สื่อธรรมะพ่อครู(สัมประสิทธิ์) ตอน สัมประสิทธิ์ทำให้ผ่องใส.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สัมประสิทธิ์) ตอน สัมประสิทธิ์ทำให้ผ่องใส พ่อครูว่า…วันนี้วันพุธที่ 2 ตุลาคม 2562 ที่ บวร สันติอโศก _อาภรณ์ วิชัยดิษฐ์...เห็นพ่อท่านสดใสขี้นเหลือเกิน พ่อท่านทำอะไรมา หน้าตาผ่องใส มีเนื้อมากขึ้นด้วย ดิฉันอายุ 81 อยากถามพ่อท่านทำอย่างไรถึงหน้าตาผ่องใส พ่อครูว่า...เรื่องนี้ก็มีความจริง พระอานนท์ถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าใกล้ๆจะปรินิพพาน ทำไมเขาถามว่าร่างกายผ่องใสนัก พระพุทธเจ้าก็ตรัสตอบพระอานนท์ว่า...อานนท์กายตถาคตจะดูผ่องใสมากอยู่สองขณะ ขณะที่1.ตรัสรู้ใหม่ๆ กับอีกขณะหนึ่งจะปรินิพพาน ก็ผ่องใส นี่เป็นเรื่องจริง ทำไมผ่องใส มีนัยละเอียดที่จริงท่านก็ผ่องใสอยู่เรื่อยๆ แต่ที่ผ่องใสมากขนาดคือขณะที่จิตมีปีติ 1.ปีติจากตรัสรู้จะได้ทำงาน 2.ปีติจากจะได้หยุดทำงานจะปรินิพพาน ส่วนอาตมาที่ผ่องใสอยู่ตลอดเวลาเพราะอาตมาพยายาม ทำให้เกิด coefficient พลังงานสัมประสิทธิ์ที่อาตมาพยายามเพิ่มพลังให้แก่ตัวเองเสมอ ที่ใช้พลังสัมประสิทธิ์ภาษาทางวิทยาศาสตร์ก็มี endorphin พลังสารสุข ให้แก่ร่างกายให้ตัวเองผ่องใส ซึ่งมาจากจิต จิตทำได้หรือไม่ พวกเราฟังเราก็น่าจะทำให้แก่ตัวเองทุกคน ก็ทำสิ ทีนี้จะทำได้หรือไม่ได้ ทำได้ก็ทำ ก็เรียนรู้ไปฝึกฝนไป ทำจิตใจก็คือ มนสิการ การทำใจในใจ นี่เป็นเรื่องใหญ่ สำหรับศาสนาพุทธเลย แต่คนไม่เห็นความสำคัญของการทำใจในใจ พยัญชนะบอกว่ามนสิการ เป็นกิริยาคือมนสิกโรติ เป็นการทำใจในใจ คือเราทำใจของเราเอง ทำเป็นทำใจของเราได้ ทำให้เป็นใจหมองทำให้เป็นใจใส ไม่ต้องไปให้มันหมอง อาตมาทำนะ ทำได้เป็นอัตโนมัติทีเดียว ทำใจใส อาตมาไม่มีใจหมอง คนที่ทำใจเป็น คือคนที่มีธรรมะของพระพุทธเจ้าถึงขั้นที่ยังจิตให้อยู่ในอำนาจ การยังจิตให้เป็นไปในอำนาจได้ วสวัตติ คือผู้มีวสวัตตีโก ผู้ยัง
อ่านต่อ
จิตตนให้เป็นไปตามอำนาจจิตได้ ชาวอโศกเป็นผู้ไม่โศก ใครยังมีอาการโศกเศร้าในชีวิตยังไม่ใช่ตระกูลนี้จริง ยังมีแซมเศร้าแซมโศกอยู่ คุณยังแอบเศร้าแอบโศกอยู่ แฝงโศกอยู่ใครจะเอาชื่อนี้? เราใช้ภาษาสื่อก็จะเข้าใจ ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่ทำใจในใจเป็น ผู้ที่จะมีสัมมาทิฏฐิ 1. ต้องมีปรโตโฆษะ 2. ต้องมีโยนิโสมนสิการ คนที่มีสัมมาทิฏฐิแล้วจะมีปรโตโฆษะ แม้เขาจะพูดธรรมะผิด ด้วยตัวเองเป็นผู้ตัดสินพิพากษาเอง ก็เป็นธรรมดาธรรมชาติเท่าที่เรามีภูมิตัดสินว่าอันนี้ถูกอันนี้ผิดอันนี้ดีอันนี้ไม่ดี หรือเป็นกลาง ก็เป็นได้ 3 อย่าง คนที่เก่งมากก็รู้อันไหนผิดอันไหนถูก คนที่เก่งจะรู้ได้มากขึ้น แบบกลางๆตัดสินไม่ได้ก็แสดงว่าไม่เก่ง ถ้าเก่งก็จะตัดสินได้มากกว่าใครๆ ก็เป็นไก่ตัวพี่ อยู่ในสังคมยุคใดก็แล้วแต่เป็นไก่ตัวพี่ สำหรับพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าท่านเป็นไก่ตัวพี่ อาตมาเกิดมาในยุคนี้มายืนยันว่า อาตมารู้ธรรมะพระพุทธเจ้าถูกต้อง และพูดสิ่งที่ถูกต้องไม่พูดสิ่งที่ผิด ไม่เคยพูดสิ่งที่ไม่จริง พูดจริงตลอดเวลา พูดอะไรออกไป บางคนก็บอกว่าอวดตัวตนมากไป แต่พูดอย่างไม่มีกิเลสด้วยก็พูดความจริง และขอยืนยันว่าเป็นความจริงที่ไม่มีกิเลสซ้อนอยากอวดโอ่ตัวเองอย่างนั้นอย่างนี้ ซึ่งคนฟังแล้วจะเชื่อโดยสนิท โดยไม่มีเรื่องแย้งเลย หรือบางคนมีแย้งนิดนึงว่าจะจริงหรือทั้งหมดหรือ บางคนไม่เชื่อเลยบอกว่าพูดเกินไป คนเหล่านี้ก็มีหลากหลายอาตมาถึงไม่มีปัญหา มันมีเป็นธรรมดา อาตมาจะไปถือสา พูดอย่างแข็งก็คืออย่าไปแคร์อะไร เป็นธรรมดาธรรมชาติ คนที่ชั่งน้ำหน้า พูดอะไรก็ขวางหูเขาทั้งนั้นเพราะเขาเองเขาไม่ชอบน้ำหน้าไม่เชื่อน้ำมนต์ไม่ศรัทธาอะไรเลยก็เป็นอย่างนี้เป็นต้น พอขึ้นหมอลำ ก็ไปใหญ่เลยไม่ต้องรอแคนเลย ต่ออีกนิดนึง โยนิโสมนสิการ อธิบายด้วยหลักธรรมพระพุทธเจ้าแล้ว เป็นคำใหญ่ ที่รู้จัก จิต หรือ มนะ ต้องทำมนสิการะ คือกระทำที่จิต คนที่ทำที่จิตอย่างมีสัมมาทิฏฐิ มีสัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธด้วยจึงจะทำได้ที่ติดเลย ทำได้อย่างที่ต้องการให้เป็น คนนั้นเป็นผู้ที่เป็นพระอรหันต์ และเป็นพระโพธิสัตว์ เร่ิมรู้สมบูรณ์ โพธิสัตว์ก็รู้มากกว่าพระอรหันต์ไปตามลำดับ ก็จะรู้จิตเลย ดูสภาวะจิตว่ามันเกิดขึ้นมา ตั้งแต่รูปที่ 1 จนถึงรูปที่ 28 อย่างนี้เป็นต้น เจตสิกต่างๆหรือสภาวะของรูป28 ดินน้ำไฟลม และอุปาทายรูป 24 มีตาหูจมูกลิ้นกายใจกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส อีก10 แล้วหักเป็น 9 เขาถือว่า กายกับโผฏฐัพพะ มันซ้ำซ้อนกัน จากสัมผัสแล้วก็เกิดสภาวะ เรียกว่าภาวรูป 2 ภาวะ 2 นี้แหละ เป็นธรรมดาธรรมชาติของสังขาร ต้องเรียนรู้ภาวะ 2 จะเกิดอิตถีภาวะกับปุริสภาวะ คนอวิชชา จิตสัมผัสแล้วปรุงแต่งเป็นสุขเป็นทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ก็แสดงว่าตอนนั้นคุณพักยก นอกจากคนที่เป็นโลกุตรบุคคล สัมผัสแล้วไม่เกิดเป็นสุขเป็นทุกข์เลยเป็นเนกขัมสิตอุเบกขา ส่วนคนอวิชชาจะเป็นเคหสิตอุเบกขา ภาวะเหล่านี้จะต่างกัน อาตมาขยายความละเอียดให้ฟัง เคหสิตอุเบกขา เนกขัมมสิตอุเบกขา อธิบายให้ฟังได้เพราะรู้จริงหมดแล้วไม่ใช่แค่พยัญชนะ รู้จักสภาวะธรรมรู้จักธรรมะที่มันปรุงแต่งกันอย่างไร อะไรมันจะเกิดอาการอย่างไรมันมีนัยต่างกัน อาการ ลิงคะ ต่างกันอย่างไร จุดเรื่องราวรูปโฉม นิมิต มันให้รู้ ขยายความนิมิตให้รู้เป็นอุเทส อาการ ลิงค นิมิต อุเทส การรู้รูปนามก็ต้องรู้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส พระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ที่พูดดังนี้เป็นสัจจะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเอามาประกาศ คนไหนเข้าใจแล้วเอาไปปฏิบัติได้ก็จะเกิดเป็นคนมีความรู้ทางธรรม รู้จักจิตเจตสิกรูปนิพพาน ทำได้แล้วก็บรรลุฐานนิพพานคืออุเบกขา ต้นทางนิพพานคืออุเบกขา มีเรื่อง การตั้งเส้นทางของพระนิพพาน หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์แทบลอยด์หน้า 8 ของอาจารย์บูรพา ผดุงไทย อาตมาก็อ่านเป็นประจำ เป็นการยึดติดสายเทวนิยมเต็มรูปเลย การตั้งทิศทางก็มีสองทิศทางใหญ่ๆคือแบบทิศทางที่ถูกกับทิศทางที่ผิด เราสัมผัสความรู้จะพูดอธิบายมา อย่างอ.บูรพาเขียน อาตมาเคยทำเคยเป็นผ่านมาแล้ว แม้ปางนี้อาตมาก็ไปเล่นมาจมกับทางนี้มาก่อนสายหลับตา แล้วค่อยเข้ามาหาพุทธที่ถูกเต็มที่ เหมือนเจ้าชายสิทธัตถะ อ.บูรพาก็ยังลุยหลับตาอยู่ต่อไป สงสัยหลงในสามเหลี่ยม bermuda จะดึงขึ้นไหวไหมนี่ 621002_รายการสำมะปี๋ซี่วิต สันติอโศก ครั้งที่ 72