแคล่ว สงบของพระพุทธเจ้า ไม่แข็งทื่อ ยิ่งคล่องแคล่วว่องไว พระอรหันต์อะไรอย่างกะลิง ก็ปาคุญญตา ดีนะ ยังมีพยัญชนะบาลีพวกนี้ยืนยันให้อาตมาเอามาพูดอ้างอิงได้ เขาก็เถียงไม่ออก จะไปแปล กายปาคุญญตา จะนิ่งก็ไม่ได้ มันก็คล่องแคล่วว่องไวปราดเปรียว จิตก็ปาคุญญตา เหมือนกัน คล่องแคล่วว่องไว ซึ่งมันเป็นความซับซ้อนลึกซึ้ง อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นคนเข้าใจในวิญญาณฐีติ 2 กายต่างกัน เพราะฉะนั้น กายของพวก เดียรถีย์หรือพวกมิจฉาทิฏฐิ กายของเขาสงบเขาก็ไปนั่งบื้อ แข็ง ส่วนของพระพุทธเจ้านั้นแคล่วคล่องว่องไว ต่างกัน แต่เขาทำให้ไม่มีนิวรณ์กันได้ทั้งคู่ อย่างเดียวกัน แต่พวกมิจฉาทิฏฐิไม่มีนิวรณ์ ทั้งที่กายก็นิ่ง จิตก็นิ่งด้วยแบบซื่อบื้อ ไม่ใช่แบบกิเลสมันหมดมันหยุด กายแคล่วคล่อง จิตแคล่วคล่อง ไม่ใช่ แต่ก็ไม่มีนิวรณ์เหมือนกัน แต่อย่างนั้นมันกดข่ม เดี๋ยวออกมาก็คืนอย่างเก่า ไม่มีหยุดหรอก ทำไปเสียเวลาเปล่าๆ พวกนั่งหลับตานี้ทำอย่างนี้ สู่แดนธรรม... แสดงว่า อาจารย์ของเจ้าชายสิทธัตถะ อุทกดาบส อาฬารดาบส บุคคลเหล่านี้สามารถเกิดมามีนิวรณ์ 5 ได้อีกใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ใช่ๆๆ จะไปตายตกในภพนานมาก หายไปเลย ดับหายไปกลายเป็นสัมภเวสีเลยดับหายไปไกลเลย พระพุทธเจ้าถึงอุทานว่า ฉิบหายแล้วหนอ จะไปสอนได้อย่างไร สู่แดนธรรม... ครูบาอาจารย์ที่สอนกันมา มีแต่สอนให้เป็นอย่างท่านอุทกดาบสทั้งนั้นเลย ถือว่า ถ้าดับไม่มีสัญญากำหนดรู้นั่นคือจิตสงบ ไม่มีแม้แต่การงานของจิต พ่อครูว่า... นั่นแหละเป็นมิจฉาทิฐิเข้าขั้นเลย มิจฉาทิฏฐิได้สมบูรณ์แบบ น่าสงสารเป็นอย่างนั้นจริงๆเลย ไม่รู้จะทำอย่างไรยังไงยังไงก็เป็นชาวพุทธด้วยกันก็ได้แต่ปลุกกัน ใช้หอกแทงให้ตื่น หอกหักไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนแล้ว เอ้า ก็ต้องไม่เป็นไร อย่างไรอย่างไรก็ หาหอกมา เดี๋ยวเขาจะหาว่าพูดหาหอกอะไร ก็หามาเพื่อจะแทงพวกคุณนั่นแหละ ก็เพราะพวกคุณเป็นโจร ปล้นศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ้าเป็นราชาของศาสนา ไปปลุกให้ตื่นหอบแทงให้ตื่น หรือฆ่าให้ตายเสีย พวกที่นั่งหลับจมอยู่อย่างนั้นให้ตื่นขึ้นมาอย่าไปเป็นคนอย่างนั้น เท่าไหร่ก็ยังไม่รู้สึกตัวได้เลย เฮ้อ เหนื่อยจริงๆ จะเข้ามาก็ต้องเชียร์ว่าพ่อท่านสู้ๆ ทุกคนเข้าใจอาตมา อาตมาไม่ได้ไปต่อสู้กับอะไรหรอกเพราะว่าพยายามช่วยศาสนาพุทธต้องต่อสู้กับพวกมิจฉาทิฐิอย่างนี้แหละ พูดอยู่ทำไม พูดหาหอก เข้าใจให้ได้นะ อาตมานี่แหละคือค้นหาหอก พูดหาหอกอะไรวะ นี่แหละเอาหอกมาแทงโจรปล้นศาสนา มันแทงไปจนกระทั่งหมดแล้วต้องหามาเพิ่ม เห็นไหมว่าจะมาอธิบายสัจจะไปได้ทุกอย่าง เป็นสัจจะโลกุตระฟังให้ดีนะ ชัดเจนไหมนี่เป็นโลกุตระเดียวกันนะไม่ได้ขี้ตู่นะ

ตัวที่ 3 กายอย่างเดียวกันสัญญาต่างกัน กายอย่างเดียวกันคือ กาย พวกหลับตานี่แหละ พวกตาบอดตาใส อย่างเช่นธัมมชโยเป็นต้น หรือแม้แต่สายหลับตา เขาก็สร้างความใสขึ้นในภพ ซึ่งจริงๆหลับตาแล้วมันมืดอย่างเดียว มันไม่มีใสหรอก ใสนั้นคือภพหลอกตัวเอง มีแสงสว่าง เพราะฉะนั้นก็สร้างเป็นนิรมานกาย จนกระทั่งเป็นอาภัสรา สว่างไม่มีที่สิ้นสุด อาภัสรา เขาก็สร้างขึ้นมาหลอกตัวเองไป ใสเหมือนกันนะ กายอย่างเดียวกันรูปนามอย่างเดียวกันปรุงแต่งให้มันใสซึ่งมันหลอกแท้ๆ มืดมันก็ต้องมืดสิ จะไปใสได้อย่างไร อันนี้กายอย่างเดียวกันใส แต่สัญญาต่างกันไปสัญญาวิปลาส ที่จริงเขาได้ความใสอยู่ในภพ ต่างคนต่างใสนะ ใสของใครของมันใช่ไหม มันเป็น อาทิสมาณกาย นิรมาณกาย สัมโภคกาย มันไม่จริง กายใส ทั้งรูปและนาม รูปที่รู้ หลับตาเข้าไป คุณก็เป็นกาย ชนิดหนึ่ง คนที่ลืมตาอยู่เขาก็เห็นอาภัสราแสงสว่างธรรมดาธรรมดา พระอาทิตย์ตอนนี้เที่ยงวัน แสงจ้า อาภัสรา แสงใสมาก ตอนนี้เช้าขึ้นมารุ่งอรุณยังไม่ใสเท่าไหร่ ก็เห็นเป็นธรรมชาติธรรมดา ด้วยตากระทบเห็น แต่นี่ไม่ ใส ตาบอดตาใส ใสแบบเพ่งลูกแก้ว ซึ่งมันเป็นความเท็จทั้ง กาย เป็นความเท็จทั้งสัญญา ต่างกันมันก็มีความเท็จทั้งคู่ไม่เหมือนกันเพราะสัจจะมันมีหนึ่งเดียว ต่างกันไม่มีอย่างเดียวมันไม่ใช่หรอกสัจจะมีหนึ่งเดียว นี่คือวิญญาณฐีติข้อที่ 3 มันก็ต่างกันที่คนมิจฉาทิฏฐิกับคนสัมมาทิฏฐิ ส่วนข้อที่ 4 เป็นสุภกิณหา โดย เข้าใจว่าเป็นความน่าได้ น่ามี น่าเป็น อะไร ความมืด เพราะฉะนั้น ทั้ง สัมมาทิฏฐิและมิจฉาทิฏฐิ ถ้าเข้าใจว่าเราต้องการน่าได้น่ามี เรานอนหลับดับมืด ก็ไม่ต้องฟุ้งซ่านไม่ต้องมีแสงสีอะไร สบายหลับดิ่ง Deep Sleep เลยสบาย ก็เป็น สุภกิณหา ที่สัมมาทิฏฐิ แต่พวกที่ดับ เขาก็ว่าน่าได้น่ามีน่าเป็นในความดับ แต่ไปดับไม่ให้จิตมันรับรู้อย่างเป็นมิจฉาทิฏฐิ ไปดับสัญญา ไม่ใช่ดับอย่างพักผ่อน ไปดับให้จิตมันไม่คิด ไม่นึก ไม่ทำงาน ดีไม่ดี ดับให้ได้มากๆจนกระทั่ง เกือบไม่ทำงาน คนอย่างพวกฤาษีเขาเก่ง อยู่ได้เป็นวันๆ เป็นหลายวัน เขาดูเหมือนมีสถิติว่าอยู่ถึง 26 วัน หายใจระรวยนิดนึง ใช้ออกซิเจนน้อยมากก็ยังอยู่ได้ ยังไม่ขาดไม่ตาย สมองไม่เสีย ถ้าสมองขาดออกซิเจนก็เสีย แต่เขาทำได้ มันก็เก่งนะแต่มันจะทำไปทำไม เพราะฉะนั้นวิญญาณฐีติข้อที่ 4 เป็นพวกมิจฉาทิฏฐิกับสัมมาทิฏฐิ ก็จะชัดเจนว่าทำอย่างไร กายคืออย่างไร สัญญาคืออย่างไร สัมมาทิฏฐิก็ทำให้ถูกต้อง ปฏิบัติให้ได้ถูกต้อง ไม่วิปลาส ไม่ผิดเพี้ยน ผู้ที่ทำได้อย่างนี้แล้ว ก็สามารถที่จะสำเร็จด้วยอากาศ สำเร็จด้วยวิญญาณ สำเร็จด้วย อากิญจัญฯ หมายความว่า ดับกิเลส ทำให้กิเลสไม่มีแล้วในจิต จิตก็ว่างเป็นอากาศ เมื่อจิตไม่มีกิเลสแล้วก็มีแต่วิญญาณบริสุทธิ์ อากาศคือความว่าง วิญญาณคือธาตุรู้ อากาศก็บริสุทธิ์ วิญญาณก็บริสุทธิ์ เพราะมี อากิญจัญยายตนะ เพราะมีความรู้ยิ่ง เห็นจริงด้วยอายตนะว่า จิตของเรานี่ ว่างจากกิเลสแล้ว จิตของเรา มีแต่จิตวิญญาณสะอาดแล้วไม่มีกิเลสแล้ว อากาศก็เป็นอากาศบริสุทธิ์อย่างจริงจัง รู้ได้ด้วยอายตนะ วิญญาณก็เป็นธาตุรู้ที่ปราศจากกิเลส อากิญจัญยายตนะ คือไม่มี อากาศ ก็ไม่มีสิ่งที่ไม่ต้องการให้มีคือกิเลส วิญญาณก็มีสิ่งที่ไม่มีคือกิเลสเหมือนกัน เพราะฉะนั้นความไม่มีก็จึงไม่ได้หมายถึงแค่จิตว่างอย่างท่านพุทธทาสอธิบาย บอกว่าไม่มีอะไร เด๋อๆ ไม่ใช่ ต้องไปอ่าน จูฬสุญญตสูตร ว่างจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งคือกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด คือ กิเลสไม่มีในจิตเลย สะอาดบริสุทธิ์นั่นแหละคือ จิตว่าง จิตว่าง คือจิตอย่างไร คือจิต ที่ไม่มีกิเลส จิตปราศจากกิเลส บริสุทธิ์เรียกว่าอุเบกขา อุเบกขามีองค์ธรรม 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา นั่นคือจิตสะอาดบริสุทธิ์ จิตไม่มีกิเลส คืออุเบกขาถาวร อุเบกขาถาวร เพราะเอากิเลสออก ฆ่ากิเลสตายไปหมดแล้ว มันถาวร แต่ไปนั่งกดข่มจิตไม่ให้มีกิเลส ตื่นขึ้นมามันก็มี เพราะไม่ทำถูกต้องสัมมาทิฏฐิตามทฤษฎีที่ควรเป็น ทำตามลำดับตั้งแต่ หยาบ กลาง ละเอียด ตั้งแต่ภายนอก อบายมุข กามคุณหมดแล้วก็เหลือรูป อรูป แต่ไปนั่งหลับตาทำอย่างเดียว ข้างนอกก็ไม่รู้ ถึงว่าได้กินหมาก ฉับๆๆ ก็ไม่รู้ที่ตนเองติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสก็ไม่รู้ แล้วก็หลงตัวว่าเป็นอรหันต์ อาตมาก็ต้องเอามาพูด เพราะเป็นของจริงเป็นตัวอย่างที่ต้องเอามายืนยันว่าอาตมาพูดนี้คนเป็นไม่ได้ เป็น มหาบัวนี่แหละตัวจริงหรือสายอาจารย์มั่นนั่งหลับตาเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น กินหมากสูบบุหรี่กันฉุยๆ นั่งหลับตาปากแดงกันทั้งนั้น ไปดูสิ ยุคนี้ เป็นยุคไม่กินหมากกินพลูกันแล้วเขาก็ยังกินกันอยู่ ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะไม่รู้ความติดความยึด ไม่รู้จักการติดยึดความเสพติด ไม่รู้จักความเสพติด แล้วเสพติดอย่างหยาบแค่นี้ก็ยังไม่รู้ ยังมาโกหกชาวบ้านว่าเป็นอรหันต์อีก เจ้าประคุณเอ๋ย น่าสงสาร สงสารทั้งชาวบ้าน สงสารทั้งตัวมหาบัวและคณะ อาตมาเห็นสงสารในเขาจริง คำว่าสงสารนี้ลึกซึ้ง เห็นว่าเขาต้องวนเวียนอยู่ในสงสารให้อย่างมืดบอด ถึงน่าเห็นใจ เมื่อไหร่คุณจะรู้สัมมาทิฏฐิสักที อะไรอย่างนี้ มันน่าสงสาร ก็เขาแสวงหา เอาชีวิตทั้งชีวิตมาทิ้งกับทางศาสนาเลย จนกระทั่งตายไปอายุ 80 90 100 กว่าก็มี แต่แต่เสร็จแล้วเป็นโมฆะ เสียเวลาเปล่า มันน่าสงสาร อาตมาไม่ได้เล่นลิ้น ไม่ได้พูดประเหลาะอะไร มันน่าสงสารก็เห็นเขาวนเวียนอยู่ในสังสารจริง เมื่อไหร่คุณจะตื่น ตื่นรู้ว่าหยุดวนเวียนในวัฏสงสารมาตามลำดับเรื่อยๆ จะได้หลุดพ้นกันสักที (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท... พ่อครูพยายามช่วยผู้ที่แสวงหาธรรมะให้หลุดพ้นจากกิเลส พวกสายหลับตาเขาก็แสวงหาพ่อครูพยายามแซะไปเรื่อยๆจึงจะหลุดได้ เหมือนพระพุทธเจ้าไปปลดปล่อยอุทกดาบส พ่อครูว่า... นี่ก็เหมือนกันถ้าปลดหัวหน้าได้ ลูกน้องก็จะมาเพียบเลย ซึ่งพูดแล้วก็น่าสงสาร เหตุปัจจัยของอาตมานี้มันแก้ไม่ได้ มันเอาอาตมาหนักทุกวัน มันชักคันยิกๆในคอ คือเหตุมันสร้างเสลดที่เหนียว ทำให้เกิดการระคาย ต้องไอแรงๆ ไอนี้เมื่อย ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรก็ทนไปก่อน นี่ยังตายไม่ลงก็ต้องทนไป ที่จริงว่ากันจริงๆแล้วขออภัยมันอยากตาย มันจะว่าทรมานอาตมาก็ปลงวางมัน มันก็เลยไม่เท่าไหร่ แต่จริงๆมันทรมานนะ นอนก็ไอ กินก็ไอ ทำงานก็ไอ เพราะว่ามันไม่หยุด มันสร้างเหตุปัจจัยที่คอ ก็ไม่รู้จะทำไง หมอก็ช่วยได้เท่านี้ อาตมาก็จำนนเหมือนกัน ก็รักษาได้ตามอาการเท่านั้น มันแก้เหตุไม่ได้ ก็ยังไม่รู้ว่าจะมีทางแก้เหตุได้ไหม ถ้าไม่แก้เหตุสักวันก็สุดทนจนตาย ก็คงตายเพราะเหตุอันนี้ ไอจนกระทั่งสุดท้าย มันหายใจไม่ออก ก็คงตายไปเพราะเหตุอย่างนั้น สักวัน 641103_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ วิญญาณฐิติ 7

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน