สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน กายต้องหมายถึงธรรมะสอง.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน กายต้องหมายถึงธรรมะสอง มาทวนคำว่ากาย กายไม่ใช่ ดินน้ำไฟลมอย่างเดียว ในพจนานุกรม คำว่า กาย แปลว่าหมู่ ฝูงหรือองค์ประชุม กายไม่ใช่แค่1 แต่เป็นองค์รวม หรือถ้านามธรรมก็คือหมวดแห่งเจตสิกธรรม คือหมวดของอาการจิต เช่น เวทนาเรียกว่ากาย สัญญาเรียกว่ากาย สังขารเรียกว่ากาย หรือทั้งสามก็เรียกว่ากาย ในท่านเจ้าคุณประยุทธ์ปยุตโต ท่านแปลว่า กอง หมวดหมู่ ที่รวม ชุมนุม เช่นสัตวกายก็คือรวมมวลสัตว์ทั้งหลาย พลกายคือรวมพลทหาร รถกายคือกองทหารรถ ธรรมกาย คือที่รวมหรือชุมนุมแห่งธรรม แล้วท่านแยกกายอีกว่า 1 ที่รวมแห่งอวัยวะทั้งหลายหรือชุมนุมแห่งรูปธรรมคือร่างกายหรือรวมเป็นรูปกาย พ่อครูว่า รูปกายคือกายที่ถูกรู้ แปลว่ามันต้องมีตัวรู้หรือนามธรรมไปรู้ เพราะแค่พีชะ อุตุ รู้ตัวเองไม่ได้ จะเป็นรูปกายโดยไม่มีนามไม่ได้ ร่างกายนี้ มีรูปกาย ต้องมีนามไปรู้ด้วย กายขาดนามไม่ได้ มีแต่รูปไม่เป็นกาย สิ่งที่ถูกรู้ คนละชิ้นเลย ก็อยู่คนละส่วน แม้ส่วนเดียวกันต้องมีนามเข้าไปรู้ 2 ท่านแปลว่าที่ประชุมของนามธรรม เพราะนามถูกรู้และเป็นตัวรู้ได้ รูปจิตอรูปจิตเป็นรูป ส่วนญาณปัญญาเราก็คือนามเข้าไปรู้ 3 กายปัสสัทธิ ท่านแปลว่า ความสงบเย็นแห่งกองเจตสิก พ่อครูว่าอันนี้ท่านแปลถูก เจตสิกคือนาม กายปัสสัทธิไม่ได้หมายถึงวัตถุดินน้ำไฟลมสงบ ความเคลื่อนไหวร่างกายสงบ ไม่หายใจคือกายปัสสัทธิ ไม่ใช่ แต่กายปัสสัทธิคือความสงบของเจตสิก ท่านแปลอีกว่าบางทีเรียกว่านามกาย แต่บางที นามกายหมายถึงนามขันธ์ทั้ง 4 คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นอกจากความหมายพื้นฐานสองอย่างนี้ ยังมีความหมายตามสภาพแวดล้อมอีก เช่น กายสัมผัส หมายถึงกายินทรีย์ที่รับรู้โผฏฐัพพะ เป็นการสัมผัส กายทุจริต ตัวทุจริตนี้ ถ้าหมายเอา
อ่านต่อ
แค่กายคือร่าง ร่างเองนี้ทุจริตไม่ได้ ทุกข์สุขไม่ได้ ร่างก็คือวัตถุ ดินน้ำไฟลม แต่ถ้ามีตัวประธานมีจิตเจตสิก เข้าไปนั่นแหละถึงจะรู้สึกสุขทุกข์ได้ กายทุจริต ท่านหมายถึงกายทวารที่ใช้ทำกรรม ทำการต่างๆ พ่อครูว่าใช่ กายกรรม วจีกรรมก็ต้องมีจิตเป็นประธาน หากพลังงานจิตคุณตก drop ไปแล้วไม่มีเวทนา เหลือแต่สัญญาสังขารก็ทำอะไรไม่ได้ สัญญากับสังขารอยู่ในร่างคนก็ยังยึดเป็นเราเป็นของเรา คนที่เล่นสมถะมาก จะยึด พวกฤาษีตายอย่างสมถะแค่จิตติดยึด พลังงานจิตมันหมดไปแล้วเหลือแต่พลังงานพืช ไม่สามารถทำให้เป็นสัตว์ได้อีก แต่ยังมีพลังงานเหลือ เล็บก็ยาวได้ผมก็ยาวได้ เขาก็เลยหลงว่าเป็นยอดอาจารย์หลงกราบเคารพอีก เพราะว่าไม่ชัดเจน นิยาม 5 นี้ ตัวเองทำสมถะ ยึดเองเป็นเหตุ แล้วเหลือพลังงานเป็นพืช ร่างมนุษย์แต่พลังงานเป็นพืช ไม่มีเวรภัยไม่มีพยาบาท เวทนาแล้ว สมณะฟ้าไทว่า...ผมเห็นเขาเอาคลิปปลาที่ถูกแล่เนื้อแล้วมันยังดิ้นได้ พ่อครูว่า...เป็นพลังงานที่เป็นโมเมนตัม ไม่เป็นกายแล้ว ก็ตัดออกไปแล้ว ตัดเล็บออกไปแล้วก็ไม่เป็นกาย พวกนี้ไม่มี Coefficient ก็มีแต่จะชรตา ถ้าเข้าใจกายจะสร้างกายปาคุญญตา กายปัสสัทธิ คือจิตคุณไม่มีกิเลส แต่จิตคุณแคล่วคล่องว่องไว ไม่ใช่จิตแข็งทื่อ ร่างก็คล่องแคล่วได้มือไม้ออกท่าทางอย่างแคล่วคล่อง ทั้งเวทนา สัญญาสังขาร แคล่วคล่อง คือกายปาคุญตา ท่านเจ้าคุณประยุทธ์ แปลว่าทำธรรมชาติ คือสัญญา สังขาร วิญญาณให้แคล่วคล่องอย่าง โสภณจิตได้ อาตมายังไม่เอาเจตสิกต่างๆมาสอน คุณรู้อุปาทายรูป 24 ให้ดีเถอะ คุณรู้ดีแล้วไปอ่านจิตคุณ ท่องชื่อเจตสิก 52 89 121 ก็จะได้ อาตมาไม่คิดจำ เพราะพลังงานทางการจำนี้เสื่อมแล้ว อาตมาต้องเขียนติดหน้าแป้นว่า วันนี้เทศน์นะ ไม่ได้แกล้งนะ ไม่ไหว อาตมาว่าคงต้องค่อยๆเพลาใช้พลังงานบ้าง จะได้เหลือไปจำบ้าง แค่ไปขี้มา เขาถามว่าขี้เหลวหรือแข็งก็จำไม่ได้ คือหมอหรือพยาบาลอยู่ใกล้ก็ถาม ก็ช่วยดูแล
คำว่ากายทั้งหมด เช่นคำว่า กายกัมมัญญตา ท่านแปลว่าความคล่องของกาย ความคล่องของกองแห่งเวทนาสัญญาสังขาร แล้วมีตัวประมาณรู้ สัปปุริสธรรม 7 มีมัตตัญญุตาได้ว่า ควรใช้องค์ประกอบอย่างไรที่เหมาะควร รู้จักเป้าหมายองค์รวมทั้งหมด ธัมมัญญุตา รู้จักตัวเราอัตตัญญุตา อย่างอาตมาต้องรู้ว่าตัวเราก็เท่านี้ทำได้เท่านี้ รู้กาลัญญุตา ถึงเวลาที่จะทำได้หรือไม่ เวลานี้ต้องทำ...ไม่ทำแล้วเลยไปก็ใช้ไม่ได้ จะชัดเจน ตีเหล็กต้องตีขณะร้อนๆ หรือว่าหมู่กลุ่มนี้ปริสัญญุตา หมู่กลุ่มนี้หรือกลุ่มน้อยกลุ่มใหญ่ เผื่อพอไว้ ได้ผลหรือเสียผลก็ต้องประมาณ หรือเฉพาะคน ปุคคลปโรปรัญญุตา ก็ได้ว่าคนนี้ใช้แบบนี้ได้หรือไม่ สัปปุริสธรรม 7 นี้ครบหมดแล้วพระพุทธเจ้าตรัสไว้ สมณะฟ้าไทว่า...แสดงว่าคนที่เป็นพระโพธิสัตว์ต้องรู้ทั้งหมด พ่อครูว่า...ยังรู้ไม่หมดนะ เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 กว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า ต้องรู้ว่าเราทำได้เท่าไหร่แล้วด้วย ไม่อย่างนั้นที่ควรจะก้าวหน้าก็ไม่ก้าวหน้า ในคำว่า กัมมัญญตา คำเดียวนี้ เหมาะควรแก่การงาน เขาแปลโดยพยัญชนะ คือ การงานที่พอเหมาะพอควรพอดี ผู้ที่ประมาณ มัตตัญญุตา ก็ต้องประมาณ อย่างมีภูมิรู้ ถึงพอเหมาะพอดี ในหลวงถึงได้ตรัสคำว่าพอเพียง พอเพียงคือหมายถึง Coefficient เพียงไหน ขนาดไหนที่จะดีที่สุด ก้าวหน้าที่สุด อยู่ในขีด Coefficient ที่สุด ในหลวงร. 9 ตรัสไว้ คำว่าพอเพียง เป็นความหมายของ Coefficient ขนาดนี้กำลังดีกำลังพอเหมาะ ได้ค่าสูงสุดระดับนิพพานเจริญถึงเต็มที่ ประโยชน์สูงประหยัดสุด อย่างนี้เป็นต้น ในพจนานุกรมเจ้าคุณอุดร คำว่า กายกลิ ท่านแปลทับศัพท์ว่ากายโทษ คือความไม่ดีไม่งาม สิ่งชั่วช้าที่อยู่ในกาย พ่อครูว่า สิ่งชั่วร้ายที่อยู่ในกาย มันไม่มีอะไรหรอกนอกจากกิเลส กิเลสเป็นตัวยิ่งใหญ่อยู่ในกายคุณ เป็นตัวร้ายที่สุด กายกลิ หากเราไม่รู้กายคืออะไร ก็ไปเข้าใจว่า คือร่างกาย จะไปแก้อย่างไร กายคือดินน้ำไฟลม ก็ไปหาหมอรักษา ผ่าตัดให้ยา แต่อันนี้มันไม่ใช่ กายกลิคือที่จิตวิญญาณ ถ้าเข้าใจผิดเพี้ยน แทนที่จะไปหาหมอรักษาทางจิตวิญญาณ ก็ไปหาหมอรักษาทางร่างกาย มันก็ไม่เข้าท่า ดีไม่ดีไปตัดอันที่ไม่ควรตัด เดี๋ยวนี้หมอถนัดที่จะผ่าจะตัด เห็นเป็นของเล่นไปหมดเลย
กายกสาวะ คือ ความหมักหมมแห่งร่างกาย ความสะสมความสกปรกของร่างกาย นี่แสดงว่า เข้าใจกายไม่ได้
คำว่า กายไม่ใช่เรื่องตื้นเขินล้อเล่น ในพระไตรปิฎกมีหลักฐานยืนยัน ถ้าฟังอาตมาแล้วไม่เชื่อ ก็ไม่มีสิทธิ์จะไปทำอะไร แต่ให้พยายามลองศึกษาฝึกฝน ก็เป็นคำสำคัญที่ควรศึกษา คือคำว่า กาย คำว่าสมาธิ คำว่าทาน จะทำใจในใจอย่างไรถึงทานแล้วมีผล อัตถิทินนัง หรือแม้แต่คำว่าบุญ คำว่าปัญญา จุดที่ควรเข้าใจ หากเข้าใจไม่ได้ก็ไม่ก้าวหน้าไม่พัฒนาสักที อาตมาก็ต้องพูดแล้วพูดอีก ไม่ได้อวดดี อวดเก่งอะไร มีความจริงใจที่อยากให้รู้เข้าใจ แล้วเอาไปทำจึงจะได้ประโยชน์ เหมือนอย่างพวกเราที่เข้าใจดีแล้วไปทำได้เกิดผล อาตมากล้าจะพูดว่าพวกเรามีอาริยบุคคล หมู่กลุ่มพวกเรา เป็นหมู่บ้านอาริยะอยู่ที่นี่ เขาที่มีเพลง แดนศิวิไลซ์ ของนายธเนศ วรากุลนุเคราะห์ร้องว่า แดนศิวิไลซ์อยู่ไหน...ก็อยู่ที่นี่ล่ะ เราสร้างสังคมที่พึ่งตนเองรอด เป็นหมู่กลุ่มที่ไม่เป็นหนี้ จะยืมกันก็ไม่มีดอกเบี้ย แต่ไม่ชักดาบกัน มันเป็นสัจจะ ที่ต้องเป็นหนี้กัน 600705_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ปาฏิหาริย์แห่งกายสัมประสิทธิ์