สมาธิหลับตาเป็นของเดียรถีย์เป็นสัมภเวสี ไม่มีวิญญาณฐิติ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สมาธิหลับตาเป็นของเดียรถีย์เป็นสัมภเวสี ไม่มีวิญญาณฐิติ พ่อครูว่า... สมาธิ เดียรถีย์ ซึ่ง เดียรถีย์ เขาก็เข้าใจแบบของเขา พุทธขอยืมคำว่าสมาธิมาเท่านั้น สมาธิแบบพุทธ ของผู้ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ เขาก็เข้าใจอีกอย่างนึง เดียรถีย์ โลกียะก็รู้มาก แล้วก็ยึดถือ เชื่อกันอย่างเดียรถีย์ ชาวพุทธยุคนี้ก็เถอะ รู้มาก รู้แบบเดียรถีย์ เยอะ สรุปไม่ลง ไม่เข้าเป้าของพุทธะ ก็น่าสงสาร ไม่รู้จะทำอย่างไร อาตมาก็ช่วยได้แต่ผู้ที่พอจะนับถืออาตมาบ้าง พอได้ คนที่ไม่นับถืออาตมาเลย เขาไม่เชื่อถือเลย มันไม่ได้หรอก ฉะนั้นคำว่ายินดี ฉันทะ จึงเป็นตัวต้นของมูลกา ตัวต้น ของมูลสูตร 10 ความยินดีหรือฉันทะ เป็นมูลกา คือต้นราก จะเริ่มต้นพัฒนาตนเอง ถ้าไม่มีความยินดีในอะไร ก็ไม่มีความเจริญในอันนั้นเลย ต้องมีความยินดีในอันนั้น เช่น มายินดีในโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นเบื้องต้น เสร็จแล้วก็เรียนรู้มนสิการ ทำใจในใจของตนให้ได้ ให้ถูกต้องสัมมาทิฏฐิตามพระพุทธเจ้า จะเป็นสัมมาทิฏฐิก็ต้องมี ผัสสะเป็นมูลกา มีผัสสะ เป็นเหตุให้เกิดเวทนา ถ้าไม่มีผัสสะเป็นเหตุทางตาหูจมูกลิ้นกายมี ผัสสะ สัมผัสภายนอกภายใน เป็นกาย คุณปฏิบัติให้ตายอย่างไรก็เป็นสัมภเวสี วิญญาณที่ยังมี รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณมันจะไม่มีวิญญาณบริบูรณ์ให้คุณได้ปฏิบัติ ก็เป็นผู้ที่อยู่ในภพล่องลอยไป ตาหูจมูกลิ้นกายปิดหมด แค่นี้ก็เข้าใจไม่ได้ว่าวิญญาณอย่างสัมภเวสี กับวิญญาณฐีติ ผู้ที่หลับตาไม่มีทางมีวิญญาณฐีติ วิญญาณอยู่ในภพที่จะมีการรับรู้ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ไม่มี มีแต่วิญญาณที่ล่องลอยเป็น นิรมาณกาย สัมโภคกาย อาทิสมาณกาย ภิกษุสาติมีทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า "เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไ
อ่านต่อ
ม่ใช่อื่น” ภิกษุเหล่านั้นปรารถนาจะปลดเปลื้องภิกษุสาติจากทิฏฐินั้น จึงซักไซ้ ไล่เลียงสอบสวนว่า ท่านอย่ากล่าวอย่างนี้ ท่านอย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาค การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาค ไม่ดีเลย เพราะพระผู้มีพระภาคมิได้ตรัสอย่างนี้เลย ดูกรท่านสาติ วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยปริยายเป็นอเนก ความเกิดแห่งวิญญาณเว้นจากปัจจัยมิได้มี. (มหาตัณหาสังขยสูตร พตปฎ. ล.๑๒ ข.๔๔๐) พ่อครูว่า... สภาพหลับตาอยู่ในภพภวังค์ ศาสนาพุทธไม่ได้สอนให้ปฏิบัติแบบนั้น แต่สอนให้เปิดทวารทั้ง 5 มารับรู้ ปฏิบัติได้ แม้อยู่เหนือแล้วในกามคุณ 5 ก็ยังมีสภาพคู่เชื่อมต่อระหว่างภายนอกกับภายในที่ยังเหลือ ภวตัณหา เป็นสภาพคู่เสมอ ไม่ได้หมายความว่าหลับตาให้ตาหูจมูกลิ้นกาย บอด ไม่ใช่ แต่ยังลืมตา หูได้ยินเสียง จมูกได้กลิ่น ลิ้นรับรส เป็นปกติธรรมดาสามัญ แต่กิเลสเท่านั้นหยาบหมดแล้ว ดับได้หมดแล้ว อยู่เหนือแล้ว เหลือกิเลสภายใน ระดับ รูปภพ ในภวตัณหาต่อไป ก็ทำกิเลสในระดับนี้ให้หมดไป เมื่อรูปภพหมดไปก็จะเหลือ อรูป เป็นปลายทางแล้วก็ทำให้หมดอีกก็จบบรรลุอรหันต์ก็จบหมด กามภพ รูปภพ อรูปภพ หรือ โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา สิ้นหมดเลย ทีนี้ จะได้ความครบบริบูรณ์จะต้องปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 อย่างลืมตา มีศีล เป็นตัวกำกับหลัก แล้วมีอปัณณกปฏิปทา 3 เป็นผู้ตื่นรู้ ชาคริยานุโยคะ สำรวมอินทรีย์ ตาหูจมูกลิ้นกายกระทบสัมผัสอยู่ แล้วก็เกี่ยวกับเครื่องกินเครื่องใช้ โภชเนมัตตัญญุตา มีเครื่องอุปโภคและบริโภคเท่านี้แหละในชีวิตมนุษย์ ที่เราจะร่วมกิน ร่วมใช้ ร่วมสร้าง ร่วมทำ ร่วมสลาย ร่วมบูรณะ หรือร่วมทำลายทิ้ง ทั้งหมด เพราะฉะนั้นสรุปรวมก็คือผู้ที่รู้จักเกิด รู้จักดับ ทำสิ่งที่ให้เกิดให้เกิด ทำสิ่งที่ให้ดับก็คือดับ สรุปว่าเป็นภาวะ 2 ก็ได้แค่นั้น อะไรที่ควรจะดับก็ดับหมดเลยไม่ให้มีอีก หรือดับไปบางส่วน บางส่วนต้องอาศัยใช้สอย หรือ ต้องอาศัยใช้สอยอยู่มากนะ ยังไม่ต้องดับหรอก ปล่อยให้โลกอาศัยไป โลกจะต้องอาศัยสิ่งที่มี เราจะไปดับของเขาทำไม เขาต้องอาศัยตามฐานะ ฐานะของแต่ละบุคคลที่จะต้องอาศัยอย่างนี้เป็นต้น ก็รู้ความเหมาะความควรในการประมาณ เป็นผู้ที่มีสัปปุริสธรรม 7 และ มหาปเทส 4 641101 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 16