ยังมีกายอยู่ คุณก็ยังมีกามอยู่.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข31 พฤษภาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ยังมีกายอยู่ คุณก็ยังมีกามอยู่ มาเข้าสู่เนื้อหา คุหัฏฐสูตร บทแรกก็ขยายความไปหมด จากพระไตรปิฎก ล. 29 คุหัฏฐกสุตตนิทเทสที่ ๒ ว่าด้วยนรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำคือกาย [30] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า นรชนเป็นผู้ข้องอยู่ในถ้ำ(สตฺโต คุหายํ) เป็นผู้อันกิเลสมากปิดบังไว้แล้ว(พหุนาภิฉนฺโน) นรชนเมื่อตั้งอยู่ ก็หยั่งลงในที่หลง((ติฏฺฐํ นโร โมหนสฺมํ ปคาโฬฺห) นรชนเช่นนั้น ย่อมอยู่ไกลจากวิเวก(ทูเรวิเวกา) ก็เพราะกามทั้งหลายในโลก ไม่เป็นของอันนรชนละได้โดยง่าย. คนจะรู้กามนี่ไม่ง่าย อย่างที่อาตมาว่าอยู่ทุกวันนี้ รู้กามต้องรู้กาย คุณรู้กาม คุณต้องมีสัมมาทิฏฐิในความเป็น กาย เพราะกามนี้กับกายแยกกันไม่ได้ ถ้าคุณไม่รู้จักกาย ยังมีกายอยู่ คุณก็ยังมีกามอยู่ ฟังอีกที คุณยังมีกายอยู่ คุณยังมีกามอยู่ คุณต้องหมดกาย เป็นชีวิตพืช พืชไม่มีกาย จิตนิยามมีกาย พีชนิยามไม่มีกาย ยิ่งอุตุนิยามยิ่งไม่มีกายเลย แยกกายแยกจิตตรงนี้ ก็เห็นใจแต่ต้องอธิบายสัจธรรมอันลึกซึ้งอันนี้ เพราะฉะนั้นถ้าแยกไม่ออกทวน ผมขนเล็บฟันหนังในมูลกรรมฐาน 5 ที่มันอยู่ข้างนอกเป็นอวัยวะองคาพยพ 32 นี้ ผมขนเล็บฟันหนัง นี่แหละองคาพยพ นอกนั้นมันไม่ใช่ มันแค่ ทวัตติงสาการ เป็นอาการ 32 แต่คนไปมีตาวติงสา ไม่มีองค์ที่ 33 นั่นเป็นของปลอมเป็นดาวดึงหรือ ตาวติงสา นั่นมันเป็นของเก๊ มันไม่มีจริง เป็นลมๆแล้งๆ เพ้อฝันปั้นขึ้นมาเป็นนิรมาณกาย สัมโภคกาย อาทิสมานกาย ขึ้นมาเอง แล้วมันก็เป็นของแต่ละคน ต่างคนต่างไม่รู้ของใครหรอก เสพ เป็นอุปทานหมู่เท่านั้น สัมโภคกายต่างคนต่างปั้นขึ้นมาเสพเป็นอุปทานแท้ๆเลย เพราะฉะนั้นอย่าไปยึดถือลมๆแล้งๆมันไม่เข้าเรื่อง เวทนามี 1 เท่านั้น เมื่อเรายังมีธาตุรู้ ถ้าปรินิพพานเป็นปริโยสานก็แยกธาตุเวทนาหมดเลย แยกเป็นอุตุ เป็นธาตุดิ

อ่านต่อ

นน้ำไฟลมหมดเลย ไม่มีความรู้สึกเลย หรือไม่ก็แค่อาศัยไม่ถึงขั้นอุตุขั้นพีชะ

กายกับกาม อย่างมหาบัวไม่รู้จักกาม รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสไม่รู้จัก เสพติดเกิดจากหมากพลู รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสครบอยู่ในนั้นเลย กินติดปากจนกระทั่งตายไปพร้อมกับหมาก ไม่เข้าใจเรื่อง กาม เพราะไม่เข้าใจเรื่องกาย ไม่รู้จักกาย ไม่พ้นสักกายทิฏฐิ ข้อที่ 1 ของสังโยชน์ เข้าใจกายไม่ได้ อย่าว่าแต่เข้าใจกายไม่ได้เลย สักกะของตนก็ไม่รู้ แต่พอรู้ว่าเพื่อผู้อื่นของผู้อื่นดี เป็นตัวอย่างได้ว่าไม่ใช่ แต่มันซ้อน หยาบ ซ้อนละเอียดเข้าไป ตัวเองยึดถือของตัวเองอย่างแน่นเลย เป็นอุปกิเลสเป็นตัวกูของกู พอพูดถึงทองที่เข้าพระคลังเรี่ยรายได้ ไม่ใช่น้ำพักน้ำแรงตัวเองนะ ไม่ใช่ตัวเองสร้างขึ้นมาแล้วก็แลกเปลี่ยนด้วยอัตราค่าแลกเปลี่ยนตามควรไม่ใช่ไปเอาเปรียบอย่างนายทุน แล้วคุณก็ได้ทองคำเท่านั้นบาท หมื่นล้านบาทอะไร แสนบาทอะไรก็แล้วแต่ มีทองคำเข้าคลัง มีเงินดอลลาร์ เข้าคลัง กี่หมื่นล้านอะไรก็แล้วแต่ ก็ยึดถือว่าเป็นของเราจนตาย พูดขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ภูมิใจ ว่านี่ฝีมือเรา ไปเรี่ยไรเขามาแต่อ้างว่าเพื่อประเทศไทย เอาประเทศมาเป็นจำเลย ใครก็เอามาให้สิ แล้วก็เอาไปช่วยคลัง นี่มันเป็นความซับซ้อน คนฉลาดจะใช้ความซับซ้อนพวกนี้สร้างอัตตาตัวเองให้โตได้ แล้วติดยึดในอัตตาตัวเองแน่นเหนียวไม่เข้าใจ ตีอัตตาหรือกายอย่างหยาบคือโอฬาริกอัตตา คือกายคือกามภายนอก หมดกาม ทวารทั้ง 5 แล้วเข้าไปสู่รูปภพ ภวตัณหา รูปภพ อรูปภพ จึงค่อยๆเลื่อนเข้าไปเป็น มโนมยอัตตา โอฬาริกอัตตา อรูปอัตตา ในอัตตา 3 ซึ่งไม่ได้เข้าใจอัตตาได้ง่ายๆ แล้วต้องล้างก่อนนะโอฬาริกอัตตาหรือกาม ต้องล้างออกไม่มีกายให้ได้ก่อน คุณจึงจะเหลือรูปภพ อรูปภพ เหลือภวตัณหา แต่คุณยังมี โอฬาริกอัตตาหรือมีกายครอบอยู่อย่างนี้ ไม่มีทางเข้าไปภายในได้ เหมือนกับจะกินทุเรียนโดยเอาปากไปกัดเปลือกทุเรียนได้อย่างไร คุณจะมาเรียกว่าเอาพร้าเอามีดมาเจาะเอาเปลือกออกก่อน คุณก็ต้องทำด้วยตัวเองสิ แต่เอาปากกัดเปลือกทุกเรียน อาตมาว่า ปากคุณพังก่อนได้กินทุเรียน มันไม่ได้ อ้างทุเรียนนี้ชัดดีเหมือนกันนะ ไปอ้างถ้ำ ภูเขาก็ยาก แต่เปรียบเทียบเปลือกทุเรียน คุณเอาปากกินอย่าอาศัยอย่างอื่นมันไม่ได้ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สู่แดนธรรม...กระรอกก็แทะเปลือกออกก่อน ย้อนไปเรื่องเพลงสมรรถภาพ ไม่เห็นครูบาอาจารย์คนไหนฝึกลูกศิษย์ให้เกิดสมรรถภาพได้อย่างนี้ สอดคล้องกับโอวาทปาติโมกข์ 3 เมื่อหมดกิเลสแล้วก็ทำกุศลให้ดีมากขึ้น พ่อครูว่า…เป็นอายะ 3 พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) ถ้าไม่เข้าใจเรื่องกาย ไม่เข้าใจเรื่องกาม ปิดประตูนิพพานได้เลย ต้องให้พ้นวิจิกิจฉาพ้นความสงสัยคลางแคลงว่า กายคืออะไร สักกะคืออะไร ตัวเรา กิเลสเรา โดยเฉพาะนามธรรมของเรา ตัวจิตเจตสิกต่างๆ รู้แล้วก็ชัดเจน แยกเอาสิ่งที่มันละเอียดมันเป็นกายกลิ เป็นตัวกิเลสที่ต้องอาศัยกาย เป็นตัวนอกก่อน แล้วค่อยเป็นจิตกลิ ถ้ากายกลิยังยังไม่หมดกาย แล้วคุณจะไปทำงา จิตกลิ มันผิดขั้นตอน ผิดลำดับ เพราะฉะนั้นพวกสายหลับตาเนี่ย เป็นโมฆะมันทำไม่ได้มันปลอม มันเป็นไปไม่ได้ พูดอย่างไรก็คงจะยาก แต่ยากก็คงจะมีคนคอยฟังก็คงจะศึกษา อาตมาว่าแม้พระไตรปิฎกเป็นฉบับของพระกัสสปะซึ่งเป็นยอดของเทวนิยมหนัก ขอบปลายของศาสนาพุทธเลย คือพระกัสสปะ อันนี้คนก็พอเข้าใจได้บ้าง พระกัสสปะ เป็นจอมออกป่ายึดป่า พระพุทธเจ้าเก็บตกจากพวกเดียรถีย์มา แล้วก็เป็นหัวหน้าเรียบเรียงพระไตรปิฎกแล้วเอามาใช้กันอยู่ในประเทศไทยด้วย อาตมาก็ช่างกระไร ไม่เอาฉบับของพระสารีบุตรมารวบรวมไว้เอามาใช้กัน มาเอาของฝ่าย กัสสปะมา สู่แดนธรรม…มี 3 เล่มที่เป็นของพระสารีบุตร คือเล่ม 29 30 31 นอกนั้นเป็นของพระกัสสปะ พ่อครูว่า…เล่ม 29 มีคุหัฏฐกสูตร กับเล่ม 31 ซึ่งพูดถึงบุรุษ บุคคลต่างๆ แล้วต่อไปขยายถึงบุคคล 7 เอาแต่แค่อุภโตภาควิมุติแล้วไปเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ มาเน้นอีกที กายกับกาม กามเป็นสิ่งที่นรชนทั้งหลายในโลก ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ชนทั้งหลายในโลกจะละได้โดยง่าย กาม ภาษาพูดสั้นนิดเดียว

สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด มีอยู่ หากว่าภิกษุเพลิดเพลิน ชมเชย ยึดถือรูปนั้น ตั้งอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เสียงที่พึงรู้แจ้งด้วยโสต ... กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยฆานะ ... รสที่พึงรู้แจ้งด้วยชิวหา ... โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย ... ธรรมที่พึงรู้แจ้งด้วยมนะ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดมีอยู่ หากภิกษุเพลิดเพลิน ชมเชย ยึดถือธรรมนั้นตั้งอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่แม้ด้วยประการอย่างนี้. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณที่เข้าถึงรูป เมื่อตั้งอยู่ย่อมมีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็นที่ตั้ง ซ่องเสพความเพลิดเพลินตั้งอยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณที่เข้าถึงเวทนา ... วิญญาณที่เข้าถึงสัญญา ... หรือวิญญาณที่เข้าถึงสังขาร เมื่อตั้งอยู่ ย่อมมีสังขารเป็นอารมณ์ มีสังขารเป็นที่ตั้ง ซ่องเสพความเพลิดเพลินตั้งอยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่ แม้ด้วยประการอย่างนี้ พ่อครูว่า…ต้องไม่ให้มันตั้งอยู่อย่างนี้ ต้องให้มันคลี่คลาย แล้วไม่ให้มันเจริญงอกงามไพบูลย์ ให้มันเสื่อม ให้กิเลสเสื่อม จนจิตใสสะอาดมากขึ้นไม่มีอะไรเพิ่มขึ้น จิตมีแต่เอาออก จิตที่ใสสะอาดก็คือเอาขี้ไคลแห่งความคิดออก ขี้ไคลของความคิดคุณมากเข้าก็จะกลายเป็นหูด เป็นพวกเนื้อเสียเป็นก้อน ตัดทิ้งได้ไม่เจ็บ กลายเป็นสิ่งที่ไม่ใช่กายแล้ว เหมือนเล็บ ผม เฉือนออกได้ไม่เจ็บหรอก หูดเป็นโพรงๆหน่อย แต่หนังจะแข็งเป็นก้อน ผู้ใดไม่รู้จักกาย ไม่รู้จักกาม แยกไม่ออก กายมีทั้งกายนอกกายใน แต่กามไม่มีกาม นอกงธรรมกามใน กามมันข้างนอก มีแต่กามคุณ 5 ไม่มีกามคุณ 6 กามคุณ 7 ต้องเอากามคุณ 5 ออกก่อน ถ้าไม่เอาออกก่อนไปทำภายในไม่ได้ เหมือนกับทุเรียน หากไม่เอาเปลือกทุเรียนออกก่อนคุณกินข้างในไม่ได้ ทุเรียนมีหนามป้องกันเยอะ ทุเรียนคงมีลีลาออกไปนอกประเทศอีกเยอะ เมืองอื่นประเทศอื่นก็มีทุเรียนเหมือนกัน แต่ทุเรียนของไทยรู้สึกจะพัฒนาพลิกแพลงไม่รู้กี่ชื่อ ขายกันลูกละเป็นแสน เจ้าประคุณแต่เขาประมูลหรอก ถ้าราคาจริงๆก็คงไม่ได้ อย่างเก่งก็สี่พู พูละสองหมื่นห้า สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่า ความกำหนัด(ราโค) ความเพลิดเพลิน(นันทิ) ความปรารถนา(ตัณหา) มีอยู่ในกาวฬิงการาหาร วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงาม ในที่นั้น วิญญาณตั้งอยู่งอกงามในที่ใด ความหยั่งลงแห่งนามรูปก็มีอยู่ในที่นั้น ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายมีอยู่ในที่ใด ความเกิดในภพใหม่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น ความเกิดในภพใหม่ต่อไปมีอยู่ในที่ใดชาติ ชรา มรณะต่อไปก็มีอยู่ในที่นั้น ชาติ ชรา มรณะต่อไปมีอยู่ในที่ใด ดูกรภิกษุทั้งหลายเรากล่าวว่า ที่นั้นมีความโศก มีความหม่นหมอง มีความคับแค้น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความปรารถนา มีอยู่ในผัสสาหาร ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่าความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความปรารถนา มีอยู่ในมโนสัญญาเจตนาหาร ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าว่า ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความปรารถนา มีอยู่ในวิญญาณาหาร วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามในที่นั้น วิญญาณตั้งอยู่งอกงามในที่ใด ความหยั่งลงแห่งนามรูปก็มีอยู่ในที่นั้น ความหยั่งลงแห่งนามรูปมีอยู่ในที่ใด ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายก็มีอยู่ในที่นั้น ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายมีอยู่ในที่ใด ความเกิดในภพใหม่ต่อไปก็มีอยู่ในที่นั้น ความเกิดในภพใหม่ต่อไปมีอยู่ในที่ใด ชาติ ชรา มรณะต่อไปก็มีอยู่ในที่นั้น ชาติ ชรา มรณะต่อไปมีอยู่ในที่ใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า ที่นั้นมีความโศก มีความหม่นหมอง มีความคับแค้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่ แม้ด้วยประการอย่างนี้. 640531_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมบรรยาย คุหัฏฐกสุตตนิทเทส ตอน 6

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน