คนระดับไหนจึงคุยกับเทวดาได้.docx
เนื้อหาในไฟล์
คนระดับไหนจึงคุยกับเทวดาได้ _สว่างแสง ขวัญดาว : น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ลูกเคยได้ยินมาว่าพ่อครูคุยกับเทวดา คุยมีเสียงดังไหมคะ หรือว่าคุยในใจ พ่อครูตื่นแล้วก็นอนคุยหรือหลับไปด้วยคุยไปด้วยคะ ลูกไม่เข้าใจ แล้วคนระดับไหนที่จะคุยกับเทวดาได้น้อมกราบพ่อครูด้วยเศียรเกล้าค่ะ พ่อครูว่า…เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องตื้นเขิน เป็นเรื่องลึกซึ้ง เป็นเรื่องสมมติสัจจะ ปรมัตถสัจจะ ถ้าบอกสมมติสัจจะ ถ้าบอกว่าเทวดา ในสมมติสัจจะเราก็หมายถึงภาษาธรรมดาง่ายๆ แค่เป็น Common noun หรือสามัญนาม ก็หมายถึงความหมายกว้างๆ ทั่วไป เทวดาหมายถึงจิตใจอันเจริญ จิตใจอันสูงขึ้นจากความเป็นมนุษย์สามัญ บางทีจิตใจสูงขึ้นในแง่แค่โลกีย์ เป็นโลกียธรรมของเทวนิยมทั้งหลาย เป็นผู้เจริญแบบโลกีย์เท่านั้น ก็เรียกว่าผู้นี้มีจิตใจเป็นเทวดา เพราะฉะนั้นเขาก็เข้าใจได้ เราก็รู้ร่วมกับเขาได้ว่าเขาเข้าใจอย่างนี้ แต่ถ้าไปจำเพาะเจาะจงลงไปถึงโลกุตระ จิตใจของเทวดาก็คือ เทวดา พระพุทธเจ้าท่านแบ่งเป็น 3 อย่าง 1. สมมติเทพ (คนที่มีสภาวะจิตเสพโลกียสุขได้สมใจ) 2. อุปปัตติเทพ (คนที่มีสภาวะจิตเกิดความเป็นอาริยะ) 3. วิสุทธิเทพ (คนที่มีสภาวะจิตบริสุทธิ์ขั้นอรหัตตผล) (พตปฎ. เล่ม 30 ข้อ 654) สมมติเทพ เป็นโลกีย์ที่เขาเข้าใจ เหมือนนิยายปรัมปรา บางทีเขาบอกว่าคนตาทิพย์จึงจะเห็น คนไม่มีตาทิพย์ไม่เห็น อธิบายกันบางทีก็เลยงง ตามคำอธิบายของเขาคิดไม่ออกเลยว่าเป็นอย่างไร ไปถึงขนาดนั้น นั่นคือเทวดาแบบสมมติสัจจะ ซึ่งมีมากสารพัด กายต่างกันสัญญาต่างกัน ตามสัตตาวาสข้อที่ 1 ก็สมมุติไปได้สารพัด จนกว่าใครจะเข้าใจ มีสัมมาทิฐิในเรื่อง กายต่างกันสัญญาต่างกัน คนที่สัมมาทิฏฐิก็จะเข้าใจ ว่าคนนั้นเขาเข้าใจต่างกับเราเขาเข้าใจเป็นมิจฉาทิฏฐิ บางทีเราก
อ่านต่อ
็เดาไม่ออกว่าเค้าคิดว่าเทวดาเป็นอย่างไร ได้สารพัด แต่ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร ก็ต้องพวกวิญญาณฐีติ ก็ต้องรู้ว่า กาย ที่ถูกต้องเป็นสัมมาทิฏฐิเป็นอย่างนี้ สัญญาที่ถูกต้องอย่างสัมมาทิฏฐิเป็นอย่างนี้ ก็ต้องกำหนดรู้ความจริงแล้วตัดสินได้ ปฏิบัติธรรมได้สมบูรณ์ เมื่อใช้วิญญาณฐีติ 7 ปฏิบัติ ก็จะจัดการความเป็นวิญญาณ หรือความเป็นกายเป็นจิต ความเป็นรูปเป็นนาม ความเป็นภาวะ 2 โดยใช้สัญญาเป็นตัวปฏิบัติสอดส่องเสมอ อ่านภาวะ 2 รูปนาม ซึ่งรูปนามหรือกาย เป็นกายกับจิต เป็นภาวะ 2 เป็นรูปภายนอกกับรูปภายใน เป็นรูปกับนามก็เป็นภาวะ 2 หรือเป็นความต่างในชนิดนั้นชนิดนี้ละเอียดไปตั้งแต่ วิโมกข์ 8 จนถึงอรูปฌานอีก 4 และสัญญาเวทยิตนิโรธ อีก 1 ใช้สัญญาเป็นตัวกำหนดรู้นิโรธแบบสัมมา ถ้าหากสัญญากำหนดรูปแบบมิจฉาก็จะเป็นอีกแบบนึง ไม่ถูกต้อง อย่างถูกต้องก็เป็นสัมมาทิฏฐิเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ พวกมิจฉาทิฏฐิวิปลาสไปยึดถืออสัญญีสัตว์เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธบ้าง หรือไปเอาสัตตาวาสทั้ง 9 เป็นนิโรธ แม้แต่กาม เขาก็หลงผิดไปยึดกามว่าเป็นนิพพาน ในทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ จึงมี 5 มี กาม กับ ฌาน 1 2 3 4 ไปหลงผิดเอา 5 ขั้นในปัจจุบันธรรมของเขา แต่มันผิด เขาถือเป็นปัจจุบัน แต่เป็นปัจจุบันธรรมอย่างมิจฉาทิฏฐิ คุณหลับตาปฏิบัติ คุณไม่มีทวารทั้ง 5 ไม่มีกาม นั่นเป็นมิจฉาทิฏฐิของผู้ ได้อดีตกับได้อนาคตตาม พรหมชาลสูตร ซึ่งเป็นธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านแยกธรรมะมิจฉาทิฏฐิ 62 เอาไว้ ก็จะได้แต่มิจฉาทิฏฐิ 62 จะไม่สามารถเป็นสัมมาทิฏฐิได้เลย เป็นเรื่องลึกซึ้ง เป็นเรื่องไม่ธรรมดาเลยแต่อาตมาจำเป็นต้องอธิบายเพื่อบันทึกไว้ใช้เป็นหลักฐานเพื่อตรวจสอบ ผู้ที่ศึกษาตั้งใจจริงแสวงหาก็จะได้หลักฐานพวกนี้ ปฏิบัติบรรลุได้แล้วก็จะนำพาให้ศาสนายาวไปถึง 5,000 ปีของพุทธเจ้าได้สำเร็จ ก็จำเป็นต้องทำกันไป ตอนนี้อาตมาอธิบายบุคคล 7 ขยายความถึงขั้นซับซ้อนที่คนก็ยังต้องแยกบุคคลที่เป็นวิมุติ แบบสัทธาวิมุติ สัทธานุสารี ซึ่งเป็นสามเส้า ซึ่งมันยาก ถ้าไม่มีปัญญานำหรือเห็นด้วยปัญญา คุณเป็นตระกูลหรือโคตรของศรัทธา ซึ่งเป็นโคตรของจิตเลยนะ เป็นตระกูลศรัทธาจริต กับแบบพุทธิจริต ท่านเรียกว่าพุทธิจริต แต่เวลาตามหาธรรมะตามหาปัญญา ท่านเรียกว่าธัมมานุสารี เป็นผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อตามหา เดินทาง ตามสาระที่ถูกต้อง อนุสารี เป็นผู้ที่มีสาระเอาสาระโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า สัทธานุสารี ก็พยายามตามหา แต่ถ้าตามหาโดยไม่เกิดสัมมาทิฏฐิ พวกสัทธานุสารี ตามหานิพพาน ของพระพุทธเจ้าหรือสัมมาปฏิบัติ สัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้ายังไม่ได้ เขาก็จะมีทิฏฐิของเขา เขาไปปฏิบัติแล้วจะได้วิมุติ เขาก็หลงวิมุติ นิโรธ นิพพานของเขาแบบเดียรถีย์ ซึ่งเป็นมิจฉาวิมุตติ เป็นวิมุติของสายศรัทธาจึงเรียกว่าศรัทธาวิมุติ ก็จะวนเวียนอยู่ในศรัทธาวิมุติมันอีกนานมากเลย จนกว่าสัทธานุสารีนั้นจะมีปัญญารู้จัก ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค จะรู้จักสัจจะของพระพุทธเจ้า จึงจะสามารถทำให้อาสวะบางอย่างบรรลุได้ ดับสนิทได้ ถ้าอาสวะแต่ละอย่างดับไม่เป็น ไม่ถือว่าเป็นอรหัตตผลของพระพุทธเจ้า ต้องมีอาสวะดับจึงจะถือว่าเป็น อรหัตตผล ผู้ใดยังไม่มีปัญญา ไม่เห็นด้วยปัญญา แต่เขาก็ทำด้วยศรัทธา เป็นศรัทธานำ ศรัทธาพาเป็นไป เขาก็จะวนอยู่ที่ศรัทธาวิมุติ เป็นสามเส้า นาน เพราะฉะนั้นเขาจะไม่สามารถออกจากสัทธาวิมุติได้ ถ้าจะเริ่มไปเป็น ทิฏฐิปัตตะ ทิฏฐิเขาต้องสัมมาทิฏฐิ ถ้าหากเขาไม่สัมมาทิฏฐิ เขามีทิฐิแบบเก่า ก็ได้แบบสัทธาวิมุติ แบบสมถะวิมุติ เป็นแบบสาย เจโต เป็นเจโตวิมุติแบบเดียรถีย์ แต่เจโตวิมุติของพระพุทธเจ้าก็มี ต่างกัน กายต่างกันสัญญาต่างกัน มันมีนัยลึกซึ้งซับซ้อน แค่กายสักขีก็ยังไม่เรียกว่าอรหันต์ได้ จะต้องเป็นปัญญาวิมุตขึ้นไปจึงจะเรียกว่าเป็นอรหันต์ได้ อย่างนี้เป็นต้น แล้วอาตมามีความยากตรงที่ว่า ท่านใช้พยัญชนะแค่ว่า น เหว โข กายสักขี ต้องมีการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จึงจะบรรลุอรหันต์ได้ แต่ถ้าไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายก็จะได้แค่ศรัทธาวิมุติ ส่วนทิฏฐิปัตตะนั้นเห็นทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค สัทธาวิมุติอาจจะเห็น ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค บางตัว จึงบรรลุได้ อาสวะบางอย่าง แต่อาสวะบางอย่างของเขายังไม่ถึงขั้นทิฏฐิปัตตะ ยังอยู่ในภพ อยู่ในภวังค์เท่านั้น พระพุทธเจ้าจึงไม่นับว่าเป็นสัมมาทิฏฐิ ต้องออกมาเป็นทิฏฐิปัตตะก่อน ทิฏฐิปัตตะจะต้องเป็นทิฏฐิสัมมาปัตตา คือการบรรลุระดับหนึ่ง ถ้าปันนะก็บรรลุในระดับ 2 เมื่อเป็นทิฏฐิปัตตะก็เริ่มมีสัมมาทิฏฐิไปเรื่อยๆ จึงจะขึ้นถึงขั้นกายสักขี กายสักขีก็ยังไม่นับว่าเป็นอรหันต์ จะเป็นอรหันต์ต้องนับว่าที่ปัญญาวิมุติ ท่านก็มีตัวขยายความว่า น เหว โข ภาษาบาลี อาตมาเห็นใจที่ท่านแปลว่าไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ท่านแปลว่า มิได้ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ท่านแปลอย่างนั้นเลย ซึ่งถ้าไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายเป็นอรหันต์ไม่ได้ ผ่านไปเป็นปัญญาวิมุติไม่ได้ กายสักขีก็ยังไม่เรียกว่าอรหันต์ เพราะว่าอาสวะบางอย่างหลุดพ้นก็จริง แต่ยังไม่ถึงขีดจะยอมรับว่าเป็นอรหันต์ได้แล้ว ต้องอาสวะมากอย่างถือว่าหมดอาสวะ ยังมี นัยยลึกไปอีกคือ อุภโตภาควิมุติ คือหมดอนุสัยอาสวะ ท่านมาแปล น แปลว่าไม่ โข แปลว่าสิ่งที่มันเคยมีแล้วได้แล้ว เหวะ แปลว่า ความจริง ที่จริงแล้ว น เหว โข แปลว่าไม่จำเป็นที่จะต้องไปพูดถึงหรือบอกว่าปัญญาวิมุติจะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ไม่ต้องไปพูดถึง เพราะท่านต้องพ้นตั้งแต่ทิฏฐิปัตตะ มาแล้ว จนมาถึงอรหันต์ได้เป็นปัญญาวิมุติแล้ว ถ้าไม่สัมผัสดัวยกาย ไม่ลืมตาออกมาสัมผัสข้างนอกอยู่ในภพ หมดสิทธิ์ พวกหลับตาปฏิบัติจึงดันเอาอันนี้ไว้เป็นของตน ที่แปลกันอยู่ในพระไตรปิฎก แปลด้วยสายศรัทธา แปลด้วยสายท่านพระมหากัสสปะ พระวัดบ้านนั่นแหละ แต่ว่าเรียนมาตาม พระวัดป่า ยังไม่ได้เปิดทางสัมมาทิฏฐิอย่างที่อาตมายืนยันโลกุตรธรรมอย่างที่เป็น ยัง เพราะฉะนั้นจุดนี้สำคัญมากเลย ต้องศึกษาให้ดีจึงจะแจ้งสว่างชัดเลย ปัญญาวิมุตินี้ไม่ใช่ไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แต่มันเลยมาแล้วจึงไม่ต้องกล่าวถึง ไม่ต้องพูดถึงไม่ต้องกล่าวซ้ำอีกว่าปัญญาวิมุติจะต้องผ่านวิโมกข์ 8 ด้วยกาย คนที่ผ่านวิโมกข์ 8 ด้วยกายจะต้องดับอาสวะได้ตั้งแต่ทิฏฐิปัตตะมาเลย ในพวกทิฏฐิปัตตะก็มีสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แต่เขาดูอย่างเผิน หรือดูอย่างครบอาริยสัจ 4 ในสัทธาวิมุติก็มี ต้องเกิด เห็นทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ในพระไตรปิฎกเล่ม 36 ไปอ่านทบทวนให้ดีในบุคคล 7 พยัญชนะก็มี แต่ท่านไปแปล น เหวโข ไปแปลดิบๆว่า ไม่ผ่าน แต่ที่จริงท่านผ่าน ท่านพ้นไปแล้ว มันข้ามพ้นเรื่องนี้ไปแล้ว สู่แดนธรรม…ถ้าเป็นพ่อท่านจะแปลว่า อะไร พ่อครูว่า…อาตมาจะกล่าวว่า ไม่ต้องกล่าวถึงว่าจะสัมผัสวิโมกข์ 8 หรือไม่เพราะท่านผ่านมาแล้วเลยมาแล้ว เลยขั้นตีแตกสัทธาวิมุติ ออกมาเป็นทิฏฐิปัตตะ เป็นกายสักขี เป็นปัญญาวิมุติ เลยมาตั้งกี่ขั้นแล้ว ใส่ตำแหน่งอรหันต์ให้แล้ว เริ่มเป็นอรหันต์ที่ปัญญาวิมุติ กายสักขี พระพุทธเจ้ายังไม่รับรองว่าเป็นอรหันต์ จะมีผู้ที่มีอาสวะบางอย่างดับได้เท่านั้นเอง ยังไม่ถึงขีดตัดสินว่าเป็นอรหันต์ ยังยกฐานะเป็นอรหันต์ไม่ได้ เป็นนัยสำคัญ ศึกษาให้ดีๆ พูดแล้วก็เหมือนยกตัวเองว่า ยุคนี้ไม่มีใครอธิบายละเอียดสิ่งเหล่านี้ได้อย่างนี้ แยกแยะสิ่งเหล่านี้อย่างจริงจัง ตั้งใจให้ดีๆฟังธรรมด้วยดีย่อมเกิดปัญญา ถ้ายังมีอคติอยู่ในใจยากจะเข้าใจได้ทั่วรอบ สุสูสัง ละภะเต ปัญญัง ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา ถ้ายังมีอคติ จะหาว่าอาตมาเดาส่ง มันจะไม่ทะลุรอบ ไม่เป็นปฏิเวธธรรม
การคุยกับเทวดา สมมติเทพก็คือเทวดาโลกีย์ ไม่เข้าใจอะไรหรอก ส่วนเทวดาโลกุตระนั้นท่านแยกออกจากสมมติเทพ คนเขาจะหลงกันอย่างไรก็น่าสงสาร แต่เราไม่ไปหลงอย่างเขา เทวดาจริงก็คืออุบัติเทพ คือเทพที่เกิดได้ เป็นได้ ตามทฤษฎีพระพุทธเจ้าอย่างสัมมาทิฏฐิ เป็นจรณะ 15 วิชชา 8 เป็นต้น อุบัติเทพ เกิดจากสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่สมมติเทพ ไม่ใช่เดียรถีย์ ไม่ใช่พวกนอกรีตพระพุทธเจ้า ไม่ใช่เทวดานอกรีต แต่เป็นเทวดาในสัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้าคืออุบัติเทพ เกิดจากปฏิบัติถูกต้องตามทฤษฎีพระพุทธเจ้าอย่างสัมมาทิฏฐิแล้วเกิดจิตหลุดพ้นไปตามลำดับ เอาสังโยชน์ 10 มาจับเป็นต้น ตั้งแต่สักกายทิฏฐิ สีลัพพตปรามาส วิจิกิจฉา ฯ จนหลุดพ้นอวิชชา จึงสมบูรณ์แบบสะอาดหมดจด ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิอย่างตามลำดับ จะไม่ราบลุ่มไม่เรียบเหมือนฝั่งทะเล คุณก็จะย้อนไปย้อนมาสับสนไปสับสนมา ซึ่งหาคนที่ราบเรียบละเอียดมากยาก ใช้ปัญญาแท้เท่านั้น สายศรัทธาไม่มีทางต้องวน ยิ่งเป็นสายวิริยาธิกะนั้น 80 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป 3 เท่าตัวเลยกว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างนี้เป็นต้น สายศรัทธานั้นใช้เวลา 40 อสงไขยกับเศษแสนมหากัป จะต้องอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่เหงา ถ้าคนสัมมาทิฏฐิก็ไม่ถึง 40 อสงไขย ก็ลดลงมาลดลงมา จนถึง 21 หรือจนกว่าจะได้ถึง 20 อสงไขย ตามเกณฑ์มาตรฐานของพระพุทธเจ้าสายปัญญาธิกะ สมมติเทพเป็นเทวดาโลกจินตา อย่างเทวดาสายมหาบัว อาจารย์มั่น จะมีน้อยกว่าเทวดาสายธัมมชโยซึ่งเป็นเทวดา เทวดามิจฉาทิฏฐิเยอะมากเลยกว่าสายมหาบัว สู่แดนธรรม...เขาถามว่า พ่อท่านคุยกับเทวดามีเสียงดังไหม พ่อครูว่า…คุยกันอย่างสุภาพเรียบร้อยไม่มีเสียงดังหรอก คุยด้วยสาระธรรมธรรมะ เป็นเรื่องของการปุจฉาวิสัชนาเรื่องธรรมะอย่างนั้นอย่างนี้ หัวข้อธรรมอย่างนั้นอย่างนี้มาวิจัยให้กันฟัง พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าพบกับเทวดามาปรากฏแล้วคุยกันหัวข้อธรรมต่างๆทั้งนั้นแหละ บางทีก็เป็นเทวดาองค์ใหญ่รัศมีกว้าง ท่านก็ยกตัวอย่างรูปธรรมประกอบ ไม่มีตัวตนไม่มีเสียงดังหรอกเป็นความรู้ธรรมะ สู่แดนธรรม...คราวหน้า นิมนต์พ่อท่านคุยกับเทวดาเสียงดังหน่อยสมณะปัจฉาจะได้ฟังด้วย พ่อครูว่า…ก็เป็นละเมอไป จะย้อนแย้ง ก็คงหมายถึง คุยแล้วเอามาแสดงให้คนอื่นฟังหน่อยได้ไหม ซึ่งหลายอย่างก็แสดงไม่ไหว ก็ค่อยๆขยายความให้ฟังไปตามลำดับอย่าเพิ่งใจร้อน ปฏิบัติให้ได้ก่อนเถอะน่า คนที่ตะกละอยากจะรู้มากแล้วปฏิบัติไม่ได้อย่างนี้แหละน่าสงสาร เป็นสายพระบ้านของเถรสมาคม เยอะแยะที่เรียนเต็มหูเต็มหัว เสร็จแล้วไม่บรรลุธรรมก็เป็นบุคคล ปทปรมะ น่าสงสาร เวลาทำงานลืมตา อาตมาไม่ค่อยจะ ถ้าพูดถ้าปรุงสู่ฟังในขณะที่พูดนี้ก็คุยกับเทวดาไปในตัวเรา สิ่งที่รู้ลึกซึ้งอันนั้นมาพูดให้ฟังก็คือเทวดาเสียงดัง ที่กำลังอธิบายคือเทวดาเสียงดัง ที่พูดไปนี้มีเทวดาหลายองค์นะ ตั้งใจฟังดีๆ คนระดับที่จะต้องมีสัมมาทิฏฐิจึงจะคุยกับเทวดาได้ อย่างพวกคุณฟังเข้าใจสัมมาทิฏฐิได้ก็เริ่มต้นรู้จักเทวดา ก็เอาไปปฏิบัติในตัวเองได้ มันถึงขีดเขตของตัวเองได้ไป แต่ระวังจะเป็นเทวดานิรมาณกายฟุ้งซ่านสร้างไปเองเรื่อยๆแล้วก็คุยกับเทวดาเก๊ เละเทะไปเลย เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งยุ่งเลยต้องถึงขีดถึงเขตถึงทำได้ อย่าอยากได้อยากเป็นอย่างอาตมา เห็นช้างขี้อย่าขี้ตามช้าง เป็นไปตามธรรมชาติจะได้เอง 640602_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ตอบปัญหาคุยกับเทวดาเอากิเลสล้างกิเลส