สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร) ตอน อ่านเวทนาในมูลสูตร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(มูลสูตร) ตอน อ่านเวทนาในมูลสูตร สมณะเดินดินว่า...ประเด็นเมื่อกี้นี้ เหมือนเข้าใจว่าควรพูดกันตรงๆ แต่ว่าอ่านแล้วบอกว่าเหมือนมิตรไมตรีหายไปไหน ...ที่พ่อครูพูดมาก็คงเป็นแต่ละคน จะใช้สัปปุริสธรรม ของตนแค่ไหน ไม่มีสูตรตายตัว พ่อครูพูดถึงว่า เราอยู่ไปแล้วจะเกิดสะสมอัญญธาตุ ขึ้นมา คือเราไม่เอากับทางโลกมาเอาทางธรรมแล้ว อย่างคนก็อยากมาอยู่กับพวกเราอยากได้ osmosis แต่เขาก็ต้องการหาเงินด้วย อย่างนี้ได้ไหม พ่อครูว่า...ก็มีระดับ จริง คุณเพิ่งมาปฏิบัติก็ได้เงินเท่านี้ๆ แต่พอปฏิบัติไป แน่นอนถ้าคนเรามีฉันทะมา แม้ถูกต้านมาก่อน เข้ามาในหมู่ที่เขามีโลกุตรธรรม คุณเอง อยู่ไปเถอะ แม้จะเป็นคนแข็งด้านก็จะได้รับเข้าไปเรื่อยๆ ที่นี่ขยันอัดให้ด้วย ไม่ใช่แค่ osmosis มันต้องได้ แล้วมันจะเกิดพลังงานธาตุรู้ถึงขั้น อัญญะ หมายความว่าเป็นพลังงานที่ ปีนกรอบของโลกียะออกมาได้แล้ว อัญญะแปลว่าอื่น เป็นพลังงานอื่นจากสามัญปุถุชน อันนี้เป็นพลังงานใหม่ถึงแม้ว่าคุณไม่เก่ง ไม่ฉลาด รับไม่ค่อยได้ แต่อัดเข้าไปมันก็จะได้เต็มถึงล้นได้ แม้ว่า คุณจะเข้ายากอัดเข้ายากจัง จนกว่าจะได้อัญญะก็ยาก แต่มันต้องมีขีดเขต สักวันก็จะได้ แต่ถ้าเราตั้งใจศึกษาก็น่าจะได้ เท่าที่อาตมาได้พยายามทำงานมา จึงเห็นความจริงว่าพวกเราได้ นี่ไม่ใช่หลงเพ้อเจ้อ ไม่ใช่ตีความเอาเอง ผิดๆพลาดๆ ไม่ใช่ สังคมชุมชนชาวอโศก อยู่ด้วยกันมา จับกลุ่มเป็นชาวอโศกมา 40 กว่าปี มันมีคดีทางโลกเขา ซึ่งเป็นคดี ก่อกันเองที่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ในชุมชนเราไม่มี ไม่เคยก่อกัน เป็นเครื่องยืนยันพิสูจน์ได้ ไม่มี ของเรานี่มันมีความรู้ รู้โลกียะเป็นอย่างนี้ ไม่ได้หยาบคายอะไร เห็นผลยืนยันชัดเจน เป็นสามัญผล ตามที่พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ ตอนพระเจ้าอชาตศัตรู ไปถามว่า ธรรมะน
อ่านต่อ
ี้ปฏิบัติแล้วจะได้เป็นผลสามัญอย่างไร มีไหม? พระพุทธเจ้าก็ยกตัวอย่าง คนของท่านก็อยู่กับท่าน มีจารีต ประเพณีตามแบบท่าน แต่พอเขามาปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า มีศีล สังวรอินทรีย์ สติสัมปชัญญะ ตามแบบนี้ ท่านจะเอาคนของท่านคืนไปไหม?...ก็ไม่เอาคืนหรอก มีแต่จะสนับสนุนให้เขาทำต่อ ขนาดนั้น พระเจ้าอชาตศัตรู เป็นคนอนันตริยกรรมแล้ว เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรู กลับไปแล้ว พระพุทธเจ้า ก็ตรัสว่า หากไม่มีอนันตริยกรรมแล้ว พระเจ้าอชาตศัตรู ก็จะบรรลุธรรมในที่นั่งแห่งนี้เลย ในมูลสูตร 10 ถ้าไม่มีความยินดีตั้งใจ มาเอาโลกุตระก็อย่าเลย เสียเวลา ไม่ได้หรอก ขนาดมีฉันทะแล้ว อยากได้อรหันต์อยากได้ธรรมะโลกุตรธรรมก็ต้องมาเรียนรู้ ทำใจเป็น อาตมาบอกว่ามนสิการ การทำใจในใจเป็น เรียกว่าโยนิโสมนสิการ ไม่ใช่หมายความว่าพิจารณาถ่องแท้ 1. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) . . 2. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) . . . . 3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) . . . 4. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) . 5. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) . . . 6. มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) . . . . 7. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) . กัปตันรู้ยิ่งยอด 8. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) . หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา). = สอุปาทิเสสนิพพาน. 10. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 58)
ต้องมีเวทนาเป็นที่ประชุมลงเป็นกรรมฐาน หากแยกแยะวิจัย เวทนาที่เป็นเคหสิตเวทนา แล้วมีวิธีทำออกจากเวทนาเคหสิตะมาเป็นเนกขัมมะ อ่านอาการออก ว่า ลดละจากอาการราคะโทสะ ก็เป็นเนกขัมมะ เกิดที่จิตเราก็อ่านในปัจจุบัน มีการลดละ อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี เห็นเลยว่ามันไม่เที่ยง กิเลสไม่ใช่ตายตัวไม่เปลี่ยนแปลง มันเกิดเดี๋ยวเดียวก็เปลี่ยนแปลง ยิ่งเราทำด้วยสามารถ ให้มันลดละจางคลาย ทำให้มันดับได้ คาตาเลย คุณก็มั่นใจ สมณะเดินดินว่า...ถ้าชีวิตผู้ใดมีชีวิตอยู่วินาที 1 นาที 1 ชั่วโมง 1 วัน 1 ปี มีแต่เอาชีวิตนี้ไร้ค่า… 600707_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ชีวิตคนเกิดมามีค่าเพราะอะไร