ชาติ 5 ในปฏิจจสมุปบาท.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.71 KB
วันที่แก้ไข29 มีนาคม 2564

เนื้อหาในไฟล์

ชาติ 5 ในปฏิจจสมุปบาท _อ.ไพรศีล...คำว่า “ชาติในปฏิจจสมุปบาท” กับ คำว่า “ชาติ 5” มีความหมายเหมือนกันไหมคะ พ่อครูว่า…ชาติในปฏิจจสมุปบาทกับชาติ 5 พยัญชนะมันตรงกัน คำว่า ชาติ เรารู้แล้วว่า ชาติคือความเกิด อาการเกิด มันเหมือนกันทั้งนั้น จะเป็นการเกิดในปฏิจจสมุปบาท หรือจะเป็นการเกิดที่ท่านตรัสไว้ในการเกิด 5 ก็ตาม ที่จริงแล้วถ้าเข้าใจสภาวะธรรมที่ชัดเจนแล้ว ทุกอย่างมีการเกิดกับการดับ เช่น คุณเกิดอวิชชา ก็เป็นการเกิด คุณก็จะมีความไม่รู้ เกิดสิ่งไม่รู้ เกิดความโง่ ๆ เกิดความไม่เข้าใจอะไร พอเกิดอวิชชา พระพุทธเจ้าท่านตรัสไปต่อ ปฏิจจสมุปบาทก็เป็นสังขารปรุงแต่งรูปนาม ว่ามีรากฐานของอวิชชา ไม่รู้มันก็ไม่รู้ว่าเป็นการปรุงแต่งอย่างไร สังขารเป็นอย่างไร ผู้ใดมาศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าอย่างสัมมาทิฏฐิ ผู้สอนแนะนำพยายามอ่านสังขาร ตั้งแต่หยาบภายนอก เรียกว่ากายสังขาร วจีสังขาร ก็เป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัต ที่มันหยาบจับได้ง่ายก็ให้รู้ว่ามันปรุงแต่งอย่างไร จนกระทั่งมันไปยึดถือเป็นโลกีย์ตามโลกไป ความทุกข์ความสุขเกิดความเจริญความเสื่อมไป ก็พยายามสภาพปรุงแต่ง จนกระทั่งมารู้ว่าเหตุที่มันปรุปรุงแต่งอยู่อย่างนี้ มันก็คือชาติของกิเลสเกิดเข้ามาร่วม ปรุงแต่งอยู่ในสังขาร กิเลสเกิดนั่นแหละจับอาการของกิเลสได้ กิเลสตัวตระกูลใหญ่ๆก็มี ราคะ โทสะ อย่างนี้เป็นต้น สราค สโทสะ เป็นสภาวะใหญ่ 2 ชนิด ผลักกับดูด จับอาการได้ก็ลดมัน อย่าให้มันเกิดชาติ จะรู้จักชาติอย่างที่ว่านี้ แต่คนที่อวิชชาสังขารปรุงแต่งอย่างไรก็ไม่รู้ จนสังขารที่ปรุงแต่ง ก็ต้องรู้ด้วยปัญญา เลิกเหตุที่ไม่เข้าท่ามาเป็นชาติ ก็ลดมันลง คุณก็ศึกษาจากนามรูป เวลาปฏิบัติก็ต้องมีผัสสะ ถ้ามันไม่มีผัสสะกันเลย มันไม่มีการ กระทบสัมผัสกันเลย ไม่มี Action reaction

อ่านต่อ

มันอยู่แต่ ฆ ไม่มี ปฏิ มันก็ไม่เกิดอะไร ไม่รู้เรื่องจนมันเกิดปฏิฆะ จากตัวตั้งเป็น ฆ ตัวหนึ่งเป็นตัว static ตัวหนึ่งเป็นตัว Dynamic กระทบกันจึงจะสามารถอ่านผัสสะที่มันกระทบกันขึ้นมาได้ ตัวกระทบกันจึงจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า อารมณ์หรือเวทนา ให้ศึกษาตัวนี้แหละ เวทนาตัวนี้เป็นแกนเป็นกรรมฐาน เป็นตัวจุดสำคัญที่สุด เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของศาสนาพุทธ ศึกษาเวทนานี้มันจะเป็น 2 แล้วก็เป็น 2 ที่รู้ได้ว่า 2 มันมีตัวหนึ่งเป็นจริง อีกตัวนึงมันเป็นตัวเก๊ มีผีมาร มีตัวมาผสมร่วมก็เลิกมันได้ รู้จักความจริงตามความเป็นจริงก็จบแล้ว จึงจะมีความรู้ว่าปัญหามันเป็นอย่างนี้ ตัวที่นิ่งอยู่คืออุปาทาน มันเกิดแล้วฝังอยู่ก็เรียกว่า ภพ มันเคลื่อนที่ก็เรียกว่า ชาติ นี่คือปฏิจจสมุปบาทถึงสุดท้ายคือชาติ พระพุทธเจ้าก็แจกเอามาใช้ภาษาเรียกเป็น 5 1.ชาติ 2.สัญชาติ 3.โอกกันตะ 4.นิพพัตติ 5.อภินิพพัตติ เพราะฉะนั้นการเกิดของธาตุรู้ ชาติ มันเกิดเป็นคำกลางๆ ชาติปิทุกขา มันเกิดมาก็พาให้ทุกข์ทั้งนั้น ฝังการเกิดด้วยอวิชชา ฝังมาเป็นรากฐานมาตั้งแต่สัตว์โลก จนกระทั่งวิวัฒนาการมาเป็นมนุษย์หรือเป็นคน มันก็ต้องมีอวิชชาเป็นเจ้าเรือน ใครจะไปแปลว่า จิตเดิมแท้เป็นจิตบริสุทธิ์ เป็นคนโมเม จิตมันเป็นอวิชชาทั้งนั้น แล้วค่อยมาล้างตัวโง่ ตัวอวิชชา ตัวกิเลสนี่ให้หมด จิตใจจึงสะอาดได้ เป็นจิตของอรหันต์ ซึ่งจิตเดิมแท้ไม่ใช่จิตบริสุทธิ์สะอาด พวกมหายาน สายเซน เอาพยัญชนะมาเล่นกันเลอะเทอะ ไม่สามารถที่จะรู้อาการของชาติ มันเกิดแล้วก็สั่งสมเรียกว่าสัญชาติ ชาติที่เกิดสั่งสมลงก็เกิดในตัวเอง โดยอัตโนมัติไม่รู้ตัวตนโดยที่เกิดมาก็จะมีสัญชาติเรียกว่าสัญชาติญาณ มันเป็นสัญชาตญาณของทุกอย่าง สัตว์เล็กสัตว์น้อยมันก็มีสัญชาตญาณของมันเกิดมา ก็มีสัญชาตญาณอย่างนี้ จิงโจ้เกิดมามันก็คลานหากระเป๋า หมูหมากาไก่ ไก่ไม่กินนม แต่หมูหมามันเกิดมาก็หานมดูดเลยเป็นสัญชาตญาณ คนก็มีสัญชาตญาณของคน หลายอย่างไม่ต้องสอนหรอก เด็กเกิดมามันก็เป็นอย่างนั้น มีสัญชาตญาณ ก็ค่อยๆพัฒนาไป โอกกันติ คือ ตัวกลาง ของการเกิดหยั่งลง ทุกอย่างสั่งสมลงเป็นอวิชชา โดยไม่รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่วก็รับเละไปหมดอยู่ในเซฟ จนกระทั่งมาศึกษารู้และแยกแยะได้ ถ้าเราปล่อยให้กิเลสผสมแล้วมันเกิดมันก็เป็นอวิชชายาวนานไปอีกนับชาติไม่ถ้วน เมื่อมาเรียนรู้ได้ว่ากิเลสมันผสมแหลมหน้ามา ก็อย่าให้มันหยั่งลงผสมลงมาในเซฟของเรา จัดการสลายออกให้ได้ ผู้ศึกษาอันนี้แหละ รู้จักตัวว่ากิเลสมันจะเกิดแล้วนะ รู้ได้ จัดการอย่าให้มันเกิดได้ ก็เรียกว่า ผู้นี้รู้ทันการเกิดเรียกว่า นิพพัตติ อาตมาอธิบายสภาวะไม่เอาแค่พยัญชนะมาขยายความ อาตมารู้จักภาษาบาลีตั้งแต่รากเหง้า ก ข ค ฆ ง ฯ แต่พวกที่ใช้ไวยากรณ์นั้นติดยึดภาษาเอาสภาวะแบบนี้มาพูดกันไม่รู้เรื่อง พอมาเป็นนิพพัตติ รู้จักการเกิดของกิเลส แล้วจัดการระงับดับไม่ให้กิเลสเกิดได้มีประสิทธิภาพให้กิเลสไม่เกิดจนชัดเจนเป็นอรหันต์ อภินิพพัตติ คือ ผู้รู้จักชาติที่เป็นตัวการเกิดที่เป็นอรหันต์แล้วไม่มีสิ่งที่เป็นกิเลสเกิดอีก สัพพะปาปัสสะอกระณัง จะเกิดอีกก็มีแต่กุศลบุญก็ไม่เกิดอีก บาปก็ไม่เกิดอีก มีแต่กุศลเกิด อันนี้แหละเป็นนัยยะสำคัญที่ว่าทำไม โอวาทปาติโมกข์ 3 สัพพะปาปัสสะอกรณัง กุสลัสสูปสัมปทา สจิตตปริโยทปนัง พระพุทธเจ้าถึงใช้พยัญชนะเหล่านี้ เพราะว่าอันนี้เป็นคำสอนที่พระพุทธเจ้าสอนพระอรหันต์ ที่ท่านสอนในยุคแรก ว่าเป็นผู้ที่หมดกิเลสแล้ว โอวาทปาติโมกข์ 3 ไม่ใช่แค่ละชั่วประพฤติดี แต่เป็นผู้ที่หมดบาปบุญสิ้นบาปเช่นกันแล้ว โดยเฉพาะบุญก็ไม่ต้องทำบาปก็ไม่ต้องทำ ซึ่งเรียกว่า สัพพะปาปัสสะอกรณัง ไม่ต้องพูดแล้ว ละไว้ในฐานที่เข้าใจ หมดทั้งบุญและบาป ปุญญปาปปริกขีโณ กรรมทุกกรรม จึงมีแต่กุศลเป็นอื่นไม่ได้ 3 ประโยคนี้เป็นพระปาฏิโมกข์เป็นของพระอรหันต์ทั้งนั้น แต่แปลกๆกันว่า ละชั่วประพฤติดีนั้นมันไม่ใช่ อย่างนั้นมันเป็นโลกีย์ แต่มันดีถ่ายเดียวไม่มีชั่วเลย ต้องบอกว่าละชั่วประพฤติดี คนนี้ยังไกลห่างสภาวะธรรมโลกุตรธรรมมาก _สู่แดนธรรม...ชาติ 5 กับชาติในปฏิจจสมุปบาท คือเรื่องเดียวกัน

640329_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 33 ที่บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน