นรชนผู้เพลิดเพลินหลงในเวทนา.docx
เนื้อหาในไฟล์
นรชนผู้เพลิดเพลินหลงในเวทนา สรุปแล้ว เข้าสู่ พารากราฟต่อมา สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย รูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด มีอยู่ หากว่าภิกษุเพลิดเพลิน ชมเชย ยึดถือรูปนั้น ตั้งอยู่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เสียงที่พึงรู้แจ้งด้วยโสต ... กลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยฆานะ ... รสที่พึงรู้แจ้งด้วยชิวหา ... โผฏฐัพพะที่พึงรู้แจ้งด้วยกาย ... ธรรมที่พึงรู้แจ้งด้วยมนะ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดมีอยู่ หากภิกษุเพลิดเพลิน ชมเชย ยึดถือธรรมนั้นตั้งอยู่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า นรชนเมื่อตั้งอยู่แม้ด้วยประการอย่างนี้. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณที่เข้าถึงรูป เมื่อตั้งอยู่ย่อมมีรูปเป็นอารมณ์ มีรูปเป็นที่ตั้ง ซ่องเสพความเพลิดเพลินตั้งอยู่ ย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ท่านสรุปไว้สองทางคือ ขิฑฑาปโทสิกะ กับมโนปโทสิกะ มโนปโทสิกะ เป็นตัวตั้ง เป็นตัว static จมอยู่ในจิตตนเองมโน เป็นโทษ ขิฑฑาปโทสิกะ เป็นตัววิ่งเป็นตัว Dynamic เป็นแรงเคลื่อน คนที่ไม่รู้จักมโนไม่สามารถตีแตกมโนให้สลายเป็นดินน้ำไฟลมได้เลย ไม่มีวิธีทำให้เป็นไป คนนั้นก็จมอยู่ที่มโน จมอยู่ที่ ขิฑฑาปโทสิกะ หรือจมอยู่ในแรงเคลื่อน ความเคลื่อนไป อวจรไป มันก็มี 2 เท่านี้สูงสุดก็มีสองเท่านี้ คำว่า 2 คำว่าเทวจึงเป็นเรื่องรวมได้หมดทั้งขยายความไปทั้งหมด สายเทวนิยมก็ลองไปทั้งหมดตีไม่แตกเลย พวกมหายานก็ขยายไปจนจับไม่ติดเลย เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้ทั้งตัวที่มาอาศัยตั้ง อยู่ กับไอ้ที่ขยายออกไปมากตามลำดับ อย่าอ้าขาผวาปีกเกินกำลังตนเอง ต้องเรียนรู้ขอบเขตปริเฉทที่ตัวเองต้องเอามาปฏิบัติทีละก
อ่านต่อ
รอบทีละวง บรรลุแล้วค่อยขยายความเก่งความสามารถขึ้น วงโตขึ้นใหญ่ขึ้นหลายวงมากขึ้น สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ผัสสะ เวทนา สังขารกับเวทนาที่จริงมันตัวเดียวกัน และตัวเดียวกันกับอายตนะ สภาวะเดียวกัน แต่เราไม่รู้รายละเอียดก็สับสน มันละเอียดกว่ากันบ้าง สังขารคือความปรุงแต่ง ผัสสะคือการกระทบ กระทบกันมาก็เป็นนามธรรม เรียกว่าอายตนะ สังขารจะคือรูปก็ได้ อายตนะเป็นนามก็ได้ ซึ่งอายตนะนี้เป็นเรื่องวัยเป็นเรื่องไม่ตั้งอยู่ เกิดมาเป็นเฉพาะปัจจุบันธรรรม ก็คือสังขารวิญญาณ แล้วเกิดจากนามรูปกระทบกันนี่แหละเกิดเป็นอายตนะ เพราะมีผัสสะจึงเป็นอายตนะ สังขารก็ดี วิญญาณก็ดี เวทนาก็ดี อันเดียวกันหมด ถ้าเข้าใจสภาวะที่แท้จริงด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว มันคือตัวตน อายะคือตัว ตน คือตน เวทนาคือตัวตน ถ้าไม่มีผัสสะอายตนะก็ไม่เกิด วิญญาณ รูปนาม สังขารไม่โผล่มาให้รู้ นามรูปต้องทำงานนะ ไม่ใช่ต่างคนต่างนอนเคียงกัน เพราะฉะนั้น 1.สังขาร 2.วิญญาณ 3.นามรูป 4.อายตนะ 5.ผัสสะ 6.เวทนา สังขารคือเวทนา สังขารคือวิญญาณ คงไม่สับสนนะ นามรูปคือสภาพ 2 ต้องกระทบกันมีผัสสะ กระทบกันก็เกิดสภาพอายตนะ คือ ความรู้สึก อย่าไปหลงอายตนะเป็นเรา หลงวิญญาณเป็นเรา หลงนามรูปเป็นเรา หลงผัสสะเป็นเรา ได้ผัสสะไปแตะผัสสะมันก็ติดตรงนั้น ผัสสะแล้วก็มีเวทนา แล้วไปติดเวทนา ติดความรู้สึก ติดอายตนะ ซึ่งมันติดไม่ได้ทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นรู้สภาวะจริงแล้วอย่าไปติด จริงๆแล้วมันมีอยู่ตามธรรมชาติ มันเป็นสิ่งที่เกิด สิ่งที่ทรงไว้ ธรรมะคือสภาพ 2 เสมอ เทฺว ธมฺมา ถึงต้องเรียนรู้เวทนา แล้วเรียนที่เวทนานี่แหละให้สรุปลงไปเป็นหนึ่งให้ได้ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 640530_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ธรรมบรรยาย คุหัฏฐกสุตตนิทเทส ตอน 5