ละอาย เกรงกลัวต่อบาปอย่างแรงกล้า เป็นปัญญา 8 ข้อที่ 1.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.24 KB
วันที่แก้ไข29 มีนาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ละอาย เกรงกลัวต่อบาปอย่างแรงกล้า เป็นปัญญา 8 ข้อที่ 1 _สู่แดนธรรม...จากที่คุณยายดินซึ้งถามมา คือ เจตนา อยากถามว่า สังคมสาธารณโภคีแบบที่พ่อท่านทำนี่ มีหรือไม่ในยุคนั้น พ่อครูว่า…ตอบได้ว่าไม่มี ในยุคพระพุทธเจ้ายังทำไม่ได้กับฆราวาส ส่วนใหญ่เป็น กลุ่มก้อนสงฆ์ของพระพุทธเจ้าเป็นสาธารณโภคีจริงๆ ในยุคนี้เขาก็จะหาว่าโพธิรักษ์เก่งอย่างไรเอามาให้ฆราวาสทำได้ อาตมาก็ไม่แย้งไม่เถียงอะไรแต่มันเป็นไปได้ มันเป็นสิ่งที่ทันสมัยล้ำสมัย เป็นสิ่งที่ชาวโลกจะเข้าใจได้ว่าเป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสาธารณโภคี ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตย สังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ต้องการลักษณะเศรษฐกิจแบบสาธารณโภคี แต่มีชาวอโศกนี้ทำถึง ทำเป็นสาธารณโภคีได้ ถึงที่ว่านี้ไม่ใช่เฉพาะหลักเกณฑ์ แต่ถึงโดยจิตวิญญาณ จิตวิญญาณที่เป็นสาธารณโภคี จึงอยู่ได้อย่างสงบเรียบร้อย สงบสบายเรียบร้อยเป็นตัวอย่างอันยิ่งใหญ่ในโลก เป็นจุดหมายปลายทางของประชาธิปไตยของคอมมิวนิสต์ของสังคมนิยมทั้งนั้น คือทุกคนไม่มีตัวตนทุกคนไม่ยึดถือเป็นตัวเราของเราทำงานเพื่อส่วนกลางเข้ากองกลางหมด เสียภาษี 100% ทุกคนทำงานแล้วไม่เอาเป็นของตัวของตน ร่วมกันกินร่วมกันใช้แบ่งแจกไป แล้วทุกคนก็สังวรตัวเองเป็นคนวรรณะ 9 เป็นคนอยู่สบายๆไม่ต้องยึดถืออะไรมาก กินง่ายอยู่ง่ายไปง่ายมาง่าย ศึกษาฝึกฝนตัวเองให้เจริญได้ง่าย เป็นคนมักน้อยจนกระทั่ง 0 เป็นคนที่มีศูนย์นั่นแหละดีที่สุด อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ เป็นคนใจพอได้เท่านี้ก็เหลือเฟือแล้ว ไม่มักมาก เป็นคนที่พัฒนาตัวเอง คนที่ยังไม่สมบูรณ์แบบก็ขัดเกลาตัวเองยังไม่บรรลุสูงสุดทฤษฎีนั้น โดยหลักเกณฑ์ ศีลสามัญญตาทิฏฐิสามัญญตาเป็น สัลเลขธรรม มีข้อปฏิบัติที่สูงขึ้น เป็นศีลเคร่ง ธูตะ มีอาการกายกรรมวจีกรรมที่มีกิเลสของแต่ละคเป็นอาการที่น่าเลื่อมใส

อ่านต่อ

จบด้วยไม่สะสม อปจยะ มีก็เข้าส่วนกลาง แล้วขยัน ไม่ได้มานั่งเอาเปรียบเอารัด แฝงกินแฝงอยู่ ขยัน ละอาย เป็นคนเจริญเป็น เทวะ มีสัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูต วิริยะ สติ ปัญญาอย่างแท้จริง คนที่มี หิริ โอตัปปะ เป็นคนที่รู้จักละอายต่อสิ่งที่ถูกต้อง ละอายต่อสัจธรรมที่ประเสริฐจะมีญาณปัญญารู้ความจริงว่าอันนี้เป็นสิ่งประเสริฐ ผู้นี้คนนี้เป็นคนประเสริฐ เช่น ยกตัวอย่างบางคนเห็นว่าคนคนนี้ไม่ใช่คนประเสริฐ ไม่ใช่คนเจริญแต่เป็นคนมิจฉาทิฏฐิด้วยเคยเห็นอย่างนั้น จนกระทั่งศึกษาไปตัวเองเจริญขึ้น มีปัญญา มีความรู้ มีศรัทธา มีปัญญาอันเจริญ จนกระทั่งรู้ว่าเราเข้าใจผิดรู้ว่าคนคนนี้เป็นอาริยะ เป็นอรหันต์ เป็นสัตบุรุษที่น่าเคารพนับถือแล้วเราเข้าใจผิดได้อย่างไร โอ้โห! ละอายตัวเอง หิริโอตตัปปะ เห็นเลยว่าตัวเองนี่มันโง่ ไปเห็นสิ่งประเสริฐเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกัน แล้วเคยปฏิบัติประพฤติกดขี่ ย่ำยีด้วยจะละอายตัวเองอย่างมาก ความรู้สึกละอายที่ว่าหิริโอตตัปปะจึงเป็นเทวธรรมที่ยิ่งใหญ่ คนเกิดจริงรู้สึกจริง เพราะฉะนั้นในปัญญาข้อที่ 1 เลยตรงกับความรู้ความฉลาด ของผู้ที่จะรู้ว่ามีพระพุทธเจ้า นี่เป็นสัตบุรุษหรือผู้ที่มีปัญญาอยู่ในฐานะครูผู้สัมมาทิฏฐิ พอได้สัมผัสแล้วได้พบจะรู้สึกถึงความละอายที่จะระลึกถึงยาวนานไกลลิบเลยว่า เราเคยเข้าใจผิดไปหลงในโลกียะเจริญโลกียะสูงส่งอะไรมา ได้หลงตัวเอง ได้แย่งชิงลาภยศโลกียะมา พอมารู้สึกตัวว่าทำไมเราโง่มาถึงขนาดนี้ ไปวนอยู่ได้กับโลกียะ แย่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุข จะละอายตัวเอง ความรู้สึกที่ หิริโอตัปปะเป็นสัจธรรมเป็นความรู้สึกจริงที่ยิ่งใหญ่ คนเกิดจริงเป็นจริงในจิตคนนี้แหละเป็นคนเจริญแท้เป็นปรมัตถธรรม ที่อุบัติขึ้นในตัวจิตผู้นี้ คนจะรู้สึกอย่างนี้เข้าถึงสภาวะอย่างนี้เองในจิตยากมาก กว่าจะเกิดปัญญาตัวนี้ มีความละอายอย่างแรงกล้า มีความเคารพอย่างแรงกล้า มีความรักอย่างแรงกล้า ที่พระพุทธเจ้าท่านใช้กำกับอธิบายเรื่องความรู้ ความฉลาด ที่เรียกว่าปัญญาที่จะเกิดในจิตคน เพราะฉะนั้นความรู้ความฉลาดจึงไม่ใช่ความรู้ความฉลาดที่จะเข้าใจกันง่ายๆ สามัญ ผู้ที่เข้าใจได้จะชัดเจนในพระพุทธเจ้า ในความเป็นคุณสมบัติ คุณวิเศษที่ยิ่งใหญ่ หรือ สัตบุรุษหรือผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิอยู่ในฐานะครู จะรู้สึก _สู่แดนธรรม...พ่อท่านพูดมาหลายครั้ง เหมือนพ่อท่านจะเห็นว่ามีผู้เปลี่ยนแปลงฐิติมายอมรับได้บ้างหรือไม่ครับ พ่อครูว่า…ใช่ คนที่คลายใจ จะตั้งใจฟังธรรมได้ดี ปัญญาจะเกิดสุตสูสังลภเตปัญญัง จะมีการเปิดจิตรับ คุณจะได้ปัญญา และถ้าเกิดจริงจะเป็นคนที่รู้สึกว่าเราละอายที่เคยลบหลู่ ไปดูถูกดูแคลนไปเข้าใจผิด มันจะรู้ตัวเอง สมน้ำหน้าตัวเอง มันโง่ที่ไปเห็นทองแท้ๆเป็นขี้หมูขี้หมาอะไรได้อย่างไร ทั้งๆที่เป็นเพชรเป็นทอง ทำไมเราตาต่ำอย่างนั้นจะรู้สึกตัวจริงๆ จะรู้สึกตัวละอายอย่างแรงกล้า จะเคารพอย่างแรงกล้า รักอย่างแรงกล้า มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆจะรู้สึกว่ามันของจริงๆ กว่าจะเห็นของจริง กว่าจะรู้ความจริง นั่นคือสัจจะจริงถ้ายังไม่เป็นสัจจะก็จะเป็นอย่างนั้น ยังมีอัตตามานะถือดีว่าฉันรู้ฉันเก่งอะไรอยู่ มันไม่เป็นอย่างที่อาตมาว่า

640329_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 33 ที่บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน