สื่อธรรมะพ่อครู(สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7) ตอน สาธารณโภคีที่ทุกระบบต้องการ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7) ตอน สาธารณโภคีที่ทุกระบบต้องการ สาราณียธรรม 6 ประชาชนจะอยู่ร่วมกัน อย่างมี เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม คนมาสัมผัสชาวอโศก จะเห็นว่า อยู่กันอย่างเกื้อกูล ช่วยเหลือกัน ไม่มีพฤติกรรมหยาบคาย รุนแรง แย่งชิง มีแต่เกื้อกูล เมตตากัน แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ ช่วยเหลือกัน งานการก็ช่วยกัน คนละไม้คนละมือ แม้แต่สมณะก็ไปช่วย ตามที่ไม่ผิดธรรมวินัย อันไหนผิดธรรมวินัย ก็ไปให้กำลังใจได้ ยิ่งข้อสี่ ลาภธัมมิกา เป็นสาธารณโภคี ชาวอโศกทำได้ถึงในฆราวาส ในสมัยพระพุทธเจ้า ยังทำไม่ได้ ระบบสาธารณโภคี ยังไม่เกิดกับ สังคมฆราวาสในสมัยพุทธกาล เพราะ... 1. ยุคสมัยนั้น ยังเป็นยุค สมบูรณาญาสิทธิราชย์ 2. ยุคสมัยนั้น ประชาชนยังจำนนในยุคของสังคมทาส 3. คนยุคสมัยนั้น ยังไม่มีความรู้เรื่อง“สิทธิ”ต่างๆ ที่มนุษย์พึงมี ตามธรรมชาติ ตามกฎหมาย ตามวัฒนธรรม และพึงมีตามสัจธรรมกันอย่างดีพอ 4. ยุคสมัยนั้น สังคมยังไม่เลวร้าย หนักหนาสาหัส เท่ากับสังคมยุคนี้ ยุคนั้น จึงไม่จำเป็นที่จะต้องมีกลุ่มสังคมที่ไม่เลวร้าย เพราะยุคนั้น มีสังคมคนดี มีวัฒนธรรม คนดีที่ดีอย่างเข้มข้นที่ดี อย่างเป็นตัวอย่างได้จริงชัดเจน ยังไม่ต้องยืนยัน ความเป็นคนที่มีประสิทธิภาพ ถึงขั้นเป็น “สาธารณโภคี” กันได้ในสังคมฆราวาส เพื่อถ่วงดุล หรือจูงนำสังคม ที่ยังไม่ดีส่วนใหญ่ นั้นเลย 5. ทรัพยากรของโลกในยุคโน้น ยังไม่อัตคัดขาดแคลน เท่ายุคสมัยนี้ 6. สิทธิในทรัพยากร ในยุคโน้น ยังไม่เคร่งครัดแย่งชิง เท่ากับสมัยนี้ 7. ทรัพยากรสาธารณะ ในยุคโน้น ยังมีมากมายเหลือเฟือ มีมากกว่ายุคสมัยนี้หลายเท่า 8. ความมีอิสรเสรีภาพ ของคนยุคโน้น ยังไม่รุ่งเรืองเท่า ในยุคสมัยนี้ 9. และในยุคโน้น ยังไม่ถึงขั้นเปิดโลก หรือยังไ
อ่านต่อ
ม่ถึงยุค โลกาภิวัตน์ (Globalization) อย่างสมัยนี้. ถ้าผู้บริหารประเทศเข้าใจแบบนี้ นี่เป็นเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง เศรษฐกิจสาธารณโภคี ที่ยอดกว่าคอมมิวนิสต์ต้องการ หรือประชาธิปไตยต้องการ คอมมิวนิสต์ ต้องการเอารายได้ผลผลิต มาเฉลี่ยเข้ากองกลาง ใช้กฎเกณฑ์บังคับขูดรีด เป็นภาษีมาให้แก่ส่วนกลาง แต่คอมมิวนิสต์ ไปไม่รอด เพราะว่าผู้บริหาร ไม่เป็นอาริยะ ถ้าผู้บริหารเป็นพระอาริยะ จะไปรอด จะไม่ขบถ ไม่คอรัปชั่นในรายได้ส่วนกลาง ประชาธิปไตย ต้องการให้เข้ากองกลางเยอะเหมือนกัน แต่ซูเอี๋ยกัน เพราะผู้บริหาร มีกิเลสความโลภมาก ก็เลยเข้าข้างตัวเอง และพรรคพวก กฎหมายของประชาธิปไตย เขาพยายามจะพูด ว่าอย่าให้คนร่ำรวย ไปเป็นผู้ออกกฎหมาย เพราะจะออกกฎหมาย ให้ตัวเองได้ร่ำรวยยิ่งขึ้น จึงมีคนไม่ร่ำรวยเข้าไป แอ๊คบ้าง แต่เมื่อมีอำนาจ ก็ออกกฎหมาย ให้ตัวเองร่ำรวย สรุปแล้ว ต้องมาทำจิตใจให้เป็นจริง เรียนรู้ให้ตนเป็นคนไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ได้ ไม่ต้องเป็นคนโลกีย์ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เป็นโลกุตระ เราต้องอยู่เหนือลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขให้ได้ สร้างคนให้เป็นคนโลกุตรธรรมให้ได้ สังคมจึงเป็นประชาธิปไตย หรือเป็นคอมมิวนิสต์ที่เจริญจริงๆ ไม่ต้องเอาระบบมาให้คนเป็น แต่จะสร้างคนให้คนเป็นก่อน ตามที่คอมมิวนิสต์ หรือประชาธิปไตยต้องการ และเป็นจริงด้วย
600327_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ มหาศีลคือสิ่งชี้บ่งแผ่นดินพุทธ