ทำไมพระพุทธเจ้าไม่บัญญัติห้ามสาวกไม่ให้กินเนื้อสัตว์.docx
เนื้อหาในไฟล์
ทำไมพระพุทธเจ้าไม่บัญญัติห้ามสาวกไม่ให้กินเนื้อสัตว์ พ่อครูว่า…เรื่องกินเนื้อสัตว์กับไม่กินเนื้อสัตว์พูดขอให้ชัดอธิบายให้ฟัง เขาเถียงกันว่าพระพุทธเจ้าบัญญัติหรือไม่ได้บัญญัติไว้ ขอยืนยันว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติเป็นบัญญัติเลยว่าทุกคนจะต้องหรือนักบวช มาเป็นภิกษุแล้วจะต้องไม่ฉันเนื้อสัตว์ พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติไม่ได้กำหนดเลย ฟังให้ชัดๆ เพราะในยุคของพระพุทธเจ้าเป็นยุคที่คนรู้จักกันดีส่วนใหญ่ นักบวชที่เจริญเขาไม่กินเนื้อสัตว์ ส่วนนักบวชที่ไม่เจริญเขาก็กินเนื้อสัตว์ พระพุทธเจ้าจึงไม่ได้บัญญัติ เพราะท่านก็ไม่ฉันเนื้อสัตว์ แม้แต่พระเทวทัตก็ไม่ได้ฉันเนื้อสัตว์ ภิกษุส่วนใหญ่ไม่ฉันเนื้อสัตว์ มีบ้างที่ภิกษุบางรูปที่ฉันเนื้อสัตว์ ก็ไม่ได้ตรัสว่าอะไร ปล่อยให้เป็นปัญญาพิจารณาเอง สำนึกเองเขาก็เลิกเองของเขา เพราะมันเป็นโดยปริยายโดยส่วนรวมมากพอ ที่ไม่จำเป็นจะต้องไปบัญญัติสิ่งเหล่านี้ อย่างนี้เป็นต้น ขอให้เข้าใจดีๆเรื่องนี้อย่างนี้ ไม่อย่างนั้นก็เถียงกันอยู่อย่างนั้นแหละ พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ที่ไหน ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติระบุไว้ชัดเจน แต่มีคำบรรยายบ้างอยู่ในมหายาน เราก็มีเก็บไว้บ้างว่าการฉันเนื้อสัตว์มันไม่ดีอย่างไร มันลงนรกเป็นบาปเป็นวิบากอย่างไรก็บรรยายไว้เยอะแยะมากมาย เพราะฉะนั้นผู้รู้ก็ไม่ฉันเนื้อสัตว์ ผู้ที่ฉลาดแล้วรู้แล้วก็ยังไม่ฉันเนื้อสัตว์ ผู้ที่ยังโง่อยู่ไม่ฉลาดอยู่ เขาก็มีคำบรรยายพวกนี้ไว้ แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ไปบัญญัติ กำหนดบังคับหรือว่าอะไรไม่ นี่คือความอิสรเสรีภาพที่สมบูรณ์แบบที่สุด _สู่แดนธรรม…ที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติคือมีวินัยอีกข้อหนึ่งที่เปิดทางให้มีทางออกสำหรับที่สุดที่หาอาหารไม่ได้ สามารถที่จะกินเนื้อสัตว์ที่มันตายเองได้ แต่มีวินัยอีกหลายข้อที่ห้ามภิกษุ
อ่านต่อ
ทำครัว ห้ามเก็บเนื้อสัตว์ ห้ามเก็บอาหารไว้ค้างคืน สมมุติว่าท่านบิณฑบาต0 ไม่ได้ แล้วเห็นสัตว์ตายกลางทาง ถ้างั้นก็คงต้องพิจารณาแล้วกินด้วยความไม่รังเกียจอย่างนั้นกระมังครับถึงจะพอประทังวันนั้นไปได้ พ่อครูว่า…ไม่มีปัญหามากหรอกผู้ปฏิบัติธรรมไม่ได้ฉันอาหารสักวันสองวันก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องไปคิดมากหรอก เป็นได้ไม่เป็นเรื่องใหญ่อะไร ต้อปังไปถือเป็นเรื่องสำคัญเหลือเกิน ที่อาตมานำเรื่องไม่กินเนื้อสัตว์มาเป็น บุญญาวุธหมายเลข 1 ในการเปิดเผยธรรมะในยุคนี้ ก็เพราะว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับศีลข้อที่หนึ่งที่เป็น อธิศีล อาตมาก็โยงใย อันนั้นเป็นเหตุเพื่อให้เข้าใจถึงความเกี่ยวพันเกี่ยวเนื่องไปถึงขั้นวิบากกรรม แม้ที่สุดลึกซึ้ง ถึงขั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎกชัดเจนว่าเรื่องเนื้อสัตว์ ในชีวกสูตร แล้วผู้ที่อ่านพระไตรปิฎกยังไม่แตก ฟังแล้วก็จะเฉยๆยังไม่เข้าใจซาบซึ้งอะไร ที่ท่านตรัสไว้ตั้ง 5 ข้อว่า เรื่องเกี่ยวกับสัตว์ เป็นบาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลย 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60 ข้อที่ 5 ยิ่งใหญ่ที่สุดสูงที่สุดเป็นบาปเป็นอันมากก็คือ เอาอาหารเนื้อสัตว์ไปถวายพระพุทธเจ้าหรือพระสาวกพระพุทธเจ้า เพื่อให้ยินดีในการฉันเนื้อสัตว์ในอาหารนี้ คล้ายๆกับว่าไปมอมเมาพระพุทธเจ้า สาวกพระพุทธเจ้าให้หลงใหลติดยึดในเนื้อสัตว์ จึงเป็นบาปข้อที่ 5 ยิ่งใหญ่ที่สุด ถ้าเข้าใจแตกฉานในการฟังคำสอนพระพุทธเจ้าแล้วจะสะดุ้งโหยง ตายๆๆ เอาอาหารเนื้อสัตว์ไปถวายพระพุทธเจ้า พระสงฆ์ทั้งหลายแหล่มันบาปอย่างที่ข้อที่ 5 นี้เชียวหรือซึ่งเป็น อกัปปิยะ เป็นสิ่งไม่ควรอย่างยิ่งเลย เอาอาหารเนื้อสัตว์ไปถวายพระพุทธเจ้า สาวกพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่ไม่ควรเลย ถ้าเข้าใจแตกฉานในคำสอนคำกล่าวของพระพุทธเจ้าแล้วจะสะดุ้งโหยง ตายๆๆ เราทำอย่างซื่อเลย ปรุงอาหารและสัตว์อย่างประณีตไปถวายพระพุทธเจ้า พระสาวกพระพุทธเจ้าหน้าตาเฉย นึกว่าจะได้กุศลอานิสงส์สูงส่ง แต่ไม่ประสีประสาอะไรจริงๆเลย อาตมาทำงานมา 50 ปีก็ได้ผลพอสมควร
640329_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 33 ที่บ้านราชฯ